ผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันชีวิต มีสิทธิอะไรบ้าง?

ผู้เอาประกันภัย/ผู้เอาประกันชีวิต หมายถึงอะไร?

ผู้เอาประกันภัยคือบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญาประกันภัยฝ่ายที่ตกลงจะจ่ายเบี้ยประกันให้ผู้รับประกันภัย เพื่อแลกกับความคุ้มครองทางการเงินจากภัยต่างๆที่ถูกระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย 

โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินชดเชยหรือเรียกว่าค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยเมื่อมีความเสียหายต่างๆเกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ชีวิต ร่างกาย หรือความเสียหายจากความรับผิดชอบตามกฎหมายในเรื่องต่างๆ

ในแง่ของการประกันชีวิต ผู้เอาประกันภัยคือบุคคลที่ตกลงเข้าเป็นคู่สัญญาประกันชีวิต ซึ่งจะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยและใช้เงื่อนไขของการมีชีวิตหรือเสียชีวิตในการที่จะได้เงินประกันชีวิตจากผู้รับประกัน

ตัวอย่างการได้เงินประกันชีวิตเช่น จะได้รับเงินชดเชยในกรณีเสียชีวิต หรือได้รับเงินเอาประกันคืนถ้ามีชีวิตอยู่ถึงอายุตามที่กำหนด

ถ้าจะพูดโดยรวม ผู้เอาประกันภัยก็คือเราๆท่านๆที่เป็นลูกค้าของบริษัทประกันนี่ล่ะครับ เมื่อยินยอมทำสัญญาประกันภัยและจ่ายเบี้ยประกันรายปี ก็จะได้รับความคุ้มครองต่างๆตามที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นการทำประกันภัยประเภทไหน

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นลูกค้าที่จะได้รับบริการและความคุ้มครองจากบริษัทผู้รับประกันภัย แต่ก็มีสิทธิและหน้าที่ที่ผู้บริโภคอย่างเราควรรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และมีสิทธิที่จะได้อะไรบ้างในการทำประกันแต่ละครั้ง

ประกันสุขภาพคืออะไร คุ้มครองอะไรบ้าง มีวิธีเลือกยังไง
ทำความรู้จักประกันสุขภาพ ดียังไง คุ้มครองอะไร เลือกแบบไหนดี?

ผู้เอาประกันภัยกับผู้เอาประกันชีวิต ต่างกันยังไง?

ประเภทของการประกันภัยถ้าแบ่งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักคือ ประกันชีวิต(Life Insurance) และ ประกันวินาศภัย(Non-Life Insurance) ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนสับสนกับศัพท์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ

โดยทั่วไปแล้ว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาประกัน มีหลักๆ 3 ฝ่ายคือ ผู้รับประกันภัย,ผู้เอาประกันภัย และผู้รับผลประโยชน์

แต่สำหรับการทำสัญญาประกันชีวิต อาจจะคำที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคำ คือคำว่า “ผู้เอาประกันชีวิต”

ซึ่งคำว่า “ผู้เอาประกันชีวิต” จริงๆแล้วก็คือ “ผู้เอาประกันภัย” ประเภทหนึ่งนั่นเองครับ เพียงแค่มีความหมายต่างกันนิดหน่อยในรายละเอียดของการชดใช้เงินประกันชีวิต

ในแง่ของสัญญาประกันชีวิต คำว่า“ผู้เอาประกันภัย” มีความหมายว่าบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภทคือ “ผู้เอาประกันภัย”และ “ผู้เอาประกันชีวิต” มีความแตกต่างกันดังนี้

  1. ผู้เอาประกันภัย คือ บุคคลที่ทำสัญญาประกันชีวิตกับผู้รับประกันภัย
  2. ผู้เอาประกันชีวิต คือ บุคคลที่ชีวิตถูกเอาประกันไว้

นั่นหมายความว่า ถ้าเราทำประกันชีวิตสำหรับตัวเราเอง ผู้เอาประกันภัยกับผู้เอาประกันชีวิตจะเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งก็คือเรา

แต่ถ้าเราเป็นคนทำสัญญาประกันชีวิตให้พ่อหรือแม่ เราจะเป็นผู้เอาประกันภัย ส่วนพ่อหรือแม่จะเป็นผู้เอาประกันชีวิต (เพราะชีวิตถูกเอาประกันไว้)

หน้าที่ของผู้เอาประกันภัย/ผู้เอาประกันชีวิตมีอะไรบ้าง?

