คู่มือลงทุนใน RMF ละเอียดเข้าใจง่าย!

คู่มือลงทุนใน RMF ละเอียดเข้าใจง่าย!

กองทุนรวม RMF คืออะไร

กองทุน RMF คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (ชื่อเต็มว่า Retirement Mutual Fund) ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะยาวของคนไทยเพื่อใช้ในยามเกษียณอายุ

กองทุนรวม RMF จะมีลักษณะคล้ายๆกันกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) ของบริษัทเอกชนและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) เพราะถูกสร้างมาเพื่อใช้ในยามเกษียนอายุเหมือนกัน

แต่ด้วยความที่ RMF เองเป็นกองทุนรวมชนิดหนึ่ง การนำเงินไปลงทุนกับกองทุนจะสามารถให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทนแบบ Passive Income ได้ ดีกว่าฝากเงินไว้เฉยๆ 

อีกข้อดีที่น่าสนใจของกองทุน RMF ก็คือ ตัวมันเองเป็นกองทุนลดหย่อนภาษี เพราะฉะนั้นใครที่นำเงินมาลงทุนในกองทุนรวมชนิดนี้จะสามารถนำมูลค่าเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีในแต่ละปีได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณเป็นคนที่มีรายได้สูงและมีการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบต่างๆ เช่นลงทุนใน Cryptocurrency ไม่ว่าจะเป็นบิทคอยน์,อีเทอเรียม หรือลงทุนทำ Yield Farming

ผลตอบแทนในการลงทุนเหล่านั้นก็จะต้องโดนนำมาคิดเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีด้วย การมีตัวช่วยเรื่องลดหย่อนภาษีจึงเป็นเรื่องสำคัญ 

แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกองทุน RMF ก็มีเงื่อนไขที่ต้องปฎิบัติตามอยู่เหมือนกันครับ

หากเราทำผิดเงื่อนไขของ RMF แล้วอาจจะต้องมีการเสียภาษีย้อนหลัง มีค่าใช้จ่าย แทนที่จะได้ประโยชน์กลับจะต้องมาเสียประโยชน์ในเรื่องนี้ 

นั่นก็คือภาพรวมคร่าวๆของกองทุนรวม RMF ครับ ต่อจากนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดของกองทุนลดหย่อนภาษีชนิดนี้กัน ว่ามันดียังไง,ถ้าจะซื้อต้องดูอะไรบ้าง,เลือกกองทุนยังไง,ผิดเงื่อนไขต้องทำยังไงบ้าง,โอนย้ายได้มั้ย

กองทุน RMF เหมาะกับใคร

กองทุนรวม RMF เหมาะกับทุกคนที่ต้องการเก็บออมเงินระยะยาวไว้ใช้ในยามเกษียณครับ และมีประโยชน์สำหรับคนหลายๆกลุ่ม เช่น

  1. พนักงานเอกชนที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  2. พนักงานเอกชนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว
  3. คนทำงานอิสระ(ฟรีแลนซ์)
  4. ข้าราชการที่อยากออมเงินเพิ่ม

1.พนักงานเอกชนที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

คุณอาจจะเป็นพนักงานเอกชนที่ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) การสะสมเงินในกองทุน RMF ก็เป็นสิ่งนึงที่จำเป็นเหมือนกัน เพราะเรายังไม่มีเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณจากการทำงาน

เนื่องจากว่าหลังจากเกษียณอายุไปแล้ว เราจะขาดรายได้จากการทำงาน แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป ถ้าคุณยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็อาจจะมีปัญหาได้ในวัยเกษียณครับ

ถ้าวันนี้คุณเริ่มหันมาเก็บออมเงินกับกองทุน RMF นอกจากคุณจะได้ลดหย่อนภาษีในแต่ละปีแล้ว เงินที่คุณออมก็จะสร้างผลตอบแทน งอกเงยเพิ่มมูลค่าในอนาคตระยะยาวอีกด้วย

ที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากก็สามารถซื้อกองทุน RMF ได้ เนื่องจากปัจจุบันไม่มีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการซื้อแล้ว

เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่าคุณจะมีรายได้มากหรือน้อย แต่สิ่งที่สำคัญก็คือต้องบริหารจัดการเงิน แบ่งเงินเย็นมาค่อยๆออมในกองทุน RMF ไปเรื่อยๆทุกเดือน

เมื่อเงินต้นในการออมค่อยๆเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยเหมือนกัน ถ้าเลือกองทุน RMF ที่ได้ผลตอบแทนดีๆก็อาจจะได้ดอกเบี้ยทบต้นซึ่งจะทำให้เงินออมของคุณเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าเดิม

2.พนักงานเอกชนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว

พนักงานบริษัทเอกชนบางกลุ่มที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund)แล้ว แต่อยากจะออมเพิ่ม และอยากจะประหยัดภาษีเพิ่ม ก็สามารถแบ่งเงินมาลงใน RMF ได้เหมือนกัน ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

นอกจากประกันสังคมมาตรา 33 ที่สามารถรักษาพยาบาลได้ฟรีแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี่เป็นอีกสิทธิประโยชน์อย่างหนึ่งของพนักงานประจำที่ช่วยในการเก็บออมเงินครับ และสามารถลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

แต่ถ้าจะซื้อกองทุน RMF หรือกองทุนลดหย่อนภาษีอื่นๆ เช่น SSF ก็ต้องอย่าลืมคิดถึงเงื่อนไขและข้อจำกัดด้วยครับ เพราะถ้าเราซื้อเกินกว่าสิทธิ์ก็จะมีปัญหาภายหลังได้ 

โดยเฉพาะถ้าเรามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ก็จะทำให้สิทธิการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีของเราลดน้อยลงไป

3.คนทำงานฟรีแลนซ์

อีกกลุ่มนึงก็คือคนทำงานอิสระ(Freelance) ยิ่งควรจะนำเงินมาออมไว้ในกองทุน RMF(ถ้าพร้อม) เพื่อเก็บไว้ในยามที่มีอายุเยอะๆ ทำงานไม่ไหว รายได้หดหาย

