เริ่มลงทุนในหุ้น ต้องรู้อะไรบ้าง?

การลงทุนในหุ้น เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนรายย่อยมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีผลตอบแทนที่ดี และสามารถซื้อขายได้อย่างสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

แต่ถึงแม้ว่าการเล่นหุ้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี ก็ยังมีนักลงทุนหลายๆคนที่เล่นหุ้นแล้วอาจจะขาดทุนเพราะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดนี้อย่างแท้จริง

ในบทความนี้เราจะมาดูกันครับ ว่าจริงๆแล้ว การลงทุนในหุ้นคืออะไร จะทำกำไรจากมันได้ยังไง และถ้าจะเริ่มเล่นหุ้น เราควรต้องรู้อะไรบ้าง

การเล่นหุ้นคืออะไร

การลงทุนในหุ้น หรือหลายๆคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า “เล่นหุ้น” ซะมากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่เข้ามาซื้อขายหุ้นในลักษณะของการเก็งกำไร ซื้อมาขายไปเป็นรายวัน(Day Trade) หรือเลือกซื้อและทำกำไรจากสินทรัพย์ชนิดนี้ในระยะสั้นโดยที่อาจจะไม่ได้สนใจว่าจริงๆแล้วพื้นฐานหรือกิจการเบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวที่สร้างผลตอบแทนให้เราคืออะไร

จริงๆแล้วการเล่นหุ้นคือการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งประกอบกิจการอยู่ในธุรกิจแต่ละประเภทได้โดยที่ไม่ต้องมาเสียเวลาก่อตั้งกิจการต่างๆด้วยตัวเอง ซึ่งนักลงทุนจะได้รับกำไรผลตอบแทนกลับไปตามสถานะผลประกอบการและสัดส่วนการถือหุ้น 

ดังนั้นการลงทุนในหุ้นก็คือการเอาเงินลงทุนของเราเข้าไปเป็นทุนส่วนหนึ่งของธุรกิจที่เราได้เลือกซื้อหุ้นไว้นั่นเองครับ และเมื่อเงินของเราเข้าไปอยู่ในกิจการของบริษัทดังกล่าว บริษัทเหล่านั้นก็จะนำเงินไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ลงทุนขยายกิจการในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำกำไรและสร้างผลตอบแทนส่งกลับมาให้นักลงทุนที่ถือครองหุ้นของบริษัทไว้  

และในเมื่อผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรของกิจการในแต่ละบริษัทเป็นหลัก นั่นก็แสดงว่าถ้าเราอยากได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวเราต้องเลือกให้ถูกว่าควรจะซื้อหุ้นของบริษัทไหนดี

วิธีที่จะทำให้เราเลือกซื้อหุ้นถูกตัวได้ก็คือ เราต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น ว่าจริงๆแล้วการลงทุนในหุ้นมันคืออะไร ตลาดซื้อขายที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง มีวิธีการพิจารณาเลือกซื้อยังไง และเราจะทำกำไรจากสินทรัพย์ชนิดนี้ได้อย่างไร

จริงอยู่ว่าการเล่นหุ้นในแบบที่ไม่ได้สนใจพื้นฐานกิจการ หรือที่เรียกว่าเล่นหุ้นแบบ Technical ,เล่นเก็งกำไร,เล่นตามข่าว หรือหนักไปกว่านั้นคือลงทุนตามข่าวลือจากคนรอบข้างก็เป็นรูปแบบนึงของการลงทุนในหุ้นที่มีคนสามารถทำกำไรได้จริง และไม่ต้องเสียเวลามานั่งศึกษาพื้นฐานธุรกิจ

แต่คำถามก็คือ ถ้าเป็นนักลงทุนรายย่อยทั่วไปอย่างเราๆ ที่ทำงานประจำไปด้วยและลงทุนไปด้วยเพื่อหวังสร้างอิสรภาพทางการเงิน เราจะสามารถทำกำไรในลักษณะนั้นได้ยั่งยืนขนาดไหน มีการขาดทุนจนหมดพอร์ตบ้างรึเปล่า ในระยะยาวมูลค่าพอร์ตการลงทุนมีการเติบโตสม่ำเสมอหรือไม่ 

และอีกปัจจัยที่สำคัญและต้องพิจารณาก็คือตัวเราเองมีทรัพยากร,ความสามารถ,เวลา และปัจจัยอื่นๆเหมือนกันกับนักลงทุน Technical มืออาชีพเจ้าใหญ่ๆที่อาจจะมีความศักยภาพในการชี้นำตลาดและรับความเสี่ยงมากๆได้เหล่านั้นหรือไม่

แต่ถ้าเราเป็นนักลงทุนหุ้นมือใหม่ เป็นคนที่ทำงานประจำไปด้วยและอยากจะแบ่งเงินแต่ละเดือนมาลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ไม่ได้มีเวลามานั่งเฝ้าจอดูราคาหุ้นขุ้นลงทั้งวัน วิธีเดียวที่จะทำให้เรารวยจากหุ้นได้ก็คือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นอย่างถ่องแท้ที่จะนำไปสู่ดุลพินิจในการเลือกซื้อหุ้นให้ถูกตัวและสร้างผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า

เพราะฉะนั้น เรามาดูกันครับว่าสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ถ้าจะเริ่มเล่นหุ้นเราควรจะต้องรู้อะไรบ้าง เริ่มจากการทำความรู้จักสินทรัพยชนิดนี้ให้ดีขึ้นกันก่อนเลยครับ ว่า หุ้นคืออะไร มีกี่ประเภท และแบบไหนที่นักลงทุนรายย่อยทั่วไปใช้ซื้อขายกัน

หุ้นคืออะไร

หุ้นคือหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่แสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการ ซึ่งหุ้นจะถูกนำออกขายโดยบริษัทที่ต้องการระดมทุนเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจ เช่นใช้เงินทุนในการขยายกำลังการผลิตสินค้า การสร้างผลิตภัณฑ์หรือตลาดใหม่ๆเพื่อเพิ่มการเติบโตในธุรกิจที่บริษัทนั้นๆประกอบกิจการอยู่

เวลาที่บริษัทต้องการระดมทุน ก็จะนำหุ้นมาออกเสนอขายให้กับประชาชนทั่วๆไปโดยจะมีการกำหนดจำนวนหุ้นที่จะออกขายและราคาหุ้นต่อ 1 หุ้นไว้

บริษัทที่จะสามารถออกหลักทรัพย์มาเสนอขายเพื่อระดมทุนจากประชาชนทั่วไปได้นั้นเรียกว่า “บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” ซึ่งจะต้องเป็นบริษัทที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)ให้สามารถนำหุ้นออกขายเพื่อระดมทุนมาประกอบกิจการได้

การที่บริษัทเหล่านี้จะต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากกลต.ก่อนนำหุ้นออกเสนอขายก็เพื่อที่จะให้แน่ใจได้ว่าบริษัทที่ต้องการระดมทุนนั้นมีการบริหารงานภายในและการกำกับดูแลเรื่องต่างๆที่ดีตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น รวมถึงมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนที่นำเงินมาลงทุนซื้อหุ้น

เพราะการที่ประชาชนทั่วไปนำเงินมาซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนฯเหล่านี้ ก็หมายความว่าคนที่ซื้อหุ้นไปนั้นจะกลายเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการผลดำเนินงานบริษัทที่เค้าซื้อหุ้นไว้ด้วย และทำให้มีสถานะเป็นเจ้าของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่ได้ซื้อไว้

ตัวอย่างเช่น บริษัท A อาจจะต้องการระดมทุนเป็นจำนวน 1,000 ล้านบาท ก็อาจจะนำหุ้นออกมาเสนอขายจำนวน 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท เป็นต้น 

และถ้าเราซึ่งเป็นนักลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท A ไว้เป็นจำนวน 1 ล้านหุ้น(หรือคิดเป็นเงิน 10 ล้านบาท) เราก็จะเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสถานะความเป็นเจ้าของในบริษัท A เป็นสัดส่วน 1 % นั่นเอง

เมื่อบริษัท A นำเงินที่ได้จากเราไปประกอบธุรกิจและสร้างผลกำไรได้ดี ก็จะนำกำไรนั้นมาแบ่งคืนให้กับนักลงทุนตามสัดส่วน เช่น 50% ของกำไรต่อหุ้นเป็นต้น หรือแล้วแต่นโยบายการปันผลที่วางไว้

และเมื่อบริษัท A สามารถทำกำไรได้ดี เติบโตต่อเนื่อง ก็ย่อมจะมีคนต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความเป็นเจ้าของบริษัท A มากขึ้น ราคาหุ้นของบริษัท A ก็จะเพิ่มขึ้น อาจจะกลายเป็น 12 บาทต่อหุ้น ซึ่งราคาจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าสูงแค่ไหน

ถ้าเป็นหุ้นที่กิจการดี ทำกำไรได้ มีการเติบโตดี ก็จะมีคนต้องการมาก ราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าเป็นหุ้นที่กิจการไม่ค่อยดี มีกำไรน้อยหรือไม่มีเลย ก็จะมีคนต้องการน้อย ราคาหุ้นก็จะลดต่ำลง

จะเห็นว่า เมื่อนักลงทุนนำเงินมาซื้อหุ้น ก็จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน 2 ลักษณะคือ เงินปันผลจากกำไรของกิจการ(Dividend) หรือ กำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น(Capital Gain)นั่นเอง 
การที่นักลงทุนที่ซื้อหุ้นไว้นั้นจะมีสถานะเป็นเจ้าของในธุรกิจไปด้วยก็เพราะว่าบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปเป็นทุนในการทำธุรกิจต่อไปนั่นเองครับ หุ้นจึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ตราสารทุน(Equity)”

ตราสารทุน คืออะไร

ตราสารทุนคือเอกสารที่กิจการออกให้นักลงทุนที่นำเงินของตัวเองมาเข้าเป็นทุนส่วนหนึ่งของกิจการนั้นๆไว้เพื่อเป็นเอกสารทางกฎหมายใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของส่วนทุนดังกล่าวและเพื่อแสดงสิทธิในการที่จะได้รับประโยชน์จากทุนที่ได้นำมาลงไว้ในกิจการ