ในการที่จะรักษาสิทธิที่ผู้เอาประกันภัยทุกคนควรจะได้รับเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้และปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

หน้าที่ของผู้เอาประกันมีดังนี้

  1. หน้าที่เปิดเผยความจริงอันเป็นสาระสำคัญ
  2. หน้าที่ชำระเบี้ยประกัน
  3. หน้าที่บอกกล่าวเมื่อเกิดวินาศภัย
  4. หน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาประกันภัย

หน้าที่เปิดเผยความจริงอันเป็นสาระสำคัญ

ในการที่จะเอาทรัพย์สินต่างๆเข้าทำประกัน ผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งข้อมูลซึ่งเป็นความจริงต่อผู้รับประกันภัย เพื่อให้ผู้รับประกันภัยประเมินความเสี่ยงและพิจารณาเงื่อนไขรับทำประกัน 

ส่วนการทำประกันชีวิต ผู้เอาประกันชีวิตก็จะต้องแจ้งข้อมูลของตนเองที่เป็นเรื่องจริงให้แก่ผู้รับประกันด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าการเปิดเผยหรือแจ้งข้อมูลเหล่านั้นจะมีผลทำให้ผู้รับประกันเรียกเก็บเบี้ยประกันเพิ่มก็ตาม

หากผู้เอาประกันไม่แจ้งหรือเปิดเผยข้อมูลตามความจริง อาจจะมีผลทำให้สัญญาประกันนั้นเป็นโมฆะได้

หน้าที่ชำระเบี้ยประกัน

หลังจากที่ได้มีการตกลงทำสัญญาประกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต(Life Insurance)หรือประกันภัย(Non-Life Insurance) ผู้เอาประกันมีหน้าที่จะต้องชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้ผู้รับประกัน ตามเงื่อนไขและวิธีที่ตกลงกันไว้

ในกรณีที่เป็นสัญญาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยไม่ยอมชำระเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้รับประกันภัยสามารถฟ้องเรียกร้องให้ผู้เอาประกันภัยชำระค่าเบี้ยประกันดังกล่าวได้

และในขณะเดียวกันผู้รับประกันภัยก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน จนกว่าผู้เอาประกันภัยจะชำระเบี้ยประกันได้เหมือนกัน รวมถึงถ้าผู้รับประกันเกิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปแล้วก็มีสิทธิเรียกคืนได้ด้วย

หากเป็นการทำสัญญาประกันชีวิต การที่ผู้เอาประกันชีวิตตกลงที่จะจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้ผู้รับประกันชีวิต ถือเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดสัญญาระหว่างกัน และเกิดเป็นภาระหนี้แก่ผู้เอาประกันชีวิตที่จะต้องชำระหนี้นั้นให้กับผู้รับประกันชีวิต

อัตราเบี้ยประกันที่ผู้เอาประกันชีวิตจะต้องจ่าย จะถูกกำหนดโดยผู้รับประกันชีวิต โดยคำนวณมาจากจำนวณเงินเอาประกัน,อายุ และสุขภาพ ของผู้เอาประกันชีวิตรายนั้นๆ

หน้าที่บอกกล่าวเมื่อเกิดวินาศภัย

เมื่อไหร่ที่เกิดความเสียหายต่อสิ่งที่ได้ทำประกันภัยไว้ ถือเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องแจ้งให้ผู้รับประกันรู้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สาเหตุที่จำเป็นต้องแจ้งบริษัทผู้รับประกันภัยให้เร็วก็เพื่อให้ผู้รับประกันภัยเข้าไปติดตามทรัพย์สินนั้นๆ และตีราคาความเสียหายได้เร็วที่สุด

