บิทคอยน์คืออะไร ลงทุนได้มั้ย

Bitcoin(บิทคอยน์) คืออะไร มีข้อดีข้อเสียยังไง 2021

Bitcoin (บิทคอยน์) คืออะไร? เล่นยังไง? ลงทุนได้มั้ย แล้วจะซื้อยังไงดีล่ะ? นี่คงเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนเกิดความสงสัยและน่าจะได้ยินการพูดคุยในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือใน Social media ต่างๆเกี่ยวกับเจ้าสกุลเงินดิจิทัลสกุลนี้ มันน่าสนใจยังไง ทำไมอยู่ดีราคาพุ่งขึ้นมาขนาดนี้ มันมีค่ายังไง เราลองมาหาคำตอบกันครับ

หัวข้อน่าสนใจ

Bitcoin(บิทคอยน์) คืออะไร?

“Bitcoin เป็นชื่อ” ของสกุลเงินดิจิตัล(Cryptocurrency) สกุลหนึ่งครับ เหมือนชื่อสกุลเงินอื่นๆทั่วๆไปเช่น ดอลล่าสหรัฐ(USD), เงินบาท(THB),เงินหยวน(CNY),เงินเยน(JPY) และอื่นๆ  แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ Bitcoin เป็นเงินแบบใหม่ที่ถูกเก็บอยู่ในรูปแบบ digital ซึ่งเราไม่สามารถจับต้องได้(ไม่ได้มีตัวตนเป็นธนบัตร หรือเหรียญ) การที่เราจะถือหรือเก็บบิตคอยน์ไว้กับตัวเราได้เราจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Wallet(วอลเล็ต) ครับ

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะถูกเก็บไว้แบบ Online หรือพูดง่ายๆก็คือเป็น App สำหรับเก็บข้อมูลเงิน Bitcoin ที่เราเป็นเจ้าของ เปรียบเทียบง่ายๆก็คือเปลี่ยนที่ใส่เงินจากกระเป๋าตังค์ เป็นการบันทึกข้อมูลไว้ใน App ที่เป็น wallet ของ Bitcoin นั่นเองครับ โดยที่เราสามารถใช้เงินบิทคอยน์ที่เราเป็นเจ้าของเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆได้โดยการโอนผ่าน App Wallet นี่ล่ะครับ ซึ่งในปัจจุบันมีร้านค้าและบริการหลายๆทั่วโลกที่รับชำระด้วยเงิน Bitcoin แล้ว  

ด้วยความที่ระบบของสกุลเงินบิทคอยน์ถูกออกแบบมาให้ทุกๆคนเป็นผู้ตรวจสอบและบันทึกธุรกรรม มันเลยทำให้ความจำเป็นของตัวกลางอย่างเช่นธนาคารหายไปจากระบบ เพราะเราไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจจากตัวกลางอีกต่อไป และรัฐไม่สามารถใช้นโยบายควบคุมการเงินได้เหมือนอดีตที่ผ่านมา เพราะเงินบิทคอยน์ ถูกสร้างมาด้วย Algorithm ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และมีจำนวนจำกัด มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดนโยบายใหม่ให้มันได้ และเงินบิทคอยน์เมื่อมันเป็นของคนใดคนหนึ่งแล้ว จะไม่มีใครสามารถมาเอามันไปจากคุณได้ ยกเว้นว่าคุณจะโอนให้ผู้รับเอง หรือมอบรหัส Private key ให้ใคร ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะพูดถึงต่อไปในบทความนี้นะครับ


>>เพราะอะไรบิทคอยน์ถึงราคาขึ้น?


แล้ว Bitcoin มันต่างจากที่เราโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่นทุกวันนี้ยังไง?

ด้วยความที่ Bitcoin เป็นเงินที่ไม่สามารถจับต้องได้ และไม่ได้มีการผูกกับบัญชีธนาคารอย่างที่เราๆท่านๆคุ้นชินกันอยู่ทุกวันนี้ มันเลยเป็นปัญหาทำให้หลายๆคนยังมีความไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรและมันมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้เราก็จ่ายเงินผ่าน App กันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แล้วมันต่างกันยังไงล่ะ?

