เบี้ยประกันภัย คืออะไร ไม่อยากจ่ายแพงต้องทำยังไง?

เบี้ยประกันเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการทำประกันภัยในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ,ประกันชีวิต,ประกันภัยรถยนต์ หรือประกันที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงทางการเงินให้เราได้เป็นอย่างดี

แต่ถึงแม้การยอมจ่ายเบี้ยประกันจะสามารถช่วยเราควบคุมความเสี่ยงในด้านต่างๆได้แล้วระดับนึง แต่ก็ยังอาจจะมีข้อสงสัยอยู่ดีว่าเราจ่ายเบี้ยประกันแพงเกินไปรึเปล่า หรือราคาเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับอะไร ทำไมแต่ละคนไม่เท่ากัน

ในบทวามนี้เรามาทำความรู้จักกับค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า “เบี้ยประกัน” กันครับ ว่ามันคืออะไร และถ้าไม่อยากจ่ายแพงต้องทำยังไง

เบี้ยประกัน คืออะไร?

เบี้ยประกันคือเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้เอาประกันภัยตกลงที่จะชำระให้ผู้รับประกันภัย เพื่อซื้อความคุ้มครองที่จะได้รับเงินชดเชยจากผู้รับประกันภัยในกรณีที่เกิดภัยหรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาประกัน

ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการชำระเบี้ยประกันก็จะขึ้นอยู่กับประเภทของการประกันภัย เช่น ประกันสุขภาพ,ประกันชีวิต,ประกันภัยรถยนต์ และอื่นๆ

โดยทั่วไปแล้วการชำระเบี้ยประกัน จะต้องชำระในขั้นตอนแรกของการทำสัญญาประกันภัยเลย ส่วนการชำระครั้งถัดไปก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสัญญาที่ระบุไว้ ซึ่งอาจจะเป็นการชำระทุกเดือน,ทุก 6 เดือน หรือทุกปีก็ได้

ราคาเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับอะไร

เบี้ยประกันภัยเปรียบเสมือนรายได้อย่างหนึ่งของบริษัทประกันภัย และการทำธุรกิจของบริษัทประกันภัยก็มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งหวังให้เกิดผลกำไรจากการประกอบกิจการ

เบี้ยประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยแต่ละรายอาจจะมีมูลค่าไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยความเสี่ยงและระดับของความคุ้มครองที่แต่ละคนต้องการ

แต่โดยทั่วไป ราคาเบี้ยประกันภัยสุทธิที่ถูกเรียกเก็บ จะเป็นมูลค่าที่รวมค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนในการดำเนินงานและค่าบวกเพิ่มอื่นๆiรวมถึงความเสี่ยงที่จะต้องรับประกันเอาไว้แล้ว 

เพราะฉะนั้นการกำหนดราคาเบี้ยประกันภัยก็จะต้องได้รับการคำนวณมาก่อนแล้วว่าเหมาะสมกับความเสี่ยง และต้นทุนในด้านต่างๆของบริษัทผู้รับประกันภัย 

กลุ่มคนในบริษัทประกันภัยที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำหนดอัตราเบี้ยประกันก็คือ “นักคณิตศาสตร์ประกันภัย(Actuary)” และ “ผู้พิจารณารับประกัน(Underwriter)

นักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะมีหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ประกัน ดูแลเงินทุนสำรองให้เพียงพอและเป็นไปตามข้อบังคับ รวมถึงคอยดูแลจัดการความเสี่ยงที่มีผลต่อการจ่ายเงินค่าสินไหมชดเชย

ซึ่งความถี่และจำนวนเงินที่ต้องจ่ายค่าสินไหมชดเชยเหล่านี้ ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของบริษัทประกันภัย นักคณิตศาสตร์ประกันภัยจะใช้การคำนวณและคาดการณ์ด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์,สถิติ และปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ เพื่อประเมินต้นทุนเหล่านี้ออกมา

เมื่อรู้แล้วว่าทางบริษัทจะมีต้นทุนเท่าไหร่ในการรับประกัน และต้องหาเงินเข้ามาในกองทุนเป็นจำนวนเท่าไหร่ถึงจะพอสำรองจ่ายค่าสินไหมทดแทนรวมถึงลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนอีกทางหนึ่ง ก็จะส่งหน้าที่ต่อให้กับผู้พิจารณารับประกันภัย(Underwriter)

ผู้พิจารณารับประกันภัย จะทำหน้าที่ประเมินปัจจัยเสี่ยงต่างๆเฉพาะตัวของผู้เอาประกันภัยหรือลูกค้าแต่ละคน ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

ซึ่งปัจจัยเสี่ยงก็จะมีหลากหลาย แตกต่างกันไปในแต่ละประเภทของการประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต,ประกันอุบัติเหตุ,ประกันสุขภาพ,ประกันสัตว์เลี้ยง และอื่นๆ

หลังจากที่ผู้รับพิจารณาประกันภัยได้พิจารณาปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดแล้วก็จะนำมาประมวลและคิดคำนวณอัตราเบี้ยประกันสำหรับลูกค้าแต่ละรายออกมา

ซึ่งปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องของแต่ละคนนี่ล่ะครับ ที่เป็นตัวหลักในการกำหนดราคาเบี้ยประกันของผู้เอาประกันภัยแต่ละรายและมักจะทำให้แต่ละคนจ่ายเบี้ยประกันในราคาที่ไม่เท่ากัน

ปัจจัยความเสี่ยงในการพิจารณาเบี้ยประกัน

ปัจจัยความเสี่ยงที่ถูกนำมาใช้พิจารณาอัตราเบี้ยประกันมีหลากหลายปัจจัยมากๆครับ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเภทของการรับประกันภัย

ในบทความนี้เราจะยกตัวอย่างปัจจัยหลักๆที่มีผลต่ออัตราเบี้ยประกันสำหรับประเภทการประภันภัยที่น่าจะคุ้นเคยกันดีแล้วกันนะครับ คือ

  1. ปัจจัยในการพิจารณาเบี้ยประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ
  2. ปัจจัยในการพิจารณาเบี้ยประกันภัยรถยนต์
  3. ปัจจัยในการพิจารณาเบี้ยประกันที่อยู่อาศัย

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเบี้ยประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ

ปัจจัยความเสี่ยงที่ถูกนำมาพิจารณาอัตราเบี้ยประกันชีวิต แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  1. ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสุขภาพ
  2. ความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพ

ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสุขภาพ

ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นข้อมูลที่สามารถชี้วัดสถานะทางสุขภาพของผู้เอาประกัน ซึ่งบริษัทประกันอาจจะพิจารณาจากข้อมูลที่ได้จากตัวผู้เอาประกันภัยเอง หรืออาจจะเป็นจากบริษัทที่ปรึกษาอื่นๆก็ได้

ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะทางสุขภาพในขณะที่สมัครทำประกันชีวิตประกอบกับปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จะช่วยบอกแนวโน้มและความเสี่ยงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้เอาประกันภัยในอนาคตด้วย 

โดยปกติแล้วสิ่งที่จะมีผลต่ออัตราเบี้ยประกันชีวิตก็คือ

  1. อายุ
  2. เพศ
  3. ส่วนสูง,น้ำหนัก
  4. ประวัติสุขภาพของผู้เอาประกันภัย
  5. ประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว
  6. ความบกพร่องของสุขภาพหรือความไม่สมประกอบ
  7. พฤติกรรมการเสพสารเสพติด
  8. พฤติกรรมการดื่มสุรา

อายุ

อายุนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญอันดับแรกๆเลยที่จะมีผลต่อการพิจารณาอัตราเบี้ยประกันชีวิต เพราะปัญหาทางร่างกายและสุขภาพทั้งหลายจะเริ่มมีให้เห็นเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น รวมถึงความซับซ้อนของโรคก็ยิ่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน

โดยปกติแล้วในแง่ของการประกันชีวิต จะแบ่งช่วงอายุของผู้เอาประกันเป็น 4 ช่วง คือ วัยเด็ก,วัยหนุ่มสาว,วัยกลางคนและวัยชรา

วัยเด็กคือช่วงที่ผู้เอาประกันภัยมีอายุตั้งแต่ 0-15 ปี และผู้เอาประกันในช่วงวัยนี้จะเป็นกลุ่มที่มีการเรียกร้องเคลมค่าสินไหมทดแทนบ่อยครั้ง

เพราะเด็กเล็กๆมักจะไม่สบายและไปใช้บริการการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป แน่นอนว่าอัตราเบี้ยประกันอาจจะสูงหน่อย

วัยหนุ่มสาวคือช่วงที่ผู้เอาประกันภัยมีอายุตั้งแต่ 16-40 ปี ถือว่าเป็นช่วงวัยที่ไม่ค่อยมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงทำให้เกิดปัญฆาในการรับประกันภัยน้อยและมีอัตราการเรียกร้องเคลมค่าสินไหมทดแทนรักษาพยาบาลน้อย

ปัจจัยที่บริษัทประกันภัยมักจะนำไปพิจารณาอัตราเบี้ยประกันสำหรับผู้เอาประกันในกลุ่มวัยหนุ่มสาวก็คือ อายุ,แบบประกันที่ต้องการจะซื้อ,จำนวนเงินเอาประกันภัยที่อาจจะมีอยู่แล้ว,รายได้ที่เกิดจากการทำงาน รวมถึงส่วนได้เสียในการทำประกัน เพื่อนำไปคิดว่าควรจะทำประกันด้วยทุนเท่าไหร่แล้วจึงออกมาเป็นเบี้ยประกัน

วัยกลางคน คือช่วงที่ผู้เอาประกันภัยมีอายุตั้งแต่ 41-60 ปี และบริษัทรับประกันภัยส่วนใหญ่ก็มักจะพิจารณารับประกันลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งก็อาจจะส่งผลทำให้อัตราเบี้ยประกันสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สาเหตุที่กลุ่มลูกค่าในช่วงวัยกลางคนที่เพิ่งมาเริ่มสนใจทำประกันอาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันด้วยราคาที่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆอย่างมีนัยยะสำคัญก็คือร่างกายคนเรามักจะเริ่มมีปัญหาสุขภาพตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป

วัยชรา คือช่วงที่ผู้เอาประกันภัยมีอายุตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไป ซึ่งถ้าเพิ่งจะเริ่มสมัครทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพก็มักจะทำได้ยาก หรือถ้าทำได้ก็จะต้องมีราคาเบี้ยประกันที่แพง 

สาเหตุที่ราคาเบี้ยประกันของผู้เอาประกันในวัยชรามีราคาแพงก็เพราะว่าบริษัทประกันจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพของผู้เอาประกันในกลุ่มนี้และอาจจะมีเหตุจูงใจในการสมัครทำประกันชีวิตบางอย่างที่บริษัทผู้รับประกันไม่อาจทราบได้

เพศ

ปัจจัยความเสี่ยงเกี่ยวกับเพศ ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการพิจารณารับประกันภัยและคิดอัตราเบี้ยประกันภัยซักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ผู้รับประกันก็จะพิจารณาจากความจำเป็นในการขอทำประกันชีวิต/ประกันสุขภาพเป็นหลัก

แต่อย่างไรก็ตาม จากสถิติพบว่าเพศชายจะมีอัตราการตายมากกว่าเพศหญิง แต่ผู้หญิงจะมีอัตราการเจ็บป่วยมากกว่า ซึ่งก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาเบี้ยประกันแตกต่างกันได้

ส่วนสูง,น้ำหนัก

ส่วนสูงและน้ำหนัก เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการพิจารณารับประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ ซึ่งแน่นอนว่ามักจะมีผลต่อราคาเบี้ยประกันด้วยเหมือนกัน

โดยปกติแล้วการวัดอัตราส่วนสูงและน้ำหนักของแต่ละคนก็จะใช่ตัวเลข BMI (ฺBody Mass Index) เป็นตัวชี้วัด ซึ่งค่า BMI มาตรฐานทั่วไปจะอยู่ที่ 20-25 ถ้าใครมีตัวเลข BMI อยู่ในช่วงนี้ก็ถือว่าอยู่ในค่ามาตรฐานไม่อ้วนและไม่ผอมเกินไป

สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวสูงเกินมาตรฐานไปมากๆ มักจะมีความเสี่ยงด้านสุขภาพมากกว่าคนทั่วไป เพราะความอ้วนมักจะก่อให้เกิดโรคอื่นๆตามมาเช่น โรคเบาหวาน,โรคหัวใจ,โรคความดันโลหิตสูง,โรคไขมันในเลือดสูง และอื่นๆ



ในทางกลับกัน ผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมักจะไม่มีปัญหาทางความเสี่ยงภัยด้านสุขภาพ แต่ถ้าเป็นกรณีที่น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานมากๆหรือน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 3-6 เดือน ทางบริษัทประกันก็อาจจะอยากหาสาเหตุเพิ่มเติมว่าเกิดจากอะไร

สาเหตุที่อาจจะต้องมีการหาสาเหตุเพิ่มเติมจากบริษัทประกันก็เพราะว่าผู้ขอทำประกันภัยที่มีนำ้หนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานมากๆอาจจะมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อในร่างกาย เช่น โรคเอดส์,โรคมะเร็ง,โรคปอด,วัณโรค

ซึ่งแน่นอนว่าโรคติดเชื้อหรือประวัติโรคติดเชื้อเหล่านี้มีผลต่อการพิจารณาการรับประกันชีวิต/สุขภาพ และมีผลต่อราคาเบี้ยประกันแน่นอน

ประวัติสุขภาพของผู้เอาประกันภัย

ประวัติความเจ็บป่วยที่ผ่านมาของผู้เอาประกันภัย ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอบ่างหนึ่งในการรับประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเคยป่วยเป็นโรคหนักๆเช่น โรคมะเร็ง,โรคปอด,โรคหัวใจ,โรคไต,โรคเบาหวาน

หากผู้เอาประกันภัยเคยมีประวัติป่วยด้วยโรคเหล่านี้บริษัทประกันภัยมักจะระวังในการรับประกันเป็นพิเศษหรือหากรับประกันก็จะมีอัตราเบี้ยประกันที่สูงกว่าปกติ

เหตุผลที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าบริษัทผู้รับประกันจะต้องแบกรับความเสี่ยงมากขึ้น และโรครุนแรงดังกล่าวก็มักจะเป็นสาเหตุทำให้อัตราการความเสี่ยงในการป่วยหรือเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไป

ประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว

โรคหรืออาการเจ็บป่วยหลายๆชนิดสามารถถ่ายทอดกันทางพันธุกรรมได้ และโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมเหล่านี้ก็มักจะเป็นปัจจัยที่กำหนดสภาวะสุขภาพของคนเราด้วย

พูดง่ายๆคือถ้าหากเรามีพ่อหรือแม่ป่วยเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมโรคใดโรคหนึ่ง ตัวเราเองก็มีความเสียงสูงที่จะเป็นโรคนั้นๆด้วยเมื่ออายุมากขึ้น

ตัวอย่างของโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น โรคเลือด(บางชนิด),โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท(บางชนิด),โรคหัวใจ,โรคมะเร็ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรงทั้งสิ้น

ผู้เอาประกันภัยที่คนในครอบครัวมีประวัติสุขภาพเกี่ยวข้องกับโรคเหล่านี้อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันราคาสูงขึ้นกว่าคนทั่วไปหรือมีการเพิ่มเงื่อนไข ข้อยกเว้นในการรับประกันบางส่วน

ความบกพร่องของสุขภาพหรือความไม่สมประกอบ

ความผิดปกติ,ผิดรูปร่างหรือความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆที่อาจจะเกิดมาจากอุบัติเหตุ,ความเจ็บป่วย หรือความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิดอาจจะถูกนำมาเป็นปัจจัยเสี่ยงในการพิจารณารับประกันชีวิตหรือสุขภาพ

สาเหตุเพราะว่าความผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนที่สำคัญและมีผลต่อเรื่องต่างๆในชีวิต เช่นการสูญเสียหน้าที่การงาน หรืออาจเป็นสาเหตุให้เกิดความพิการได้ในอนาคต

พฤติกรรมการเสพสารเสพติด

โดยทั่วไปแล้ว บริษัทประกันจะไม่ค่อยอยากรับประกันชีวิตหรือสุขภาพให้ผู้ที่มีประวัติเคยเสพยาเสพติดหรือเสพสารเสพติด เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่จะมีโทษต่อสุขภาพร่างกายของผู้เอาประกัน

ซึ่งสารเสพติดเหล่านี้รวมไปถึงการสูบบุหรี่ด้วย เพราะบุหรี่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปและเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่างๆเช่นโรคมะเร็งปอด,โรคระบบหลอดเลือดสมอง,โรคหัวใจ,โรคถุงลมโป่งพอง และอื่นๆ

แน่นอนว่าหากผู้เอาประกันภัยมีความเสี่ยงทีจะเป็นโรคเหล่านี้ ก็จะไปเพิ่มความเสี่ยงที่บริษัทประกันภัยต้องรับไว้ ซึ่งก็อาจจะทำให้ราคาเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น หรืออาจพิจารณาไม่รับประกันเลยก็ได้

พฤติกรรมการดื่มสุรา

การดื่มสุราเป็นต้นเหตุของปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจจะตามมา เช่นอุบัติเหตุที่อาจนำไปสู่การพิการหรือเสียชีวิต รวมถึงโรคต่างๆเช่น โรคตับ

ซึ่งในการพิจารณารับประกันภัย บริษัทรับประกันจะพิจารณาถึงประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอที่ดื่ม จำนวนที่ดื่มในแต่ละครั้ง รวมถึงความถี่ในการดื่ม

และแน่นอนว่าถ้าผู้เอาประกันภัยมีพฤติกรรมการติดแอลกอฮอล์หรือดื่มด้วยปริมาณมากๆบ่อยๆ ก็ย่อมมีผลต่ออัตราเบี้ยประกันและการพิจารณารับประกันชีวิต


หากใครยังไม่พร้อมจะจ่ายเบี้ยประกันเพื่อทำประกันภัยส่วนบุคคล ก็สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพต่างๆในการรักษาพยาบาลฟรีไปก่อนได้ครับ


ความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพ

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวกับสุขภาพแต่มีผลต่อการพิจารณาการรับประกันและอัตราเบี้ยประกันชีวิต สามารถแบ่งได้เป็นความเสี่ยงหลักๆ 3 อย่างคือ

