อัตราดอกเบี้ย|คืออะไร? มีกี่ประเภท?

ดอกเบี้ย คืออะไร?

ดอกเบี้ยคือผลตอบแทนที่เป็นส่วนเพิ่มขึ้นมาจากเงินต้น ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆทางการเงิน เช่น การฝากเงินออมในธนาคาร,การลงทุน หรือการปล่อยกู้

หรืออีกมุมนึงสำหรับผู้ใช้บริการทางการเงิน เช่นการกู้ยืมเงินหรือยืมทรัพย์สินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด,อสังหาริมทรัพย์,รถยนต์ และอื่นๆ ดอกเบี้ยก็คือค่าบริการที่เราจะต้องจ่ายให้กับผู้ให้กู้ เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่เรายืมทรัพย์สินจากผู้กู้มาใช้ประโยชน์

การจ่ายดอกเบี้ย นอกจากจะเหมือนเป็นการจ่ายค่าบริการแล้ว ก็ยังเป็นการจ่ายค่าเสียโอกาส,ชดเชยค่าเสื่อมของทรัพย์สินต่างๆ และเป็นค่าตอบแทนเพื่อสร้างผลกำไรให้กับผู้ให้กู้ยืมอีกด้วย

ตัวอย่างของดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร

สมมุติว่าเรานำเงิน 100 บาทไปฝากธนาคาร และธนาคารให้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี นั่นแปลว่าเงินต้นคือ 100 บาทและเมื่อฝากเงินจนครบ 1 ปีแล้ว ผู้ฝากจะได้เงินเพิ่มขึ้นมา 1 บาท (1 บาทที่เพิ่มขึ้นมานี่ล่ะครับ เรียกว่าดอกเบี้ย)

ดอกเบี้ยจากการลงทุนในตราสารหนี้

เราอาจจะเป็นนักลงทุน นำเงิน 100,000 บาท(เงินก้อนนี้เรียกว่าเงินต้น)ไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุ 3 ปีและให้ดอกเบี้ย 4 เปอร์เซ็นต์(%)ต่อปี 

นั่นหมายความว่า ในแต่ละปี เราจะได้เงินกลับเข้ามาในกระเป๋าปีละ 4,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี รวมเป็น 12,000 บาท เรียกว่าดอกเบี้ย

และเมื่อเวลาผ่านไปจนครบ 3 ปี ตราสารหนี้จะครบกำหนดอายุไถ่ถอน เราก็จะได้เงินต้น 100,000 บาทคืนมาด้วย 

โดยสรุปแล้วเราลงทุนด้วยเงินต้นไป 100,000 บาท เมื่อครบ 3 ปีได้เงินกลับเข้ามาในกระเป๋า 112,000 บาท เห็นมั้ยครับว่าสุดท้ายแล้วเราจะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นเป็นจำนวน 12,000 บาท(คือดอกเบี้ยนี่เอง)

จากตัวอย่างจะเห็นว่าถ้าเราเป็นผู้ให้กู้ หรือให้บริการทางการเงิน ดอกเบี้ยก็คือเงินส่วนเพิ่มที่ได้จากการฝากเงิน,ลงทุน หรือปล่อยกู้นั่นเองครับ 

ถ้าเราเป็นผู้ให้กู้ หรือผู้ให้บริการทางการเงิน ตัวดอกเบี้ยจะเปรียบเสมือนรายได้หรือผลตอบแทนของเรา

แต่ถ้าเราย้ายฝั่งมาเป็นผู้กู้ หรือผู้ใช้บริการทางการเงิน ดอกเบี้ยจะเป็นเงินส่วนเพิ่มที่เราต้องจ่ายคืนผู้ให้กู้นอกเหนือจากเงินต้นที่ควรจะต้องคืนตามปกติอยู่แล้ว 

เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นผู้กู้หรือผู้ใช้บริการทางการเงิน ตัวดอกเบี้ยจะเปรียบเสมือนต้นทุนหรือภาระค่าใช้จ่ายทางการเงิน

การคิดดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะคิดเป็น “ร้อยละ”(%) ของเงินต้นครับ ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมา จะมาหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวเลขร้อยละที่ว่านี้ ซึ่งมันมีชื่อเรียกว่า “อัตราดอกเบี้ย” ครับ

อัตราดอกเบี้ย คืออะไร?