ความจำเป็นของธนาคารหายไป

ความต่างก็คือ เงินที่ถูกเก็บไว้ใน Applicaiton ธนาคารต่างๆที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันเป็นเงินในรูปแบบเก่าที่เราได้เงินมาเป็นแบงค์ เป็นเหรียญ แล้วนำฝากเข้าธนาคาร โดยธนาคารก็จะทำหน้าที่บันทึกข้อมูลธุรกรรมของเรา ว่าเราฝากเงินเท่าไหร่ หรือมีการถอน/จ่ายเงินเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็จะมีตัวเลขจำนวณเงินมาปรากฎอยู่บนหน้า App ธนาคารของเรา

แต่สำหรับสกุลเงินดิจิตัล(ในที่นี้ก็คือ บิทคอยน์) มันไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ เพราะสกุลเงินดิจิตัลจะกำจัดตัวกลาง ออกไปนั่นเองครับ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาธนาคารให้เป็นตัวกลางในการเก็บเงิน,บันทึกจำนวนเงิน และทำหน้าที่โอนเงิน-รับเงิน ให้เราอีกต่อไป เพราะว่า เจ้าสกุลเงิน Bitcoin นี้ถูกสร้างมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า “Blockchain (บล็อคเชน)”

ซึ่งเจ้าเทคโนโลยีบล็อคเชนนี้แหละครับจะเข้ามาช่วยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบันทึกธุรกรรมทางการเงินต่างๆของเราแทนการใช้คนหรือธนาคาร และที่สำคัญมันมีความโปร่งใส่สามารถตรวจสอบได้ และโดนโกงหรือปล้นได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในบทความนี้เราจะไม่ลงลึกถึงเทคโนโลยีบล็อคเชนนะครับ เพราะมันจะนอกประเด็นมากเกินไป เนื่องจากว่าในแง่ของคนทั่วๆไปที่ใช้เงินบิทคอยน์ ไม่ได้จำเป็นต้องรู้ลึกถึงเทคโนโลยีเบื้องหลังมากขนาดนั้น เราแค่เข้าใจที่มาที่ไปของมันในประเด็นหลักๆก็พอแล้ว แต่ถ้าใครอยากจะเจาะลึกจริงๆก็สามารถตามไปอ่านกันเพิ่มเติมได้ครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆสมมุติว่าเรามีเงินในบัญชี 100 บาท เราต้องการซื้อของราคา 20 บาท เราก็กดโอนผ่าน App ธนาคารไปให้ผู้ขาสินค้า 20 บาท ธนาคารก็จะบันทึกว่าเงินในบัญชีเราเหลือ 80 บาท และไปบันทึกว่าบัญชีของผู้ขายสินค้าให้เรามีเงินเพิ่มขึ้น 20 บาท   นี่คือหน้าที่ของธนาคารตัวกลางที่ทำหน้าที่เก็บเงินและบันทึกธุรกรรมของเรา 

แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นสกุลเงินบิทคอยน์หรือสกุลเงินดิจิตัลชนิดอื่นๆ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาธนาคารมาเป็นตัวกลางอีกต่อไป เพราะทุกๆธุรกรรม(การจ่ายเงิน/รับเงิน) และจำนวนเงินในบัญชีของเราจะถูกบันทึกเก็บเป็นข้อมูลไว้ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain ครับ จะไม่มีธนาคารมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบันทึกหรือทำธุรกรรมต่างๆอีกต่อไป คำถามต่อมาก็คือ แล้วใครจะเป็นคนมานั่งบันทึกธุรกรรมให้เราล่ะ?

ธุรกรรมถูกบันทึกด้วยเทคโนโลยี Blockchain(บล็อคเชน)

การบันทึกธุรกรรมต่างๆด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชนเป็นการบันทึกข้อมูลธุรกรรมบนเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ทั่วโลกนั่นเองครับ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นตัวกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่มี Software สำหรับ Transaction จะเป็นตัวที่ทำหน้าที่บันทึกและพิสูจน์ความถูกต้องของการโอนการรับเงินบิทคอยน์

ทุกๆครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนหรือซื้อสินค้า/บริการด้วยเงินบิทคอยน์ เมื่อมีการจ่ายออกมาจาก Wallet ของคนๆนั้นโอนเข้าไปใน Wallet ของผู้รับเงิน ก่อนที่เงินจะเข้ากระเป๋าของผู้รับที่ปลายทางก็จะต้องมีขั้นตอนการพิสูจน์ธุรกรรม digital ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก(Node)ที่ว่านี้ ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่บันทึกธุรกรรมพวกนี้ก็จะได้รับเงินค่าตอบแทนเป็นเงินบิทคอยน์จำนวนหนึ่งนั่นเองครับ เหมือนกับเป็นค่าธรรมเนียมการโอนเงิน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าการขุดบิทคอยน์