ส่วนได้ส่วนเสียหรือประโยชน์ที่ผู้ถือตราสารทุนจะมีก็เช่น มีสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือรายได้ของกิจการ รวมถึงมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลจากการประกอบกิจการตามสัดส่วนที่ได้ถือครองหุ้นไว้

ซึ่งจริงๆแล้วตราสารทุนมันก็คือเอกสารที่เรียกว่า “ใบหุ้น” นั่นเองครับ เพราะตามหลักแล้วบริษัทที่นำหุ้นออกขายมีหน้าที่ต้องจัดทำใบหุ้นให้นักลงทุนแต่ละคนที่ซื้อหุ้นไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของหุ้น

แต่ปัจจุบัน ในทางปฏิบัติแล้วบริษัทจดทะเบียนฯต่างๆจะไม่มีการออกใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้น เพราะหุ้นหรือหลักทรัพย์ตราสารทุนชนิดต่างๆนั้นถูกซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แทบจะตลอดเวลา

แต่ก็ยังเป็นสิทธิของนักลงทุนที่สามารถร้องขอให้ทางบริษัทที่ตัวเองซื้อหุ้นไว้ออกเอกสารใบหุ้นให้ได้อยู่นะครับ

และในเมื่อนักลงทุนได้นำเงินมาลงไว้เป็นทุนสำหรับใช้ในการประกอบกิจการ ผู้ที่ถือเอกสารตราสารทุนจึงมีฐานะเป็นเจ้าของร่วมในส่วนหนึ่งของกิจการนั้นๆด้วย

จริงๆแล้ว ความหมายของตราสารทุนนั้นไม่ได้หมายความถึงแค่เฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “หุ้น” เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ เพราะตราสารทุนสามารถเป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่ถูกนำไปใช้เป็นทุน หรือใบแสดงสิทธิที่อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น

  1. หน่วยลงทุนในกองทุนรวม (Unit Trust)
  2. ใบสำคัญแสดงสิทธิ(Warrant)
  3. ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง(DR:Depository Receipt)
  4. ใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้(TSR:Transferable Subscription Right)
  5. ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย(NVDR:Non-Voting Depository Receipt)

แต่ในบทความนี้ เราจะขอพูดถึงตราสารทุนประเภท “หุ้น” เท่านั้นละกันนะครับ เพราะเป็นบทความที่มุ่งเน้นให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับหลักทรัพย์ประเภทนี้ให้มากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนต่อไป

และสิ่งที่เรียกว่า “หุ้น” ก็ยังสามารถแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆได้อีกนะครับ เราไปดูกันว่าหุ้นนี่มันมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมันต่างกันยังไง

หุ้นมีกี่ประเภท

ถ้าอยากจะลงทุนในหุ้น เราก็ควรจะรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าหุ้นให้ดีซะก่อน สิ่งพื้นฐานที่เราควรจะรู้เลยก็คือประเภทของหุ้นและสิทธิที่เราพึงได้สำหรับการถือหุ้นแต่ละประเภท 

จริงๆแล้วในตลาดหุ้น มีวิธีการแบ่งประเภทของหุ้นอยู่หลากหลายพอสมควรขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนแต่ละคนจะใช้หลักการอะไรในการแบ่ง เช่น หุ้นเติบโต หุ้นเก็งกำไร หุ้นปันผล และอื่นๆอีกมากมาย

สังเกตุมั้ยครับว่าประเภทของหุ้นที่แบ่งตามลักษณะที่ได้เขียนไปด้านบนจริงๆแล้วเป็นการแบ่งด้วยความเหมาะสมของวิธีการลงทุนในหุ้นแต่ละตัว ซึ่งก็จะช่วยให้มือใหม่พอจะมีหลักในการแยกแยะหุ้นที่ตัวเองสนใจได้ และเราจะมีการเขียนถึงการแบ่งประเภทหุ้นตามลักษณะดังกล่าวอย่างละเอียดในบทความต่อๆไป

แต่ถ้าจะว่ากันตามพื้นฐานจริงๆแล้ว หุ้นในกิจการที่จดทะเบียนตามกฎหมายสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆตามสิทธิของหุ้นแต่ละแบบ 

  1. หุ้นสามัญ (Common Stock)
  2. หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock)

หุ้นสามัญ(Common Stock) คืออะไร

หุ้นสามัญคือตราสารทุนประเภทหุ้น ที่บริษัทมหาชนจำกัด(บมจ.)นำออกขายให้นักลงทุนประชาชนทั่วไปเพื่อใช้ในการระดมทุนนำไปใช้ในกิจการ

นักลงทุนที่ซื้อและถือครองหุ้นสามัญจะมีสถานะเป็นเจ้าของร่วมในบริษัทตามสัดส่วนปริมาณหุ้นที่ถือครองอยู่ ซึ่งจะมีสิทธิในการออกเสียงเรื่องต่างๆในการประชุมผู้ถือหุ้นด้วย เช่นการแต่งตั้งผู้บริหาร,การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ

นอกจากสิทธิในการออกเสียงแล้ว ผู้ถือหุ้นสามัญยังมีสิทธิที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งกำไรจากการประกอบการที่เรียกว่าเงินปันผล ซึ่งจะได้รับปันผลมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและผลประกอบการของแต่ละบริษัท

ผลตอบแทนการลงทุนอีกประเภทที่ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับก็คือ ในกรณีที่กิจการมีความสามารถในการทำกำไรและมีการเติบโตของกิจการที่ดี ราคาหุ้นต่อหน่วยของกิจการดังกล่าวก็มักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่วนต่างของราคาหุ้นที้เพิ่มขึ้นนี้ก็เป็นอีกช่องทางนึงที่ผู้ถือหุ้นสามัญจะทำกำไรได้(เรียกว่า Capital Gain)

นอกจากสิทธิและผลตอบแทนที่จะได้รับแล้ว ผู้ถือหุ้นสามัญยังมีสิทธิในการจองซื้อตราสารทุนออกใหม่เมื่อบริษัทต้องการที่จะระดมทุนเพิ่ม เช่น เมื่อมีการเพิ่มทุนหรือมีออกใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆเพิ่มเติม

หุ้นสามัญที่มีการซื้อขายกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะมีชื่อย่อเฉพาะสำหรับหุ้นของแต่ละบริษัท เช่น ADVANC,ฺBBL,SMK เป็นต้น   

และนอกจากตัวย่อของหุ้นสามัญทั่วๆไปแล้ว ก็อาจจะมีหุ้นสามัญบางตัวที่นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ สามารถสังเกตุหุ้นเหล่านี้ได้ง่ายๆคือจะมีตัวอักษร “-F” ตามหลังชื่อหุ้น เช่น BANPU-F เป็นต้น

หุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนในอัตราที่สูงเป็นอันดับต้นๆเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบที่ไกล้เคียงกัน เช่นตราสารหนี้,กองทุนรวม หรือหุ้นบุริมสิทธิ

แต่อัตราผลตอบแทนที่สูงก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่าหลักทรัพย์ชนิดอื่นๆด้วยเหมือนกัน เพราะราคาของหุ้นสามัญจะมีความผันผวน และอัตราการจ่ายเงินปันผลจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับกำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละช่วงเวลา

รวมถึงสิทธิในการรับชำระหนี้ของหุ้นสามัญก็แทบจะอยู่อันดับท้ายๆในบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับกิจการ เพราะถือว่าผู้ถือหุ้นสามัญมีฐานะเสมือนเจ้าของร่วมในกิจการ

เพราะในกรณีที่บริษัทเกิดการล้มละลาย ผู้ที่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการจะได้รับการชำระหนี้ก่อนเป็นอันดับแรกๆ เช่น ผู้ถือตราสารหนี้,เจ้าหนี้รายอื่นๆ 

และเมื่อบริษัทได้ชำระหนี้ให้ผู้ที่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้แล้วยังเหลือทรัพย์สินก็ค่อยมาชำระคืนให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และผู้ถือหุ้นสามัญตามลำดับ

หุ้นบุริมสิทธิ(Preferred Stock) คืออะไร

หุ้นบุริมสิทธิคือตราสารทุนประเภทหุ้นที่บริษัทนำออกเสนอขายให้นักลงทุนเพื่อใช้ในการระดมทุน และให้สิทธินักลงทุนในการเป็นเจ้าของร่วมเช่นเดียวกันกับหุ้นสามัญ แต่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะไม่มีสิทธิออกเพื่อลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ถึงแม้หุ้นบุริมสิทธิจะไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องต่างๆ แต่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินปันผลด้วยอัตราคงที่ในแต่ละปีหากบริษัทมีกำไรจากการประกอบการ ซึ่งอัตราการผันผลจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานเหมือนผู้ถือหุ้นสามัญ

แต่ข้อเสียก็คือ ในบางปีที่บริษัทมีผลประกอบการดีมากๆ อัตราเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้นั้นอาจจะน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญได้เหมือนกัน

จริงๆแล้ว คำว่า “บุริม” มีความหมายอีกอย่างนึงคือ “ก่อน” ซึ่งเมื่อมารวมกับคำว่า “สิทธิ” จึงเกิดเป็นคำว่า “บุริมสิทธิ” ขึ้นแปลว่า “มีสิทธิก่อน” ซึ่งเป็นอีกคุณสมบัตินึงของหุ้นประเภทนี้นั่นเองครับ

นั่นก็เพราะว่า หากบริษัทมีการเลิกกิจการหรือเกิดล้มละลาย ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะมีสิทธิได้รับการรับชำระหนี้ หรือได้รับเงินลงทุนคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญนั่นเอง  

หุ้นบุริมสิทธิ เป็นหุ้นประเภทที่ไม่ได้มีปริมาณการซื้อขายกันมากนักในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็จะทำให้ตัวหุ้นมีสภาพคล่องที่ต่ำกว่าหุ้นสามัญ 

แต่ถ้าใครอยากจะลองลงทุนในหุ้นประเภทนี้ดู ก็สามารถหาสัญลักษณ์ของหุ้นบุริมสิทธิในตลาดหลักทรัพย์ได้ครับ โดยที่จะมีสัญลักษ์ -P อยู่หลังตัวย่อชื่อหุ้น

เมื่อเรารู้จักประเภทของหุ้นกันแล้ว ว่าแต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง ต่อไปเราก็จะต้องมารู้จักกับสถานที่ซื้อขายกันครับ ถ้าเราอยากจะซื้อขายหุ้น เราก็จะต้องทำการซืื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้นนั่นเอง

ตลาดหลักทรัพย์คืออะไร?