อัตราดอกเบี้ยคือตัวเลขกำหนดปริมาณของดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในการทำกิจกรรมทางการเงินหนึ่งๆ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะกำหนดเป็น “ตัวเลขร้อยละ”(%)ของเงินต้นที่ใช้ในกิจกรรมทางการเงินนั้นๆครับ

อัตราดอกเบี้ยนี่เองจะเป็นตัวกำหนดว่าผู้กู้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยมากหรือน้อยเท่าไหร่ หรือผู้ให้กู้จะได้รับผลตอบแทนมากน้อยขนาดไหน

อัตราดอกเบี้ยมีกี่ประเภท

อัตราดอกเบี้ยที่ใช้กันในโลกการเงินมีหลักๆอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
  2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคือจำนวนดอกเบี้ย(ร้อยละต่อปี)ที่ธนาคาร(สถาบันการเงิน)ตกลงว่าจะให้เป็นผลตอบแทนแก่ผู้ที่นำเงินมาฝาก

เพราะเมื่อเรานำเงินไปฝากไว้ในสถาบันการเงิน เค้าก็จะนำเงินของเราไปลงทุนสร้างผลตอบแทนอีกทีนึงครับ จะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยกลับมาเท่าไหร่ก็แล้วแต่นโยบายการลงทุน

และเมื่อเค้าเอาเงินเราไปลงทุน ได้กำไรกลับมาก็เอามาแบ่งจ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินฝากให้กับเรานั่นเอง

แน่นอนว่าถ้าเราฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินนานเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่เงินของเราจะสร้างผลตอบแทนได้มากเท่านั้น 

และในทางกลับกันถ้าเราฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ถอนออกเมื่อไหร่ก็ได้ โอกาสที่เงินก้อนนั้นจะสร้างผลตอบแทนกลับมาก็น้อย เลยเป็นที่มาของการแบ่งประเภทของดอกเบี้ยเงินฝากเป็น 2 อย่างหลักๆครับ คือ

  1. อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ (Saving Interest Rate)
  2. อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (Fixed Interest Rate)

อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ (Saving Interest Rate)

การฝากเงินในรูปแบบบัญชีออมทรัพย์คือการที่เรานำเงินเข้าไปฝากธนาคารโดยไม่กำหนดวันเวลาที่จะถอนเงินออกครับ

จะฝากไว้แล้วถอนพรุ่งนี้ หรือ อีก 5 ปี 10 ปีก็ได้ และด้วยความที่มันไม่มีเวลากำหนดแน่นอนก็ทำให้สถาบันการเงินเค้าก็ไม่สามารถนำไปวางแผนลงทุนได้ดีเท่าไหร่จึงจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินฝากประจำ

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (Fixed Interest Rate)

การฝากเงินแบบประจำคือการฝากเงินแบบที่มีการกำหนดเวลาถอนที่แน่นอน เช่น 3 เดือน,6เดือน หรือนานกว่านั้นตามแต่จะกำหนด

เมื่อมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนว่าจะถอนเงินออกได้เมื่อไหร่ จึงทำให้ธนาคารสามารถบริหารจัดการนำเงินของเราไปลงทุนได้ดีขึ้น

เพราะเมื่อมีเวลาให้เงินเราทำงานมากขึ้น ก็จะได้ดอกเบี้ยผลตอบแทนกลับมามากขึ้นและยังง่ายต่อการวางแผนการลงทุนเพราะรู้ว่ามีเวลาให้เงินจำนวนนี้ทำงานนานเท่าไหร่

นั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำมักจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป

ข้อดีของดอกเบี้ยเงินฝากทั้ง 2 ประเภทก็คือ การคิดดอกเบี้ยจะคิดในลักษณะดอกเบี้ยทบต้น(Compound Interest) ซึ่งก็จะเป็นตัวช่วยเร่งให้เงินต้นของเราเพิ่มเร็วขึ้น และทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามมาในทุกรอบของการรับดอกเบี้ย

แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราเช็คอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายปีย้อนหลังที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ และต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ จึงทำให้การฝากเงินกินดอกเบี้ยในธนาคารไม่น่าจะใช้ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป

ยังไม่รวมถึงการที่ธนาคารให้ความคุ้มครองเงินฝากแค่ 1 ล้านบาทต่อ 1 รายผู้ฝากต่อ1สถาบันการเงิน ทำให้คนหันมาสนใจการลงทุนด้านต่างๆกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม,ลงทุนในตราสารหนี้ หรือ คริปโตเคอรเรนซี่ และอื่นๆ  


กองทุนรวมคืออะไร ลงทุนยังไง
คลิกเพื่ออ่าน : กองทุนรวมคืออะไร ลงทุนยังไง?

อย่างที่ได้บอกไปว่าดอกเบี้ยที่ธนาคารนำมาจ่ายให้นักลงทุนมาจากการนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินรูปแบบต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นตราสารหนี้ หรือกองทุนประเภทต่างๆ (เช่นกองทุนรวมหุ้น)

แต่สิ่งนึงที่ทำให้ตัวธนาคารได้รับดอกเบี้ยนั่นคือการปล่อยเงินกู้นั่นเองครับ โดยธรรมชาติแล้วอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

ที่ต้องสูงกว่าก็เพราะว่ามันคือการทำธุรกิจ เพื่อสร้างผลกำไรนั่นเอง เช่นธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำในอัตรา 2% แต่นำไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับมีกำไรอยู่ 4% นั่นเอง

นี่จึงเป็นที่มาของอัตราดอกเบี้ยอีกประเภทนึงที่เรียกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คือปริมาณดอกเบี้ย(คิดเป็นอัตราร้อยละต่อปี)ที่ผู้ให้กู้เงินหรือผู้ให้บริการทางการเงินเรียกเก็บจากผู้กู้

ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้เปรียบสมือนผลตอบแทนที่ผู้ให้กู้จะได้รับจากการนำทรัพย์สิน(เงิน)มาให้ผู้กู้ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ รวมถึงเป็นค่าเสียประโยชน์,ค่าเสื่อมของทรัพย์สินที่นำมาให้ยืม(หรือปล่อยกู้)อีกด้วย

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆครับ คือ

  1. อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่(Fixed Rate หรือ Flat Rate)
  2. อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว(Floating Rate)
  3. อัตราดอกเบี้ยแบบผสม(Mixed Rate Loan)

อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่(Flat Rate)

เป็นการปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา โดยจะมีการตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้ก่อนที่จะเริ่มทำสัญญากู้ยืม(ส่วนใหญ่ก็คือวันที่ให้สินเชื่อ) และจะยึดอัตราดอกเบี้ยนี้ไปตลอดจนครบอายุสัญญา

การกู้ยืมเงินโดยใช้อัตราดอกเบี้ยประเภทนี้จะทำให้การผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละเดือนเป็นยอดคงที่ตลอดระยะเวลาสัญญากู้ยืม 

อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ส่วนใหญ่จะถูกใช้กับการซื้อรถยนต์ การซื้อเครื่องใช้,เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ

การใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่อาจจะดีตรงที่ผ่อนชำระด้วยจำนวนเงินคงที่เท่ากันทุกๆงวดตลอดอายุสัญญา แต่ถ้าสังเกตุให้ดี มักจะใช้กับการกู้ยืมทรัพย์สินที่มีระยะเวลาไม่นานมากนัก

เพราะความจริงตัวสถาบันการเงินที่เป็นผู้ปล่อยเงินกู้ก็มักจะมีต้นทุนทางการเงินอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ 

เงินที่เอามาปล่อยกู้ นอกจากเงินฝากแล้วก็อาจจะมาจากแหล่งเงินทุนอื่นๆ เช่นเงินกู้,เงินลงทุน,การลงทุนของสถาบันการเงินเอง และอื่นๆ 