เพราะแน่นอนว่าคนทำงานฟรีแลนซ์จะไม่มีสวัสดิการณ์การออมเพื่อการเกษียณอย่างอื่นเลย จึงต้องมีเครื่องมือในการเก็บออมเงินและสร้างผลตอบแทนระยะยาวไว้

แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์ แต่มีประกันชีวิตแบบบำนาญอยู่ด้วยแล้ว ก็ต้องนำมาคิดคำนวณสิทธิในการซื้อกองทุน RMF ในแต่ละปีด้วยนะครับ

4.ข้าราชการที่อยากออมเพิ่ม

ข้าราชการส่วนใหญ่ก็จะมีสวัสดิการเกี่ยวกับเงินเกษียณกันอยู่แล้ว เช่น กองทุนบำนาญข้าราชการ(กบข.) แต่ถ้าหากอยากจะออมเงินหรือลงทุนเพิ่มเติมก็สามารถนำเงินมาซื้อกองทุน RMF ได้เหมือนกัน

การที่นำเงินมาลงทุนในกองทุน RMF นอกจากจะเป็นการเพิ่มเงินออมแล้ว ก็ยังจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงให้กับชีวิตในวัยเกษียณอีกด้วย เพราะมีผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว

หากข้าราชการที่มีกองทุน กบข.อยู่แล้ว และอยากจะออมเงินหรือลงทุนเพิ่มเติมให้เต็มสิทธิ์ก็สามารถซื้อกองทุน RMF ได้ครับ เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้ซื้อเกินมูลค่าที่กำหนดไว้เท่านั้น

จะเห็นได้ว่ากองทุน RMF นั้นแทบจะมีประโยชน์กับทุกๆคน เพราะยังไงทุกคนก็ต้องมีการเกษียณอายุจากการทำงานแน่ๆ 

แต่ความหมาะสม ว่าควรจะซื้อ RMF ดีมั้น หรือซื้อเมื่อไหร่ อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนครับ เพราะแต่ละคนก็มีอายุต่างกัน มีเป้าหมาย เงื่อนไขทางการเงินต่างกัน

แต่ถ้าใครตัดสินใจจะซื้อกองทุน RMF ก็ต้องแน่ใจว่าตัวเองมีวินัยในการออมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

เพราะเงื่อนไขหลักๆของการลงทุนใน RMF ก็คือคุณจะต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปี และจะขายเพื่อนำเงินมาใช้ได้หลังจากอายุครบ 55 ปีแล้วเท่านั้น และต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี(หากมีรายได้)

ถ้าเราทำผิดเงื่อนไขก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีครับ(อาจต้องจ่ายภาษีคืนย้อนหลัง)

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะคิดตัดสินใจซื้อกองทุน RMF ก็คงต้องพิจารณาความพร้อมของตัวเองให้ดีก่อนด้วย

สำหรับคนที่สนใจจะซื้อหรือศึกษาเรื่องเกี่ยวกับกองทุน RMF ก็คงจะเห็นภาพคร่าวๆแล้ว ต่อไปเรามาดูกันครับ ว่าการซื้อกองทุนรวม RMF ให้สิทธิประโยชน์อะไรกับเราบ้าง

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF

อย่างที่ได้เขียนไปครับ ว่ากองทุน RMF เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทนึง เพราะรัฐอยากจะส่งเสริมให้คนไทยออมเพื่อเกิดการลงทุนในระยะยาว จึงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับผู้ที่ซื้อกองทุนรวม RMF

สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ RMF มีดังนี้ครับ

  1. สามารถนำเงินที่ซื้อกองทุน RMF มาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30%ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอย่างอื่นแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  2. กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน(เมื่ออยู่ครบตามเงื่อนไข) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  3. ซื้อหน่วยลงทุนในปีภาษีใด ก็จะได้รับสิทธิลดหย่อนในปีภาษีนั้น

*หมายเหตุ:กองทุนเพื่อการเกษียณอย่างอื่น หมายความถึง

  1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund)
  2. กองทุนบำนาญข้าราชการ(กบข.)
  3. ประกันชีวิตแบบบำนาญ
  4. กองทุนสงเคราะห์ครู
  5. กองทุนรวม SSF
  6. กองทุนการออมแห่งชาติ

หากท่านมีกองทุนเหล่านี้อยู่แล้ว ต้อตรวจสอบและคำนวณดูก่อนนะครับว่าเราเหลือสิทธิที่จะซื้อกองทุนรวม RMF ได้เป็นมูลค่าเท่าไหร่

กองทุน RMF และ SSF ต่างกันยังไง

คู่แฝดกองทุนที่เพิ่งเกิดใหม่และมาคู่กันกับกองทุนรวม RMF ก็คือ กองทุนรวม SSF นั่นเองครับ ซึ่งทั้ง 2 ตัวเป็นกองทุนลดหย่อนภาษีเหมือนกัน แต่มีจุดประสงค์ในการลงทุนต่างกันนิดหน่อย

และด้วยความที่วัตถุประสงค์ของการลงทุนต่างกัน เลยมีเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆที่ไม่เหมือนกัน

กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
คลิกเพื่ออ่าน:กองทุนลดหย่อนภาษี มีอะไรบ้าง เลือกตัวไหนดี?