ตลาดหลักทรัพย์คือสถานที่สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์จดทะเบียนในรูปแบบต่างๆ เช่นหน่วยลงทุนในกองทุนรวม,พันธบัตร,ใบสำคัญแสดงสิทธิ,ETF,ตราสารอนุพันธ์ และแน่นอนว่าเป็นศูนย์รวมการซื้อขายหุ้นของบริษัทต่างๆ 

แต่ในบทความนี้เราจะขอเน้นเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น หรือที่เรียกกันติดปากว่าตลาดหุ้นละกันนะครับ

ตลาดหุ้นคืออะไร?

เมื่อบริษัทต่างๆมีความต้องการระดมทุนหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่นอกเหนือจากการกู้เงินธนาคาร ทางเลือกนึงที่น่าสนใจก็คือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

และเมื่อบริษัทหรือกิจการดังกล่าวมีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนฯแล้วก็จะสามารถนำหุ้นของตัวเองออกเสนอขายให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจจะลงทุนในกิจการนั้นๆเข้ามาซื้อหุ้นได้ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง

ตลาดหุ้นจึงเป็นเหมือนศูนย์กลางของการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของบริษัทต่างๆที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะดำเนินการอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ กลต. เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักลงทุนเอง,นายหน้า และบริษัทจดทะเบียนฯ 

บริษัทที่ต้องการจะนำหุ้นของตัวเองออกเสนอขายจะต้องทำผ่านกระบวนการของตลาดหลักทรัพย์ที่เรียกว่า IPO (:Initial Public Offering) และทำให้นักลงทุนที่สนใจจะลงซื้อหุ้นของแต่ละบริษัทก็สามารถซื้อหุ้นผ่านนายหน้า(Broker) ที่เป็นสมาชิกในตลาดหลักทรัพย์ได้

แต่ละประเทศก็จะมีตลาดหลักทรัพย์ของตัวเองที่เป็นตัวกลางช่วยควบคุมและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเครื่องมือทางการเงินการลงทุนต่างๆในประเทศ ซึ่งก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น

  • ตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกา มีอยู่ 2 ตลาด มีเชื่อเรียกว่า New York Stock Exchange(NYSE) และ Nasdaq
  • ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นมีชื่อเรียกว่า Tokyo Stock Exchange(TSE) 
  • ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศเวียดนาม มีอยู่ 2 แห่ง มีชื่อเรียกว่า ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์(Ho Chi Minh Stock Exchange :HOSE) และตลาดหลักทรัพย์ฮานอย( Hanoi Stock Exchange:HNX) 

และแน่นอนว่าสำหรับประเทศไทยเราก็มีตลาดหลักทรัพย์เหมือนกันครับ และมีถึง 2 ตลาดไว้สำหรับรองรับได้ทั้งการระดมทุนของธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลาง

ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นนักลงทุนไทย ตลาดหุ้นที่เราจะลงทุนกันหลักๆก็น่าจะเป็นตลาดหุ้นไทย เพราะฉะนั้น เราไปทำความรู้จักกับตลาดหุ้นของไทยกันครับ

รู้จักตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นในเมืองไทยมีอยู่ 2 ตลาด คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET:Stock Exchange Of Thailand) และตลาดหลักทรัพย์ MAI(Market for Alternative Investment) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไปเข้ามาซื้อหุ้นในบริษัทที่ตัวเองสนใจลงทุนได้

เรามาย้อนดูกันครับ ว่าประวัติความเป็นมาของตลาดหุ้นไทยเกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆอะไรมาบ้าง

ประวัติคร่าวๆของตลาดหุ้นไทย

กำเนิดของตลาดหุ้นไทยนั้น เกิดมาพร้อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในช่วงปีพศ. 2504-2509

ยุคแรกของตลาดหุ้นไทยเรียกว่ายุค “ตลาดหุ้นกรุงเทพ” เกิดขึ้นมาในปีพ.ศ.2505 ซึ่งใช้เป็นสถานที่ให้สมาชิกซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าต่างๆมารวมตัวกันเพื่อให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ 

โดยบริษัทหลักทรัพย์เหล่านี้จะรับคำสั่งซื้อ/ขายจากลูกค้า และนำคำสั่งเหล่านั้นไปจัดการซื้อหรือขายหุ้นให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

แต่เนื่องจากในสมัยนั้นความรู้ความเข้าใจในเรื่องการลงทุนในตลาดทุนของคนไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก และบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกอยู่ในตลาดก็ยังมีเงินทุนในปริมาณที่ไม่มากทำให้ยังไม่สามารถขยายกิจการได้มากซักเท่าไหร่

เมื่อบริษัทหลักทรัพย์มีข้อจำกัดในการขยายธุรกิจซื้อขายหุ้น รวมถงการบริหารจัดการตลาดที่ยังมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่าไหร่ ทำให้การลงทุนในตลาดทุนของไทยในช่วงนั้นไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

สังเกตุได้จากมูลค่าการซื้อขายในแต่ละปีตลาดหุ้นกรุงเทพที่ยังมีมูลค่าการซื้อขายไม่มากเพราะยังไม่เป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป จนตลาดหุ้นกรุงเทพต้องปิดตัวลงในที่สุด

แต่ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นในยุคแรกจะปิดตัวลงไป แต่ประเทศไทยก็ยังมีการดำเนินการพัฒนากิจการตลาดทุนอยู่อย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2  โดยในปีพ.ศ. 2512 รัฐบาลมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติมาร่วมวิจัยและศึกษาเพื่อดูว่าจะมีช่องทางพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างไรได้บ้าง

จากงานวิจัยดังกล่าวที่ทำเสร็จสิ้นในปีพ.ศ.2513 จึงได้พบว่าในประเทศไทยจริงๆแล้วมีปริมาณหลักทรัพย์และผู้ที่สนใจซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นมีปริมาณมากอยู่พอสมควร แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องข้อกฎหมายและข้อจำกัดในเรื่องอื่นๆอยู่ จึงเสนอให้รัฐบาลมีการแก้ไขต่อไป

เมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนเริ่มมีความรู้และเริ่มสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น รวมถึงเริ่มมีการสนับสนุนจากทางภาครัฐและมีการจัดการตลาดอย่างเป็นระบบมากขึ้นโดยเห็นได้จากการปรับแก้ไขกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเงินการลงทุนในปี พ.ศ.2517 เรื่อยมาจนเกิดความลงตัวในปี พ.ศ.2518 

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2518 ก็เริ่มมีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยในยุคใหม่เกิดขึ้น โดยมีชื่อเรียกว่า “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” (Securities Exchange of Thailand) 
หลักจากนั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ได้การดำเนินงานและมีพัฒนาการมาตามลำดับ และเปลี่ยนชื่อเป็น Stock Exchange of Thailand(SET) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2534 และใช้ชื่อนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หรือบางคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า “ดัชนี SET Index”

SET Index คืออะไร

คำว่า SET จริงๆแล้วเป็นชื่อย่อมาจากคำว่า The Stock Exchange of Thailand ซึ่งก็คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลาดหุ้นไทยนั่นเองครับ

ส่วน Index แปลว่า “ดัชนี” ในที่นี้จะหมายถึงดัชนีหุ้น เพราะฉะนั้น SET Index ก็คือดัชนีราคาหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั่นเอง

ดัชนี SET Index เป็นตัวเลขดัชนีที่จะช่วยบอกความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ ซึ่งการขึ้นลงของราคาหุ้นในแต่ละวันก็จะส่งผลถึงมูลค่าตลาดในแต่ละวันด้วย

นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขดัชนี SET Index จะช่วยบอกระดับมูลค่าโดยรวมของตลาดหุ้นไทยและสะท้อนสภาวะการเคลื่อนไหวโดยรวมของตลาดหุ้นในแต่ละวันเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้าได้ ตัวอย่างเช่น

หากวันนี้ตัวเลขดัชนีหุ้นบวกเพิ่มขึ้น(ตัวเลขดัชนีจะเป็นสีเขียว) หมายความว่ามูลค่ารวมของตลาดหุ้นในวันนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากวันก่อน ซึ่งก็หมายความว่าราคาหุ้นโดยรวมส่วนใหญ่ของตลาดในวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นจากเมื่อวาน

ในทางกลับกัน หากดัชนีหุ้นในวันนี้มีค่าลดน้อยลง(ตัวเลขดัชนีจะเป็นสีแดง) หมายความว่ามูลค่ารวมของตลาดหุ้นในวันนี้ลดน้อยลงจากวันก่อน และแน่นอนว่ามีสาเหตุมาจากราคาหุ้นโดยรวมส่วนใหญ่ของตลาดในวันนี้ปรับตัวลดต่ำลงจากเมื่อวาน  

ซึ่งอย่างที่กล่าวไปนะครับว่าดัชนี SET Index เป็นเพียงตัวเลขโดยภาพรวมของหุ้นทั้งหมดในตลาด เพราะฉะนั้น อาจจะมีบางทีที่หุ้นที่เราถืออยู่ราคาตกลงมา แต่ดัชนี SET Index กลับปรับตัวขึ้น 

หรือในทางตรงกันข้ามบางครั้งหุ้นที่เราถืออยู่อาจจะมีราคาแพงขึ้น แต่ดัชนี SET Index ในวันนี้อาจจะปรับตัวลดลงก็เป็นไปได้

นั่นหมายความว่า ตัวเลข SET Index สามารถบอกสภาวะตลาดได้อย่างคร่าวๆเท่านั้นเพราะเป็นการมัดรวมหุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัว ทุกประเภท ทุกขนาดมูลค่า มาจัดทำข้อมูลดัชนี(รวมหน่วยลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนไว้ด้วย)