ซึ่งการได้เงินมาจากแต่ละแหล่งล้วนมีต้นทุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย,อัตราเงินเฟ้อ,และต้นทุนพวกนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาที่ผ่านไป

เพราะฉะนั้นเมื่อต้นทุนของสถาบันการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา การปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่จึงอาจจะไม่เหมาะสำหรับสินเชื่อบางประเภท 

เพราะถ้าธนาคารเงินปล่อยเงินกู้ไปด้วยระะเวลาสัญญากู้ยืมที่ยาวนาน เช่น 10 ปี,20ปี,30ปี ภาระต้นทุนของทางธนาคารอาจจะสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากการปล่อยกู้ ทำให้ขาดทุนได้

ดังนั้นเลยต้องมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกแบบนึงที่เรียกว่าอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว(Floating Rate)   

อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว(Floating Rate)

อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวคือปริมาณดอกเบี้ย(คิดเป็นร้อยละของเงินต้น)ที่เรียกเก็บจากผู้กู้เงินในลักษณะที่ไม่คงที่ตลอดอายุสัญญากู้ยืม

โดยอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวนี้จะแปรผันตามต้นทุนทางการเงินของผู้ให้กู้(ธนาคาร) และจะถูกประกาศออกมาเป็นอัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารในแต่ละช่วงเวลา

โดยทั่วไปแล้วธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวโดยใช้อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ(MLR,MRR,MOR)สำหรับลูกค้าแต่ละประเภทมาเป็นฐานตัวเลขการคิดเริ่มต้นแล้วจะเพิ่มหรือลดก็แล้วแต่นโยบายครับ

ชื่อเรียกดอกเบี้ยลอยตัวที่หลายๆคนคุ้นหู้กันดีก็เช่น MLR+1, MRR+1 เป็นต้น จะได้อัตราดอกเบี้ยแบบไหนก็แล้วแต่คุณสมบัติของลูกค้าและประเภทของบริการเงินกู้ที่ใช้

ดอกเบี้ย MLR,MRR,MOR คืออะไร

อัตราดอกเบี้ย MLR,MRR,MOR คืออัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ(Minimum Rate) ที่ธนาคารนำมาเป็นฐานการคิดอัตราดอกเบี้ยที่จะให้บริการเงินกู้กับลูกค้าแต่ละประเภท

ที่ต้องมีอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำหลายๆประเภทมาเป็นฐานคิดดอกเบี้ยลอยตัวเพราะว่าลูกค้าแต่ละคนของธนาคารมีความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือไม่เหมือนกันครับ

ลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือ(Credit)มาก ทำธุรกิจร่วมกันมานาน มีทรัพย์สินอยู่กับธนาคารเยอะทำให้เกิดความเสี่ยงกับธนาคารน้อย ก็จะได้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง

ในทางกลับกันถ้าเป็นลูกค้าทั่วๆไปไม่เคยได้ทำธุรกิจกันมาก่อน ไม่ได้มีทรัพย์สินมากมาย ก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงกับธนาคารมากขึ้นมา จึงจะได้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมาหน่อยนึง

โดยที่อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำเหล่านี้แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

  1. อัตราดอกเบี้ย MLR: Minimum Loan Rate
  2. อัตราดอกเบี้ย MRR: Minimum Retail Rate
  3. อัตราดอกเบี้ย MOR: Minimum Overdraft Rate

อัตราดอกเบี้ย MLR : Minimum Loan Rate

อัตราดอกเบี้ย MLR คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี โดยคุณสมบัติลูกค้า้รายใหญ่ชั้นดีอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคาร

แต่โดยทั่วๆไปแล้วลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีก็จะเป็นลูกค้าที่มีประวัติการเงินดีและมีทรัพย์สินค้ำประกันกับธนาคารอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งพอจะทำให้ธนาคารมั่นใจได้ว่าควาามเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้จะน้อย

โดยส่วนใหญ่แล้วอัตราดอกเบี้ย MLR จะถูกนำมาใช้ในสินเชื่อธุรกิจระยะยาวแบบมีกำหนดระยะเวลา