เราได้ทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดูกันครับว่ากองทุน RMF และ SSF ต่างกันยังไง

สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีกองทุนรวม SSFกองทุนรวม RMF
1.ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด30%ของเงินได้พึงประเมินในปีนั้น
(แต่ต้องไม่เกินข้อ 2)
30%ของเงินได้พึงประเมินในปีนั้น
2.จำกัดมูลค่าการลดหย่อนมูลค่า SSF ต้องไม่เกิน 200,000 บาทไม่มีกำหนด
3.จำกัดมูลค่าลดหย่อนเมื่อรวมกับรายการอื่น
(SSF,RMF,สำรองเลี้ยงชีพ,ประกันชีวิตบำนาญ)
รวมทุกอย่าง
ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
รวมทุกอย่าง
ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
4.ปีที่นำมาลดหย่อนภาษีได้2563-25672563 เป็นต้นไป
5.นโยบายจ่ายเงินปันผลมีการจ่ายเงินปันผลไม่มีจ่ายเงินปันผล
6.ภาษีจากกำไรกองทุนหากขายคืนแล้วได้กำไร
ไม่ต้องเสียภาษี
หากขายคืนแล้วได้กำไร
ไม่ต้องเสียภาษี
เปรียบเทียบสิทธิลดหย่อนภาษี SSF และ RMF
กองทุนรวม SSFกองทุนรวม RMF
ต้องถือครองเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี*
หลังจากครบระยะเวลาแล้วขายเมื่อไหร่ก็ได้*สามารถขายออกได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้น
ไม่มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไม่มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ
ไม่จำเป็นต้องลงทุนติดต่อกันทุกปีต้องลงทุนติดต่อกันทุกปี ยกเว้นปีที่ไม่มีรายได้

เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี
(ซื้อปีเว้นปีได้)

นับจำนวณปีเฉพาะปีที่มีการซื้อ RMF เท่านั้น
เปรียบเทียบกองทุน SSF,RMF ต้องถือนานแค่ไหน

เงื่อนไขการซื้อกองทุน RMF

การซื้อกองทุนรวม RMF สามารถช่วยให้เรามีเงินเก็บออม สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนและได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีได้ก็จริง แต่มันก็มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ต้องทำตามด้วยครับ

ซึ่งเงื่อนไขของกองทุน RMF ที่เราต้องรู้และทำตามมีทั้งเงื่อนไขสำหรับการซื้อเข้าและขายออกครับ

เราได้สรุปชุดเงื่อนไขเกี่ยวกับกองทุน RMF ไว้เป็น 3 ชนิดหลักๆ คือ

  1. เงื่อนไขการซื้อกองทุนรวม RMF
  2. เงื่อนไขการขายคืนกองทุนรวม RMF
  3. การผิดเงื่อนไข RMF ต้องทำยังไง  

1.เงื่อนไขการซื้อกองทุนรวม RMF

  1. ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุน
  2. ลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 30%ของเงินได้พึงประเมินในแต่ละปี
  3. เมื่อนับรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  4. ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี สามารถเว้นได้ครั้งละไม่เกิน 1 ปี หากไม่มีรายได้(ปีที่เว้น จะไม่นับเป็นจำนวณปีในการลงทุน)

2.เงื่อนไขการขายคืนกองทุนรวม RMF

  1. หากต้องการขายคืนกองทุน RMF จะขายได้ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น
  2. ต้องถือหน่วยลงทุน RMF เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี(นับตั้งแต่วันซื้อ วันชนวัน)
  3. ไม่สามารถนำหน่วยลงทุน RMF ไปจำหน่าย,โอน,จำนำ,หรือเป็นประกันได้

จะเห็นว่าการลงทุนในกองทุนรวม RMF มีเงื่อนไขอยู่พอสมควรครับ ซึ่งถ้าเราสามารถปฎิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้ เราก็จะได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีและผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างแน่นอน

แต่ถ้าเราผิดเงื่อนไขไปข้อใดข้อหนึ่ง อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในภายหลัง และอาจจะต้องคืนภาษีย้อนหลังด้วย

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อกองทุน RMF ก็ควรจะแน่ใจจริงๆก่อนว่าเราพร้อมทำตามเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่


ถ้าหากใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อมที่จะออมเงินในระยะยาวจนถึงอายุเกษียณ แต่อยากจะเริ่มหัดลงทุน ก็ทำได้นะครับ อาจจะหันไปลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่นๆ ซึ่งมีหลายประเภทหลายระดับความเสี่ยงให้เลือกลงทุน

พื้นฐานที่ต้องรู้เกี่ยวกับกองทุนรวม
คลิกเพื่ออ่าน:คู่มือลงทุนในกองทุนรวมสำหรับมือใหม่

RMF ต้องซื้อกองเดิมทุกปีหรือไม่

การซื้อกองทุนรวม RMF ในแต่ละปีไม่จำเป็นต้องซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเดิมทุกปีครับ สามารถซื้อกองทุน RMF กองไหนก็ได้ หรือจะลองเปลี่ยนไปซื้อกับ บลจ. อื่นๆที่ไม่เคยซื้อก็ได้ 

และที่สำคัญคือ ในปัจจุบันการซื้อกองทุนรวม RMF ไม่มีกำหนดมูลค่าขั้นต่ำที่ต้องซื้อแล้วครับ สามารถบริหารจัดการงบประมาณการลงทุนได้ตามที่เราไหว ทำให้การลงทุนต่อเนื่องเป็นเรื่องง่ายขึ้น ถือเป็นเรื่องดีมากๆครับ

แต่เรื่องที่ยากขึ้นมาหน่อยก็คือ แล้วเราจะมีวิธีเลือกซื้อกองทุนรวม RMF ยังไงดีล่ะ ถึงจะทำให้การลงทุนต่อเนื่องระยะยาวของเราสร้างผลตอบแทนได้อย่างที่ควรจะเป็น?

