ผู้รับประกันภัย คืออะไร?|สิทธิและหน้าที่

ผู้รับประกันภัยคืออะไร?

ผู้รับประกันภัยคือบริษัทประกันภัยที่เข้าเป็นคู่สัญญากับผู้เอาประกันภัย โดยตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชย ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในประเทศไทย ผู้รับประกันภัยหมายถึงบริษัทประกันภัยที่ได้รับอนุญาติให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจะต้องเป็นบริษัทจำกัดมหาชนเท่านั้น

ซึ่งบริษัทผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดจากภัยต่างๆตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาประกันภัย

สำหรับประกันชีวิต ความหมายของผู้รับประกันภัยจะมีความหมายรวมไปถึงคู่สัญญาที่ตกลงจะจ่ายเงินชดเชยตามที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นจำนวนที่แน่นอนให้กับผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับผลประโยชน์

ผู้รับผลประโยชน์คือใคร เป็นใครได้บ้าง มีสิทธิอะไร

เงื่อนไขที่จะได้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยก็คือ ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกัน(ภาษาอังกฤษเรียกว่า:Premium) ให้กับผู้รับประกันภัย 

ซึ่งผู้รับประกันภัยก็จะรับเบี้ยประกันสำหรับความเสี่ยงในรูปแบบเดียวกันเข้ามาจากผู้เอาประกันภัยแต่ละคน

ยิ่งถ้ามีผู้เอาประกันภัยเข้ามาเป็นลูกค้าเยอะเท่าไหร่ ผู้รับประกันภัยก็จะสามารถบริหารและกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้นเท่านั้น รวมถึงมีฐานะทางการเงินที่มันคง

ราคาเบี้ยประกันสำหรับผู้เอาประกันภัยแต่ละเจ้าก็อาจจะแตกต่างกันไป เพราะลูกค้าแต่ละเจ้ามีความเสี่ยงต่างกัน

ผู้รับประกันภัยจะคิดราคาเบี้ยประกันโดยอาศัยการคำนวณจากนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้อยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ

เบี้ยประกันภัยที่เก็บรวบรวมมาได้อาจนำไปลงทุนต่อ เช่นนำไปลงทุนในตราสารหนี้,กองทุนรวมต่างๆ เพื่อให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทน เป็นรายได้อีกทางหนึ่ง

และเมื่อมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้เอาประกันภัย(เรียกสั้นๆว่าเคลมประกัน) ก็เอาเงินที่เก็บรวบรวมไว้มาจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยเจ้านั้นๆตามข้อตกลง 

ซึ่งปกติแล้วบริษัทผู้รับประกันภัยก็จะสามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยได้ด้วยรายได้จากเบี้ยประกันได้ครบถ้วนตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างไม่มีปัญหา 

เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ผู้เอาประกันภัยรายต่างๆก็จะไม่ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพร้อมๆกันทีละหลายๆเจ้า และเงื่อนไขการรับประกันต่างๆก็ล้วนแล้วแต่ได้รับการคำนวนและควบคุมความเสี่ยงไว้เป็นที่เรียบร้อย

รวมถึงผู้เอาประกันภัยรายต่างๆก็มีความระมัดระวังตัวเองเพื่อจะไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย,ชีวิต,ธุรกิจ ของตัวเองและคนอื่นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ 

เพราะถึงแม้จะมีประกันภัยรองรับแต่ในความเป็นจริงก็ไม่มีใครอยากให้มีความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้น และโดยส่วนใหญ่การจ่ายค่าเบี้ยประกันรายปีของผู้เอาประกันก็ไม่ได้มีการเคลม เพราะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม หากมีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นกับผู้เอาประกันภัยที่ตรงกับเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ทางบริษัทประกันก็จะต้องจ่ายเงินชดเชยตามหน้าที่ของผู้รับประกันภัย

ประกันภัยคืออะไร มีกี่ประเภท?
ประกันภัยคืออะไร? มีกี่ประเภท?