เราสามารถเช็คอัตราดอกเบี้ย MLR ปัจจุบันของธนาคารในไทยได้ทีเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

อัตราดอกเบี้ย MRR : Minimum Retail Rate 

อัตราดอกเบี้ย MRR คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการปล่อยเงินกู้สำหรับลูกค้าสินเชื่อรายย่อยทั่วๆไปที่มีประวัติทางการเงินดี ไม่ผิดนัดชำระหนี้ เช่นสินเชื่อที่อยู่อาศัย,สินเชื่อส่วนบุคคล

ถ้าหากอยากจะเช็คอัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันว่ามีอัตราเท่าไหร่สามารถเช็คได้ในเว็บไซต์ธนาคารที่สะดวกใช้บริการ หรือสามารถเช็คอัตราดอกเบี้ย MRR ของทุกธนาคารได้ที่เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

อัตราดอกเบี้ย MOR : Minimum Overdraft Rate

อัตราดอกเบี้ย MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คือปริมาณดอกเบี้ย(คิดเป็นร้อยละของเงินต้น)ที่ธนาคารจะเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ในกรณีที่ใช้บริการสินเชื่อเงินเบิกเกินบัญชี(Overdraft)

เงินเบิกเกินบัญชี หรือที่ผู้ประกอบการคุ้นหูกันว่าสินเชื่อ OD เป็นบริการสินเชื่อรูปแบบหนึ่งของธนาคารที่ให้บริการกับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีบางรายที่มีประวัติทางการเงินดี มีสินทรัพย์ค้ำประกันในระดับหนึ่ง

ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ทำธุรกิจและมีการเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับสถาบันการเงิน ซึ่งโดยปกติแล้วจะสามารถเบิกเงินในบัญชีมาใช้ได้ไม่เกินเงินที่มีอยู่ในบัญชี

แต่การทำธุรกิจบางครั้งอาจมีความต้องการเสริมสภาพคล่องในระยะสั้นๆ เช่นการจ่ายค่าแรง,การสั่งของมาขาย,สั่งวัตถุดิบเพื่อการผลิต เมื่อนำสินค้าไปขายและได้เงินกลับเข้ามาแล้วก็สามารถนำเงินที่เบิกเกินบัญชีนั้นๆชำระคืนธนาคารได้

ส่วนใหญ่แล้วอัตราดอกเบี้ย MOR จะต่ำกว่า MRR และสูงกว่า MLR ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้านั่นเองครับ

นอกจากอัตราดอกเบี้ย 2 ประเภทด้านบน ยังมีอัตราดอกเบี้ยอีกชนิดนึงที่ธนาคารมักจะเสนอให้ลูกค้าทั่วๆไป ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างอัตราดอกเบี้ยคงที่(Flat Rate)และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว(Floating Rate)

อัตราดอกเบี้ยประเภทดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า อัตราดอกเบี้ยแบบผสม(Mixed Rate Loan) ครับ

อัตราดอกเบี้ยแบบผสม (Mixed Rate Loan)

อัตราดอกเบี้ยแบบผสม(ภาษาอังกฤษ:Mixed Rate Loan หรือ Rollover Mortgage Loan) คือการเก็บดอกเบี้ยเงินกู้แบบอัตราคงที่(Fixed Rate)ในช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจะเป็นการเก็บดอกเบี้ยแบบอัตราลอยตัว(Floating Rate)

ซึ่งการกู้ยืมเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบผสมส่วนใหญ่จะถูกจัดเป็น 2 แบบครับ คือ

  1. คงที่ในช่วงแรกแล้วปล่อยลอยตัว
  2. ดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดในช่วงแรกแล้วปล่อยลอยตัว

คงที่ในช่วงแรกแล้วปล่อยลอยตัว

การเก็บอัตราดอกเบี้ยผสมแบบนี้ เช่น เก็บดอกเบี้ยคงที่ 5% ในช่วง 3 ปีแรกแล้วกลังจากนั้นจะเก็บด้วยอัตราลอยตัว MLR+1