  1. ความเสี่ยงทางด้านการเงิน
  2. ความเสี่ยงส่วนบุคคล
  3. ความเสี่ยงจากรูปแบบการดำเนินชีวิต

ความเสี่ยงทางด้านการเงิน

ปัจจัยทางด้านการเงินถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการกำหนดอัตราราคาเบี้ยประกันชีวิต ถึงแม้ว่าอาจจะดูไม่น่าเกี่ยวข้องกันก็ตาม

สาเหตุที่ข้อมูลเรื่องการเงินของผู้เอาประกันภัยต้องถูกนำมาพิจารณาก็เพราะว่า สถานะทางการเงินของผู้เอาประกันภัยนั้นเป็นตัวกำหนดความจำเป็น,ความเหมาะสมในการทำประกัน และความสามารถในการชำระเบี้ยประกันนั่นเองครับ

การทำประกันชีวิต มีจุดประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองทางการเงิน “ในจำนวนที่เหมาะสม” เมื่อผู้เอาประกันภัยได้เสียชีวิตลง หรือทุพพลภาพไม่สามารถหารายได้ได้ ผลประโยชน์ความคุ้มครองเหล่านั้นก็จะตกทอดสู่ผู้รับผลประโยชน์

โดยทั่วไปแล้วเหตุผลหลักๆที่จำเป็นที่คนจะสมัครทำประกันชีวิตก็คือ การคุ้มครองกรณีสูญเสียรายได้,คุ้มครองภาระหนี้สิน(ผ่อนบ้าน หรืออื่นๆ),เพื่อการออมทรัพย์

จะเห็นว่า ภาระทางการเงินของผู้เอาประกันภัยที่ว่ามานี้ หากไม่ได้มีการทำประกันไว้แล้วผู้เอาประกันเกิดทุพพลภาพ สูญเสียรายได้ หรือเสียชีวิต ภาระเหล่านี้ก็จะตกไปสู่คนข้างหลังทันที เช่นลูก,สามี,ภรรยา,พ่อ,แม่

ตัวอย่างเช่น นาย A มีอายุอยู่ในวัย 40 ปีทำงานมีรายได้สูงและมั่นคง มีบ้านเดี่ยวราคา 15 ล้านที่ยังผ่อนส่งรายเดือนอยู่ เดือนละ 70,000 บาท โดยในบ้านมีผู้อยู่อาศัยคือ พ่อ,แม่,ลูกและภรรยา 

แต่อยู่มาวันหนึ่งนาย A เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต และไม่ได้ทำประกันชีวิตไว้ เท่ากับว่าครอบครัวของนาย A จะขาดรายได้ที่จะนำมาผ่อนบ้านหลังนี้ และอาจจะถูกยึดไปในที่สุด

แต่ในทางกลับกัน หากนาย A ทำประกันชีวิตไว้ด้วยเงินเอาประกันที่มากพอจะครอบคลุมมูลค่าบ้านที่ยังเหลือผ่อนกับธนาคาร เมื่อนาย A เสียชีวิต ทางครอบครัวที่เหลืออยู่ของนาย A ก็สามารถนำเงินเอาประกันที่จะได้รับชดเชยจากบริษัทประกันมาใช้ชำระค่าบ้านเพื่ออยู่อาศัยและดำเนินชีวิตต่อไปได้

(ฟังแค่นี้ก็น่าทำมากๆแล้วใช่มั้ยครับสำหรับประกันชีวิต สำคัญมากจริงๆ)

กลับมาเรื่องคำถามที่ว่า ทำไมปัจจัยทางการเงินถึงมีผลต่ออัตราเบี้ยประกันชีวิตครับ!

อย่างที่ได้เขียนไว้ว่าจุดประสงค์หลักๆของการทำประกันชีวิตก็คือการคุ้มครองภาระทางการเงินหลังจากที่ผู้เอาประกันได้เสียชีวิตลง หรือชดเชยรายได้ในกรณีทุพพลภาพ

หากผู้เอาประกันเป็นผู้มีรายได้สูง ครอบครองทรัพย์สินมูลค่าสูง นั่นแปลว่าแผนประกันชีวิตที่เหมาะสมกับผู้เอาประกันภัยรายนี้ก็จะต้องมีเงินเอาประกันที่สูงด้วย เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจจะเสียไปในกรณีทุพพลภาพและครอบคลุมถึงทรัพย์สินที่มีอยู่เช่น บ้าน ซึ่งอัตราเบี้ยประกันก็จะต้องสูงตามไปด้วยเช่นกัน

แต่หากผู้เอาประกันเป็นผู้มีรายได้ปานกลาง ความต้องการในการชดเชยรายได้และคุ้มครองทรัพย์สินก็จะลดหลั่นลงมา อาจจะเป็นปัจจัยนึงที่ทำให้เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายนั้นถูกลงมาได้

อาชีพ,อายุและรายได้ของผู้เอาประกันจะถูกนำมาเป็นปัจจัยพิจารณามูลค่าความคุ้มครองหรือเงินเอาประกันสูงสุดที่บริษัทประกันจะสามารถรับประกันได้ ซึ่งมูลค่าเงินเอาประกันก็จะสะท้อนออกมาเป็นเบี้ยประกันที่จะต้องจ่าย

สุดท้ายเมื่อพอจะประเมินได้แล้วว่าอัตราเบี้ยประกันน่าจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ก็จะนำมาเปรียบเทียบกับรายได้ของผู้เอาประกันภัยว่าเพียงพอและอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมมั้ย 

ซึ่งโดยปกติแล้วบริษัทประกันจะอนุมัติการทำประกันด้วยมูลค่าเงินเอาประกันที่มีอัตราเบี้ยประกันไม่เกิน 15-20% ของรายได้ต่อปีของผู้เอาประกันภัย(รวมทุกกรมธรรม์ ทุกบริษัท)

ความเสี่ยงส่วนบุคคล

เนื่องจากวิถีชีวิตของผู้เอาประกันภัยแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่งก็เป็นผลมาจากความชอบส่วนตัว อาชีพการงาน พื้นที่บริเวณในชีวิตประจำวันและอื่นๆ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้เอาประกันภัยแต่ละคนมีความเสี่ยงในชีวิตไม่เหมือนกัน และความเสี่ยงเหล่านั้นก็จะต้องถูกโอนย้ายไปให้บริษัทรับประกันภัยเป็นผู่วยรับไว้ ซึ่งก็อาจจะต้องแลกมาด้วยราคาเบี้ยประกันภัยที่แพงขึ้น