หน้าที่ของผู้รับประกันภัย

หน้าที่หลักๆที่สำคัญของผู้รับประกันภัยที่ผู้บริโภคหรือผู้เอาประกันภัยควรจะต้องรู้เมื่อต้องการทำสัญญาประกันภัย มี 5 ข้อดังนี้

  1. หน้าที่ในการส่งมอบกรมธรรม์
  2. หน้าที่สำรวจและตีราคาค่าความเสียหาย
  3. หน้าที่คืนเบี้ยประกันภัย
  4. หน้าที่ออกค่าใช้จ่ายในการตีราคาความเสียหาย
  5. หน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

หน้าที่ในการส่งมอบกรมธรรม์

เมื่อมีการตกลงเงื่อนไขการจ่ายเบี้ยประกันและเข้าเป็นคู่สัญญาประกันภัยกันแล้ว ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย

เนื้อหาในกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องตรงตามเงื่อนไขสัญญาประกันที่ได้ตกลงกันไว้ และจะต้องมีรายการต่างๆตรงกับที่กฎหมายกำหนดไว้ 11 รายการดังนี้

  1. วัตถุที่เอาประกันภัย
  2. ภัยใดซึ่งผู้เอาประกันภัยรับเสี่ยง
  3. ราคาแห่งมูลประกันภัย (ถ้ามีการกำหนดไว้)
  4. จำนวนเงินเอาประกันภัย
  5. จำนวนเบี้ยประกันภัย และวิธีชำระเบี้ยประกันภัย
  6. เวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาประกันภัย(ถ้ามี)
  7. ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับประกันภัย
  8. ชื่อหรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย
  9. ชื่อผู้รับผลประโยชน์(ถ้ามี)
  10. วันที่ทำสัญญาประกันภัย
  11. สถานที่และวันที่ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัย

หน้าที่สำรวจและตีราคาค่าความเสียหาย

หลังจากที่ผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยตกลงเข้าเป็นคู่สัญญาประกันภัยกันแล้ว เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สิ่งที่เอาประกันภัยไว้ ทางผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ไปสำรวจและตีราคาค่าความเสียหายเพื่อดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่อไป

หน้าที่คืนเบี้ยประกันภัย

ผู้รับประกันภัย นอกจากจะมีสิทธิในการเรียกรับเบี้ยประกันภัยแล้ว ก็มีหน้าที่ที่จะต้องคืนเบี้ยประกันภัยในบางกรณีด้วยเหมือนกัน

โดยที่เงื่อนไขในการคืนเบี้ยประกันจะแบ่งเป็น 3 กรณีหลัก คือ

  1. หน้าที่การคืนเบี้ยประกันภัยตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  2. หน้าที่การคืนเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา
  3. หน้าที่คืนเบี้ยประกันภัยตาม พรบ.ประกันวินาศภัย

หน้าที่การคืนเบี้ยประกันภัยตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย มีการระบุเกี่ยวกับการคืนเบี้ยประกันภัยของผู้รับประกันภัยไว้เหมือนกัน เช่น

มาตรา 872 หากผู้เอาประกันภัยมีการขอคืนเบี้ยประกันภัยก่อนที่จะเริ่มเสี่ยงภัย ผู้รับประกันภัยจะต้องคืนเบี้ยประกันภัยเป็นจำนวนครึ่งนึงให้ผู้เอาประกันภัย(ภาษากฎหมายใช้คำว่า “กึ่งหนึ่ง”)

หรือมาตรา 873 ถ้าในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย มูลค่าประกันภัยได้ลดน้อยลง และทางผู้เอาประกันภัยขอลดจำนวนเงินที่จะเอาประกันภัย มีผลทำให้ค่าเบี้ยประกันลดลง ผู้รับประกันภัยก็จะต้องคืนเบี้ยประกันตามส่วนที่ยังไม่ได้เสี่ยงภัยในอนาคตด้วย 