ด้วยเหตุนี้ ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงได้จัดหุ้นอีกเป็นกลุ่มย่อยๆ และทำตัวเลขดัชนีของ SET ขึ้นมาในอีกหลายประเภท เพื่อให้นักลงทุนสามารถดูการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าหุ้นและมูลค่าตลาดที่เกี่ยวข้องในแง่มุมอื่นๆได้

ดัชนี SET แต่ละประเภทมีอะไรบ้าง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำกลุ่มดัชนีที่แยกย่อยมาจากดัชนีหลักอย่าง SET Index ซึ่งเป็นการคัดเลือกหุ้นมาเข้ากลุ่มแต่ละกลุ่มเพื่อมาทำการคำนวณดัชนีย่อยสำหรับบอกความเคลื่อนไหวโดยรวมของกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มอีกที

ซึ่งหุ้นแต่ละตัวที่ถูกคัดเลือกเข้ามาเพื่อคำนวณดัชนีย่อยๆนั้น จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆในทุกๆ 6 เดือนเพื่อให้หุ้นที่นำมาใช้จัดทำดัชนีนั้นเข้าเกณฑ์ของแต่ละกลุ่มอยู่เสมอ 

นักลงทุนสามารถใช้ดัชนีของแต่ละกลุ่มในการวัดผลตอบแทน และประเมินความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำดัชนีกลุ่มย่อยดังกล่าวไว้ 11 ดัชนี ได้แก่

  1. ดัชนี SET50
  2. ดัชนี SET100
  3. ดัชนี SETHD
  4. ดัชนี sSET
  5. ดัชนี SETTHSI
  6. ดัชนี SETWB
  7. ดัชนี SETTRI
  8. ดัชนี SET Industry
  9. ดัชนี SET Sector
  10. ดัชนี SET CLMV
  11. ดัชนี mai

ดัชนี SET50

ดัชนี SET50 คือดัชนีราคาหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดและสภาพคล่องสูงสุด 50 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์ เปรียบเสมือนการคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีที่สุด 50 บริษัทแรกที่มีในตลาด

การเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มนี้มักจะส่งผลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index ซึ่งมักจะมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอยู่ตลอดเวลา

หุ้นที่จะได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาอยู่ในดัชนี SET50 จะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นหลักๆคือมีมูลค่าตามราคาตลาดสูง มีสภาพคล่องหรือปริมาณการซื้อขายอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และจะต้องมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อยตามเกณฑ์ที่กำหนด

ดัชนี SET100

ดัชนี SET100 คือดัชนีราคาหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดและสภาพคล่องสูงสุด 100 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการที่นำรายชื่อหุ้นเข้ามาจัดอันดับเพิ่มเติมจาก SET50 ก็เปรียบเสมือนเครื่องมือสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นที่มีขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ให้นักลงทุนใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุนได้อีกทางหนึ่ง

ถึงแม้ว่าจะเป็นดัชนีกุล่มหุ้นที่รวมเอาหุ้นที่ไม่ได้มีมูลค่าตลาดมากถึงขนาดที่อยู่ใน SET50 เอาไว้ แต่ก็มีเกณฑ์การคัดเลือกที่ไกล้เคียงกันนะครับ คือจะต้องมีมูลค่าตลาดสูงและมีสภาพคล่องสูงอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยสูงกว่า 20%

หากใครเป็นนักลงทุนมือใหม่ และยังไม่รู้จะเริ่มจากหุ้นตัวไหนดี การเริ่มศึกษาหุ้นตัวแรกๆจาก SET100 ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ เพราะเหมือนมีคนกรองหุ้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ได้คุณภาพระดับนึงมารวมกันไว้ให้ศึกษาแล้ว

แต่ถ้าใครอยากจะศึกษาหรือลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่นๆเช่น หุ้นปันผล การดูหุ้นในกลุ่ม SET100 และ SET50 ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ซักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้นำอัตราปันผล(Dividend Rate) มาพิจารณารวมกับเกณฑ์การกรองหุ้นเข้าดัชนี

ดังนั้น ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงได้จัดทำดัชนีสำหรับคนที่สนใจลงทุนเพื่อรับเงินปันผลขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกว่า SETHD

ดัชนี SETHD

SETHD หรือ SET High Dividend คือดัชนีกลุ่มหุ้น 30 อันดับที่มีการให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนด้วยอัตราการปันผลที่สูงและมีการปันผลอย่างต่อเนื่อง เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องดี และมีมูลค่าตามราคาตลาดสูงอยู่ในดัชนี SET100 ในรอบการพิจารณาเดียวกัน

จะสังเกตุได้คร่าวๆว่า หุ้นที่อยู่ในดัชนี SETHD นั้น มีเกณฑ์การคัดเลือกคล้ายๆกับหุ้นในดัชนี SET50 และ SET100 เพียงแต่นำเรื่องผลตอบแทนจากเงินปันผล(Dividend Yield) เข้ามาเป็นปัจจัยในการพิจารณาด้วยนั่นเอง

ซึ่งการมีดัชนี SETHD นั้น นอกจากจะช่วยสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มที่มีอัตราการปันผลดีแล้ว ก็ยังสามารถใช้เป็นดัชนีอ้างอิงเพื่อวัดผลการลงทุน หรือสามารถใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆได้อีกด้วย เช่นกองทุนหุ้นปันผล เป็นต้น

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆท่านอาจจะสังเกตุได้ว่าดัชนีของกลุ่มหุ้นที่เขียนมาไม่ว่าจะเป็น SET100, SET50 หรือ SETHD ก็ล้วนแล้วแต่เป็นความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มที่มีมูลค่าตลาด(Market Cap)ขนาดใหญ่หรือกลาง

แต่จริงๆแล้ว ในตลาดหุ้นไทยนั้นยังมีหุ้นขนาดเล็กตัวอื่นๆอีกเป็นร้อยๆตัวที่ไม่ได้ถูกนำไปคำนวณอยู่ในดัชนี SET100,SET50,SETHD คำถามก็คือ แล้วนักลงทุนที่อยากจะลงทุนในหุ้นที่ยังมีมูลค่าไม่สูงนัก จะใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดในการพิจารณาหุ้นล่ะ? 

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ตลาดหลักทรัพย์ได้จัดทำดัชนีขึ้นมาอีกชนิดนึงที่เรียกว่าดัชนี sSET นั่นเองครับ

ดัชนี sSET

ดัชนี sSET คือดัชนีของหุ้นสามัญจดทะเบียนขนาดกลาง-เล็กที่ไม่ได้อยู่ในดัชนีSET50,และ SET 100 เพื่อให้นักลงทุนได้รู้จักกับหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น

อย่างที่ได้เขียนไปก่อนหน้านี้ว่าหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 และ SET100 นั้นล้วนเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงและส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนี SET Index โดยรวมค่อนข้างมากจนมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา

แต่สำหรับหุ้นตัวอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ใน SET100 นั้นมักจะเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งอาจจะไม่ได้มีการเคลื่อนไหวของราคาสอดคล้องกับดัชนีหลักของตลาดมากขนาดนั้น

เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีดัชนีสำหรับที่ใช้สะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดกลาง-เล็กและใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการลงทุนสำหรับหุ้นทั่วๆไปที่ไม่ได้อยู่ใน SET100 รวมถึงใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดอื่นๆที่เดี่ยวข้อง เช่น ETF หรืออณุพันธ์ต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับหุ้นเหล่านี้ก็คือในบางช่วงเวลา หุ้นขนาดกลาง-เล็กนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ในอัตราที่สูงกว่าดัชนีหลักด้วยซ้ำ

ดังนั้น การพิจารณาหุ้นที่อยู่ในดัชนี sSET ก็อาจจะเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่กำลังค้นหาหุ้นที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักแต่มีศักยภาพที่จะทำกำไรได้ดีในอนาคตก็เป็นได้

ดัชนี SETTHSI

SETTHSI คือดัชนีของหุ้นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจ “หุ้นยั่งยืน” หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Thailand Sustainability Investment : THSI ซึ่งถือเป็นหุ้นของธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน

โดยที่ความยั่งยืนดังกล่าวนั้นจะมาจากปัจจัยหลักๆ 3 อย่างคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(Environment),ผลกระทบต่อสังคม(Social), และปัจจัยสุดท้ายคือบรรษัทภิบาลภายในบริษัท(Governance) โดยจะเรียกปัจจัยความยั่งยืนทั้ง 3 อันนี้ย่อๆว่า “ESG”

การลงทุนในธุรกิจที่มีความยั่งยืนเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันคนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับผลกระทบต่างๆที่มาจากธุรกิจมากว่าแค่การพิจารณางบการเงินเพียงอย่างเดียว

ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เลยมีการจัดทำรายชื่อหุ้นยั่งยืนขึ้นมา และนำมาคัดกรองด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่นมูลค่าตามราคาตลาด,สภาพคล่อง และอื่นๆ เพื่อจัดทำดัชนี SETTHSI ขึ้นมาสำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะลงทุนในธุรกิจที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดัชนี SETWB

ดัชนี SETWB ย่อมาจาก SET Well-Being คือดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นในธุรกิจไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขันและเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีผลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยมากพอสมควร

และเมื่อหุ้นใน SETWB นั้นเป็นธุรกิจที่มักจะมีแหล่งเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาอยู่เสมอ ธุรกิจเหล่านี้จึงสามารถช่วยสร้างงานสร้างรายได้และส่งผลต่อ GDP ของประเทศ

โดยหุ้นที่มีสิทธิเข้ามาอยู่ในกลุ่มดัชนี SETWB นั้นจะถูกคัดเลือกจากหุ้นใน 7หมวดธุรกิจได้แก่ 

  1. การเกษตร
  2. ธุรกิจพาณิชย์
  3. แฟชั่น
  4. อาหารและเครื่องดื่ม
  5. การแพทย์,
  6. การท่องเที่ยวและสันทนาการ
  7. ขนส่งและโลจิสติกส์

ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเลือกหุ้นจาก 7 หมวดธุรกิจดังกล่าวโดยใช้หลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อกรองหาหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงสุด 30 อันดับแรก และนำมาจัดทำเป็นดัชนี SETWB