ความเสี่ยงส่วนบุคคลเหล่านี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งจะถูกนำไปพิจารณารับประกันสุขภาพ ซึ่งโดยหลักๆแล้วบริษัทผู้รับประกันภัยจะใช้ปัจจัยหลายๆอย่างในการพิจารณาอัตราเบี้ยประกันของแต่ละคน เช่น

  1. อาชีพ
  2. งานอดิเรก

ลักษณะการประกอบอาชีพเป็นอีกปัจจัยนึงที่ทำให้ผู้เอาประกันภัยแต่ละคนมีความเสี่ยงในชีวิตแตกต่างกันไป ทำให้ความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องแบกรับสำหรับลูกค้าแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไปด้วย

เช่นอาชีพที่นั่งทำงานอยู่ในสำนักงานเป็นหลัก ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิตน้อยกว่าคนที่ทำงานกับเครื่องจักโดยตรง หรือคนที่ต้องเดินทางออกไปทำงานนอกสถานที่เป็นประจำ

ยังไม่รวมถึงอาชีพที่ต้องทำงานอยู๋ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นมลพิษ หรือทำให้ติดโรคต่างๆได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีปัญหาทางสุขภาพและเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วๆไป เช่นจราจร,คนที่ทำงานในเหมือง หรือแม้แต่คนที่ทำงานในสถานบันเทิง

ด้วยเหตุนี้เอง ราคาเบี้ยประกันชีวิต/ประกันสุขภาพของคนแต่ละอาชีพจึงมีความแตกต่างกัน ถ้าประกอบอาชีพที่เสี่ยงมากก็อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้นมาหน่อยนึง

อีกปัจจัยนึงที่เป็นตัวกำหนดราคาเบี้ยประกันชีวิตก็คือ งานอดิเรกและกีฬาที่ผู้เอาประกันภัยทำหรือเล่นเป็นประจำ เพราะกิจกรรมแต่ละอย่างนั้นมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

ซึ่งในปัจจุบันมีกิจกรรมหรือกีฬาให้เลือกเล่นหลายอย่าง บางคนอาจจะชอบต่อยมวย,ดำน้ำ,แข่งเรือ,แข่งรถ,โดดร่ม และอื่นๆ

ซึ่งหากผู้เอาประกันภัยเป็นคนที่มีงานอดิเรกและกีฬาอยู่ในประเภทดังกล่าว บริษัทประกันก็อาจจะมองว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาจากบุคคลทั่วไป และอาจจะต้องมีการเพิ่มเบี้ยประกัน

หรือในบางกรณีอาจจะถึงขั้นไม่สามารถทำประกันที่เป็นความคุ้มครองเพิ่มเติมในแบบต่างๆได้เลยด้วยซ้ำ

ปัจจัยความเสี่ยงที่เล่ามาด้านบนนั้นก็เป็นเพียงตัวอย่างๆหลักๆที่บริษัทประกันใช้ในการพิจารณาการรับประกันและคิดราคาเบี้ยประกันนะครับ ในความเป็นจริงอาจจะมีรายละเอียดและปัจจัยต่างๆมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทประกันภัยแต่ละราย

และนอกจากปัจจัยความเสี่ยงที่ขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันภัยแต่ละรายแล้ว ก็ยังจะมีองค์ประกอบภายนอกอีกที่เป็นตัวกำหนดราคาเบี้ยประกันชีวิต

ไหนๆเราก็พูดกันยาวยืดมาขนาดนี้แล้ว รู้ทั้งทีก็รู้ให้ลึกและครบกันไปเลยราคาเบี้ยประกันชีวิตของแต่ละคนนั้นมันขึ้นอยู่กับองค์ภายนอกประกอบอะไรอีกบ้าง

องค์ประกอบอื่นในการกำหนดราคาเบี้ยประกัน

อย่างที่ได้เขียนไปในตอนแรกครับว่าเบี้ยประกันก็คือรายได้อย่างนึงของบริษัทประกันภัยต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คือราคาสินค้าที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายให้บริษัทผู้รับประกันภัย

และเมื่อขึ้นชื่อว่าราคา ก็จะต้องมีการบวกต้นทุนต่างๆให้ครอบคลุม แล้วค่อยมาบวกส่วนกำไรเพิ่มเพื่อให้การประกอบธุรกิจของบริษัทประกันมีผลกำไร หรืออย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน

องค์ประกอบที่มีผลต่อราคาเบี้ยประกันเหล่านี้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลแต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสถิติ,เศรษฐกิจ,ผลการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัทประกัน เช่น

  1. อัตรามรณะ
  2. อัตราดอกเบี้ย
  3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  4. กองทุนการสำรองฉุกเฉิน
  5. อัตราผลกำไร

อัตรามรณะ

ด้วยเหตุที่สัญญาประกันชีวิต เป็นการรับประกันในแบบที่จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้ผู้รับผลประโยชน์ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือมีชีวิตอยู่จนครบอายุสัญญา

ดังนั้น บริษัทประกันชีวิตทั้งหลายก็ย่อมที่จะต้องใช้การคาดการณ์จากสถิติและหลักการทางคณิศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้คำนวณรายรับหรือเบี้ยประกันที่เหมาะสมที่จะแบกรับความเสี่ยงจากการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัยแต่ละเพศ แต่ละช่วงอายุ โดยใช้อัตรามรณะเป็นเครื่องมือ

อัตรามรณะ เป็นตัวเลขสถิติที่จะบอกถึงอัตราการเสียชีวิตของคนในประเทศโดยจะแบ่งเป็นเพศและอายุต่างๆ ซึ่งในแต่ละประเทศก็จะมีตารางแสดงตัวเลขอัตราการเสียชีวิตของตัวเอง

นักคณิตศาสตร์ประกันภัยจะใช้ข้อมูลอัตราการเสียชีวิตจากตารางเหล่านี้เพื่อคำนวณและคาดการณ์ว่าในช่วงเวลาหนึ่งๆ จะมีคนในแต่ละช่วงอายุและแต่ละเพศเสียชีวิตเป็นจำนวนกี่คน 