หน้าที่การคืนเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา

ในการทำสัญญาประกันภัยบางกรณี อาจจะมีการคืนเบี้ยประกันให้ผู้เอาประกันภัยจำนวนหนึ่งถ้าหากผู้เอาประกันสามารถทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาได้ 

หรืออาจจะเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาซึ่งมีข้อผูกมัดในการคืนเบี้ยประกัน เช่นบอกเลิกสัญญาก่อนที่กรมธรรม์จะหมดอายุ ผู้รับประกันภัยก็อาจจะต้องมีหน้าที่คืนเบี้ยประกันในส่วนที่ไม่ได้เสี่ยงภัยด้วยเหมือนกัน

หน้าที่คืนเบี้ยประกันภัยตาม พรบ.ประกันวินาศภัย

ใน พรบ.ประกันวินาศภัยก็มีระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับการคืนเบี้ยประกันภัยไว้เหมือนกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รับประกันภัยจะต้องปฏิบัติตามหากมีเหตุการณ์ที่เข้าเงื่อนไข เช่น

ในมาตรา 29 หากบริษัทผู้รับประกันภัยออกกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่ได้เป็นไปตามแบบและข้อความที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบ ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้บริษัทผู้รับประกันภัยคืนเบี้ยประกันภัยได้

หรือมาตรา 42 ถ้าจำนวนเงินที่เอาประกันภัยมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้มากเกินไป ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยได้ ซึ่งผู้รับประกันภัยมีหน้าที่จะต้องคืนเบี้ยประกันให้ผู้เอาประกันภัยด้วย (คืนเบี้ยตามส่วนเฉลี่ยของระยะเวลาเอาประกันภัย)

หรือ ถ้าไม่ได้มีการบอกเลิกสัญญาประกันภัย ผู้รับประกันภัยก็อาจจะต้องลดจำนวนเงินเอาประกันภัยลง และเมื่อจำนวนเงินเอาประกันลดลง เท่ากับเบี้ยประกันก็จะต้องลดลงด้วย เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้รับประกันที่จะต้องคืนเบี้ยประกันภัยส่วนเกินให้ผู้เอาประกันภัย 

หน้าที่ออกค่าใช้จ่ายในการตีราคาความเสียหาย

เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้  เป็นหน้าที่ของผู้รับประกันภัยที่จะต้องออกสำรวจความเสียหายนั้น และอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการปฏิบัติงานดังกล่าว ค่าใช้จ่ายเหล่านั้น เป็นหน้าที่ของผู้รับประกันภัยที่ต้องรับผิดชอบ

หน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ผู้รับประกันภัย มีหน้าที่ต้องชดเชยค่าสินไหมทดแทนหากมีความสูญเสีย,เสียหายหรือเกิดวินาศภัยตามที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัย

ซึ่งผู้ที่มีสิทธิ์รับค่าสินไหมทดแทนอาจจะเป็นผู้เอาประกันภัย,ผู้รับผลประโยชน์ หรือผู้รับช่วงทรัพย์ตามกฎหมาย แล้วแต่จะระบุไว้ในกรมธรรม์หรือสัญญาที่เกี่ยวข้อง

โดยผู้รับประกันภัย มีหน้าที่จะต้องชดเชยค่าสินไหมทดแทนในหลายๆกรณีตามแต่จะตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยจะแบ่งเป็น 2 กรณีหลักๆ คือ

  1. ไม่ได้กำหนดราคามูลประกันภัยไว้
    1. ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่แท้จริง
    2. ค่าสินไหมทดแทนต่อความบุบสลายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
    3. ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าใช้จ่ายอันสมควรต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
  2. กำหนดราคามูลประกันภัยไว้
    1. ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายบางส่วน(Partial Loss)
    2. ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายสิ้นเชิง(Total Loss)