นโยบายการลงทุนของ RMF

กองทุนรวม RMF เป็นกองทุนการออมในระยะยาว เมื่อขึ้นชื่อว่ากองทุนก็จะต้องรวมถึงการลงทุนไปด้วย และนั่นหมายถึงการซื้อกองทุน RMF เป็นการลงทุนระยะยาว 

เมื่อเป็นการลงทุนระยะยาว กองทุน RMF จึงมีจำนวณกองทุนให้เลือกลงทุนหลายกองทุนมากๆ ให้นักลงทุนแต่ละคนเลือกลงทุนตามความเหมาะสมของตัวเอง

สาเหตุที่ต้องมีตัวเลือกเยอะๆก็เพราะว่า นักลงทุนแต่ละคนมีเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่รับได้แตกต่างกัน และเมื่อลงเงินไปแล้วจะต้องอยู่กับกองทุนตัวนั้นเป็นระยะเวลาหลายปี

ซึ่งความเสี่ยงและผลตอบแทนของกองทุน RMF แต่ละกองจะสะท้อนออกมาทางนโยบายการลงทุนนั่นเองครับ ซึ่งกองทุน RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายให้เลือก

เพราะฉะนั้นการตัดสินใจจะเลือกซื้อกองทุนรวม RMF ตัวไหนซักตัว ก็จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายการลงทุนให้ละเอียด

เรามาดูกันครับว่าประเภทของกองทุน RMF แบ่งตามนโยบายการลงทุนมีอะไรให้เลือกบ้าง

ประเภทของกองทุนรวม RMF แบ่งตามนโยบายการลงทุน  

  1. กองทุน RMF ที่ลงทุนในตลาดเงิน(Money Market Fund) (ความเสี่ยงต่ำสุด)
  2. กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้(Fixed Income Fund) (ความเสี่ยงต่ำ)
  3. กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนแบบผสม(Mixed Fund) (ความเสี่ยงปานกลาง)
  4. กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในตราสารแห่งทุน(Equity Fund) (ความเสี่ยงสูง)

1.กองทุน RMF ที่ลงทุนในตลาดเงิน(Money Market Fund)

กองทุนรวม RMF ที่เน้นลงทุนในตลาดเงิน เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถาม หรือตราสารหนี้ที่มีอายุเหลือไม่เกิน 1 ปี 

ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในตลาดเงิน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลตอบแทนจากดอกเบี้ย ซึ่งนโบายการลงทุนของกองทุนแบบนี้ จะคล้ายๆกับ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น

กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในตลาดเงิน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำมากๆ 

2.กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้(Fixed Income Fund)

กองทุนรวม RMF ประเภทนี้จะนำเงินไปลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย

ตัวอย่างของสินทรัพย์ที่กองทุนประเภทนี้จะนำเงินไปลงทุน เช่น พันธบัตรรัฐบาล,พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ,หุ้นกู้ของบริษัทเอกชน,ตั๋วเงินฝาก,ตั๋วสัญญาใช้เงิน และอื่นๆ

ผลตอบแทนของตราสารหนี้จะค่อนข้างมีความสม่ำเสมอเพราะจะเป็นการจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย

และถึงแม้ว่าราคาของตราสารหนี้อาจจะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ผลตอบแทนของกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ก็ยังมีความผันผวนน้อยกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น

3.กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนแบบผสม(Mixed Fund)

เป็นกองทุนรวม RMF ที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับเสี่ยงปานกลาง เพราะนโยบายการลงทุนเริ่มที่จะมีความหลากหลายมากขึ้นกว่า 2 แบบแรก

กองทุนรวม RMF ประเภทนี้จะมีการจัดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่กระจายสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับ

กองทุนรวม RMF แบบผสมสามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้ทุกประเภท ไม่ว่าตะเป็น ตราสารหนี้,ตราสารทุน(หุ้น) หรือแม้แต่ตราสารประเภทอื่นๆก็ได้ แต่จะต้องมีสัดส่วนตามกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้

การที่กองทุนรวมแบบผสมสามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีโอกาส บริหารจัดการการลงทุนเพื่อหาโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น 

และเมื่อผลตอบแทนมากขึ้น ก็ตามมาด้วยระดับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาอีกระดับนึงนั่นเองครับ

4.กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในตราสารแห่งทุน(Equity Fund)

กองทุนรวม RMF ที่ลงทุนในตราสารทุน จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนในตราสารทุนชนิดต่างๆ เช่น หุ้นสามัญ,หุ้นบุริมสิทธิ,Warrant รวมถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นๆด้วย

สัดส่วนของการลงทุนในตราสารทุนจะต้องไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV)ของกองทุนรวม 

สัดส่วนที่เหลือจาก 65% นี้ ก็อาจจะไปลงทุนในสินทรัพย์ชนิดอื่น เช่น เงินฝาก หรือตราสารหนี้ก็ได้ หรืออาจจะนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในตราสารทุนอย่างเดียวเลยก็ได้

กองทุนรวม RMF ประเภทนี้ เหมาะกับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เพราะผลตอบแทน หรือราคาของสินทรัพย์ประเภทตราสารทุนจะมีความผันผวนสูง

แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อราคาของสินทรัพย์มีความผันผวน และความเสี่ยงสูง ก็เป็นโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงได้ด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อเรารู้แล้วว่ากองทุนรวม RMF แต่ละแบบมีลักษณะเป็นยังไง มีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับไหน ก็คงจะพอมองออกแล้วว่า เราจะเลือกลงทุนในกองทุนประเภทไหนดีใช่มั้ยครับ

คราวนี้เรามาดูกันว่า การะจะตัดสินใจเลือกซื้อกองทุน RMF ซักตัวนึงจะเลือกตัวไหนดี มีวิธีเลือกยังไง

5 ขั้นตอนการเลือกกองทุนรวม RMF

ขั้นตอนการเลือกกองทุนรวม RMF มีอยู่ 5 ขั้นตอนครับ คือ

  1. กำหนดเป้าหมายการลงทุน
  2. เลือกความเสี่ยงที่รับได้
  3. เลือกกองทุนที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบกัน
  4. เช็คนโยบายการลงทุนและผลตอบแทน
  5. เช็คค่าธรรมเนียม

1.กำหนดเป้าหมายการลงทุน

แน่นอนว่าสำหรับกองทุนรวม RMF วัตถุประสงค์ในการลงทุนก็คือการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ 

แต่อีกเป้าหมายนึงของการลงทุนก็คืออัตราผลตอบแทนที่เราต้องการนั่นเองครับ ว่าแต่ละคน “ต้องการผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต่อปี” 