จากรายชื่อหมวดธุรกิจที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าหุ้นในธุรกิจเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่อยู่รอบๆตัวผู้บริโภคอย่างเราๆ และสอดคล้องกับแนวโน้มของสังคมและเศรษฐกิจของไทยเช่นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแนวโน้มรายได้ที่เพิ่มขึ้นของคนในประเทศ

ดังนั้นหุ้นในกลุ่ม SETWB จึงเป็นหุ้นที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการมองหาหุ้นของธุรกิจที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปได้ในอนาคต โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ที่ยังมีประสบการณ์เฟ้นหาหุ้นไม่มากนัก การมองหุ้นที่อยู่ใน SETWB ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง

ดัชนี SETTRI

SET TRI ย่อมาจาก SET Total Return Index คือดัชนีที่สะท้อนผลตอบแทนรวมทุกประเภทจากการลงทุนในหุ้น ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดและเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ(เช่นกองทุนหุ้น)ได้ครบถ้วนมากกว่าการเปรียบเทียบกับดัชนี SET Index

การคำนวณดัชนี SET Index นั้นสามารถบอกความเคลื่อนไหวโดยรวมของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้นำเอาผลตอบแทนทุกประเภทที่ได้จากการลงทุนในหุ้นมาใช้ในการคำนวณ

ปัจจัยผลตอบแทนที่ถูกนำมาใช้คำนวณในดัชนี SET Index นั้นมีแค่ส่วนต่างของราคาหุ้น(Capital Gain) และสิทธิในการจองซื้อหุ้น แต่ยังไม่ได้รวมผลตอบแทนอีกประเภทที่เรียกว่า “เงินปันผล” (Dividend) เข้าไปในการคำนวณดัชนี 

ปัญหาคือ ในกรณีที่เรานำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหุ้น การวัดอัตราผลตอบแทนของการลงทุนเหล่านั้นแทบทั้งหมดจะรวมเอาผลตอบแทนที่ได้รับจากเงินปันผลเอาไว้ด้วย จึงไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับ SET Index ได้โดยตรง

เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะหาตัวชี้วัดเพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน(Benchmark)ได้แม่นยำจริงๆ เราก็ควรจะหาตัวเปรียบเทียบที่นำเงินปันผลเข้าไปเป็นปัจจัยในการคำนวณด้วย

ดัชนี SET TRI จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงส่วนนี้ ด้วยการเพิ่มเงินปันผลเข้าไปเป็นปัจจัยที่ใช้คำนวณอัตราผลตอบแทนและออกมาเป็นค่าดัชนีเพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดผลการลงทุน

สรุปก็คือ SET TRI เป็นดัชนีชี้วัดผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นโดยการนำผลตอบแทนทุกประเภท ได้แก่ ส่วนต่างราคาหุ้น,สิทธิในการจองซื้อหุ้น และเงินปันผลที่ได้ มาคำนวณเป็นดัชนีเพื่อติดตามผลตอบแทนรวมทุกประเภทนั่นเอง

ซึ่งดัชนีประเภท Total Return Index:TRI นี้ทางตลาดหลักทรัพย์ได้จัดทำไว้ให้สำหรับดัชนีหุ้นทุกกลุ่มเพื่อให้นักลงทุนได้เลือกใช้งานอย่างเหมาะสมกับวิธีการลงทุนของตัวเอง เช่น SET50 TRI TRI,SET100TRI,sSET TRI,SETCLMV TRI,SETHD TRI,SETWB TRI และอื่นๆ

ดัชนี SET Industry

ดัชนี SET Industry หรือดัชนีราคารายกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นการจัดทำดัชนีโดยการแยกแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นในอุตสาหกรรมนั้นๆ และใช้เป็นตัวเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ดัชนี SET Sector

SET Sector Index คือดัชนีหุ้นรายหมวดธุรกิจ ใช้สำหรับติดตามความเคลื่อนไหว และสะท้อนราคาของหุ้นในธุรกิจที่มีพื้นฐานอยู่ในธุรกิจแบบเดียวกัน โดยทางตลาดหลักทรัพย์ได้แบ่งหมวดธุรกิจไว้ทั้งหมด 28 หมวด

ดัชนี SET Sector สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดเพื่อเปรียบเทียบศักยภาพของธุรกิจที่เราสนใจได้ว่าเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆในหมวดธุรกิจเดียวกันแล้วผลงานของบริษัทที่เราสนใจลงทุนนั้นอยู่ในระดับไหน

ดัชนี SET CLMV

ดัชนี SET CLMV คือดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นของบริษัทที่มีรายได้จากการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศได้แก่ กัมพูชา(C),ลาว(L),เมียนม่าร์(M) และเวียดนาม(V)

บริษัทที่จะได้เข้ามาอยู่ในดัชนี SET CLMV จะต้องมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่ทางตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ เช่น ต้องมีรายได้จากกลุ่มประเทศ CLMV ไม่น้อยกว่า 10% หรืออย่างน้อย 100 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท

นั่นหมายความว่า หากนักลงทุนท่านไหนอยากจะลองลงทุนกับธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV แต่กังวลเรื่องความเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ท่านสามารถลงทุนได้ในหุ้นไทยที่มีรายได้จากกลุ่มประเทศดังกล่าว และมีสภาพคล่องสูงแถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ด้วยการเลือกลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET CLMV แทน

ดัชนี mai

ดัชนี MAI คือดัชนีที่สะท้อนภาพรวมความเคลื่อนไหวของหุ้นที่อยู่ในตลาด MAI ทั้งหมด ซึ่งธุรกิจที่อยู่ในตลาด MAI จะเป็นธุรกิจที่มีขนาดกลางถึงขนาดย่อม

ตลาด MAI คืออะไร

ตลาด MAI เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่ 2 ของประเทศไทย มีชื่อเต็มว่า Market for Alternative Investment หรือตลาดเพื่อการลงทุนทางเลือก(บางคนอาจเรียกว่าตลาดใหม่)

หุ้นในตลาด MAI จะเป็นหุ้นของธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดย่อม คือมีทุนที่ชำระแล้วขั้นต่ำเพียงแค่ 50 ล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น น้อยกว่าของตลาดหลักอย่าง SET ที่จะต้องมีทุนชำระแล้ว 300 ล้านบาทขึ้นไป

จุดประสงค์ของตลาด MAI ก็คือทำให้ธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อมที่มีศักยภาพในการเติบโตและมีแนวโน้มที่ดีในอนาคตสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนนอกเหนือจากการกู้ยืมธนาคารได้ รวมถึงเป็นการสร้างทางเลือกให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนในธุรกิจได้มากกว่าเดิมอีกด้วย

ตลาดหุ้นไทยเปิด/ปิดกี่โมง

สำหรับนักลงทุนทั่วไป หลักๆแล้วตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดให้นักลงทุนทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็น 2 ช่วงเวลาคือช่วงเช้าและช่วงบ่าย โดยจะแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้

  • (09:55-10:00) จนถึง 12:30 เป็นเวลาการซื้อขายช่วงเช้า
  • (14:25-14:30) จนถึง (16:35-16:40) เป็นเวลาการซื้อขายช่วงบ่าย

แต่บางคนอาจจะสงสัยต่อว่า ช่วงเวลา 5 นาทีก่อนเปิดตลาด และ 5 นาทีก่อนปิดตลาดมันคืออะไร มีไว้ทำไม? เรามาลงรายละเอียดการแบ่งช่วงเวลาเปิดปิดของตลาดหลักทรัพย์กันครับว่าจริงๆแล้วเค้าแบ่งช่วงเวลาทำการในช่วงต่างๆไว้ยังไงบ้าง

จริงๆแล้วตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแบ่งช่วงเวลาทำการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อชายหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเกิดความโปร่งใสไว้เป็น 8 ช่วงเวลา ได้แก่

  1. ช่วงเวลาก่อนเปิดทำการช่วงที่ 1 (Pre-Open session I)
  2. ช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 (Trading Session I)
  3. ช่วงหยุดพักการซื้อขาย (Intermission)
  4. ช่วงก่อนเปิดทำการช่วงที่ 2 (Pre-Open session II)
  5. ช่วงเวลาทำการช่วงที่ 2 (Trading session II)
  6. ช่วงก่อนปิดการทำการ (Pre-Close)
  7. ช่วงนอกเวลาทำการ(Off-Hour)
  8. ปิดทำการซื้อขาย

ช่วงเวลาก่อนเปิดทำการช่วงที่ 1 (Pre-Open session I)

ช่วงเวลา Pre-open 1 คือช่วงเวลาก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์จะเปิดทำการในรอบเช้า ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09:30 ไปจนถึงเวลา “T1” 

ระบบของตลาดหลักทรัพย์จะใช้ช่วงเวลา Pre-open I นี้ในการคำนวณหาราคาเปิดของหลักทรัพย์แต่ละตัวด้วยวิธีการที่เรียกว่า Auction ซึ่งเป็นการตับคู่เพื่อซื้อขายครั้งเดียวเมื่อเปิดทำการ 

บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์จะส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นคำสั่งประเภทระบุราคาหรือประเภท ATO เข้ามาในตลาด

หลังจากนั้นระบบเบื้องหลังของตลาดหลักทรัพย์จะเอาคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงตามลำดับของราคาและเวลาที่ดีที่สุดโดยใช้หลักเกณฑ์การคำนวณหาราคาเปิดอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมตามที่ตลาดหลักทรัพย์แหล่งประเทศไทยได้กำหนดไว้ เพื่อที่จะได้ราคาหลักืรัพย์ตามอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงของนักลงทุนในตลาด

ในช่วงเวลาก่อนเปิดทำการนี้ นักลงทุนจะสามารถส่งคำสั่งซื้อ/ขายเข้ามายังระบบได้ แต่จะยังไม่สามารถทำการซื้อขายหลักทรัพย์ได้จนกว่าจะถึงเวลา “T1”

เวลาที่เรียกว่า T1 จะถูกสุ่มขึ้นมาโดยระบบจะเลือกเอาเวลาใดเวลาหนึ่งในช่วงเวลา 09:55-10:00 ของแต่ละวันเพื่อเป็นเวลาเปิดให้เริ่มการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 