กรณีที่ไม่ได้กำหนดราคามูลประกันภัยไว้

a.ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่แท้จริง 

ในกรณีนี้ ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจริงในวันที่เกิดเหตุซึ่งประเมินเป็นมูลค่าเท่าไหร่ก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ยกเว้นว่ามีเงื่อนไขอื่นๆกำหนดไว้ในกรมธรรม เช่นค่าความเสียหายส่วนแรก,วงเงินความคุ้มครองย่อย หรือวงเงินสูงสุดในการประกันภัย

b.ค่าสินไหมทดแทนต่อความบุบสลายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย

ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่อย่างหนึ่งคือจะต้องปกป้องทรัพย์สินที่เอาประกันภัยให้ไม่ได้รับความเสียหาย หรือเสียหายน้อยที่สุด เพราะฉะนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะไมใช่ความเสียหายโดยตรงจากภัยที่รับประกันไว้

เช่น การขนของออกจากสถานที่เพื่อหนีอัคคีภัย ทรัพย์สินเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รับความเสียหายจากอัคคีภัย ซึ่งเป็นภัยที่ได้รับการประกันภัยไว้ แต่อาจจะเกิดความเสียหาย บุบ,แตกจากการขนย้าย 

ซึ่งสาเหตุของความเสียหายทางอ้อมเหล่านี้อาจจะเรียกว่า “สาเหตุใกล้ชิด” ซึ่งเป็นความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครอง และเป็นหน้าที่ของผู้รับประกันในการชดเชยค่าสินไหมทดแทนเหมือนกัน

c.ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าใช้จ่ายอันสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินที่เอาประกันภัย

ในการปกป้องทรัพย์สินที่เอารปะกันภัยจากภัยคุกคาม อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายอันสมควรที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นมา เช่นค่าขนย้าย, ค่าเก็บรักษาทรัพย์สินชั่วคราว หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่สมควรจริงๆก็เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้รับประกันที่จะต้องชดเชยค่าสินไหมทดแทน โดยแล้วแต่ว่าจะพิจารณาและตกลงร่วมกันกับผู้เอาประกันภัยยังไง เช่นชดเชยค่าสินไหมตามจริง หรือพิจารณาแบ่งกันจ่ายเพื่อช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

กรณีที่กำหนดราคามูลประกันภัยไว้

กรมธรรม์ของประกันภัยที่มีการกำหนดเงินเอาประกันภัยไว้เรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัยแบบกำหนดมูลค่า” ซึ่งเป็นการประกันภัยแบบที่ใช้กันแพร่หลายในการประกันภัยขนส่ง และประกันภัยทางทะเล

นอกจากนี้การประกันภัยแบบนี้ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับทรัพย์สินต่างๆอีกด้วย เช่น ทรัพย์สินมีค่า,โบราณวัตถุ,ของสะสม,งานศิลปะ หรือของอื่นๆที่ไม่อาจตีค่าตามราคาตลาดทั่วไปได้

ซึ่งหน้าที่การชดเชยค่าสินไหมทดแทนของผู้รับประกันจะอยู่ภายใต้ 2 หลักใหญ่ๆ คือ ชดใช้ความเสียหายบางส่วน และ ชดใช้ความเสียหายสิ้นเชิง

a.ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายบางส่วน(Partial Loss)

ความเสียหายบางส่วน อาจจะเป็นความเสียหายที่ได้รับการประเมินแล้วว่าสามารถ เปลี่ยนชิ้นส่วนทดแทนหรือ ซ่อมแซม ให้กลับมาไกล้เคียงสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด(จะต้องไม่ดีกว่าเดิม)

หรืออาจจะเป็นการประเมินเพื่อตีราคาความเสียหาย เช่นงานศิลปะวัตถุมีค่าชิ้นหนึ่ง มีมูลค่าซื้อขายทั่วไป 1 ล้านบาท อาจจะมีเหตุบางอย่างทำให้เกิดความเสียหายไปบางส่วน ทำให้ราคาตกลงไป 50,000 บาท ในกรณีนี้ บริษัทผู้รับประกันภัยก็อาจจะต้องชดเชยค่าสินไหมตามราคาที่ประเมิน