ซึ่งการคาดการณ์การเสียชีวิตจากสถิติเหล่านี้จะช่วยบอกคร่าวๆว่าในแต่ละปี จะมีผู้เอาประกันภัยในแต่ละอายุ แต่ละเพศเสียชีวิตและบริษัทต้องจ่ายเงินทดแทนออกไปประมาณเท่าไหร่

และเมื่อบริษัทประกันสามารถประเมินรายจ่ายได้แล้ว ก็จะสามารถประเมินได้ว่ารายรับที่ต้องการจากลูกค้าในจำนวนที่วางแผนไว้จะต้องเป็นประมาณเท่าไหร่ ซึ่งเป็นปัจจัยนึงที่จะสะท้อนออกมาในราคาเบี้ยประกันนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ย

เนื่องจากธุรกิจประกันภัยจริงๆแล้วก็เป็นธุรกิจการเงินการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อได้รับเบี้ยประกันจากผู้เอาประกันมาแล้ว ก็จะมีการนำเงินเหล่านั้นไปบริหารจัดการเพื่อสร้างผลกำไรและดำรงมูลค่ากองทุนตามกฎหมาย

ซึ่งวิธีการที่จะให้เบี้ยประกันที่เก็บจากลูกค้ามานั้นงอกเงยเพิ่มขึ้นก็คือต้องนำไปลงทุนนั่นเองครับ ซึ่งจะลงทุนในสินทรัพย์แบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับนโนยบายของแต่ละบริษัท

โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทประกัน ทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิตจะมีการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลักๆเช่น ตราสารหนี้,พันธบัตร,ตราสารทุน,กองทุนรวม รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนแต่ละประเภทที่ว่ามาล้วนมีความเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนและมูลค่าสินทรัพย์ที่บริษัทประกันถือครอง จึงมีความผันผวนตามอัตราดอกเบี้ยไปด้วยโดยปริยาย

และนอกจากอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อกำไรในการลงทุนของบริษัทประกันแล้ว ก็ยังมีผลต่อการกำหนดราคาเบี้ยประกันโดยตรงด้วยอีกต่างหาก 

โดยเฉพาะประกันชีวิตที่เป็นสัญญาประกันระยะยาวทำให้มูลค่ารายรับและรายได้ได้รับผลกระทบจากมูลค่าค่าเงินที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย

ถ้าหากบริษัทประกันเรียกเก็บเบี้ยประกันโดยไม่คิดถึงอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเลย มูลค่าเบี้ยประกันที่เรียกเก็บอาจจะไม่เพียงพอต่อการแบกรับความเสี่ยงและทำให้บริษัทขาดทุนในที่สุด 

นี่ยังไม่รวมถึงสัญญาประกันชีวิตแบบที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนพ่วงเข้าไปด้วย แน่นอนว่าบริษัทประกันจะต้องพยายามนำเบี้ยประกันจากลูกค้าไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าหรืออย่างน้อยก็เท่ากันกับอัตราผลตอบแทนที่สัญญากับลูกค้าไว้

โดยสรุปก็จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากๆในการกำหนดราคาเบี้ยประกันชีวิตที่บริษัทประกันจะมาเรียกเก็บจากลูกค้าเพื่อนำไปประกอบกิจการให้อยู่รอดได้ตามที่ควรจะเป็น

เพราะถ้าหากบริษัทประกันขาดทุน เงินทุนก็จะร่อยหรอ บริษัทก็จะค่อยๆหมดความน่าเชื่อถือไปเรื่อยๆและสุดท้ายอาจจะไม่มีเงินจ่ายชดเชยตามสัญญาประกันชีวิตได้ในที่สุด

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

การประกันภัย เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง และเพื่อที่จะให้การประกอบธุรกิจมีผลกำไร รายได้ที่เข้ามาก็ควรจะต้องมากกว่าต้นทุนในการดำเนินงาน หรืออย่างน้อยก็เท่ากัน

โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทประกันจะมีอยู่ 2 อย่างหลักๆ คือต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร

ตัวอย่างของต้นทุนคงที่ของบริษัทประกันชีวิตได้แก่ เงินเดือนพนักงาน,ค่าเช่าสำนักงาน และค่าใช้จ่ายประเภทอื่นๆที่คงที่ในทุกๆเดือน

ส่วนต้นทุนผันแปรจะเป็นต้นทุนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่นค่าพาหนะ,ค่าเดินทางของตัวแทนประกันชีวิต,ค่าพิมพ์เอกสารต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายพวกนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามปัจจัยต่างๆในการดำเนินงานของบริษัท

เมื่อรวมต้นทุนทั้ง 2 ประเภทเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะเป็นตัวแปรหนึ่งที่เข้ามากำหนดราคาเบี้ยประกันของแต่ละบริษัท เพราะแต่ละที่ก็จะมีต้นทุนที่แตกต่างกัน

ปัจจัยต่างๆที่เขียนมานี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดราคาเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งบริษัทประกันก็จะนำรายละเอียดต่างๆมาพิจารณาว่าต้องการจะมีรายได้เท่าไหร่ และควรจะเรียกเก็บเบี้ยประกันจากผู้เอาประกันภัยแต่ละคนเป็นจำนวนเท่าไหร่ดี

แต่จริงๆแล้วก็ยังมีปัจจัยอย่างอื่นที่มักจะถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเบี้ยประกันภัยด้วยเหมือนกันเช่นอัตราการขาดผลบังคับ หรืออัตราการเวนคืนกรมธรรม,มูลค่ากองทุนการสำรองฉุกเฉิน และอัตราผลกำไร

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยรถยนต์ จะแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 3 ส่วนคือ ความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก,ความเสียหายต่อรถยนต์และอุบัติเหตุส่วนบุคคลและการรักษาพยาบาล

บริษัทประกันภัยจะพิจารณาความเสี่ยงทั้ง 3 ส่วนที่ต้องให้ความคุ้มครองและคำนวณออกมาเป็นราคาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ โดยราคาเบี้ยประกันรถยนต์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้