บางคนอาจจะเกิดความสงสัยว่าแล้วถ้า computer ทุกเครื่องบนโลกปิดพร้อมกันหมดล่ะ จะทำยังไง คือมันมีความเป็นไปได้น้อยมากๆจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นครับ เพราะในโลกนี้มีคอมพิวเตอร์เป็นร้อยล้านเครื่อง และแหล่งขุดบิทคอยน์ใหญ่ๆหลักๆของโลกนี้ก็แทบจะไม่ใช่ computer ส่วนตัวครับ เค้าใช้เครื่องประมวลผลเป็นห้องเป็นตึกใหญ่ๆ ทำกันเป็นเรื่องเป็นราวกันเลยทีเดียว และทำกันเป็นอาชีพ เพราะอย่างที่ได้เล่าไปว่าถ้าใครที่มาช่วยพิสุจน์ธุรกรรมและบันทึก Transaction ก็จะได้เงินรางวัลเป็นบิทคอยน์จำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเจ้าเครือข่าย computer พวกนี้ก็จะทำการขุดบิทคอยน์เป็นอาชีพแล้วมีรายได้เป็นค่าธรรมเนียมเหมือนธนาคารในอดีตนั่นเองครับ(แต่ไม่มีอำนาจควบคุมเงินของเรา) 

ประวัติความเป็นมาของสกุลเงินบิทคอยน์ (Bitcoin)

สกุลเงิน Bitcoin นั้นถูกสร้างขึ้นมาในช่วงปี 2009 ถูกคิดค้นขึ้นมาด้วยคนหรือกลุ่มคนที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto (ซาโตชิ นากาโมโตะ)  ซึ่งเป็นบุคคลหรือกลุ่มคนที่ไม่เปิดเผยตัวตน จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครที่รู้ว่าคนที่ใช้ชื่อนี้เป็นใครมาจากไหน เพราะหลังจากที่เค้าได้คิดค้นและปล่อยเจ้า Bitcoin ออกมา อยู่ดีๆเค้าก็หายตัวเงียบไปเฉยๆในโลกออนไลน์

ในเดือนมกราคม ปี 2009 บิทคอยน์เหรียญแรก (หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องน่าจะเรียกว่า Block แรก เพราะบิทคอยน์ไม่ได้มีตัวตนเป็นเหรียญให้เราจับ) ได้ถือกำเนิดขึ้นมา เรียกว่า Block 0 (Block Zero) โดย Satoshi Nakamoto เอง หลังจากนั้นได้มีการปล่อย Software เกี่ยวกับบิทคอยน์ออกมาโดยผ่านทาง Cryptography Mailinglist และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของบิทคอยน์ Block 1 

จุดประสงค์ของการเกิดขึ้นมาของสกุลเงินบิทคอยน์ก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของการต้องพึ่งพาตัวกลางในการส่งหรือรับเงิน ลองจินตนาการดูนะครับว่าในสมัยก่อนถ้าเราจะขายหรือซื้อของอะไรซักอย่างบนอินเตอร์เน็ตเราจะต้องโอนเงินผ่านธนาคาร หรือถ้าใช้บัตรเครดิตก็จะต้องใช้บัตรเครดิตที่ผูกอยู่กับสถาบันการเงินที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือธนาคารนั่นเอง ที่เราต้องพึ่งตัวกลางก็เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะเชื่อใจใครที่เราไม่รุ้จักได้ เค้าอาจจะโอนเงินปลอมๆมาให้เราก็ได้ เราเลยต้องให้สถาบันการเงินต่างๆเข้ามาเป็นตัวกลางในการจัดทำการโอน/จ่าย/รับเงินในแต่ละครั้ง (ธนาคารมีหน้าที่บันทึกว่าเงินถูกโอนจากบัญชีของ A ไปเข้าบัญชี B)

ทำไม Bitcoin ถึงมีค่า(Store of Value)

หลายๆคนที่เพิ่งเริ่มหันมาสนใจเรื่องของสกุลเงินดิจิตัล ก็อาจจะสงสัยว่าในเมื่อเจ้าเงินบิทคอยน์นี้ไม่ได้มีตัวตน จับต้องไม่ได้ แต่ทำไมมันถึงได้มีค่าขึ้นมาขนาดนี้