แบบขั้นบันใดในช่วงแรกแล้วปล่อยลอยตัว

ตัวอย่างของการเก็บเก็บอัตราดอกเบี้ยขั้นบันไดเช่น 

  • เรียกเก็บดอกเบี้ย 1ปีแรกในอัตรา 2.5%
  • ในปีที่ 2 ปรับเป็น 3.2%
  • ขึ้นปีที่ 3 ปรับเป็น 4%
  • หลังจากนั้นเก็บดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว MLR-1

ข้อดีของการมีอัตราดอกเบี้ยแบบผสมสำหรับผู้กู้ก็คือ ในช่วงแรกๆของสัญญากู้ยืม ผู้กู้จะถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่น้อย ทำให้สามารถชำระหนี้ได้ไวขึ้น

และหลังจากนั้นจะเลือกผ่อนชำระกับสถาบันการเงินเจ้าเดิมต่อหรือรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเจ้าอื่นก็เป็นโอกาสที่จะเลือกพิจารณาในอนาคตครับ

อัตราดอกเบี้ยทั้งหมดที่เขียนถึงมาด้านบนล้วนแล้วแต่เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการทางการเงินทั่วๆไปเห็นและได้รับข้อมูลจากสถาบันการเงิน

แต่จริงๆแล้วอัตราดอกเบี้ยเหล่านี้ก็มีที่มาที่ไปนะครับ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆธนาคารจะกำหนดขึ้นมาเอง

แล้วอะไรที่เป็นตัวคอยกำหนด หรือเป็นเครื่องมืออ้างอิงสำหรับดอกเบี้ยชนิดต่างๆของธนาคารล่ะ?

อย่างที่เขียนไปด้านบนว่าการที่ธุรกิจอย่างนึงของธนาคารคือการนำเงินมาปล่อยกู้และได้รับรายได้เป็นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยอย่างนึงที่ทำกำไรให้ธุรกิจธนาคาร

แน่นอนว่าการทำธุรกิจ ก็ต้องมีต้นทุนใช่มั้ยครับ ซึ่งต้นทุนที่ว่านี่ก็คือดอกเบี้ยที่ธนาคารโดนเรียกเก็บจากแหล่งเงินทุนของธนาคารนั่นเอง

เราไม่สามารถทราบแน่ชัดได้ว่าแหล้งเงินทุนทั้งหมดของธนาคารแต่ละที่มีที่มาจากไหนบ้าง แต่ที่เราทราบแน่ๆและเป็นหลักสากลอยู่แล้วก็คือ ธนาคารต่างๆทั่วโลกจะมีการกู้ยืมเงินจาก “ธนาคารกลาง” ของประเทศตัวเอง

ซึ่งในประเทศไทย ธนาคารกลางก็หมายถึงธนาคารแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าแบ็งก์ชาติ นั่นเองครับ

การที่ธนาคารต่างๆขอกู้เงินจากแบงก์ชาติก็จะโดนเรียกเก็บดอกเบี้ยเหมือนกัน ซึ่งดอกเบี้ยตัวนี้นี่เองที่เป็นต้นทุนทางการเงินและเป็นตัวเลขดอกเบี้ยอ้างอิงขั้นต่ำในการนำมาคิดดอกเบี้ยสำหรับลูกค้า

ดอกเบี้ยประเภทนี้มีชื่อเรียกว่า “ดอกเบี้ยนโยบาย” (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Policy Rate) 

ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร?

ดอกเบี้ยนโยบายคืออัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดขึ้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทย(หรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ)เพื่อใช้เป็นเครื่องมือควบคุมสภาวะเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบการเงินของประเทศมีเสถียรภาพ

อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเหมือนต้นทางของดอกเบี้ยชนิดต่างๆในตลาดการเงิน เนื่องธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายก็กู้เงินมาจากธนาคารกลางและโดนเรียกเก็บดอกเบี้ยด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายนี่เอง

ดอกเบี้ยนโยบายจึงกลายเป็นต้นทุนหลักและเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดดอกเบี้ยสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดต่างๆ 