  1. ชนิดของรถยนต์
  2. วิธีการใช้งานรถยนต์
  3. มูลค่าของรถยนต์และจำนวนเงินเอาประกันภัย
  4. ลักษณะของผู้ขับขี่

ชนิดของรถยนต์

รถยนต์แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติหลายๆอย่างที่แตกต่างกันซึ่งจะส่งผลต่อราคาเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย ราคาเบี้ยประกันจะขึ้นอยู่กับ ขนาดความจุเครื่องยนต์(ซีซี),จำนวนที่นั่ง,ยี่ห้อ,รุ่นรถ, ปีที่ผลิต

รวมถึงปัจจัยอื่นๆที่อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงแก่ตัวรถยนต์เช่น สภาพการดัดแปลง,สภาพทั่วไป หรือสภาพความเสียหายต่างๆที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมเพราะอาจจะต้องมีการเคลมกับบริษัทประกัน

วิธีการใช้งานรถยนต์

วิธีหรือลักษณะการใช้งานรถยนต์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลทำให้ราคาเบี้ยประกันรถยนต์แต่ละคันนั้นไม่เท่ากัน แม้ว่าจะเป็นรถที่ทำประกันในความคุ้มครองชั้นเดียวกันก็ตาม

หากรถยนต์คันที่เอาประกันเป็นรถยนต์ที่ถูกใช้งานเชิงพาณิชย์ ก็อาจจะมีผลทำให้เบี้ยประกันแพงขึ้นกว่ารถยนต์ที่เป็นรถใช้งานส่วนตัว เนื่องจากการใช้งานเชิงพาณิชย์มีความเสี่ยงที่รถจะเกิดความเสียหายทรุดโทรมมากกว่า

และอาจจะยังมีปัจจัยอื่นๆในการพิจารณาเช่น พื้นที่หลักๆในการใช้งานรถยนต์ ขับในเมืองหรือขับทางไกลระหว่างจังหวัดเป็นหลักรวมถึงลักษณะการจอดเก็บ เช่นจอดในบ้าน,ริมถนน

มูลค่าของรถยนต์และจำนวนเงินเอาประกันภัย

รถยนต์แต่ละคันมีราคาหรือมูลค่าตลาดไม่เท่ากัน และแน่นอนว่ารถที่มีมูลค่าสูงกว่าก็ย่อมต้องการความคุ้มครองหรือจำนวนเงินเอาประกันภัยที่มากกว่า

ซึ่งจำนวนเงินเอาประกันภัยที่มากกว่า ก็จะนำไปสู่ความเสี่ยงที่บริษัทประกันจะต้องจ่ายค่าสินไหมชดเชยที่มากกว่า ซึ่งก็มีผลทำให้ต้องเก็บเบี้ยประกันในอัตราที่แพงกว่านั่นเองครับ

ลักษณะของผู้ขับขี่

อีกปัจจัยนึงที่มีผลต่อราคาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ก็คือ “ตัวผู้ขับขี่” นั่นเองครับ ซึ่งผู้ขับขี่ในที่นี้หมายความรวมถึงตัวผู้เอาประกันภัยเอง และบุคคลใดๆที่ผู้เอาประกันภัยยอมยินยอมให้ขับขี่รถยนต์คันนั้นๆ

สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์จากบางบริษัท จะมีตัวเลือกให้กับผู้เอาประกันภัยว่าจะระบุชื่อผู้ขับขี่หรือไม่

ซึ่งถ้าเป็นการประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับ จะทำให้บริษัทประกันประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำกว่าและลดความเสี่ยงในแง่มุมต่างๆลงไปได้ จึงจะมีเบี้ยประกันที่ถูกกว่า

แต่โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่หรือไม่ระบุก็ตาม บริษัทประกันภัยจะใช้ปัจจัยเสี่ยงหลักๆดังต่อไปนี้มาพิจารณาราคาเบี้ยประกัน

  1. อายุผู้ขับขี่
  2. อายุใบอนุญาติขับขี่
  3. สถานะสุขภาพและสภาพร่างกายของผู้ขับขี่
  4. สถานภาพการสมรส
  5. ลักษณะอาชีพการงาน
  6. ประวัติการขับขี่ ประวัติอุบัติเหตุ
  7. ประวัติการเคลมประกันรถยนต์

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเบี้ยประกันที่อยู่อาศัย

ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดนั้นมีตัวเลือกความคุ้มครองที่มากกว่าแค่กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ที่จะเน้นไปทางความเสียหายจากไฟไหม้อย่างเดียว

กรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมดังกล่าวส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัยเจ้าบ้าน ซึ่งจะให้ความคุ้มครองตัวที่อยู่อาศัย,ทรัพย์สินภายในที่อยู่อาศัย,ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับบุคคลในบ้าน,ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก,ค่าเช่าที่อยู่อาศัยในกรณีที่บ้านไม่สามารถอยู่อาศัยได้

จะเห็นว่าความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยในปัจจุบันค่อนข้างจะครอบคลุมมากๆสำหรับคนที่มีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง

เพราะฉะนั้นบริษัทประกันภัยจะพิจารณาเงื่อนไขการรับประกันภัยและปัจจัยที่มีผลต่อราคาเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยโดยดูทั้งจากปัจจัยทางด้านบุคคและปัจจัยทางกายภาพ เช่น

  1. ลักษณะของการปลูกสร้าง
  2. ลักษณะการใช้งาน
  3. ความสามารถในการป้องกันภัยต่างๆ
  4. ภัยจากปัจจัยรอบข้าง
  5. ประวัติการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
  6. ลักษณะส่วนบุคคล

ลักษณะของการปลูกสร้าง

ลักษณะของที่อยู่อาศัย เช่นเป็นบ้าน,คอนโด,ตึกแถว รวมถึงวัสดุที่ใช้ในการทำโครงสร้างต่างๆ รวมถึงสถานที่ตั้ง เพราะแต่ละพื้นที่ก็จะมีความเสี่ยงแตกต่างกันไป

ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่บ้างเขตอาจจะมีสถิติการโจรกรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือในบางพื้นที่อาจจะไม่คอ่ยมีเรื่องโจรกรรมแต่มีภัยจากอย่างอื่นเช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ เป็นต้น