บิทคอยน์มีค่าเพราะคุณสมบัติของตัวมันเอง คือ

1.มีจำนวนจำกัด (21ล้าน BTC)
2.ไม่สามารถทำปลอมแปลงได้

ลองจินตนาการถึงสิ่งที่มีค่าในปัจจุบันดูนะครับว่ามันมีอะไรบ้าง หลายคนอาจจตอบว่าเงิน ซึ่งก็ใช่แต่เงินนั้นเป็นแค่กระดาษตัวแทนของสิ่งที่มีค่าใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายเท่านั้น  เพราะก่อนที่รัฐบาลแต่ละประเทศจะพิมพ์เงินออกมาได้จะต้องมีทองคำเป็นมูลค่าพื้นฐานไว้จำนวนหนึ่งก่อน เพราะถ้ามีการพิมพ์แบงค์ออกมาโดนที่ไม่ได้มีทรัพย์สินอ้างอิงเลย เงินหรือแบงค์เหล่านั้นก็จะกลายเป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง ไม่มีค่าอะไร 

ซึ่งในปัจจุบัน(จริงๆก็คือตั้งแต่ในอดีตหลายสิบปีมาแล้ว)มีการเกิดขึ้นของการพิมพ์เงินขึ้นมาโดยไม่มีได้มีทองคำเป็นมาตรฐานอ้างอิง และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และระบบการเงินล่มสลายในหลายๆประเทศ เพราะเงินกลายเป็นกระดาษเปล่าที่ไม่มีค่าอะไร


แล้วทำไมทองคำถึงมีค่าล่ะ?

ถ้าไม่นับเรื่องของการเป็นเครื่องประดับสวยงาม มีความวาววับ ทองมีค่าขึ้นมาเพราะ มีคุณสมบัติคงทน สามารถเก็บไว้ได้เป็นร้อยเป็นพันปี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง และที่สำคัญคือ

ทองมีจำนวนจำกัดบนโลกใบนี้ และเป็นสิ่งที่ทำปลอมได้ยากมาก

ด้วยความที่ทองดูจะเป็นโลหะที่สวยงามและสามารถนำไปทำประโยชน์ได้มาก คนในสมัยโบราณจึงริเริ่มใช้ทองเป็นของแลกเปลี่ยนแทนเงินตรากัน ถึงขั้นที่ว่าใช้เป็นเงินตราระหว่างประเทศกันเลยทีเดียว

เมื่อเวลาผ่านไปทองก็ยังคงถูกมองเป็นโลหะมีค่าอยู่และมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆซะด้วยเพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าทองบริสุทจริงๆมันมีจำนวนจำกัดและทำปลอมแปลงได้ยากมาก นี่แหละครับทำให้ทองมีค่าและถูกใช้เป็นทรัพย์สินเก็บมูลค่า (Store of Value) จนถึงทุกวันนี้ 

ย้อนกลับมาดูที่เงินบิทคอยน์ว่า ทำไมบิทคอยน์ถึงมีค่า ก็เพราะว่าบิทคอยน์ถูกสร้างมาโดยทำให้มีคุณสมบัติคล้ายๆทองนั่นเองครับ

ตัวเงินบิทคอยน์ถูกกำหนดให้มีจำนวนจำกัดแค่ 21 ล้านบิทคอยน์ เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันบิทคอยน์ถูกขุดออกมาแล้วเป็นจำนวนประมาณ 19 ล้าน Bitcoin และไม่มีใครสามารถที่จะทำเงินบิทคอยน์ปลอมขึ้นมาได้เพราะทุกๆบิทคอยน์จะถูกสร้างมาจากอัลกอริธึ่มเฉพาะของบิทคอยน์เอง และจะต้องถูกขุดออกมาด้วยการแก้ Puzzle เพื่อช่วยพิสูจน์ Transaction ของแต่ละการโอนจ่ายบิทคอยน์เท่านั้น อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เมื่อใครช่วยพิสูจน์ Transaction ได้สำเร็จก็จะได้เงินรางวัลหรือค่าธรรมเนียมเป็นเงินบิทคอยน์จำนวนหนึ่ง นั่นก็คือการขุดบิทคอยน์ที่เปรียบเสมือนการขุดทองเท่านั้นเองครับ

ทำไมคนเริ่มย้ายเงินลงทุนมาที่ Bitcoin กันมากขึ้น

ในปัจจุบัน เมื่อคนทั่วไปและสถาบันการเงินต่างๆเริ่มรู้จัก Bitcoin กันมากขึ้น รู้ว่าข้อดีข้อเสียของมันคืออะไรและช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง จึงทำให้นักลงทุนต่างๆ ทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบันหันมาเก็บเงินของตัวเองไว้ในบิทคอยน์กันมากขึ้น