บางคนอาจจะต้องการผลตอบแทน 6-7% หรือ บางคนอาจจะต้องการ 10% ขึ้นไป เพื่อที่จะบรรลุผลสำเร็จทางด้านการลงทุนของแต่ละคน

เมื่อเรารู้เป้าหมายของตัวเราเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องมาดูกันครับ ว่าตัวเราสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยเท่าไหร่

2.เลือกความเสี่ยงที่รับได้

ถึงแม้ว่าการลงทุนในกองทุนรวมจะมีความเสี่ยงค่อนข้างน้อยและเหมาะสำหรับมือใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดความเสี่ยงเลยซะทีเดียวนะครับ

โดยเฉพาะการซื้อกองทุนรวม RMF เป็นการซื้อหน่วยลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงให้เลือกหลากหลาย ตามความเหมาะสมของผู้ลงทุน

ผู้ลงทุนจึงควรรู้วิธีการเลือกระดับความเสี่ยงของกองทุนให้ตรงกับระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ครับ

ทำแบบทดสอบระดับความเสี่ยง

อันดับแรกเลยคือเราต้องรู้ตัวเราก่อนครับว่าเราเหมาะกับระดับความเสี่ยงแบบไหน ต่ำ,ปานกลาง หรือสูง โดยการทำแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน 

สามารถเข้าไปทำแบบทดสอบได้โดยคลิกลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

  1. คลิกเพื่อทำ:แบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน(ทำบนกระดาษ)
  2. คลิกเพื่อทำแบบประเมินความเสี่ยงออนไลน์ (เว็บ กลต.)

เมื่อเรารู้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องลองหยิบกองทุนรวม RMF ในระดับความเสี่ยงเดียวกันกับเรามาลองพิจารณาดูครับ

ให้เราลองเลือกหยิบกองทุนรวม RMF ตามระดับความเสี่ยงที่ได้จากแบบประเมิน โดยดูจากตารางด้านล่างครับ

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำแบบประเมินได้ความเสี่ยงปานกลาง ก็ให้เลือกดูกองทุนรวม RMF แบบผสม

4 ประเภทของกองทุน RMF แบ่งตามความเสี่ยง

ระดับความเสี่ยงที่ทำแบบทดสอบได้ประเภท RMF ที่ควรเลือก
รับความเสี่ยงได้ต่ำสุดกองทุนรวม RMF ตลาดเงิน(Money Market)
รับความเสี่ยงได้ต่ำกองทุนรวม RMF ตราสารหนี้
รับความเสี่ยงได้ปานกลางกองทุนรวม RMF แบบผสม
รับความเสี่ยงได้สูงกองทุนรวม RMF ตราสารทุน
ตารางเลือกซื้อ RMF ตามความเสี่ยง

3.เลือกกองทุนที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบกัน

หลังจากที่เราตีกรอบตัวเลือกกองทุนที่จะซื้อให้แคบลงมาเหลือแค่ประเภทเดียวแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องนำกองทุนที่อยู่ในประเภทนั้นมาเปรียบเทียบกันเพื่อเลือกตัวที่จะซื้อแล้วล่ะครับ

บางคนอาจจะมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารใดธนาคารนึงอยู่แล้ว ก็อาจจะเลือกหยิบกองทุนรวม RMF ของธนาคารที่ใช้ประจำมาพิจารณาดู ก็สะดวกดีครับ

หรือบางคน อาจจะเลือกจาก List อันดับกองทุนรวม RMF ที่มีผลตอบแทนสูงสุดในแต่ะละช่วงก็ได้ พอสนใจตัวไหนก็ค่อยไปติดต่อเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนตามช่องทางการขายที่ท่านสะดวกครับ

4.เช็คนโยบายการลงทุนและผลตอบแทน

เมื่อเราเลือกกองทุน ที่น่าสนใจมาได้จำนวณนึงแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องมาศึกษาในรายละเอียดของกองทุนรวม RMF แต่ละตัวที่เราเลือกมาครับ

วิธีการที่เราจะศึกษานโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนได้ ก็คือจะต้องไปอ่านเอกสารที่เกี่ยวกับกองทุนนั้นๆ ซึ่งมีให้เลือกเยอะพอสมควร เช่น

  1. หนังสือชี้ชวน
  2. หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปการลงทุน(Fund Fact Sheet)
  3. รายงานประจำปี/รายงาน 6 เดือน

ถ้าใครสามารถศึกษาได้ทั้งหมดก็จะเป็นการดีมากๆครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีเวลาและสามารถนั่งไล่พิจารณาเอกสารกองทุนได้ทุกรายการ และหลายๆกองทุน โดยเฉพาะคนทำงานทั่วๆไป 

fund fact sheet คืออะไร อ่านยังไง
คลิกเพื่ออ่าน: Fund Fact Sheet คืออะไร?ใช้ยังไง?

สำหรับคนที่อยากได้ใจความในแบบสรุปกระชับ ก็สามารถอ่านจาก Fund Fact Sheet ของแต่ละกองทุนครับ ซึ่งก็จะพอทำให้รู้จักกองทุนได้พอสมควร

5 สิ่งหลักๆที่เราควรจะรู้เกี่ยวกับกองทุนที่เราสนใจก็คือ

  1. นโยบายการลงทุน
  2. กลยุทธในการบริหารจัดการ
  3. กองทุนนี้เหมาะ/ไม่เหมาะกับใคร
  4. ระดับความเสี่ยงของกองทุน
  5. ผลการดำเนินงานในอดีต

1.นโยบายการลงทุน

สิ่งที่เราควรจะรู้และเข้าใจ อย่างแรกก็คือ นโยบายการลงทุนของกองทุนรวม RMF แต่ละตัว ว่าผู้จัดการกองทุนจะนำเงินที่ได้จากการซื้อหน่วยลงทุนของเราไปลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทไหน มีการแบ่งสัดส่วนยังไง ระยะเวลาการลงทุน สั้น,ปานกลาง หรือยาว