อีกปัจจัยนึงที่เกี่ยวข้องกับราคาเบี้ยประกันภัยโดยตรงก็คือมูลค่าที่อยู่อาศัยและจำนวนเงินเอาประกันภัย เพราะราคาของอสังหาริมทรัพย์แต่ละชิ้น แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน 

และแน่นอนว่าถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าและราคาตลาดสูงก็ย่อมต้องการมูลค่าความคุ้มครองที่มากขึ้น ซึ่งก็จะเป็นผลทำให้ราคาเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

ลักษณะการใช้งาน

โดยปกติแล้วอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เอาประกันภัยใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพีงอย่างเดียวมักจะมีความเสี่ยงในการเกิดภัยต่างๆน้อยกว่าการใช้เป็นสถานประกอบการ

หากอสังหาริมทรัพย์ที่เอาประกันไว้นั้นถูกใช้เป็นสถานประกอบกิจการด้วย ก็จะมีความเสี่ยงในการเกิดภัยต่างๆมากขึ้นเช่นบางคนอาจจะใช้เป็นร้านอาหาร,เป็นอู่ซ่อมรถ,เป็นสำนักพิมพ์และอื่นๆ 

ซึ่งกิจกรรมในสถานประกอบการเหล่านี้อาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้หรือความเสียหายต่างๆได้ง่ายขึ้น เบี้ยประกันก็จะมีราคาแพงขึ้น

ความสามารถในการป้องกันภัยต่างๆ

ความสามารถในการป้องกันหรือบรรเทาภัยเช่น มีอุปกรณ์สำหรับดับเพลิงอยู่ในบ้าน,มีหัวจ่ายน้ำดับเพลิงอยู่ไกล้ๆ หรือเป็นที่อยู่อาศัยยที่อยู่ไกล้กับสถานีดับเพลิง รวมไปถึงระบบป้องกันการโจรกรรมต่างๆ

ภัยจากปัจจัยรอบข้าง

ปัจจัยภายนอกรอบๆเขตที่อยู่อาศัยก็เป็นอีกปัจจัยนึงที่มีผลต่อราคาเบี้ยประกันภัย เนื่องจากในปัจจุบัน อสังหาริมทรัพย์หลายๆพื้นที่ยังไม่ได้มีการจัดระเบียบพื้นที่ให้เหมาะสมและแยกประเภทกันชัดเจนนัก

ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านบางหมู่บ้านอาจจะตั้งอยู่ไกล้โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีการเก็บสารเคีอันตราย หรือที่อยู่อาศัยบางที่อาจตั้งอยู่ไกล้กับสถานประกอบการบางอย่างซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้เช่นร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น

แน่นอนว่าหากที่อยู่อาศัยของท่านมีปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้อยู่โดยรอบ การรับประกันภัยก็จะต้องมีราคาเบี้ยประกันที่แพงขึ้นกว่าปกติ

ประวัติการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

ในมุมมองของบริษัทประกันภัยถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนบ่อยครั้งทางบริษัทอาจจะมองว่าผู้เอาประกันภัยไม่ค่อยระวังหรือดูแลรักษาทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ หรือทรัพย์สินดังกล่าวอาจจะมีความเสียหายมาในอดีตที่ยากแก่การป้องกัน

เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจจะทำให้ราคาเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยของท่านมีราคาแพงขึ้นได้ เพราะบริษัทผู้รับประกันก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเหมือนกัน

คุณลักษณะส่วนบุคคล

คุณลักษณะส่วนบุคคลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ถูกนำมาพิจารณาในการรับประกันภัยและพิจารณาราคาเบี้ยประกัน ถึงแม้ว่าจะดูไม่ค่อยเกี่ยงข้องกับตัวที่อยู่อาศัยแต่ก็ส่งผลต่อปัจจัยความเสี่ยงด้านต่างๆของทรัพย์ที่เอาประกันภัยอยู่บ้างเหมือนกัน

คุณลักษณะส่วนบุคคลที่บริษัทผู้รับประกันภัยอาจจะนำมาพิจารณาเช่น สถานภาพการสมรส,สถานะภาพทางการเงิน,อาชีพการทำงาน,กิจกรรมส่วนตัว,ประวัติการก่ออาชญากรรม

ถ้าลองพิจารณาดูลึกๆ จะพบว่าคุณลักษณะดังกล่าวจะผลต่อความปลอดภัยของทรัพย์สิน เช่นถ้าผู้เอาประกันภัยเป็นคนมีครอบครัวอยู่ในบ้าน ตัวบ้านก็จะมีคนช่วยกันดูแลหลายคน 

สถานะทางการเงินและอาชีพการงาน อาจจะถูกใช้เป็นตัวสะท้อนความสามารถในการดูแลรักษาที่อยู่อาศัย ให้อยู่ในสภาพดี มีเวลาดูแลทรัพย์สินตัวเอง หรือต้องเดินทางไกลห่างจากบ้านเป็นประจำ

การคืนเบี้ยประกัน

กรมธรรม์ประกันบางประเภทอาจจะมีนโยบายคืนเบี้ยประกันให้กับผู้เอาประกันภัยถ้าหากผู้เอาประกันภัยสามารถทำตามเงื่อนไขที่ระบุได้

ส่วนใหญ่การคืนเบี้ยประกันจะเจอได้หลักๆในการทำประกันชีวิต และประกันโรคร้ายแรงของบางบริษัท เพื่อที่จะจูงใจและมอบประโยชน์ให้ผู้เอาประกันภัยจะได้ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันทิ้งไปเปล่าๆ

โดยส่วนใหญ่บริษัทประกันจะทำการคืนเบี้ยประกันให้เมื่อสิ้นสุดสัญญากรมธรรม์ หรือถึงช่วงเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาประกัน โดยอาจจะคืนเบี้ยประกันรวมกับดอกเบี้ยผลตอบแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย

เมื่อเราได้รู้จักกับเบี้ยประกันภัยมากขึ้นว่ามันคืออะไรและจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้างก็จะทำให้เรารู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันในราคาแพงๆได้ ทำให้เงินที่จะต้องจ่ายไปกับการทำประกันภัยในรูปแบบต่างๆมีความคุ้มค่ามากขึ้น


Reference:

Related Posts