จะเห็นว่าความเสียหายเหล่านี้ เป็นแค่ความเสียหายบางส่วนที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน แต่ถ้ามีความเสียหายหนักๆเกิดขึ้น จนไม่สามารถซ่อมกลับมาได้ หรือซ่อมได้ก็แพงกว่ามูลค่าทรัพย์สิน อาจจะเข้าเงื่อนไขความเสียหายโดยสิ้นเชิง

b.ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายสิ้นเชิง(Total Loss)

หากความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นผลทำให้ทรัพย์สินที่ทำประกันภัยได้รับความเสียหายจนกลายเป็นเศษซาก หรือเสียหายจนไม่สามารถซ่อมให้กลับมาได้ และเกิดจากภัยที่อยู่ในความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย

หากเกิดความเสียหายในลักษณะนี้ ก็เป็นหน้าที่ของผู้รับประกันภัยที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ได้ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์

สิทธิของผู้รับประกันภัย

นอกจากที่ผู้รับประกันภัยจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆที่ได้เขียนมาแล้ว ในขณะเดียวกันทางผู้รับประกันภัยก็มีสิทธิที่ควรจะได้เหมือนกัน ดังนี้ 

  1. สิทธิการรับเบี้ยประกันภัย
  2. สิทธิลดจำนวนค่าสินไหมทดแทน
  3. สิทธิบอกเลิกสัญญา
  4. สิทธิในการเรียกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
  5. สิทธิรับช่วงสิทธิ
  6. สิทธิเรียกให้หาประกันอันสมควร

สิทธิการรับเบี้ยประกันภัย

หากบริษัทผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยตกลงเข้าเป็นคู่สัญญาและผู้เอาประกันภัยตกลงจะส่งเงินเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยแล้ว ในทางกฎหมายถือว่าสัญญาประกันภัยนั้นเกิดขึ้นแล้วโดยสมบูรณ์

ผู้รับประกันภัยมีสิทธิที่จะรับเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย และในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่ชำระเบี้ยประกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้รับประกันภัยก็มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เอาประกันภัยชำระค่าเบี้ยประกันภัยได้

นอกจากนี้ ถ้าหากผู้เอาประกันภัยไม่ชำระเบี้ยประกันภัย ผู้รับประกันภัยก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่จ่ายเงินชดเชยค่าสินไหมทดแทนได้ด้วยเหมือนกัน

สิทธิลดจำนวนค่าสินไหมทดแทน

ผู้รับประกันภัยมีสิทธิขอลดค่าสินไหมทดแทนได้ ในกรณีที่มีการทำสัญญาประกันภัยต่อทรัพย์สินและได้กำหนดมูลประกันภัยไว้ด้วยเป็นมูลค่าหนึ่งๆ แต่ราคาส่วนได้เสียนั้นมีการลดลงในภายหลัง

เงื่อนไขคือ ถ้าในภายหลังผู้รับประกันภัยสามารถพิสูจน์ได้ว่าราคามูลประกันภัยที่ตกลงกันไว้นั้นสูงเกินกว่าราคาหรือมูลค่าทรัพย์สินตามจริง(ภาษากฎหมายเรียกว่าราคาส่วนได้เสีย)อยู่มาก ก็สามารถขอลดค่าสินไหมทดแทนได้

โดยที่ ถ้าบริษัทผู้รับประกันภัยใช้สิทธิขอลดค่าสินไหมทดแทนก็จะมีหน้าที่ต้องลดค่าเบี้ยระกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยด้วยเหมือนกันตามสัดส่วนของค่าสินไหมทดแทนที่ลดลง