เพราะในบางกรณี ถ้าปล่อยเวลาผ่านไป ทรัพย์สินอาจเสียหายเพิ่มขึ้นหรือแปรสภาพ,สูญหายจนเกิดความยากลำบากในการดำเนินการต่างๆ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายตามมา

ถ้าผู้เอาประกันภัยแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความชักช้า บริษัทผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นมาเพิ่มเติมกับผู้เอาประกันภัยได้

แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือสุดวิสัยที่ผู้เอาประกันภัยสามารถพิสูจน์ได้ว่าทำให้ผู้เอาประกันไม่สามารถแจ้งเรื่องให้ผู้รับประกันภัยทราบได้โดยเร็ว ก็อาจจะยกเว้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมได้

หน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาประกันภัย

ในการทำประกันภัยต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์สิน อาจเป็นไปได้ว่าจะมีการระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อการรับประกันทรัพย์สินชิ้นนั้นๆและผู้รับประกันจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ทำตามเงื่อนไขนั้นแล้วเท่านั้น

ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อสัญญาประกันภัย ผู้รับประกันภัยมีสิทธิที่จะปฎิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ 

อธิบายง่ายๆด้วยตัวอย่างเช่น สายการบิน A ได้ทำประกันภัยอัคคีภัยสำหรับเครื่องบินไว้ และมีการระบุเงื่อนไขไว้ในกรมธรรม์ว่าสายการบิน A จะต้องจอดเครื่องบินไว้ในโรงเก็บที่ได้รับมาตรฐานสากลเท่านั้นจึงจะเข้าเงื่อนไชการประกันภัย

ถ้าเกิดสายการบิน A ไม่ได้จอดเครื่องบินไว้ในโรงเก็บที่ได้มาตรฐานสากล และถ้าเกิดไฟไหม้สร้างความเสียหายให้กับเครื่องบิน ก็ถือว่าสายการบิน A ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข และผู้รับประกันภัยมีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่ายชดเชยค่าสินไหมทดแทนได้

หน้าที่ของผู้เอาประกันภัย 4 อย่างที่ว่ามานี้ หากผู้เอาประกันภัยรักษาหน้าที่ของตัวเองได้ตามที่ควรจะเป็น ก็จะเป็นเรื่องไม่ยากเลยที่ท่านจะสามารถใช้สิทธิของท่านได้อย่างเต็มที่ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมา

ในหัวข้อต่อไปเรามาดูกันครับว่าสิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอะไรบ้าง  

สิทธิของผู้เอาประกันภัย/ผู้เอาประกันชีวิตมีอะไรบ้าง?

ถ้าหากเราทำหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วนตามเงื่อนไขแล้ว เราก็ควรจะรู้ว่าตัวเรามีสิทธิอะไรบ้างที่ควรจะได้จากการทำประกันภัย

สิทธิของผู้เอาประกันภัยหลักๆแล้วมีอยู่ด้วยกัน 6 อย่าง ซึ่งผู้เอาประกันภัยหลายๆคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน 

  1. สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน
  2. สิทธิขอลดจำนวนเงินเอาประกันภัย
  3. สิทธิขอลดเบี้ยประกันภัย
  4. สิทธิเรียกหาประกันอันสมควร
  5. สิทธิบอกเลิกสัญญา
  6. สิทธิการโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันชีวิตให้บุคคลอื่น

สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน

สิทธิในข้อแรกนี้น่าจะเป็นเป็นสิ่งพื้นฐานที่ผู้เอาประกันภัยทุกคนรู้กันอยู่แล้ว เพราะทุกคนที่เสียเงินทำประกันก็หวังว่าจะได้รับการชดเชยในด้านต่างๆเวลาที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

สำหรับประกันวินาศภัย หากมีความเสียหายจากวินาศภัยตามที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ 

แต่ผู้เอาประกันภัยเองก็ต้องแน่ใจว่าตัวเองทำทุกอย่างครบถ้วยถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์นะครับ

ส่วนถ้าเป็นการประกันชีวิต ผู้เอาประกันชีวิตก็มีสิทธิที่จะได้รับเงินชดใช้จากการประกันชีวิต โดยมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของสัญญาประกันชีวิต เช่น

ประกันชีวิตประเภทคุ้มครองการเสียชีวิตของบุคคลอื่น

สัญญาประกันชีวิตประเภทนี้ จะยึดเอาการเสียชีวิตของบุคคลอื่นเป็นหลักในการชดใช้เงิน นั่นแปลว่า ถ้าหากผู้ซึ่งถูกเอาประกันชีวิตได้เสียชีวิตลง ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต

หรือถ้าหากเราทำประกันชีวิตไว้ให้ตัวเราเอง และระบุลูกเป็นผู้รับผลประโยชน์ไว้ เมื่อเราเสียชีวิต ลูกก็จะได้รับเงินประกันชีวิตไป

ประกันชีวิตประเภททรงชีพของผู้เอาประกันชีวิต

สัญญาประกันชีวิตประเภทนี้ จะยึดการมีชีวิตอยู่ของผู้เอาประกันชีวิตเป็นหลักในการจ่ายเงินประกันชีวิต 

โดยที่ ผู้เอาประกันชีวิตจะได้รับเงินประกันชีวิตก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันชีวิตมีชีวิตอยู่จนถึงเวลาตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาประกันภัย

การจ่ายเงินประกันชีวิตในลักษณะนี้อาจจะจ่ายครั้งเดียวเป็นก้อนใหญ่ หรืออาจจะจ่ายเป็นเงินรายปีก็ได้แล้วแต่การตกลงระหว่างผู้เอาประกันและผู้รับประกัน

สิทธิขอลดจำนวนเงินเอาประกันภัย

ในกรณีที่มูลประกันภัยหรือมูลค่าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ได้ลดลงไปอย่างมาก เช่นมูลค่าลดลงไปครึ่งหนึ่งของในอดีตตอนที่เริ่มทำประกันภัย จึงไม่มีความจำเป็นที่จะทำประกันภัยไว้ด้วยมูลค่าเท่าเดิม

ในกรณีนี้ผู้เอาประกันภัยสามารถขอลดจำนวนเงินเอาประกันภัยได้ ซึ่งสามารถลดได้ตามสัดส่วนของมูลค่าที่ต้องการทำประกันหรือส่วนได้เสียที่ลดลง

ซึ่งการลดจำนวนเงินเอาประกันภัยลงก็จะส่งผลให้ราคาเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายให้ผู้รับประกันมีราคาถูกลงไปด้วย แต่จะต้องเป็นเบี้ยประกันที่มีผลในอนาคตเท่านั้น

ตัวอย่างของการขอลดจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เห็นได้ชัดก็คือการทำประกันภัยสำหรับเงินกู้ เช่นประกันภัยสินเชื่อบ้าน

ประกันภัยสินเชื่อบ้าน จะทำหน้าที่เป็นคนที่ชำระหนี้ค่าบ้านที่ผู้เอาประกันภัยเหลือคงค้างกับธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อ ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่น ผู้กู้เสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรมีผลกระทบกับรายได้

สมมุติว่าตอนที่ซื้อบ้าน เราได้ทำประกันภัยสินเชื่อบ้านไว้ด้วยมูลประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้พอดี เช่น 2 ล้านบาท และเราก็จ่ายค่าผ่อนบ้านรายเดือนไปเรื่อยๆ

จนเวลาผ่านไป หนี้ที่เราคงเหลือกับธนาคารลดลงเหลือแค่ 1 ล้านบาท เราสามารถติดต่อผู้รับประกันภัยสินเชื่อเพื่อขอลดมูลประกันภัยลงเหลือแค่ 1 ล้านบาท ให้เท่ากับยอดหนี้คงเหลือได้

การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้ผู้เอาประกันภัยจ่ายเบี้ยประกันลดลง ให้สมเหตุสมผลกับความคุ้มครองที่ต้องการจริงๆ

สิทธิขอลดเบี้ยประกันภัย

ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะขอลดเบี้ยประกันภัยได้ ถ้าหากเงื่อนไขที่ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเปลี่ยนแปลงไป

สิทธิในการขอลดเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  1. กรณีที่มีการยกเอาภัยอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นตัวกำหนดเบี้ยประกันภัย
  2. กรณีที่มูลประกันภัย(ส่วนได้เสีย)ลดลงไปมาก

สิทธิขอลดเบี้ยในกรณีที่มีการยกเอาภัยอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นตัวกำหนดเบี้ยประกันภัย

ในการทำประกันวินาศภัยบางกรณี อาจจะมีการนำภัยชนิดใดโดยเฉพาะมาพิจารณาการกำหนดเบี้ยประกันภัย แน่นอนว่าจะทำให้เบี้ยประกันภัยสูงขึ้นกว่าความเสี่ยงภัยตามปกติทั่วไป

แต่ถ้าหลังจากเวลาผ่านไปแล้ว หากภัยเฉพาะดังกล่าวได้หมดไปแล้ว เหลือเพียงแค่ความเสี่ยงตามปกติทั่วไป กฎหมายแพ่งและพาณิชในมาตรา 864 ได้ให้สิทธิผู้เอาประกันภัยขอลดเบี้ยประกันลงตามสัดส่วนความเสี่ยงได้

ตัวอย่างเช่น นาย A ทำประกันรถยนต์ซึ่งมีการระบุภัยเฉพาะทางคือใช้งานในป่าและเขตสงคราม ทำให้มีความเสี่ยงที่รถจะเสียหายมากกว่าปกติจึงต้องจ่าค่าเบี้ยประกันในราคาสูง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป นาย A ไม่ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้ในป่าและเขตสงครามแล้ว จึงเหลือเพียงความเสี่ยงในการใช้งานรถบนนท้องถนนทั่วไป นาย A มีสิทธิที่จะขดลดเบี้ยประกันให้น้อยลงได้

สิทธิขอลดเบี้ยในกรณีที่มูลประกันภัย(ส่วนได้เสีย)ลดลงไปมาก

การทำประกันบางอย่างอาจจะมีการอ้างอิงกับมูลค่าของทรัพย์สินที่เอาประกัน เช่นประกันภัยสินเชื่อ,ประกันภัยของมีค่า ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าได้เรื่อยๆ

ถ้าหากเวลาผ่านไป มูลค่าของทรัพย์สินที่เอาประกันลดลงไปอย่างมาก จนน้อยกว่ามูลประกันภัยที่ทำไว้ตอนแรกอย่างมีนัยยะสำคัญ ผู้เอาประกันมีสิทธิขอลดเบี้ยประกันลงได้เหมือนกัน

เพราะเมื่อทรัพย์สินต้องการความคุ้มครองจากผู้รับประกันในวงเงินที่น้อยลง ค่าเบี้ยประกันก็จะน้อยลงตามไปด้วย

สิทธิเรียกหาประกันอันสมควร

ในกรณีที่ผู้รับประกันภัยเกิดล้มละลาย ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยหาประกันอันสมควรแก่มูลค่าหนี้หรือสิ่งที่จะต้องชำระมาให้กับผู้เอาประกันภัย หรือในทางกลับกันผู้เอาประกันภัยจะบอกเลิกสัญญาก็ได้

สิทธิบอกเลิกสัญญา

ผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นสัญญาประกันวินาศภัยหรือสัญญาประกันชีวิตก็มีสิทธิในการบอกเลิกสัญญาได้

โดยสัญญาประกันภัยแต่ละแบบจะมีเงื่อนไขและสิทธิในการบอกเลิกสัญญาต่างกัน

  1. สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้เอาประกันวินาศภัย
  2. สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้เอาประกันชีวิต

สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้เอาประกันวินาศภัย

สิทธิของผู้เอาประกันวินาศภัยในการบอกเลิกสัญญา สามารถแบ่งได้เป็น 3 อย่างหลักๆคือ

  1. สิทธิการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  2. สิทธิบอกเลิกสัญญาตามที่กรมธรรม์ระบุไว้
  3. สิทธิบอกเลิกสัญญาตาม พ.ร.บ. วินาศภัย

สิทธิการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้สิทธิผู้เอาประกันภัยสามารถบอกเลิกสัญญาได้ในกรณี เช่น

ถ้าผู้รับประกันภัยกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ผู้เอาประกันภัยอาจจะเลือกใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้

อีกกรณีนึงที่กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้เอาประกันภัยก็คือ ผู้เอาประกันภัยสามารถบอกเลิกสัญญาประกันภัยได้ก่อนที่จะเริ่มเสี่ยงภัย ถึงแม้จะทำสัญญาประกันภัยกันไปแล้วก็ตาม

แต่หากมีการบอกเลิกสัญญาในลักษณะนี้ ผู้รับประกันภัยมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าเบี้ยประกันครึ่งหนึ่งของเบี้ยประกันที่จะเกิดขึ้นตลอดอายุสัญญา

ตัวอย่างการบอกเลิกสัญญาในลักษณะนี้เช่น นาย B ทำประกันภัยขนส่งไว้ แต่ยังไม่ได้เริ่มทำการขนส่ง เท่ากับว่ายังไม่เริ่มเสี่ยงภัย ก็สามารถบอกเลิกสัญญาประกันภัยได้

สิทธิบอกเลิกสัญญาตามที่กรมธรรม์ระบุไว้

การทำประกันภัยไม่ว่าจะประเภทไหนก็ตาม จะมีเงื่อนไขและข้อปฏิบัติต่างๆที่ถูกระบุไว้ในกรมธรรม์ หนึ่งในนั้นก็คือเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา ที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญาต่อกันได้

นั่นหมายความว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่เข้าเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา ผู้เอาประกันก็สามารถที่จะบอกเลิกสัญญาได้ตามเงื่อนไขที่นะบุไว้โดยไม่มีความผิดอะไร

สิทธิบอกเลิกสัญญาตาม พ.ร.บ. วินาศภัย

ตาม พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย ได้มีการให้สิทธิกับผู้เอาประกันภัยในการบอกเลิกสัญญาไว้เหมือนกัน ซึ่งเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดสิทธิดังกล่าวมีอยู่ 2 อย่างหลักๆคือ

ผู้เอาประกันภัยสามารถบอกเลิกสัญญาประกันได้และจะได้รับเบี้ยประกันภัยที่ชำระไว้แล้วคืนด้วย ถ้าหาก ผู้รับประกันภัยออกกรมธรรม์ประกันภัยโดยใช้ข้อความที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนประกันวินาศภัย

หรืออีกกรณีนึงก็คือ ถ้าหากว่ามีการตรวจพบว่าราคาของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้นั้นลดลงต่ำกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยมากเกินสมควร นายทะเบียนมีสิทธิสั่งให้ลดจำนวนเงินเอาประกันภัยให้ต่ำลงมาได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาทรัพย์สินที่เอาประกันภัย

ถ้าเกิดมีคำสั่งจากนายทะเบียนให้ลดจำนวนเงินเอาประกันภัยลงมา ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยได้เหมือนกัน โดยต้องบออกเลิกภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่งจากนายทะเบียน

สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้เอาประกันชีวิต

ผู้เอาประกันชีวิตมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งถ้าอยากจะเลิกสัญญาประกันชีวิตเมื่อไหร่ก็เพียงแค่ไม่ต้องส่งเบี้ยประกันต่อเมื่อถึงเวลาที่ต้องชำระในแต่ละปี

แต่ถ้าหากผู้เอาประกันชีวิตคนไหนได้มีการชำระเบี้ยประกันมาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปีแล้วอยากจะเลิกสัญญาประกันชีวิตก็จะสามารถเลือกสิทธิดำเนินการได้อย่างใดอย่างหนึ่งจาก 2 ตัวเลือกต่อไปนี้

  1. สิทธิเลือกดำเนินการเงินค่าเวรคืนกรมธรรม์ประกันภัย
  2. สิทธิเลือกดำเนินการกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ

สิทธิเลือกดำเนินการเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย

เมื่อผู้เอาประกันชีวิตต้องการจะเลิกสัญญาประกันชีวิต และได้นำกรมธรรม์ส่งคืนให้ผู้รับประกันชีวิตไปแล้ว ก็จะสามารถขอรับเงินคืนได้ เรียกว่าเงินค่าเวรคืนกรมธรรม์ประกันภัย

มูลค่าของเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้เอาประกันชีวิตจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผู้เอาประกันชีวิตได้ชำระเบี้ยประกันให้ผู้รับประกันชีวิต และจำนวนเบี้ยประกันที่ได้ชำระไปแล้ว

แต่โดยปกติเงินค่าเวนคืนประกันภัยจะมีมูลค่าน้อยกว่ามูลค่าของเบี้ยประกันภัยที่ได้ส่งไปแล้ว เพราะทาง

ผู้รับประกันชีวิตก็มีความจำเป็นที่จะต้องหักบางส่วนออกไว้เป็นค่าใช้จ่ายเหมือนกัน

แต่ถ้าหากผู้เอาประกันชีวิตไม่อยากได้เงินค่าเวนคืนประกันภัยออกมาเป็นเงินก้อนทันที ก็สามารถเลือกสิทธิอีกแบบนึงได้ครับ เรียกว่า กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ

สิทธิเลือกดำเนินการกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ

ถ้าหากผู้เอาประกันชีวิตเลือกใช้สิทธิในข้อนี้ สิ่งที่ท่านจะได้หลังจากการบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตก็คือ กรมธรรม์ฉบับใหม่ที่ออกมาทดแทนฉบับเดิมที่ถูกยกเลิกไป

ผลประโยชน์ที่ท่านจะได้ก็คือเงินชดใช้ในกรณีที่ท่านเสียชีวิตหรือมีอายุอยู่จนกระทั่งครบกำหนดตามสัญญาประกันภัย

มูลค่าของเงินชดใช้ในกรณีนี้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเบี้ยประกันชีวิตที่ผู้เอาประกันชีวิตได้ชำระไปแล้ว ถ้าก่อนยกเลิกสัญญาจ่ายเบี้ยมานานแล้วก็จะได้มาก ถ้าจ่ายสะสมมาน้อยก็จะได้น้อย

ซึ่งเงินชดใช้ในกรณีนี้ส่วนใหญ่จะมีมูลค่ามากกว่าการเอาเงินค่าเวนคืนประกันภัยเป็นก้อน เพราะทางผู้รับประกันจะไม่จำเป็นต้องจ่ายในทันที

สิทธิการโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันชีวิตให้บุคคลอื่น

ผู้เอาประกันชีวิตมีสิทธิที่จะโอนผลประโยชน์ที่จะได้จากการทำประกันชีวิตให้บุคคลใดก็ได้ ถึงแม้ว่าผู้เอาประกันชีวิตรายนั้นจะไม่ได้เป็นผู้รับผลประโยชน์เองก็ตาม

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากผู้เอาประกันได้ส่งมอบกรมธรรม์ให้ผู้รับผลประโยชน์ไปแล้ว และผู้รับผลประโยชน์ได้แสดงความจำนงเป็นหนังสือไปถึงผู้รับประกันแล้วว่าตนจะรับประโยชน์จากสัญญาประกันชีวิตฉบับนั้นๆ ผู้เอาประกันก็จะไม่สามารถโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันชีวิตได้

ผู้เอาประกันภัยกับผู้รับผลประโยชน์เป็นคนเดียวกันได้หรือไม่?

ผู้เอาประกันภัยกับผู้รับผลประโยชน์สามารถเป็นคนเดียวกันได้ และถ้าผู้เอาประกันไม่ได้ระบุว่าใครจะเป็นผู้รับผลประโยชน์ ผู้เอาประกันภัยก็จะกลายเป็นผู้รับผลประโยชน์เองโดยอัตโนมัติ

เมื่อผู้บริโภคอย่างเราๆได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตัวเองเกี่ยวกับการได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยแล้ว ก็จะทำให้เราสามารถที่จะบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆได้มีประสิทธิภาพ รวมถึงลดภาระความเดือดร้อนเมื่อมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น


แหล่งข้อมูล

Related Posts