สมมุติว่าในวันนั้นระบบสุ่มเลือกเอาเวลา 09:58 ขึ้นมาเพื่อเริ่มเปิดตลาดให้นักลงทุนซื้อขายกันได้ เวลา 09:58 นี้ละครับ คือเวลา T1 ของวันนั้น และวันต่อๆไประบบก็จะสุ่มเวลาขึ้นมาอีกเรื่อยๆ

ช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 (Trading Session I)

พอถึงเวลา T1 ปุ๊บ ก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาทำการในช่วงเช้าหรือเรียกว่า Trading Session I ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์นั้นเปิดตลาดให้นักลงทุนซื้อขายหุ้นกันได้ในเวลาทำการช่วงเช้า

วิธีการซื้อขายที่ระบบจะใช้ในช่วงเวลาทำการนี้เป็นการซื้อขายด้วยการจับคู่อัตโนมัติ(Automatic Order Matching)สำหรับการซื้อขายทั่วๆไปและจะใช้วิธีการซื้อขายด้วยการบันทึกการซื้อขาย(Trade Report)สำหรับการซื้อขายรายใหญ่และอื่นๆ

ช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 นี้จะกินเวลาตั้งแต่ T1 ไปจนถึง 12:30 ของแต่ละวันทำการ และจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า Intermission

ช่วงหยุดพักการซื้อขาย (Intermission)

เมื่อถึงเวลา 12:30 ของในแต่ละวันทำการ จะเป็นช่วงเวลาหยุดพักการซื้อขาย หรือเรียกว่า Intermission หรือก็คือการพักเที่ยงนั่นเอง

ช่วงเวลา Intermission จะกินเวลาตั้งแต่ 12:30 ไปจนถึงเวลา 14:00 แล้วจึงจะเข้าสู่ช่วงเวลาก่อนเปิดทำการช่วงที่ 2 หรือ Pre-open session II

ช่วงก่อนเปิดทำการช่วงที่ 2 (Pre-Open session II)

เหมือนกันกับช่วงเช้าครับ ช่วงเวลาก่อนเปิดทำการในช่วงที่ 2 คือช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่จะเริ่มเปิดให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์กันในภาคบ่าย 

ช่วง Pre-open session II จะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 14:00 และจบที่เวลา “T2” ด้วยจุดประสงค์เดิมก็คือเพื่อที่ระบบจะได้คำนวณราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในภาคบ่ายด้วยวิธีการ Auction เหมือนกับตอนเช้า

ระบบของตลาดหลักทรัพย์จะทำการสุ่มเวลาอีกครั้งนึงเพื่อใช้เป็นเวลาเริ่มทำการในภาคบ่าย ซึ่งมีชื่อเรียกเวลานี้ว่า “T2”

โดยการสุ่มนั้น ทางระบบจะเลือกสุ่มเอาเวลาใดเวลาหนึ่งในระหว่างช่วง 14:25-14:30  สมมุติว่าในวันนั้น ระบบสุ่มเลือกเวลา 14:27 ขึ้นมาเพื่อเปิดทำการซื้อขายภาคบ่าย เวลา 14:27 ก็จะเป็นเวลา T2 ของวันทำการนั้นๆนั่นเอง

ช่วงเวลาทำการช่วงที่ 2 (Trading session II)

เมื่อถึงเวลา T2 ของแต่ละวัน ตลาดหลักทรัพย์ก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาทำการช่วงที่ 2 หรือช่วงการซื้อขายในภาคบ่าย ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนทำการซื้อขายหลักทรัพย์กันได้ตามปกติ จนถึงเวลา 16:30 ตลาดก็จะเข้าสู่ช่วงก่อนปิดทำการ (Pre-Close)

ช่วงก่อนปิดการทำการ (Pre-Close)

ช่วงเวลาก่อนปิดทำการ (Pre-close) หรือบางคนเรียกว่า Market runoff period เป็นช่วงเวลาก่อนที่ตลาดจะปิดทำการ ช่วงเวลานี้จะเริ่มตั้งแต่ 16:30 จนไปจบที่เวลา T3

ซึ่งเวลา T3 เป็นเวลาปิดทำการที่ระบบของตลาดหลักทรัพย์จะทำการสุ่มเลือกเอาเวลาใดเวลาหนึ่งระหว่างช่วง 16:35-16:40 ของแต่ละวัน เพื่อลดโอกาสในการสร้างราคาปิดจากกลุ่มใดๆ

ระบบจะใช้ช่วงเวลาก่อนปิดทำการเพื่อคำนวณราคาปิดของหลักทรัพย์ในแต่ละวัน โดยนักลงทุนจะยังสามารถส่งคำสั่งซื้อขายเพิ่มเติมได้ตั้งแต่เวลา 16:30 จนถึงเวลา T3 

และเมื่อผ่านช่วงเวลา T3 ไปแล้วจะเป็นเวลาปิดตลาด ซึ่งระบบจะทำการจับคู่คำสั่งซื้อขายที่ได้รับมาตั้งแต่ 16:30 ตามเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้โดยตลาดหลักทรัพย์และคำนวณหาราคาปิดของวันนั้นๆ

ช่วงนอกเวลาทำการ(Off-Hour)

ช่วงนอกเวลาทำการหรือ Off-hour จะเริ่มตั้งแต่เวลา T3 ไปจนถึงเวลา 17:00 ระบบจะทำการบันทึกการซื้อชายรายใหญ่(Board Lot) และ บันทึกการซื้อขายที่เกิดขึ้นนอกเวลาทำการ(Off-hour Trade report)

ปิดทำการซื้อขาย

เมื่อถึงเวลา 17:00 การดำเนินงานหรือการซื้อขายต่างๆก็จะปิดตัวลง

ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นมีอะไรบ้าง

ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  1. ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)
  2. ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend)

ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)

ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคามาจากการที่เราซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกและสามารถขายออกไปได้ในราคาที่แพงกว่าตอนที่ซื้อมานั่นเองครับ ซึ่งถ้าหุ้นที่เราถือครองอยู่เป็นหุ้นที่ดี มีคนต้องการซื้อเยอะ ราคาหุ้นก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ซึ่งปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นได้นั้นส่วนใหญ่ก็มาจากความคาดหวังของนักลงทุนว่าในอนาคตหุ้นตัวไหนจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพวกเค้าได้ 

ถ้าบริษัทที่เราถือครองหุ้นอยู่นั้นมีผลการดำเนินงานที่ดี อยู่ในอุตสาหกรรมที่น่าจะมีการเติบโตได้มากในอนาคต ผู้คนก็จะมีความคาดหวังกับหุ้นของบริษัทนั้นว่าน่าจะทำกำไรได้ จึงมีความต้องการในการซื้อหุ้นเพิ่มมากขึ้น ราคาตลาดของหุ้นก็จะเพิ่มมากขึ้น

นอกจากความคาดหวังในเรื่องของการเติบโตแล้ว ก็ยังมีปัจจัยอีกอย่างที่ดึงดูดให้คนสนใจหุ้นแต่ละตัวได้และเผลอๆอาจจะเป็นเหตุผลหลักในการลงทุนเลยด้วยซ้ำ นั่นก็คือ“เงินปันผล” นั่นเองครับ

ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend)

เงินปันผล เป็นผลตอบแทนอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุนในหุ้น ซึ่งเงินปันผลจะเป็นเงินที่แบ่งจากกำไรที่บริษัทนั้นๆได้มาจากการขายสินค้าหรือบริการต่างๆ 

นั่นหมายความว่า การที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลออกมาได้นั้น บริษัทจะต้องมีกำไรจากการดำเนินงานในแต่ละปี และถึงแม้ว่าบริษัทจะสามารถทำกำไรได้แต่ก็อาจจะไม่จ่ายเงินปันผลออกมาก็เป็นไปได้เหมือนกัน 

แต่การที่บริษัทไม่จ่ายเงินปันผลก็อาจจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะจะได้เอากำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยไปลงทุนขยายกิจการเพิ่มเติมเพื่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งมีผลช่วยให้มูลค่าหุ้นเพิ่มสูงขึ้น

นโยบายจ่ายเงินปันผลก็มักจะแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท บางบริษัทอาจจะมีนโยบายจ่ายเงินปันผลคงที่ เช่น 2 บาทต่อหุ้นในแต่ละงวดปันผล หรือบางบริษัทอาจจะมีนโยบายจ่ายปันผลในอัตราคงที่ เช่น 30% ของกำไรสุทธิในแต่ละงวดปันผล

นอกจากผลตอบแทนหลัก 2 ประเภทที่เขียนมาด้านบนแล้ว การลงทุนในหุ้นก็อาจจะยังมีผลตอบแทนที่ได้มาในรูปแบบอื่นอีก เช่น สิทธิ์ในการจองซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นสามัญในเวลาที่บริษัทต้องการจะเพิ่มทุนหรือออกใบสำคัญแสดงสิทธิในรูปแบบต่างๆ ซึ่งผู้ที่ได้สิทธิแบบนี้ก็มักจะสามารถซื้อหุ้นที่จะออกใหม่ได้ในราคาที่ถูกกว่าการมารอซื้อขายในตลาดรอง จึงเป็นผลให้สามารถทำกำไรได้ง่ายขึ้น

กลุ่มหุ้นมีอะไรบ้าง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดแบ่งหุ้นที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกันออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม(Industry Groups)ต่างๆไว้เป็น 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก และมีหมวดธุรกิจย่อย(Sector)ในแต่ละกลุ่มรวม 28 หมวดธุรกิจ เพื่อให้เกิดความง่ายในการเปรียบเทียบและนำมาใช้เป็นข้อมูลพิจารณาการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

8 กลุ่มอุตสาหกรรมหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

  1. เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร(AGRO)
  2. สินค้าอุปโภคบริโภค(CONSUMP)
  3. กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน(FINCIAL)
  4. กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม(INDUS)
  5. อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง(PROPCON)
  6. ทรัพยากร(RESOURC)
  7. บริการ(SERVICE)
  8. เทคโนโลยี (TECH)

เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร(AGRO)

หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การปศุสัตว์ ป่าไม้ อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งหมวดอุตสาหกรรมนี้จะประกอบไปด้วย 2 หมวดธุรกิจคือ

  1. หมวดธุรกิจการเกษตร(Agribusiness)
  2. หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม(Food & Beverage)

สินค้าอุปโภคบริโภค(CONSUMP)

หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหุ้นของธุรกิจสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค(Consumer product) ต่างๆ ทั้งที่เป็นผู้ผลิตและเป็นตัวแทนจำหน่าย  โดยแบ่งย่อยเป็น 3 หมวดธุรกิจ ได้แก่

  1. แฟชั่น(Fashion)
  2. ของใช้ครัวเรือนและสำนักงาน(Home & Office product)
  3. ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์(Personal & Pharmaceutical product)

กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน(FINCIAL)

หุ้นธุรกิจการเงิน หรือบางคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่าหุ้นไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นของกิจการที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการเงินการลงทุนต่างๆ เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทประกันภัย หุ้นในกลุ่มการเงินแบ่งออกเป็น 3 หมวดธุรกิจคือ

  1. ธนาคาร(Banking)
  2. เงินทุนและหลักทรัพย์(Financial & Securities)
  3. ประกันภัยและประกันชีวิต(Insurance)

กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม(INDUS)

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม จะเป็นหุ้นของธุรกิจที่ผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบที่จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยวัตถุดิบดังกล่าวสามารถเป็นได้ทั้งสินค้าขั้นต้นและขั้นกลาง และยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักร เครื่องมือที่จะต้องนำไปใช้ต่อในขั้นตอนต่างๆตามอุตสาหกรรม

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมสามารถแบ่งได้เป็น 6 หมวดธุรกิจ ได้แก่

  1. ยานยนต์(Automotive)
  2. วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร(Industrial Materials % Machinery)
  3. บรรจุภัณฑ์(Packaging)
  4. กระดาษและวัสดุการพิมพ์(Paper & Printing Material)
  5. ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์(Petrochemical & Chemical)
  6. เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ(Steel & Metal Product)

อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง(PROPCON)

หุ้นอสังหาฯ น่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่คนเล่นหุ้นคุ้นเคยกันดี เนื่องจากในหลายๆปีที่ผ่านมาทำผลงานได้ดีและเป็นที่นิยมของนักลงทุนหลายๆคนโดย 

สาเหตุที่เป็นที่นิยมเพราะมักจะเป็นหุ้นของผู้พัฒนาโครงการหมู่บ้าน หรือคอนโดต่างๆที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีและเป็นหุ้นที่มือใหม่สามารถศึกษาวิเคราะห์ได้ไม่ยากนัก เนื่องจากผลประกอบการมักจะสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน

แต่ที่จริงแล้ว หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีแค่โครงการที่อยู่อาศัยต่างๆนะครับ แต่รวมไปถึงหุ้นของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้ให้บริการงานวิศวกรรมก่อสร้างต่างๆและกองทุนรวม กอง REIT ต่างๆอีกด้วย 

หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างนี้สามารถแบ่งย่อยได้อีกเป็น 4 หมวดธุรกิจต่อไปนี้

  1. วัสดุก่อสร้าง (Construction Material)
  2. บริการรับเหมาก่อสร้าง(Construction Service)
  3. พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development)
  4. กองทุนรวมและกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Property Fund & REIT)

ทรัพยากร(RESOURC)

หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกับหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร แต่ถ้าบอกว่า “หุ้นพลังงาน” ก็น่าจะร้องอ๋อทันที เพราะเป็นที่นิยมแถมมีหุ้นตัวโตๆที่ประกอบกิจการมานานและมั่นคง

ซึ่งหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะเป็นหุ้นของบริษัทที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการแสวงหาหรือจัดการทรัพยากรต่างๆที่นำมาใช้เป็นพลังงาน เช่นเชื้อเพลิง,แก๊สธรรมชาติ,ไฟฟ้า,ประปา หรือเหมืองแร่ ซึ่งหุ้นในกลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 หมวดธุรกิจคือ

  1. พลังงานและสาธารณูปโภค(Energy & Utilities)
  2. เหมืองแร่ (Mining)

บริการ(SERVICE)

หุ้นในอุตสาหกรรมการบริการเป็นหุ้นของธุรกิจที่ขายการบริการในด้านต่างๆกับลูกค้าเช่น การขนส่ง ห้างสรรพสินค้า หรือที่กำลังมาแรงในช่วงหลังๆก็คือหุ้นในกลุ่ม Healthcare อย่างโรงพยาบาลต่างๆ

หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการบริการนั้นรวมธุรกิจต่างๆไว้หลากหลายมาก แต่จะไม่รวมการบริการทางการเงินหรือหุ้นเทคโนโลยีไว้ในกลุ่มนี้นะครับ เพราะถูกจัดไปอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะแบบอื่นๆแล้ว

หุ้นที่เกี่วกับธุรกิจการบริการสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 หมวดธุรกิจได้แก่

  1. บริการการพาณิชย์(Commerce) เช่นค้าปลีก,ค้าส่ง,ขายออนไลน์,ร้านสะดวกซื้อ
  2. บริการทางการแพทย์ (Health Care Services)

เทคโนโลยี (TECH)

หุ้นเทคโนโลยีเป็นอีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงและได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นของเทคโนโลยีชนิดใหม่ๆอยู่แทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการเงิน การสื่อสาร หรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ เช่น Semiconductor

หุ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถแบ่งได้เป็น 2 หมวดธุรกิจคือ

  1. ชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิกส์(Electronics Component)
  2. เทคโนโลยีสารสนเทศน์และการสื่อสาร(Information & Communication Technology)

ข้อดีข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

ถึงแม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะสามารถทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีได้ แต่ตัวมันเองก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ทุกคนควรจะรู้ไว้ก่อนเริ่มลงทุน เรามาดูกันครับว่าการลงทุนในหุ้นมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ข้อดีของการลงทุนในหุ้น

  1. ไม่ต้องใช้เงินเยอะก็ลงทุนได้
  2. สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี
  3. สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้
  4. ไม่จำเป็นต้องเริ่มบุกเบิกธุรกิจเอง
  5. ซื้อขายได้ง่าย

ไม่ต้องใช้เงินเยอะก็ลงทุนได้

หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าจะเล่นหุ้นต้องใช้เงินขั้นต่ำเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ได้มีการกำหนดเงินขั้นต่ำที่จะต้องใช้ในการเปิดบัญชีหุ้นไว้ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของโบรกเกอร์แต่ละเจ้าว่ามีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำไว้หรือไม่

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถ้าจะมีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำสำหรับเปิดบัญชีหุ้นก็จะเป็นเงินมูลค่าไม่เยอะ ซึ่งทำให้คนทั่วไปเข้าถึงโอกาสการลงทุนในหุ้นได้มากยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้เงินทุนเยอะก็สามารถเริ่มลงทุนได้

ถึงแม้การลงทุนในหุ้นจะสามารถเริ่มด้วยเงินไม่มากได้ แต่การเริ่มลงทุนด้วยจำนวนเงินน้อยๆก็มักจะเป็นข้อจำกัดทำให้นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้ตัวเดียวและเป็นจำนวนไม่มาก 

นั่นแปลว่าจะมีความเสี่ยงค่อนข้างเยอะเพราะนำเงินทั้งหมดไปลงทุนอยู่กับหุ้นเพียงตัวเดียว ในกรณีนี้ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญการวิเคราะห์เพื่อเลือกหุ้นก็สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้โดยการหันไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงได้เหมือนกัน

สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี

การลงทุนในหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ เช่นกองทุนรวม,ทองคำ หรือตราสารหนี้ 

โดยเฉพาะถ้าหากใครเป็นนักลงทุนที่มีวินัยมีความรู้และเลือกหุ้นได้ถูกตัว ในระยะยาวก็อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในอัตรา 8-10% ต่อปีแบบทบต้นทีเดียว

ซึ่งอัตราผลตอบแทนในระดับนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ยากในสินทรัพย์เพื่อการลงทุนชนิดอื่นๆ แต่เราจะไม่นำ Cryptocurrency หรือการลงทุนใน DeFi มาคิดรวมนะครับ เพราะยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของกฎหมายและทิศทางการลงทุนรวมถึงความเสี่ยงที่สูงกว่าหุ้นเยอะพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวที่ได้ในอัตรา 8-10% ต่อปีแบบทบต้นนั้นอาจจะดูไม่สูงมากนัก แต่ก็สามารถทำให้เงินของท่านงอกเงยได้ในรูปแบบ Passive Income และที่สำคัญมันเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัยและสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้

เงินเฟ้อเปรียบเสมือนศัตรูที่มองไม่เห็นของทุกคนที่มีเงินอยู่ในกระเป๋า เนื่องจากเงินเฟ้อจะทำให้มูลค่าของเงินที่เรามีลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในปัจจุบันก็ต่ำจนไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อในแต่ละปีได้อีกต่อไป

นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเราต้องหาวิธีการลงทุนที่จะเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ ซึ่งการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นนั้นค่อนข้างจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด

ด้วยความที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นนั้นสามารถทำได้ในระดับ 8-10% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งถ้าหากเรามีความรู้และวินัยในการลงทุนในระยะยาวนอกจากจะเอาชนะเงินเฟ้อได้แล้ว ก็ยังสามารถสร้างกำไรให้เราได้เสมือนการทำธุรกิจเลยทีเดียว

ไม่จำเป็นต้องเริ่มบุกเบิกธุรกิจเอง

หลายๆคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน เมื่อทำงานประจำไปซักระยะหนึ่งก็อาจจะเริ่มมองหาช่องทางขยับขยายการหารายได้ของตัวเองเพื่อที่จะมีอิสรภาพทางการเงินและเกษียณอายุได้เร็วขึ้น

หนึ่งในตัวเลือกที่หลายๆคนอยากทำก็คือลาออกแล้วมาทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควร เพราะคนที่เริ่มทำธุรกิจส่วนใหญ่จะต้องฝ่าฟันปัญหาหลากหลายก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งถ้าลาออกมาจากงานประจำแล้วก็จะทำให้ขาดรายได้ที่เคยมีและเกิดความเครียดขึ้นได้