2.กลยุทธการบริหารจัดการ

กลุยทธในการบริหารกองทุน เช่น มุ่งหวังผลตอบประกอบการโดยใช้ดัชนีชี้วัดเป็นแบบไหน ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามดัชนี(กองทุน Passive) หรือผลระกอบการเคลื่อนไหวสูงกว่าดัชนี(กองทุน Active)

3.กองทุนนี้เหมาะ/ไม่เหมาะกับใคร

ในหนังสือชี้ชวนจะมีบอกครับ ว่ากองทุนที่เรากำลังศึกษานี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนมาจากนโยบายการลงทุนนั่นเอง

ให้เรานำมาเปรียบเทียบกับตัวเราเองว่า กองทุนรวม RMF อันนี้มันเหมาะสำหรับเรามั้ย ถ้าไม่เหมาะก็ปัดทิ้งไป

4.ระดับความเสี่ยงของกองทุน

ระดับความเสี่ยงของกองทุนก็จะสอดคล้องกับที่เราได้คัดกรองมาตั้งแต่แรก ในข้อนี้ก็ให้ลองตรวจสอบและเปรียบเทียบกับตัวเราอีกที ว่ามันสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้หรือไม่

5.ผลการดำเนินงานในอดีต

การศึกษาผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้เป้นตัวการันตีผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนนั้นก็จริงครับ แต่มันก็พอสะท้อนภาพให้เราเห็นได้ว่ากองทุนนี้น่าสนใจหรือไม่

เราควรจะมองผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนไปอย่างน้อย 3-5 ปี และสิ่งที่จะต้องดูก็คือ 

  1. ตัวเลขผลตอบแทนพอกับที่เราต้องการมั้ย
  2. ความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงาน
  3. ผลขาดทุนสูงสุด เคยขาดทุนเท่าไหร่
  4. ความผันผวนของผลการดำเนินงาน(Standard Deviation)

สำหรับกองทุนรวม RMF ที่น่าสนใจจะลงเงินในระยะยาว แน่นอนว่าควรจะต้องเลือกกองทุนที่มีผลตอบแทนดีสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และไม่ควรจะมีความผันผวนของการดำเนินงานมากนัก

ถ้าไม่รู้จะเลือกตัวไหน ลองเอาค่าต่างๆเหล่านี้มาเปรียบเทียบระหว่างกองทุนในกลุ่มเดียวกันดูก็ได้ครับว่าตัวไหนเข้าท่าที่สุด ก็เลือกลงทุนในตัวนั้น

5.เช็คค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมกองทุนเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องตรวจสอบและเปรียบเทียบระหว่างกองทุนที่มีให้เลือก

เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ดูเหมือนจะไม่มาก แต่รับรองว่ามีผลต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้แน่นอนครับ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมกองทุนที่มีการเก็บเป็นประจำ

ลองคิดดูนะครับว่า หากคุณเริ่มเก็บออม RMF ตั้งแต่อายุยังน้อย กว่าจะขายออกมาได้ก็อายุ 55 เพราะฉะนั้น คุณอาจจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป้นประจำเป็นเวลา 20-30 ปี ซึ่งไม่ใช่จำนวณเงินน้อยๆเลย

หลักๆแล้วค่าธรรมเนียมในการลงทุนกองทุนรวมที่เจอกันบ่อยๆจะมีอยู่ 4 รายการ คือ

  1. ค่าการจัดการ
  2. ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์
  3. ค่านายทะเบียน
  4. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ซึ่งเงื่อนไขและราคาค่าธรรมเนียมก็อาจจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละกองทุน ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อค่าธรรมเนียมก็มีหลายๆปัจจัยครับ

ตัวอย่างเช่นในกองทุนที่ต้องใช้ความสามารถของผู้จัดการกองทุนมาก เช่นกองทุน Active Fund ต่างๆก็จะมีค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้นมาหน่อย 

กองทุนรวม RMF บางประเภท หรือบางกอง อาจจะมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำแต่ในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนก็ต่ำไปด้วย

ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมตัวไหนก็ควรจะเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมให้ดี ไม่ควรจะต่ำหรือสูงเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทน

และต้องอย่าลืมว่า เวลาเปรียบเทียบจะต้องเทียบกับกองทุนรวม RMF ที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนหรือใกล้เคียงกันเท่านั้น ถึงจะตัดสินใจได้ถูกต้อง

ค่าธรรมเนียมอีกอย่างนึงที่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวม RMF อาจจะต้องเจอกันก็คือค่าธรรมเนียมการโอนย้าย/สับเปลี่ยนกองทุน

ซึ่งวิธีการที่จะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ก็คือการเลือกใช้บริการบลจ.ที่มีกองทุน RMF ให้เลือกหลากหลายตั้งแต่แรกที่ซื้อหน่วยลงทุนครับ 

สาเหตุที่ควรเลือกใช้บริการบลจ.ที่มีกองทุน RMF ให้เลือกหลายๆอย่างก็เพราะว่าจะได้ไม่ต้องโอนย้ายกองทุนข้ามบลจ.และเสียค่าธรรมเนียมแพงๆนั่นเองครับ 

การโอนย้าย/สับเปลี่ยนกองทุน RMF

การสับเปลี่ยนกองทุน RMF เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้สำหรับหลายๆคนที่ถือหน่วยลงทุน RMF เนื่องจากว่าการลงทุนใน RMF เป็นการลงทุนในระยะยาวอาจจะกินเวลาเป็นหลักสิบปี

เมื่อต้องอยู่กับการลงทุนแบบนี้เป็นระยะเวลานาน แน่นอนว่าแทบทุกคนจะต้องเจอกับความไม่แน่นอนของตลาด,สภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงความเสี่ยง และเป้าหมายทางการเงินส่วนตัวที่เปลี่ยนไป

ในบางสภาวะ กองทุนรวม RMF ที่เราได้เลือกซื้อไว้อาจจะไม่สามารถทำกำไรได้ หรือไม่ตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการสับเปลี่ยนกองทุนจึงอาจเป็นสิ่งที่ควรทำครับ