พูดง่ายๆคือเมื่อเงินกระดาษมีความไม่แน่นอนและดูเหมือนจะด้อยค่าลงเรื่อยๆ เนื่องจากความผันผวนของนโยบายทางการเงินของรัฐบาลแต่ละประเทศ และทองคำเองถึงแม้ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าแต่ก็ถูกควบคุมด้วยองค์กรหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่ทำให้เกิดกระแสการย้ายสินทรัพย์เพื่อหาที่เก็บมูลค่า(Store of value)ตัวใหม่ ซึ่งก็คือสกุลเงินบิทคอยน์นั่นเอง และเมื่อความต้องการมีมากขึ้นแต่ supply ยังคงมีจำกัดมันเลยทำให้บิทคอยน์มีราคาพุ่งสูงอย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้


ความเสี่ยงของ Bitcoin

ด้วยความที่เป็นสินทรัพย์ในรูปแบบใหม่ และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ๆในการแลกเปลี่ยนและบันทึกธุรกรรม การที่เราจะหันมาซื้อหรือถือ Bitcoin ไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวก็ยังมีความเสี่ยงหลายๆอย่างที่เราควรจะรู้ไว้ เพื่อที่จะได้ป้องกันความเสียหายต่อตัวเราและทรัพย์สินของเรา

1.ความผันผวนของราคาบิทคอยน์

ด้วยความที่ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่พึ่งเกิดมาเพียงแค่ 12 ปี ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากๆสำหรับทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ที่จะมาเป็นตัวเก็บมูลค่าของสิ่งต่างๆได้ ลองดูที่ทองคำที่เราเชื่อถือกันอยู่ทุกวันนี้สิครับ ระยะเวลาที่มนุษย์ใช้ทองคำเป็นตัวกลางในการรักษาความเชื่อในมูลค่ามีมานับเป็นพันๆปี เพราะฉะนั้น ด้วยความใหม่ของบิทคอยน์ ทำให้ราคาของบิทคอยน์มักจะมีความผันผวนรุนแรงกว่าทรัพย์สินชนิดอื่นๆ

และอีกอย่างนึงก็คือ ในปัจจุบันถึงแม้ว่าบิทคอยน์จะถูกสร้างมาให้เป็นสกุลเงิน ใช้แลกเปลี่ยนมูลค่า ซื้อขายสินค้า/บริการ แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะเข้ามาถือบิทคอยน์ด้วยจุดประสงค์ของการเก็งกำไร และด้วยขนาดของตลาด (Market cap) ที่ยังเล็กอยู่ ทำให้เวลามีการเปลี่ยนแปลงอะไรจากกลุ่มคนที่ถือบิทคอยน์จำนวนมากๆ ก็จะทำให้ราคาเกิดความผันผวนได้ง่าย เพราะฉะนั้น บางคนอาจจะงงว่าตัวเองซื้อบิทคอยน์ไว้ที่ราคาเท่านี้แต่มาดูอีกทีราคาตกไปไกลแล้ว ก็เพราะว่าความผันผวนของมันนี่ล่ะครับที่ทำให้เป็นแบบนั้น และยิ่งมีความผันผวนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดึงดูดพวกนักเก็งกำไรมากขึ้นเท่านั้น

2.ความเสี่ยงในด้านกฎหมายและการควบคุม(Regulatory risk)

การเข้ามาซื้อสกุลเงินบิทคอยน์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะถือไว้เพื่อใช้ซื้อขายสินค้า/บริการ หรือซื้อไว้เพื่อลงทุน อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยชอบเสี่ยงเท่าไหร่นักนะครับ ถ้าใครต้องการลงทุนด้วยความเสี่ยงต่ำนี่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง หันไปศึกษาและลงทุนในกองทุนรวม จะดีกว่า สาเหตุที่สกุลเงินบิทคอยน์ยังมีความเสี่ยงอยู่อย่างมากในเรื่องของกฎเกณฑ์ต่างๆก็เพราะว่าด้วยตัวของสกุลเงินบิทคอยน์เอง ธรรมชาติของมันค่อนข้างจะเป็นปรปักษ์กับรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายการเงินการคลังของแต่ละประเทศ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสกุลเงินชนิดนี้ ไม่สามารถถูกควบคุมได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือรัฐบาลในแต่ละประเทศ เมื่อมันเป็นแบบนั้น รัฐบาลหรือผู้กำหนดนโบายในแต่ละประเทศก็จะต้องพยายามออกกฎต่างๆมาเพื่อควบคุมสกุลเงินดิจิตัลให้ยิ่งรัดกุมมากขึ้นและไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการการเงินนั่นเองครับ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการ ห้ามใช้สกุลเงินดิจิตัล หรือให้รายงานธุรกรรมต่างๆ ตราบใดที่ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของกฎหมาย ตัวสกุลเงินบิทคอยน์เองก็ยังจะมีความเสี่ยง และมีข้อสงสัยในเรื่องของ ความยั่งยืนและสภาพคล่อง ต่อไป ซึ่งใครจะเข้ามาถือเงินสกุลนี้ก็ต้องศึกษาและป้องกันความเสี่ยงให้ดีครับ