นอกจากจะขาดรายได้แล้ว ก็อาจจะทำให้พลาดสิทธิประโยชน์ต่างๆของคนที่เป็นพนักงานบริษัทไปด้วย เช่น ประกันสังคม,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันสุขภาพที่เป็นสวัสดิการบริษัท

เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไปที่อยากลงทุนก็คือทำงานประจำไปด้วยและหาช่องทางลงทุนหรือทำธุรกิจไปด้วยพร้อมๆกัน และถ้าหากใครอยากจะทำธุรกิจแต่ไม่มีความถนัด หรือไม่อยากเริ่มบุกเบิกธุรกิจด้วยตัวเอง การลงทุนในหุ้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

แต่สิ่งที่สำคัญมากๆก็คือก่อนจะลงทุนก็ควรจะต้องหาความรู้ก่อน เพราะถ้าเราลงทุนโดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจแล้วก็อาจจะขาดทุนจนหมดตัวได้เหมือนกัน

ซื้อขายได้ง่าย

หุ้นเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง คือสามารถเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ง่าย ไม่เหมือนกับทรัพย์สินชนิดอื่นๆ เช่นอสังหาริมทรัพย์,วัตถุโบราณหรือของสะสมเช่นนาฬิกา,กระเป๋าแบรนด์เนม

เมื่อหุ้นเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อง่ายขายคล่องก็หมายความว่า หากคุณนำเงินมาลงทุนในหุ้นไว้ในระยะยาวและเกิดมีเหตุจำเป็นหรือฉุกเฉินที่จะต้องใช้เงินสด คุณก็อาจจะขายหุ้นบางส่วนออกมาได้โดยไม่ต้องใช้เวลามากเหมือนกับการประกาศขายที่ดิน,นาฬิกา,หรือทรัพย์สินอย่างอื่น

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

  1. ผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน
  2. ใช้เวลานาน
  3. หุ้นมีความผันผวนสูง
  4. ถ้าไม่มีความรู้อาจจะหมดตัวได้

ผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน

จริงอยู่ที่การลงทุนระยะยาวในหุ้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นที่น่าพอใจได้ แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่หวังผลในระยะสั้น การลงทุนในหุ้นอาจจะทำให้คุณผิดหวังได้ 

เพราะผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละปีอาจจะมีทั้งบวกและลบ ซึ่งถ้านักลงทุนคนไหนที่ไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนหรือความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในรูปแบบนี้อย่างจริงจังก็อาจจะถอดใจไปก่อนได้

เพราะหลายๆคนหวังว่าจะเข้ามาในตลาดหุ้น เทรดหุ้นรายวันและกอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เมื่อเจอความเป็นจริงของตลาดเข้าไปก็อาจจะเลิกลงทุนไปเลยก็มี

แต่ถ้าคุณศึกษา ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จ ก็จะเห็นได้ว่า นักลงทุนที่ร่ำรวยจากหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนที่มีความรู้และมีวินัยในการลงทุนระยะยาว ซึ่งคนเหล่านี้มักเป็นคนส่วนน้อย 

ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่หลายคนรู้ดีว่าคนที่ได้กำไรและร่ำรวยจากหุ้นมีส่วนน้อย คนส่วนใหญ่มักจะขาดทุนและไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่จริงๆแล้วถ้าเราแค่ทำความเข้าใจและมีสินัยการลงทุน เส้นทางที่จะทำกำไรให้เรานั้นมันอยู่ตรงหน้าแล้ว เพียงแต่เราเลือกที่จะมองหาและเดินไปในทางลัดที่อาจจะไม่มีอยู่จริง

ใช้เวลานาน

การลงทุนในหุ้นเพื่อที่จะประสบความสำเร็จและมีความมั่งคั่งจนพบกับอิสรภาพทางการเงินนั้นต้องใช้เวลาให้เงินทำงานนานพอสมควร อาจจะกินเวลาเป็นหลักสิบปีขึ้นไป จนบางคนอาจจะถอดใจไปซะก่อน

เพราะถ้าคุณลงทุนในระยะยาวเพื่อนำเงินปันผลและกำไรในรูปแบบต่างๆมาลงทุนซ้ำๆเพื่อให้ได้ผลตอบแทนแบบทบต้นก็จะต้องใช้เวลานานพอสมควรเพื่อจะให้เงินทำงานและเพิ่มมูลค่าของตัวเองไปเรื่อยๆ

ถ้าคุณเป็นคนที่เข้ามาตลาดหุ้นเพื่อลงทุนในรูปแบบของการลุ้นด้วยการหาเทรดหุ้นไปในแต่ละวันเพื่อหวังผลกำไรอย่างรวดเร็ว คุณอาจจะพบเจอกับการขาดทุนจนเข้าใจผิดไปว่าการเล่นหุ้นคือการพนันและล้มเลิกความต้องใจที่จะสร้างความมั่งคั่งไป

นั่นจึงเป็นที่มาของคำแนะนำว่าคนที่เป็นพนักงานประจำและอยากลงทุนในหุ้น ไม่ควรจะลาออกจากงานแล้วมานั่งเทรดหุ้น แต่ให้แบ่งเวลาจากงานประจำมาศึกษาหาข้อมูลและใช้รายได้จากการทำงานหรือทำธุรกิจเสริมอื่นๆมาค่อยๆลงทุนในหุ้นที่เราพิจารณาแล้วว่าเป็นหุ้นที่ควรจะลงทุน

หากเราสามารถรักษาวินัยการลงทุนได้ดีในระยะยาว พอร์ตของเราก็จะค่อยๆโตขึ้นด้วยอัตราผลตอบแทนแบบทบต้นไปเรื่อยๆทุกปีจนสามารถมีอินสรภาพทางการเงินได้ในที่สุด และเมื่อถึงเวลานั้น คุณก็จะมีสิทธิเลือกอย่างสบายใจว่าจะทำงานประจำต่อไปหรือไม่

หุ้นมีความผันผวนสูง

ราคาหุ้นมีความผันผวน ขึ้นลงได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิดทำการซื้อขาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนไม่สามารถควบคุมได้และไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำจริงๆ 

ซึ่งความผันผวนของราคาหุ้นดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดการขาดทุนได้ถ้าหากนักลงทุนไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในหุ้นตัวนั้นๆหรือเลือกซื้อหุ้นแต่ละตัวด้วยเหตุผลจากการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง

ความผันผวนของราคาหุ้นมักจะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนที่เข้าหวังจะมาเก็งกำไรหุ้ยในระยะสั้นๆขาดทุนและถอดใจจากตลาดไป

แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนที่ลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ศึกษาและวิเคราะห์หุ้นเพื่อทำการตัดสินใจลงทุนในระยะยาวมักจะไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้นเท่าไหร่นัก เพราะผลตอบแทนในระยะยาวของหุ้นที่มีพื้นฐานเหมาะสมกับการลงทุนนั้นค่อนข้างจะเอาชนะความผันผวนของตลาดได้
เพราะฉะนั้น ถ้าหากนักลงทุนที่ต้องการจะลงทุนในหุ้นและสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ การหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคาอย่างเดียวในระยะสั้นๆอาจจะทำให้พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก

ถ้าไม่มีความรู้อาจจะหมดตัวได้

ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่สำคัญที่สุดและเป็นข้อที่คนส่วนใหญ่มองข้ามเยอะที่สุดก็ว่าได้ เพราะเมื่อพูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้น หลายๆคนก็มักจะคิดอย่างเดียวว่า ต้องมีเงิน ต้องมีข่าววงใน หรือต้องซื้อหุ้นตามเซียน

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนในหุ้น หรือไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบไหนก็ตามคือความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับทรัพย์สินชนิดนั้นๆต่างหากครับ

แน่นนอนว่าถ้าเป็นคนที่มีเงินพร้อมลงทุนเป็นจำนวนมากก็เป็นเรื่องดี เพราะยิ่งทุนมากก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากในเวลาที่น้อยกว่าคนที่มีทุนน้อยหรือยังไม่มีเงินลงทุน

แต่อย่าลืมว่าถึงแม้คุณจะมีเงินเริ่มลงทุนเยอะ แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์และเลือกซื้อหุ้น สุดท้ายคุรอาจจะแค่เอาเงินที่มีอยู่นั้นซื้อขายหุ้นไปมาหลายๆรอบจนขาดทุนหมดก็เป็นได้

ในทางกลับกัน หากคุณยังไม่มีเงินทุนแต่คุณเริ่มจากการศึกษาพื้นฐานทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น เพื่อจะนำไปสู่การสร้างความสามารถในการประเมินมูลค่าและเลือกซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาวคุณอาจจะทำเงินจากชุดความรู้ความสามารถที่คุณสร้างขึ้นมาใหม่นี้ได้โดยการทำช่อง Youtube, Podcast หรือทำเว็บไซต์เกี่ยวกับการลงทุนและสร้างรายได้จากโฆษณา

หลังจากนั้น คุณก็ค่อยเอาเงินที่ได้มาไปรวมกับรายได้จากงานประจำ แบ่งมาลงทุนทุกๆเดือนเพื่อให้พอร์ตเติบโตไปเรื่อยๆ สร้างผลตอบแทนแบบทบต้นไปในแต่ละปี เพียงแค่นี้คุณก็จะสามารถสร้างพอร์ตหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและสร้างความมั่งคั่งได้ในที่สุด

ทั้งหมดที่เขียนมานั้นก็คือก้าวแรกของการเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งจริงๆแล้วยังมีความรู้อีกหลายๆอย่างที่นักลงทุนมือใหม่ควรจะทำความเข้าใจให้ดีก่อนที่จะเริ่มใส่เงินลงทุนเข้าไปครับ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงแบบต่างๆของการลงทุนในหุ้น อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ และอื่นๆ 

เพราะเป้าหมายสุดท้ายจริงๆของการหาความรู้ก่อนลงทุนก็คือเราต้องรู้วิธีการหาหุ้นที่จะลงทุนและต้องสามารถประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นได้ด้วยตัวเอง


References

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save