และอาจจะต้องมีการชำระดอกเบี้ยสำหรับเบี้ยประกันที่จะต้องคืนให้ผู้เอาประกันภัยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีด้วย ยกเว้นว่าได้มีการตกลงกันไว้ด้วยเงื่อนไขอย่างอื่นก่อนหน้านี้  

ตัวอย่างเช่น นาย ก ทำประกันวงเงินสินเชื่อเงินกู้บ้านไว้ด้วยมูลประกัน 2,000,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันปีละ 5,000 บาท และผ่อนบ้านไปเรื่อยๆตามปกติทุกเดือน

ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันกับนาย ก. ขึ้นระหว่างที่ผ่อนบ้านอยู่ ทางบริษัทผู้รับประกันจะเป็นคนจ่ายเงิน 2,000,000 บาทให้ธนาคารแทนนาย ก. ทั้งหมด (จ่ายค่าสินไหมทดแทน)

แต่ในความเป็นจริง เวลาผ่านไปเรื่อยๆ นาย ก.จึงได้ผ่อนบ้านไปแล้วเป็นเงิน 1,000,000 บาท นั่นแปลว่าวงเงินสินเชื่อของนาย ก.ที่ควรจะได้รับความคุ้มครองจริงๆจะเหลือเพียงแค่ 1,000,000 บาทเท่านั้น 

ในกรณีแบบนี้ การที่จะยังทำประกันเงินกู้ด้วยมูลประกันภัย 2 ล้านบาทก็ดูจะไม่สมเหตุสมผล นายก็จะต้องเสียค่าเบี้ยประกันโดยไม่จำเป็น และบริษัทผู้รับประกันก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงไว้โดยไม่จำเป็นเหมือนกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นการปิดช่องทาง ลดการส่งเสริมให้ผู้เอาประกันภัยบางรายฉวยโอกาสทำกำไรจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้น กฎหมายจึงอนุญาติให้บริษัทผู้รับประกันภัยสามารถขอลดค่าสินไหมทดแทนได้ในกรณีนี้ ซึ่งก็อาจจะลดมูลประกันเหลือเพียง 1 ล้านบาท และนาย ก. ก็ได้จ่ายเบี้ยประกันลดลงเหลือ 2,500 บาท/ปี เป็นต้น ส่วนจะคืนดอกเบี้ยหรือไม่ก็แล้วแต่ว่าตกลงกันไว้แบบไหน

หรือ อีกรณีนึงที่น่าจะเป็นข้อควรระวังสำหรับใครที่จะทำประกันภัยที่อยู่อาศัยได้ดีก็คือ การทำประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบที่ไม่ได้กำหนดราคาบ้าน(ราคาแห่งมูลประกัน)ไว้

ตัวอย่างของกรณีนี้ก็เช่น นาย ข. ทำประกันอัคคีภัยสำหรับบ้านเดี่ยวของตัวเองซึ่งซื้อมาในราคา 2 ล้านบาทไว้ด้วยวงเงินเอาประกันภัย 2,000,000 บาท (แต่ไม่ได้ระบุราคาบ้านไว้)

ด้วยความที่ราคาอสังหาริมทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดตามปัจจัยภายนอก และถ้าเกิดบ้านของนาย ข.ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหลัง แต่ราคาตลาดของบ้านในขณะนั้นตกลงเหลือ 1,500,000 บาท

ในกรณีแบบนี้ การประเมินมูลค่าความเสียหายจะถูกประเมินด้วยมูลค่าจริงๆของบ้านในขณะนั้น บริษัทผู้รับประกันภัยมีสิทธิที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่ากับมูลค่าจริงในขณะนั้น ซึ่งก็คือ 1,500,000 บาท

แน่นอนว่าถ้าการจ่ายค่าสินไหมทดแทนถ้าออกมาในรูปแบบนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องผิดคาดสำหรับผู้เอาประกันภัย เพราะคิดว่าน่าจะได้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยตามมูลค่าของบ้าน และไม่เกินวงเงินเอาประกันภัย