นั่นแปลว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำของระบบการบริการทางการเงินทั้งประเทศ หากสังเหตุก็จะพบว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารจะไม่มีทางต่ำกว่าดอกเบี้ยขั้นต่ำแน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นธนาคารพาณิชย์ก็จะขาดทุน

ตัวอย่างง่ายๆเช่น ธนาคารพาณิชย์กู้เงินจากธนาคารกลางมาด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.7% และนำเงินนั้นมาปล่อยกู้โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตรา 3% แปลว่าธนาคารพาณิชย์ได้กำไร : 3%-0.7%=2.3%

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักในสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ซึ่งกนง.จะมีการประชุมปีละ 8 ครั้งเพื่อปรับเปลี่ยนและกำหนดนโยบายการเงินของประเทศ ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากก็คือการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักๆแล้วมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสภาวะเงินเฟ้อในประเทศ จึงทำให้แบงก์ชาติต้องมีการควบคุมสภาวะดังกล่าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยหลักจะมีอยู่ 3 อย่างคือ

  1. เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
  2. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
  3. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดี มีเงินหมุนเวียนในระบบดี ผู้ผลิตสินค้าและบริการก็มีการลงทุน เพิ่มกำลังการผลิตและขยายกิจการ เกิดการจ้างงาน ผู้คนในประเทศมีงานทำมีรายได้

เมื่อคนมีรายได้มีเงินใช้จ่ายกันคล่อง เกิดกำลังและความต้องการ(Demand)ในการซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น เป็นผลทำให้ราคาสินค้าต่างๆเพิ่มสูงขึ้น

ในขณะเดียวกันสำหรับโรงงานผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ก็มีความต้องการในการผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อพยามไล่ตาม demand จนอาจจะเกินกว่า Supply ของวัตถุดิบการผลิต สุดท้ายวัตถุดิบก็มีราคาแพงขึ้นด้วย

เมื่อวัตถุดิบแพงขึ้น ก็ต้องมาขึ้นราคาขายสินค้าให้แพงขึ้น และเมื่อ 2 ปัจจัยที่ว่ามาเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ทำให้กำลังซื้อลดลง เงินที่ผู้บริโภคมีอยู่อาจจะด้อยค่าลงไป 

แถมเมื่อมีการผลิตสินค้าและบริการออกมามากขึ้นเพราะเห็นว่าทำออกมาแล้วขายได้ สุดท้ายก็อาจจะมากเกินกว่าความต้องการจริงๆและสุดท้ายกิจการก็พากันขาดทุนหรือล้มเลิกไปในที่สุด

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อมากเกินไปนั่นเองครับ

พอแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสูงมากเกินไปจนอาจทำให้เกิดผลเสียกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทางธนาคารกลางจึงต้องหาวิธีลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจลงด้วยวิธีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 

เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนของสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ผู้ผลิตสินค้าและบริการก็จะไม่อยากกู้เงินไปขยายกิจการหรือเพิ่มกำลังการผลิตเพราะดอกเบี้ยแพง ทำให้ต้องแบกภาระทางการเงินสูงขึ้น

ในขณะเดียวกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ดอกเบี้ยเงินฝากก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย ก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้คนในประเทศรุ้สึกสนใจที่จะนำเงินเข้าไปฝากไว้ในธนาคารกันมากขึ้น

เมื่อคนนำเงินไปฝากทิ้งไว้ในธนาคาร เม็ดเงินที่เกี่ยวกับการลงทุนด้านต่างๆก็ลดลง ทำให้ควบคุมปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้

อีกปัจจัยนึงที่เป็นผลมาจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็คือจะมีเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนกับสินทรัพย์ในประเทศมากขึ้น ทำให้สกุลเงินบาทเป็นที่ต้องการมากขึ้นและเกิดการแข็งค่าขึ้นตามมา

เมื่อเงินแข็งค่าขึ้น การขายสินค้าส่งออกก็จะน้อยลง เนื่องจากประเทศปลายทางที่เป็นลูกค้าจะสามารถซื้อสินค้าของเราได้น้อยลงเนื่องจากค่าเงินแพงขึ้น