3.ความปลอดภัยในการเก็บรักษา

ด้วยความที่เงินบิทคอยน์ถูกเก็บอยู่ในรูปแบบบ้อมูลดิจิทัล หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเก็บไว้ในแบบออนไลน์ ซึ่งสถานที่ที่คนส่วนใหญ่จะนำเงินบิทคอยน์ของตัวเองไปฝากไว้เรียกว่า Exchange เหมือนกับเป็นผู้ให้บริการรับฝาก รับซื้อขายบิทคอยน์นั่นเองครับ ซึ่งเจ้า Exchange ทั้งหลายนี่ก็มักจะเป็นเป้าหมายในการโจมตี ล้วงข้อมูลเพื่อขโมย หรือปล้นบิทคอยน์นั่นเองครับ 

ซึ่งลักษณะทั่วไปของการขโมยบิทคอยน์นี่ก็คือ แฮ็กเกอร์จะทำการล้วงข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ของเจ้าของเงินบิทคอยน์ เพื่อที่จะเอา private key สำหรับโอน/จ่ายบิทคอยน์ของคนๆนั้นไปที่ไหนก็ได้ หลังจากนั้นก็จะนำรหัสลับส่วนตัวนี้ไปจัดการโอนบิทคอยน์จาก Exchange เข้ากระเป๋าตัวเองนั่นเองครับ  แต่ไม่ต้องกังวลไปครับเพราะมันมีวิธีการแก้ไขและป้องกันที่ง่ายๆเลย
การป้องกันความเสี่ยงสำหรับการเก็บรักษาสามารถทำได้โดยเราควรจะต้องมีประเป๋าตังค์เก็บบิทคอยน์ส่วนตัวของเราครับ ถ้าอธิบายให้เห็ภาพง่ายๆคือ มี Thumb drive เก็บบิทคอยน์ส่วนตัวของเรานั่นเองครับ ให้เราเก็บ Private key ไว้ในเจ้า Thumb drive นี้ ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูล private key ของเราหลุดไปหาแฮกเกอร์ หรือบางคนก็ใช้เป็นลักษณะ paper wallet ครับ คือ print รหัสส่วนตัวเก็บไว้บนกระดาษ จะเห็นได้ว่าวิธีการป้องกัน security risk นั้นใจความหลักๆของมันก็คือการดึง private key ของเราออกมาจากเครื่องมือ(คอมพิวเตอร์,โทรศัพท์,ผู้ให้บริการ) ที่มีการเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตนั่นเองครับ แค่นี้ Bitcoin ของเราก็จะปลอดภัยขึ้นมาก แต่สิ่งที่สำคัญคือห้ามลืม Private key ของตัวเองเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเงินบิทคอยน์ของเราจะหายวับไปกับตา ไม่มีทางได้คืนแน่นอน ด้วยฝีมือเราเองล้วนๆ 

4.ความเสี่ยงทางด้านการประกันภัย

ในบางประเทศมีการประกันภัยสำหรับธุรกรรมทางการเงิน หรือมีการประกันภัยสำหรับเงินฝากในสถาบันการเงิน ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ทรัพย์สินที่เราฝากไว้เสียหาย หรือเกิดความเสียหายระหว่างการทำธุรกรรมต่างๆ เจ้าของทรัพย์สินจะได้รับการคุ้มครองด้วยประกันภัย แต่สำหรับบิทคอยน์นั้น ยังไม่มีการประกันภัยในส่วนนี้ครับ ถึงแม้ว่าในบางประเทศอาจจะเริ่มมีการพูดถึงกันบ้างแล้วก็ตาม 

เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเจ้าของ Bitcoin ก็จะต้องคอยระวังรักษาไม่ให้ เงิน Bitcoin ของตัวเองต้องตกไปอยู่ในความเสี่ยงที่จะทำให้เราต้องสูญเสียไป และถึงแม้ว่าตัว Algorithm ของ Bitcoin จะถูกออกแบบมาได้ดี มีความปลอดภัย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีข่าวความผิดพลาดของการทำธุรกรรมต่างๆ รวมถึงข่าวการถูกแฮกเกอร์ขโมยเงิน Bitcoin ไปดื้อๆ ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ


Bitcoin มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

บิทคอยน์สามารถใช้เป็นตัวเก็บมูลค่าและโอนถ่ายกันได้อย่างสะดวกด้วยค่าธรรมเนียมถูกแสนถูก

สกุลเงิน digital อย่างบิทคอยน์นี้ถูกสร้างมาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการโอนหรือรับ โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งด้วยคุณสมบัติของเงินสกุลบิทคอยน์ที่มีจำนวนจำกัดในโลกใบนี้ และไม่สามารถทำปลอมแปลงขึ้นมาเพิ่มได้ จึงทำให้ตัวมันเองมีค่ามากขึ้นๆเรื่อยๆเพราะคนหันมาให้ความสนใจที่จะถือครอง จึงเป็นทรัพย์สินอย่างนึงที่จะสามารถรักษา Value ของเงินตราต่างๆของเราไว้ได้ และในเมื่อธุรกรรมต่างๆของเงินสกุลบิทคอยน์นั้นถูกบันทึกด้วยเครือข่ายของประชาชนทั่วโลก มันจึงสามารถที่จะโอนถ่ายจากประเทศนึงไปยังประเทศนึงได้ง่ายๆและมีต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการโอนเงินในปัจจุบัน

บิทคอยน์สามารถใช้ชำระค่าสินค้า/บริการได้เหมือนเงินทั่วๆไป

จริงๆแล้วเราสามารถที่จะใช้เงินบิทคอยน์จับจ่ายซื้อของได้เหมือนกับสกุลเงินอื่นๆที่เราเคยใช้อยู่ทั่วๆไปได้ครับ ซึ่งในปัจจุบัน มีผู้ขายสินค้าและบริการออนไลน์หลายๆเจ้ารับชำระเงินด้วยบิทคอยน์กันมาซํกพักใหญ่ๆแล้ว รวมถึงร้านค้าจริงๆบางร้าน บางยี่ห้อก็มีการรับชำระด้วยเงินสกุลบิทคอยน์แล้วเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยของเรา

เงินบิทคอยน์สามารถแลกกลับเป็นเงินสกุลดั้งเดิมได้

เงินบิทคอยน์สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเดิมที่เราใช้อยู๋กันทุกวันนี้ได้ผ่านทาง Exchange ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เหมือนการขายเงินบิทคอยน์ที่เราถืออยู่ โดยรับค่าตอบแทนมาเป็นเงินบาท หรือดอลล่าร์หรือสกุลเงินอื่นๆนั่นเองครับ

เงินบิทคอยน์ไม่ได้ถูกควบคุมโดยใครคนใดคนหนึ่ง

เพราะธุรกรรมของ Bitcoin ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลาง เช่นธนาคาร,สถาบันการเงิน, เวลาจะเก็บเงินบิทคอยน์ก็ไม่ต้องไปใส่ไว้ในธนาคาร เวลาโอนก็ไม่ต้องให้ธนาคารเป็นคนช่วยบันทึกการโอนให้ และตัวบิทคอยน์เองมีจำนวนจำกัดชัดเขน ทำปลอมแปลงขึ้นมาไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กลไกการเงินต่างๆของโลกก็จะเป็นไปตามธรรมชาติและหลักเศรษศาสตร์ เพราะเงินในรูปแบบนี้จะไม่ถูกกำหนดด้วยนโยบายของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป ทำให้เงินของคุณก็จะเป็นของคุณโดยแท้จริง ไม่มีใครสามารถมาเอามันไปจากคุณได้ ยกเว้นว่าคุณจะมอบรหัสส่วนตัว (Private key) ให้ใครไปเอง


Bitcoin เล่นยังไง

สำหรับเงินสกุลบิทคอยน์ จะเรียกว่าเป็นการ “เล่น” ก็ดูจะไม่ตรงกับ concept ของมันเท่าไหร่นักครับ เพราะจริงๆแล้วมันก็คือ “เงิน” ชนิดหนึ่งนั่นเอง กิจกรรมหรือธุรกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบิทคอยน์ก็จะเป็นไปในทางเก็งกำไร หรือลงทุน หรือแลกเปลี่ยนสินค้าซะมากกว่า แต่ด้วยความที่คนไทยเราอาจจะติดหรือคุ้นชินกับคำว่าเล่นหุ้น เล่นหวย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเงินๆทองๆคล้ายๆกัน ก็เลยพาลมาหาวิธีเล่น Bitcoin ด้วยซะเลย