สิทธิบอกเลิกสัญญา

หากผู้เอาประกันภัยเกิดเป็นบุคคลล้มละลาย บริษัทประกันภัยมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญา แต่ห้ามยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดอายุที่ได้จ่ายเบี้ยประกันภัยไว้แล้ว

อีกกรณีนึงที่ผู้รับประกันภัยจะสามารถบอกเลิกสัญญาได้ก็คือ การบอกเลิกสัญญาตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ (ถ้าหากมีการกำหนดสิทธิไว้)

สิทธิในการเรียกการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

หน้าที่อย่างหนึ่งของผู้เอาประกันภัยก็คือหากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สิน ผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบโดยเร็วที่สุด

แต่ถ้าหากผู้เอาประกันภัยไม่ได้แจ้งความเสียหายให้ผู้รับประกันภัยโดยเร็วและเป็นผลทำให้ทรัพย์สินเสียหายแปรสภาพจนยากและมีค่าใช้จ่ายสูงในการประเมินราคาความเสียหาย หรือทรัพย์สินหายไปจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตาม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้ผู้รับประกันภัย

ในกรณีนี้ ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เอาประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่เกิดจากความล่าช้าในการแจ้งเหตุความเสียหายได้

แต่ถ้าหากผู้เอาประกันภัยสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถแจ้งเหตุได้ในเวลาอันรวดเร็วได้ ก็สามารถนำมาใช้โต้แย้งสิทธเรียกร้องนี้ได้เหมือนกัน

สิทธิรับช่วงสิทธิ

การรับช่วงสิทธิของบริษัทผู้รับประกันภัยคือสิทธิของบริษัทผู้รับประกันภัยที่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลภายนอกที่เป็นคู่กรณีก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยได้นั่นเอง 

แต่การจะใช้สิทธิที่ว่านี้ได้ บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยซะก่อน

ตัวอย่างเช่น นาย A ทำประกันภัยรถยนต์ไว้ และโดนนาย B ขับรถมาชนทำให้เกิดความเสียหาย นาย A ได้รับการชดเชยค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันที่ตัวเองทำประกันภัยไว้

หลังจากนั้น บริษัทประกันของนาย A ก็สามารถไปเรียกร้องค่าเสียหายจากนาย B โดยตรงได้ หรือจะเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันที่นาย B ทำไว้ก็ได้(ถ้ามี)

สิทธิเรียกให้หาประกันอันสมควร

ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเกิดตกเป็นบุคคลล้มละลายและไม่สามารถจัดการทรัพย์สินของตัวเองได้ บริษัทผู้รับประกันมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เอาประกันภัยจัดหาหลักประกันที่พอสมควรแก่จำนวนเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายให้ผู้รับประกันภัย

นอกเหนือจากสิทธิเรียกร้องหลักประกันอันสมควรแล้ว ก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาประกันภัยได้ด้วยเหมือนกัน

สรุปแล้วผู้รับประกันภัยก็คือบริษัทที่เรานำทรัพย์สินไปทำประกันภัยไว้ และจ่ายเบี้ยประกันรายปีเพื่อแลกกับการช่วยรับความเสี่ยงจากบริษัทประกันภัยนั่นเอง

การที่ผู้บริโภคได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับประกันภัยก็จะเป็นประโยชน์ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าบริษัทประกันภัยที่เราทำประกันไว้สามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง รวมถึงอะไรที่เป็นหน้าที่ที่บริษัทประกันภัยต้องทำ

เมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจสิทธิและหน้าที่กันแล้วก็จะทำให้การทำประกันภัยและการใช้บริการต่างๆมีประสิทธิภาพและได้ประโยชน์มากขึ้น

ประกันสุขภาพคืออะไร คุ้มครองอะไรบ้าง มีวิธีเลือกยังไง
ประกันสุขภาพ คุ้มครองอะไร ดียังไง เลือกแบบไหนดี?

Related Posts