เมื่อกิจการผลิตสินค้าส่งออกได้ยอดขายน้อยลง ก็อาจทำให้มีการลดกำลังการผลิต ลดการลงทุน ลดการจ้างงาน ทำให้ลดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

สรุปคือถ้าเศรษฐกิจดีมาก มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมาก จนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงมากเกินไป สุดท้ายจะเป็นผลเสีย จึงต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพื่อที่จะลดปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม

คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

หากสภาวะเศรษฐกิจ,ระดับการหมุนเวียนของเงินในระบบ,อัตราเงินเฟ้อ อยู่ในสภาวะที่น่าพอใจ ธนาคารกลางก็ไม่มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

หรือในอีกแง่นึง ถ้าหากการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงอะไรมากนักกับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น และแถมยังจะไปกระทบกับปัจจัยอย่างอื่น เช่นค่าเงิน,การส่งออก ทางธนาคารกลางก็อาจจะเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้แบบเดิม

ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจซบเซาถดถอย ผู้คนเลือกที่จะเก็บเงินไว้ในธนาคาร หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย ไม่ค่อยนำเงินออกมาใช้จ่าย ทำให้ความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการต่างๆหายไป

เมื่อความต้องการในการซื้อหดหายไป ผู้ผลิตสินค้าและบริการต่างๆก็ลดกำลังการผลิตลง ลดขนาดกิจการ ลดการจ้างงาน การหมุนเวียนของเม็ดเงินก็ยิ่งลดน้อยลง

เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนี้ ธนาคารกลางจำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลง ธนาคารพาณิชย์ก็จะลดดอกเบี้ยชนิดต่างๆลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก หรือดอกเบี้ยเงินกู้

เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลง ทำให้ผลตอบแทนของคนที่ฝากเงินไว้ในธนาคารลดลงตามไปด้วย จึงทำให้คนมีแนวโน้มนำเงินออกมาใช้จ่ายหรือลงทุนในทรัพย์สินอื่นๆเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า

เมื่อคนนำเงินออกมาใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นก็ทำให้มีกำลังหรือความต้องการซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น ผู้ผลิตสินค้าและบริการก็จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองตลาด

ในแง่ของผู้ประกอบการ เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง บวกกับความต้องการในการซื้อสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ก็ทำให้มีแรงจูงใจในการกู้ยืมเงินมาขยายกิจการเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นมา ทำให้คนมีรายได้ไปจับจ่ายซื้อของ

ในขณะเดียวกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศ เช่นพันธบัตรและตราสารหนี้ต่างๆก็น้อยลงตามไปด้วย เพราะนักลงทุนจะย้ายเงินไปลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

และเมื่อมีความต้องการในการลงทุนด้วยสกุลเงินในประเทศของเราต่ำ ค่าเงินก็จะอ่อนตัวลง เมื่อค่าเงินอ่อนตัวลงจะทำให้การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกมียอดขายมากขึ้น กิจการส่งออกต่างๆก็จะขยายตัวและเพิ่มการจ้างงาน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาและหมุนเวียนในระบบมากขึ้นด้วย

สรุปว่าถ้าเกิดสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ไม่ค่อยเกิดการลงทุนขยายกิจการ คนไม่ค่อยนำเงินออกมาใช้จ่ายสินค้าและบริการ เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบน้อย จะทำให้ธนาคารกลางต้องกระตุ้นการใช้จ่าย ดึงเงินออกมาหมุนเวียนในระบบด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นเป็นตัวเลขที่สำคัญและอยู่ไกล้ตัวทุกๆคนในสังคมมากกว่าที่เราคิดเลยใช่มั้ยครับ ถ้าเรารู้จักมันดีเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์มาวางแผนการเงินการลงทุนส่วนบุคคลได้

เพราะแค่การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยก็จะกระทบกับปัจจัยต่างๆในระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การนำเข้า/ส่งออก,การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อที่มีผลกระทบโดยตรงกับการวางแผนการเงินของทุกคน