คำถามที่น่าจะตรงประเด็นและเป็นประโยชน์จริงๆน่าจะเป็นคำถามที่ว่า…

“เราจะได้บิทคอยน์มายังไง”

1.ขุดบิทคอยน์ (Bitcoin Mining)

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคนพูดถึงเรื่องการขุดบิทคอยน์กันมาหลายปีแล้ว และอาจจะงงๆสงสัยว่ามันคืออะไร

เครื่องขุดบิทคอยน์
ภาพเครื่องขุดบิทคอยน์

ด้วยความที่ Bitcoin ถูกสร้างมาให้เป็นสินทรัพย์มีค่าอย่างหนึ่งซึ่งถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้กับทองคำที่ทุกวันนี้เราใช้เป็นตัวอ้างอิงมูลค่าตามหลักสากลใช่มั้ยครับ และเมื่อก่อน การจะได้ทองคำมาก็จะต้องไปขุดมาจากเหมืองแร่ทองคำ ถึงจะได้ทองออกมาจากธรรมชาติและนำมาแปรรูปทำเป็นทองแท่งหรือทองรูปพรรณในแบบต่างๆ

แต่สำหรับการขุด Bitcoin จริงๆแล้วมันไม่ใช่ว่าเราจะถือพลั่วหรือจอบไปขุดดินแล้วได้เหรียญบิทคอยน์มาครับ มันเป็นเหมือนการเปรียบเทียบให้เห็นเป็นภาพเดียวกันกับวิธีการได้ทองคำมาจากธรรมชาตินั่นเอง

การขุด Bitcoin ที่จริงแล้วก็คือการที่เราทำหน้าที่เป็น Node หนึ่งของเครือข่ายบิทคอยน์ทั่วโลก ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางแทนธนาคารเวลามีคนโอน/จ่ายเงินบิทคอยน์นั่นเองครับ โดยใช้คอมพิวเตอร์หรือการ์ดจอแรงๆมาเป็นตัวช่วยในการแก้ Puzzle ช่วยพิสูจน์ความถูกต้องในการบันทึกการ รับ,โอน,จ่าย เงินบิทคอยน์ เมื่อเราทำสำเร็จ เราก็จะได้เงินบิทคอยน์มาจำนวนหนึ่งเป้นค่าตอบแทน เปรียบเสมือนเป็นค่าธรรมเนียมในการโอนเงินนั่นเอง

2.ซื้อ หรือ Trade Bitcoin 

หากใครอยากจะมีเงินสกุลบิทคอยน์ไว้ในครอบครอง แต่ไม่ได้อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิค ไม่ได้มีความรู้อะไรในเรื่องเกี่ยวกับการ set ระบบทำเหมืองขุด อีกวิธีนึงที่จะได้บิทคอยน์มาก็คือการใช้เงินสดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเงินบาท หรือเงินดอลล่าร์ ไปซื้อเงิน Bitcoin จาก web trade ต่างๆนั่นเองครับ

3.ขายสินค้าหรือบริการและรับเงินเป็น Bitcoin

อันนี้น่าจะเป็นอะไรที่มีต้นทุนการทำน้อยที่สุด และซับซ้อนน้อยที่สุด แต่ยังไม่ค่อยแพร่หลายนักในประเทศไทยของเรา ที่จะเก็บเงินค่าจ้าง ค่าสินค้าและบริการเป็นเงินสกุล Bitcoin แต่ในต่างประเทศหลายๆประเทศเริ่มมีมานานแล้วครับ เราอาจจะเป็นพ่อค้าอยู่แล้ว แค่เรารับชำระเงินเป็นสกุล Bitcoin จากลูกค้า เท่านี้เราก็จะได้ Bitcoin มาครอบครองแล้วครับ แต่ก็ต้องอย่าลืมเตรียม Wallet ของเราไว้สำหรับรับเงินด้วยนะครับ

สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาสนใจสกุลเงินดิจิตอล และอยากรู้ว่าบิทคอยน์คืออะไร มันมีความเป็นมายังไง มีข้อดี ข้อเสียยังไงบ้าง ใช้ประโยชน์อะไรกับชีวิตเราได้มั้ย บทความนี้ก็น่าจะพอทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

Ref.

Related Posts