แต่การที่จะโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนกองทุน RMF ก็มีกติกาอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรครับ

วิธีการและเงื่อนไขการย้ายหรือสับเปลี่ยนกองทุน RMF 

  1. สามารถโอนย้าย/สับเปลี่ยนระหว่างกองทุน RMF ด้วยกันเท่านั้น
  2. สามารถโอนย้าย/สับเปลี่ยนแค่บางส่วนหรือทั้งหมดไปยังกองทุนใดกองทุนหนึ่งหรือหลายกองทุนรวมกันก็ได้
  3. ต้องมีการแจ้งการโอนย้ายหน่วยลงทุนเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกองทุนต้นทางและกองทุนปลายทาง
  4. การโอนย้าย/สับเปลี่ยน RMF มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนกองทุน 
  5. การโอนย้ายสับเปลี่ยนกองทุน RMF ไม่ถือเป็นการซื้อกองทุน RMF ใหม่ เพราะฉะนั้นการโอนย้าย/สับเปลี่ยนไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

การสับเปลี่ยนกองทุน RMF ข้าม บลจ.

การโอนย้าย/สับเปลี่ยนกองทุนรวม RMF ข้าม บลจ. สามารถทำได้ครับ ภายใต้เงื่อนไขเดิมคือต้องเป็นการสับเปลี่ยนระหว่างกองทุน RMF ด้วยกันเท่านั้น

ข้อเสียของการสับเปลี่ยนหรือย้าย RMF ข้ามบลจ.ก็คือ ส่วนใหญ่จะมีค่าบริการที่ถือว่าแพง และถ้าทำบ่อยๆก็ไม่คุ้มแน่ๆ อาจจะโดนค่าบริการทั้งต้นทางและปลายทาง ซึ่งในบางกรณีอาจจะสูงถึง 1% 

วิธีที่ดีที่สุดก็คือก่อนที่จะเริ่มลงทุนใน RMF ให้เราเลือกซื้อกับบลจ.ที่มีกองทุนรวม RMF ให้เลือกหลากหลายตั้งแต่แรกเลย

เพราะหลายๆบลจ.อาจจะมีนโยบายไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการโยกย้ายสับเปลี่ยนกองทุนภายในบลจ. หรือถ้ามีก็อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ซึ่งในระยะยาวคุ้มกว่าการเสียค่าธรรมการย้าย RMF ข้ามบลจ.แน่นอน

การผิดเงื่อนไข RMF

การผิดเงื่อนไขกองทุน RMF มีอยู่หลักๆ 2 ประเภท คือ

  1. ซื้อผิดเงื่อนไข
    1. ซื้อ RMF เกินสิทธิที่กำหนด
    2. เว้นการซื้อ RMF เกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน
  2. ขายผิดเงื่อนไข(ขาย RMF ก่อนกำหนด)
    1. ขายก่อนอายุ 55 (ลงทุนมาน้อยกว่า 5 ปี)
    2. ขายก่อนอายุ 55 (ลงทุนมามากกว่า 5 ปี)
    3. ขายเมื่ออายุครบ 55 (ลงทุนมาน้อยกว่า 5 ปี)

ซึ่งการผิดเงื่อนไขหลักทั้ง 2 ประเภท ก็จะมีแยกเป็นกรณีย่อยลงไปและมีวิธีการปรับต่างกันไปในแต่ละกรณีครับ

ซื้อ RMF เกินสิทธิต้องทำยังไง?

ในปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา) กรมสรรพากรได้มีการปรับกฎเกณฑ์เงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการซื้อหน่วยลงทุน RMF

โดยกฎเกณฑ์หลักๆก็คือ สามารถซื้อกองทุนรวม RMF ได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอย่างอื่นแล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท(ห้าแสนบาท)

สำหรับใครที่ได้ซื้อ RMF เกินสิทธิไปแล้ว ถือว่าเป็นการทำผิดเงื่อนไขและจะมีผลในตอนที่เราขายกองทุน RMF ออกไปครับ

ในตอนที่เราขาย RMF ออก เราจะต้องนำกำไรที่ได้จากการขาย(เฉพาะส่วนที่เกินสิทธิ)มารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข  

คำแนะนำสำหรับคนที่ซื้อ RMF เกินสิทธิไปแล้ว แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  1. ซื้อ RMF ครั้งแรก ยังไม่ได้นำไปลดหย่อนภาษี
  2. เคยซื้อ RMF และเคยนำไปลดหย่อนภาษีมาแล้ว

1.ซื้อ RMF ครั้งแรก ยังไม่ได้นำไปลดหย่อนภาษี

ถ้าใครที่เพิ่งซื้อกองทุนรวม RMF เป็นครั้งแรกและเผลอซื้อเกินสิทธิ แล้วยังไม่ได้นำไปลดหย่อนภาษี ควรจะขายคืนส่วนที่เกินสิทธิออกไปในปีเดียวกันเลยครับ

และหากมีกำไร ก็ให้นำกำไรที่ได้จากการขายคืนกองทุน (นับเฉพาะกำไรจากส่วนที่เกินสิทธินะครับ) ไปรวมเป็นเงินได้และเสียภาษีในปีถัดไป

หลังจากนั้นก็ให้ลงทุนในกองทุน RMF ต่อไปตามปกติโดยพยามอย่าผิดเงื่อนไขอีก

2.เคยซื้อ RMF และเคยนำไปลดหย่อนภาษีมาแล้ว

สำหรับใครที่เคยซื้อกองทุนรวม RMF ไว้เป็นประจำอยู่แล้ว และเกิดมีการซื้อเกินในบางปีด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่

ในกรณีนี้ผู้ลงทุนควรจะถือส่วนที่เกินสิทธิไว้รอขายทีเดียวตอนครบกำหนดขายเลยครับ คืออายุครบ 55 ปีและถือหน่วยลงทุนมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป แล้วค่อยขาย

แน่นอนว่าตอนที่ขายกองทุนออกไปหลังจากครบกำหนด ก็จะต้องมีการนำกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนมาคิดรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี

แต่ถ้าเราเกิดรีบขายออกไปเลยหลังจากที่รู้ว่าผิดเงื่อนไข นอกจากจะผิดเงื่อนไข RMF ในเรื่องการซื้อเกินสิทธิแล้ว เรายังอาจจะผิดเงื่อนไขในเรื่องของการขายคืนก่อนกำหนดด้วย 

ซึ่งการขาย RMF ก่อนกำหนดก็จะต้องมีการคืนภาษีย้อนหลัง เป็นเวลา 5 ปี และอาจจะต้องนำกำไรมาเสียภาษีอีก น่าจะเสียหายมากกว่าการถือไว้จนครบกำหนดอายุแน่ๆ

เว้นการซื้อ RMF เกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน

การที่จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกองทุนรวม RMF ควรจะต้องซื้อกองทุนติดต่อกันในทุกๆปี หากจะเว้นก็เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี

บางคนอาจจะจำง่ายๆว่า ซื้อ RMF ปีเว้นปีนั่นเองครับ แต่ในบางปีก็เป็นไปได้ว่าอาจจะลืมแบ่งเงินมาซื้อ ก็เลยอาจจะทำให้เกิดการผิดเงื่อนไขการลงทุนได้

ถ้าลืมหรือไม่ได้ซื้อ RMF 1 ปี

ในกรณีที่ระงับการซื้อแค่ 1 ปี ยังไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุนครับ ไม่มีการคิดเบี้ยปรับใดๆ ข้อเสียก็มีเพียงแค่เราจะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนั้นๆได้ 

แต่พอกลับมาซื้อกองทุน RMF ในปีถัดไปก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามปกติครับ

ถ้าไม่ได้ซื้อ RMF 2 ปี(ต่อเนื่อง)

ในกรณีนี้ บางคนอาจะลืมซื้อ RMFไปเลย 3 ปี หรือ 5 ปี หรือมากกว่านั้น ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน 

คุณจะต้องคืนภาษีที่ได้รับลดหย่อนไป 5 ปีย้อนหลัง และต้องนำส่งคืนภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่เริ่มผิดเงื่อนไข

หากส่งคืนภาษีช้ากว่าที่กำหนด จะต้องเสียค่าปรับเพิ่มอีกเป็นจำนวณ 1.5% ต่อเดือน

ย้ำอีกทีว่าข้อกำหนดการซื้อกองทุน RMF ในปัจจุบันไม่มีกำหนดขั้นต่ำในการซื้อแล้วนะครับ ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขอแค่อย่าลืมซื้อเท่านั้นเอง

นอกจากการระวังไม่ให้ผิดเงื่อนไขการซื้อกองทุน RMF แล้ว เราก็ยังจะต้องระวังไม่ให้ผิดเงื่อนไขการขายด้วยเช่นกันครับ

มาดูกันว่า ถ้าเราขายกองทุน RMF ออกไปก่อนกำหนด จะต้องทำยังไงบ้าง

ขาย RMF ก่อนอายุ 55 (ลงทุนมาน้อยกว่า 5 ปี)

ในกรณีที่คุณอายุยังไม่ถึง 55 ปี และถือหน่วยลงทุน RMF มาน้อยกว่า 5 ปี แล้วขายออกไปก่อน ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุนเพราะลงทุนไม่ครบระยะเวลาครับ

ผู้ลงทุนจะต้องคืนภาษีทุกปีที่ได้รับการลดหย่อนไป และจะต้องคืนภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปจากปีที่ผิดเงื่อนไข ถ้าคืนหลังจากนั้นจะต้องเสียค่าปรับ 1.5%ต่อเดือน 

นอกจากนี้ถ้าตอนขายกองทุนแล้วมีกำไร จะต้องนำกำไรที่ได้ไปรวมกับเงินได้พึงประเมินในปีนั้นๆเพื่อเสียภาษีด้วยอีกต่อหนึ่ง

ขายก่อนอายุ 55 (ลงทุนมามากกว่า 5 ปี)

หากคุณขายกองทุน RMF ออกไปก่อนอายุครบ 55 ปี แต่ได้ลงทุนมาแล้วเป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป คุณจะต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนไป 5 ปีย้อนหลัง แต่ไม่ต้องนำกำไรจากการขายหน่วยลงทุนมารวมกับเงินได้เพื่อเสียภาษี

และต้องนำคืนภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข ไม่อย่างนั้นจะต้องเสียค่าปรับอีก 1.5%ต่อเดือน

ขายเมื่ออายุครบ 55 (ลงทุนมาน้อยกว่า 5 ปี)

ถึงแม้ว่าคุณจะมีอายุครบ 55 ปีแล้ว แต่ว่ายังถือหน่วยลงทุน RMF มาเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 5 ปีแล้วขายออกไป ก็ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุนเหมือนกันครับ

โดยการปรับก็จะไปเหมือนกับการผิดเงื่อนไขในข้อแรก คือ ผู้ลงทุนจะต้องคืนภาษีทุกปีที่ได้รับการลดหย่อนไป และต้องนำคืนภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปจากปีที่ผิดเงื่อนไข

และยังต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน RMF ไปรวมกับเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีอีกด้วย

การลงทุนในกองทุนรวม RMF หรือกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ช่วยให้เรามีวินัยในการออมเงินระยะยาว เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีไว้สำหรับใช้จ่ายในวัยเกษียณ 

นอกจากนั้น RMF ยังช่วยสร้างผลตอบแทนให้งอกเงยในแบบ Passive Income ในระยะยาวอีกด้วยซึ่งเป็นโอกาสให้นักลงทุนสามารถเสี่ยงได้เยอะขึ้น และได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น

สิ่งที่สำคัญในการซื้อ RMF ก็คือความเข้าใจ,วินัย,และระยะเวลา ยิ่งเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น

เพราะฉะนั้น หากเป็นไปได้ ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ทำงานมีรายได้ ต้องเสียภาษีทุกปี การวางแผนซื้อกองทุน RMF ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำครับ