คู่มือกองทุนรวมฉบับมือใหม่่ เริ่มลงทุนในกองทุนรวม

คู่มือลงทุนกองทุนรวมฉบับมือใหม่ 2021|เงินน้อย เริ่มลงทุนอะไรดี

คู่มือกองทุนรวมฉบับมือใหม่ สำหรับใครที่กำลังจะเริ่มต้นลงทุน และอาจจะอยากลองเริ่มด้วยการลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก ก็คงจะมีคำถามในใจว่า เราจะเริ่มต้นลงทุนอะไรดี? หรือ มีเงินน้อยลงทุนอะไรดี?

จริงๆแล้วการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆนั้นมีหลากหลายประเภทให้เราเลือกลงทุนตามความเหมาะสมและจุดประสงค์ของเราครับ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น,อนุพันธ์หรือกองทุนรวม หรือแม้กระทั่งสกุลเงินยุคใหม่อย่างบิทคอยน์(Bitcoin) ซึ่งนักลงทุนมือใหม่ที่อาจจะยังไม่ค่อยมีความรุ้ ไม่มีเวลามานั่งติดตามการลงทุน และยังไม่รู้ว่าจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์แบบไหนดี ก็คงจะสับสนและไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ลองมาเริ่มต้นลงทุนด้วยกองทุนรวมกันดูครับ

กองทุนรวมคืออะไร

กองทุนรวมคือการระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนหรือคนทั่วไปที่มีเงินเก็บออมไว้แล้วอยากให้เงินทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนหลายๆรายรวมกันให้เป็นจำนวนเงินมูลค่ามากๆ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ เช่นลงทุนในหุ้น,พันธบัตร,หุ้นกู้,ตราสารหนี้,ทองคำ,อสังหาริมทรัพย์,สินทรัพย์ในต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ที่เป็นคนที่มีความรู้ความชำนาญทำหน้าที่ดูแลและบริหารเงินที่ได้รับมาและนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ซื้อหน่วยลงทุน

กองทุนรวมจะถูกจัดตังโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือจะเรียกย่อๆว่า บลจ. นั่นเอง โดยที่เมื่อได้รับเงินจากนักลงทุนมาแล้วก้จะนำไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆตามที่ได้กล่าวไปด้านบน โดยมีตัวกลางคือผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่บริหารการลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนการลงทุน (Prospectus)


เข้าใจกองทุนรวม ต่างจากหุ้นยังไง?

อาจจะมีบางคนที่เริ่มเข้ามาศึกษาการลงทุนแล้วยังสับสน ระหว่างกองทุนรวมกับหุ้น ว่าสรุปแล้วมันคืออันเดียวกันมั้ย หรือต่างกันยังไง เลือกลงทุนอะไรดี ลองมาทำความเข้าใจง่ายๆกันครับ

กองทุนรวมจะเป็นการรวบรวมเงินมาจากนักลงทุนหลายๆคนแล้วนำมาจัดสรร เลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็น หุ้น,พันธบัตร,อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่นๆ แต่ละกองทุนอาจจะลงทุนในหุ้นหลายๆตัวก็ได้ หรือจะเป็นหุ้นผสมกับพันธบัตร ก็ได้ ซึ่งก็จะเกิดความหลากหลายและเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว การถือหุ้นผ่านกองทุนรวมไม่ได้ทำให้เรามีสิทธิออกเสียงตัดสินใจเรื่องต่างๆในบริษัท

แต่ในขณะที่หุ้นนั้นเป็นหน่วยลงทุนของกิจการใดกิจการหนึ่ง หรือพูดง่ายๆคือบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั่นเองครับ ถ้าเราเลือกซื้อหุ้นตัวไหน เราก็จะมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการของบริษัทนั้นๆตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่เราถือครอง และถ้าเราถือหุ้นเป็นจำนวนที่มากพอ เราก็จะมีสิทธิในการออกเสียงหรือตัดสินในเรื่องต่างๆในบริษัทนั้นๆได้ครับ

ด้วยความที่กองทุนแต่ละกองทุนอาจจะลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆหลากหลายมากกว่าหนึ่งสินทรัพย์ มูลค่าของกองทุนรวมแต่ละกองทุนนั้นก็จะขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหมดที่กองทุนนั้นๆถืออยู่ หรือเรียกว่า Net Asset Value (ตัวย่อ: NAV) หรือ “มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม” ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ช่วยบอกเราได้ถึงผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นๆว่าเป็นอย่างไร กำไร หรือขาดทุนหรือไม่


กองทุนรวมทำงานยังไง เหมาะกับใคร

กลไกการทำงานและสร้างผลตอบแทนของกองทุนรวม อธิบายง่ายๆดังนี้ครับ

กองทุนรวมคืออะไร

1.บริษัทจัดการลงทุน(บลจ.) จัดตังกองทุนรวมที่จะลงทุนในสินทรัพย์หรือธุรกิจชนิดต่างๆ และเสนอขายให้กับนักลงทุน ซึ่งการดำเนินการของ บลจ.จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปด้วยความถูกต้องโปร่งใส ไม่เอาเปรียบนักลงทุน

2.ผู้ลงทุนอย่างเราๆท่านๆ นำเงินมาซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนต่างๆที่ บลจ.จัดไว้ให้(เลือกตามความสนใจลงทุนของเรา)

3.ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเป็นตัวแทนจากบริษัทจัดการลงทุน(บลจ.) ก็จะนำเงินที่ได้จากนักลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ

4.เมื่อสินทรัพย์ที่กองทุนนำเงินไปลงทุนได้สร้างผลกำไรกลับมา ก็นำผลกำไรเหล่านั้นมาเฉลี่ยเป็นผลตอบแทนจากกองทุนรวมกลับคืนให้นักลงทุน

จะเห็นได้ว่าการนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวม ก็เหมือนกับการนำเงินไปฝากให้มืออาชีพดูแลเพื่อให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทนให้เรานั่นเองครับ โดยที่ผู้ลงทุนไม่ได้จำเป็นจะต้องมีความรู้ถึงระดับเป็นนักลงทุนมืออาชีพ หรือมีเวลานั่งเฝ้าดู เลือกสินทรัพย์แต่ละตัวว่าจะลงทุนอะไรดีเพื่อสร้างผลตอบแทน ทำให้นักลงทุนทั่วๆไปมีโอกาสได้ลงทุนในสินทรัพย์หลายๆอย่างที่เราอาจจะไม่ได้มีความชำนาญ หรือเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้โดยง่าย

ซึ่งแน่นอนว่าคนทั่วๆไปที่ประกอบอาชีพ ทำงานประจำต่างๆนั้นแทบจะไม่มีเวลาหรือโอกาสมาสร้างความชำนาญ หรือเข้าถึงข้อมูลสินทรัพย์และวิเคราะห์โดยละเอียดได้เท่ากับผู้จัดการกองทุน ก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้คนธรรมดาทั่วๆไปได้เริ่มให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทน เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวครับ

กองทุนรวมเหมาะกับใคร

นักลงทุนมือใหม่ เมื่อได้ลองศึกษาหาข้อมูลเพื่อเริ่มต้นลงทุนแล้ว อาจจะยังสับสนหรือลังเลว่าการลงทุนในรูปแบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง หากคุณมีอาการเข้าข่ายดังต่อไปนี้ กองทุนรวมน่าจะเหมาะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ

1.อยากเริ่มต้นลงทุน แต่ยังไม่มีความรู้มากนัก หาจุดเริ่มต้นไม่เจอ
2.ทำงานประจำ ไม่มีเวลามาติดตาม ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด
3.เริ่มลงทุนด้วยเงินไม่มาก แต่อยากสร้างผลตอบแทนจากเงินที่มีอยู่
4.ยังไม่มีประสบการณ์และยังไม่มั่นใจที่จะลงทุนด้วยตัวเอง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการตรงตาม 4 ข้อนี้ การเลือกลงทุนกับกองทุนรวมก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และกองทุนรวมก็จชน่าจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยต่อยอดการออมเงินจากรายได้ประจำของคุณให้งอกเงยและช่วยทุ่นแรงในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ครับ


ผลตอบแทนจากกองทุนรวมมีอะไรบ้าง

ผลตอบแทนจากกองทุนรวม หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือผลกำไร/ขาดทุน ของกองทุนรวมที่เราถืออยู่นั่นเองครับ ผลตอบแทนจากกองทุนรวมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

1.ส่วนต่างกำไรจากหน่วยลงทุน(Capital Gain)
2.เงินปันผล (Dividend)
3.สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

ส่วนต่างกำไรจากหน่วยลงทุน(Capital Gain)

หลังจากที่เราเลือกได้แล้วว่าจะลงทุนในกองทุนรวมตัวไหน เราจะซื้อกองทุนตัวนั้นโดยซื้อเป็น

 “หน่วยลงทุน” ครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าราคาต่อหน่วยของกองทุนรวมตัวนั้นๆอยู่ที่หน่วยละเท่าไหร่ ณ เวลานั้น

สมมุติว่าเรามีเงิน อยู่ 2,000 บาท อยากจะซื้อกองทุนรวมที่มีราคาหน่วยละ 50 บาท/หน่วย ก็เท่ากับว่า เราจะได้หน่วยลงทุนมาทั้งหมด (2,000/50) = 40 หน่วย


หลังจากเวลาผ่านไป เราถือหน่วยลงทุน 40 หน่วยนั้นไว้และกองทุนรวมที่เราเลือกลงทุนทำผลงานได้ดี มีการเติบโตทำให้ราคาของหน่วยลงทุนแต่ละหน่วยเพิ่มขึ้นเป็น 50 บาท/หน่วย นั่นหมายความว่า เราจะได้กำไร 10 บาท/หน่วย  >>เราถือครองอยู่ทั้งหมด 40 หน่วย เราจะได้กำไรทั้งหมด 40×10=400 บาท ในเวลาที่เราขายกองทุนรวมคืนไปนั่นเองครับ ซึ่งถ้าเราถือหน่วยลงทุนเป็นปริมาณมากกว่านี้เราก็จะได้กำไรเยอะขึ้นตอนขาย

การที่เราต้องการผลตอบแทนเป็นกำไรจากกองทุนรวม กำไรเหล่านั้นจะมาจากการที่ “มูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น” ซึ่ง มูลค่าหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้นได้นั้นก็มาจากการที่มูลค่าสินทรัพย์ที่กองทุนนำเงินไปลงทุนเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ เช่น กองทุนนำเงินไปลงทุนในหุ้น แล้วหุ้นตัวนั้นมีมูลค่ามากขึ้น หรือกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ที่สะสมดอกเบี้ยจนมีมูลค่ามากขึ้นตามระยะเวลา นั่นเองครับ 

เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการผลตอบแทนเป็นส่วนต่างกำไรจากกองทุนรวม เราก็ควรจะทำความเข้าใจว่ากองทุนที่เราสนใจนั้น นำเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์ชนิดไหน และมันมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่ นอกจากเข้าใจในการหาสินทรัพย์ที่คาดว่าจะทำกำไรแล้ว ก็ควรที่จะรู้ด้วยว่าควรจะหลีกเลี่ยงสินทรัพย์ตัวไหนที่ไม่สามารถมองเห็นภาพการเพิ่มขึ้นของมูลค่าได้ชัดเจน

เงินปันผล (Dividend)

กองทุนรวมมีทั้งกองทุนแบบจ่ายเงินปันผล และ กองทุนแบบที่ไม่จ่ายเงินปันผล การจะเลือกลงทุนกับกองทุนประเภทไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความต้องการของเราเป็นหลักครับ 

หากเราอยากถือกองทุนที่สามารถให้กระแสเงินสดกับเราได้เป็นเประจำ ก็ควรจะเลือกกองทุนแบบที่มีการจ่ายเงินปันผล 

การที่กองทุนจะสามารถจ่ายปันผลให้เราได้จะต้องเป็นกองทุนที่มีรายได้เข้ามาเป็นประจำเช่นเดียวกันครับ และรายได้เหล่านั้นก็ต้องสร้างผลกำไรอย่างสม่ำเสมอให้กองทุนด้วย ก่อนที่จะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้เรา ตัวอย่างของกองทุนประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภท กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์,กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้และมีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจากตราสารหนี้นั้นๆ

คนที่จะลงทุนในกองทุนรวมแบบจ่ายเงินปันผล ควรจะมีเงินก้อนใหญ่พอสมควรที่จะนำมาลงทุน เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้ได้มากเพียงพอที่เราจะได้ประโยชน์จากมันครับ เพราะถ้าเราลงทุนด้วยเงินจำนวนมากๆ เราก็จะถือหน่วยลงทุนไว้มาก และได้รับเงินปันผลมากตามไปด้วย 

แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มลงทุนและเริ่มด้วยเงินจำนวนไม่มาก การนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่จ่ายเงินปันผลดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าครับ เพราะด้วยการที่เราเริ่มลงทุนด้วยเงินน้อยๆ ถ้าจะมาหวังกินเงินปันผลก็คงจะได้น้อยมาก แต่ถ้าเราทยอยลงทุนด้วยเงินน้อยๆไปเรื่อยๆในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล มูลค่าเงินที่เราลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตามกาลเวลา เพราะกองทุนจะนำผลกำไรที่ได้กลับไปลงทุนต่อเรื่อยๆนั่นเองครับ  และในอนาคต เมื่อเรามีเงิน มีทุนมากพอก็ค่อยหันมาลงทุนในกองทุนที่ปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสดได้ในปริมาณพอสมควรที่จะนำมาใช้เลี้ยงชีพ  

สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

การลงทุนในกองทุนรวมบางประเภท เช่น SSF สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านภาษีต่อปีไปได้จำนวนหนึ่งเลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรจะศึกษาเงื่อนไขและประเภทของกองทุนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีโดยละเอียด เพราะเรื่องของภาษีค่อนจ้างจะซับซ้อนและมีเงื่อนไขเยอะพอสมควร


กองทุนรวมมีกี่ประเภท

ถ้าหากจะแบ่งประเภทกองทุนรวม สามารถทำได้หลักๆ 3 วิธี การทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลของกองทุนแต่ละประเภทจะสามารถทำให้เราเลือกลงทุนได้เหมาะสมกับตัวเราและสร้างผลตอบแทนได้ดี 

การแบ่งประเภทกองทุนรวมสามารถแบ่งประเภทได้ 3 วิธี 

1.แบ่งตามระดับความเสี่ยงของกองทุน 
2.แบ่งตามประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุน
3.แบ่งตามลักษณะพิเศษของกองทุนรวม

1.แบ่งตามระดับความเสี่ยง:กองทุนรวมมีความเสี่ยงกี่ระดับ?

การแบ่งประเภทกองทุนตามระดับความเสี่ยง สามารถแบ่งได้เป็น 8 ระดับตามตารางระดับความเสี่ยงของกองทุนด้านล่างครับ

ระดับความเสี่ยงประเภทกองทุน
1:เสี่ยงต่ำกองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะในประเทศ
2:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำกองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในประเทศบางส่วน
3:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
4:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำกองทุนรวมตราสารหนี้(Equity)
5:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงกองทุนรวมผสม(Mixed Fund)
6:เสี่ยงสูงกองทุนรวมตราสารทุน(Equity Fund)
7:เสี่ยงสูงกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม(Sector Fund)
8:เสี่ยงสูงมากกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก(Alternative Investment Fund)
ตารางระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม

2.แบ่งตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุน

1.กองทุนรวมตราสารทุน(Equity Fund)
2.กองทุนรวมตราสารหนี้(Fixed Income Fund)
3.กองทุนรวมสินทรัพย์ทางเลือก(Alternative Investment Fund)
4.กองทุนรวมผสม(Mixed Fund)

3.แบ่งตามลักษณะพิเศษของกองทุนรวม

วิธีการแบ่งแบบนี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนรู้ถึงลักษณะพิเศษเฉพาะของกองทุนรวมแต่ละประเภท เพื่อใข้ประกอบการตัดสินใจลงทุน แบ่งได้เป็น 14 ประเภท

1.กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)
2.กองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้น (Capital Protected Fund)
3.กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม(Sector Fund)
4.กองทุนรวมหน่วยลงทุน(Fund of Funds)
5.กองทุนรวมฟีดเดอร์(Feeder Fund)
6.กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(Long Term Equity Fund)
7.กองทุนรวมทองคำ(Gold Fund)
8.กองทุนรวมดัชนี(Index Fund)
9.กองทุนรวมอีทีเอฟ(Exchange Traded Fund)
10.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(Retirement Mutual Fund)
11.กองทุนรวมมีประกัน(Guarantee Fund)
12.กองทุนรวมที่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุน(Term Fund)
13.กองทุนรวมทริกเกอร์ฟันด์(Trigger Fund)
14.กองทุนรวมห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย(Accredited Investors:AI)


กองทุนรวมซื้อยังไง?

สำหรับมือใหม่ที่อยากจะเริ่มเปิดบัญชีเพื่อซื้อกองทุนรวม สามารถทำได้ไม่ยากครับ มีขั้นตอนง่ายๆดังนี้

1.ไปติดต่อขอเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมกับ บลจ.ที่เป็นผู้บริหารกองทุนรวมที่เราเลือกจะลงทุน ซึ่งอาจจะเป็น บลจ.ที่อยู่ในเครือข่ายธนาคาร หรือ ที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายธนาคารก็ได้

2.เมื่อเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เอกสารหลักฐานยืนยันการลงทุน 2 แบบ คือ สมุดบัญชีแสดงสิทธิในหน่วยลงทุน(เหมือนสมุดบัญชีเงินฝาก ส่วนใหญ่จะได้รับถ้าเปิดบัญชีกับ บลจ.ที่อยู่ในเครือข่ายธนาคาร) และ หนังสือแสดงสิทธิในหน่วยลงทุน(เพื่อยืนยันการซื้อขายหย่วยลงทุนทุกครั้ง)

คุณสมบัติและเอกสารของผู้เปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม

1.บุคคลธรรมดาที่บรรลุนิติภาวะแล้วสามารถขอเปิดบัญชีซื้อขายได้ด้วยตัวเอง
2.บคคุลธรรมดาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องมีผู้ปกครองเซ็นชื่อรับทราบทำธุรกรรม

เอกสารที่ใช้ในการเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม

1.สำเนาบัตรประชาชน เซ็นสำเนาถูกต้อง
2.สำเนาสมุดบัญชีธนาคารที่ต้องการให้หักบัญชีเพื่อซื้อ/ขายกองทุน

เอกสารที่ต้องกรอกเพื่อขอเปิดบัญญชีซื้อขายกองทุนรวม

1.ใบคำขอเปิดบัญชี
2.บัตรตัวอย่างลายมือชื่อ
3.ใบคำขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์

ซื้อ/ขายกองทุนรวมยังไง?

การซื้อ หรือขายกองทุนรวมทำได้ไม่ยาก สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

1.ส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตัวเองผ่านเจ้าหน้าที่ ที่ บลจ.ที่เราเปิดบัญชีไว้โดยตรง
2.ส่งคำสั่งซื้อขายออนไลน์ ผ่าน Website หรือ Application ซึ่งสะดวกมากๆ

ขายกองทุนรวมแล้วกี่วันถึงจะได้เงิน?

จำนวนวันที่เราจะต้องรอ เพื่อที่จะได้รับเงินหลังจากที่เราขายกองทุนออกไปจะถูกระบุไว้ใน Fund Fact Sheet ของกองทุนนั้นๆครับ เช่น T+3,T+6  ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกก็คือจำนวนวันที่เราต้องรอเงินนั่นเอง


ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม

นอกจากจะศึกษาเรื่องผลตอบแทนจากกองทุนรวมแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ไม่แพ้กันก็คือ เราต้องรู้ด้วยว่าการซื้อขายกองทุนรวมนั้นมีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง เพราะว่าค่าใช้จ่ายพวกนี้ถึงแม้จะดูเป็นสัดส่วนเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการลงทุนของเรา ซึ่งมีผลต่อกำไร/ขาดทุน ในอนาคต

ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ครับ คือ

1.ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง

อธิบายง่ายๆก็คือ เป็นค่าธรรมเนียมที่เรา(ผู้ถือหน่วยลงทุน) จะต้องจ่ายเองโดยตรงเมื่อมีการทำธุรกรรมต่างๆกับกองทุน เช่น การซื้อ/ขายคืน ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนกองทุน ซึ่งเราจะเจอข้อมูลเหล่านี้ได้ในเอกสาร Fund Fact Sheet หรือหนังสือชี้ชวน แต่ละกองทุนจะเก็บค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน

2.ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากทรัพย์สินกองทุนรวม

ค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะไม่ได้เรียกเก็บโดยตรงกับเรา แต่จะบริษัทจัดการจะเรียกเก็บจากกองทุนรวมเองโดยกำหนดเป็นอัตราร้อยละ…ต่อปี โดยหักจากมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนเป็นรายวัน ซึ่งค่า NAV ในแต่ละวันของกองทุนจะรวมการหักค่าธรรมเนียมต่างๆเหล่านี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ผลตอบแทนจริงๆที่เราได้จากกองทุนรวมจะต่ำกว่าผลตอบแทนจริงของทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุน ตัวอย่างของค่าธรรมเนียมประเภทนี้ก็คือ ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ค่าตรวจสอบบัญชี


บทความเกี่ยวกับการเงิน การลงทุนอื่นๆ

วิธีง่ายๆเริ่มจากเก็บเงินสร้างตัวจากศูนย์ ทำยังไงดี?
วิธีหารายได้ออนไลน์ ไม่ต้องลงทุน ทำง่าย จ่ายเงินจริง
>>ทำความรู้จัก สกุลเงิน Bitcoin เข้าใจง่าย บิทคอยน์คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง?
>>เพราะอะไรบิทคอยน์ถึงราคาขึ้น?


ข้อดีของกองทุนรวม

1.มีมือออาชีพคอยดูแล บริหารการลงทุนให้เราตามนโยบายกองทุนที่กำหนดไว้
2.ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนของเราเอง เนื่องจากกองทุนรวมมักจะมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายๆประเภท
3.สามารถเลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เพราะกองทุนรวมมีหลายประเภทแบ่งตามนโบายการลงทุน ตั้งแต่กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำๆ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง
4.คุณสามารถขายคืนกองทุนรวม (ขายคืนหน่วยลงทุน) เพื่อแปลสภาพเป็นเงินสดได้โดยง่าย แปลว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนพอสมควรและมีสภาพคล่องสูงนั่นเองครับ
5.ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากรายได้ของกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ และเรายังสามารถนำเงินลงทุนในกองทุนรวมบางประเภทไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

ข้อเสียของกองทุนรวม

แน่นอนว่า เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน ลองมาดูข้อเสียของกองทุนรวมและตัดสินใจดูว่าเราสามารถรับได้หรือไม่

1.การลงทุนไม่ยืดหยุ่น การจัดสรรเงินลงทุนขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนเท่านั้น  ตัวเราเองไม่สามารถไปเลือกหรือบริหารจัดการเงินของเราที่อยู่ในมือคนอื่นได้เลย

2.ค่าธรรมเนียมแพง เมื่อเทียบกับหุ้น และหากใครเลือกที่จะลงทุนในกองทุน Active ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถของผู้จัดการกองทุนเข้ามาช่วยในการสร้างผลตอบแทนค่อนข้างมาก ก็แน่นอนว่าจะต้องมีค่าธรรมเนียมแพงขึ้นมามากกว่ากองทุน แบบ Passive แน่นอน

3.มูลค่าทรัพย์สินที่เราถือครองไม่อัพเดทแบบ real time เพราะกองทุนรวมจะประกาศ Net Asset Value (NAV) วันละ 1 ครั้ง เท่านั้น และการซื้อขายก็ทำได้ช้ากว่าหุ้น เพราะเราจะสามารถซื้อขายได้ตามเวลาที่กองทุนระบุเปิด/ปิด ไว้เท่านั้น


ความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวม

1.ผลตอบแทนไม่แน่นอน

ผลตอบแทนของกองทุนรวมขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลแต่ละประเทศ,อารมณ์ความรู้สึกของนักลงทุน,ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย,ระบบเศรษฐกิจการเงินของแต่ละประเทศ

2.ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย

ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะสามารถซื้อและขายคืนกองทุนได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่ก็มีบางกองทุนที่มีการระบุระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนไว้ด้วย ดังนั้นผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลส่วนี้ให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากอาจจะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน

3.การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ

ด้วยความที่กองทุนรวม เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนในแบบอื่นๆ เมื่อเสี่ยงน้อยก็จะได้ return กลับมาน้อยตามไปด้วย เช่นกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ ในบางสภาวะเศรษฐกิจ กองทุนเหล่านี้อาจสร้างผลตอบแทนที่ตำ่กว่าอัตราเงินเฟ้อ

4.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน

หากใครที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ หรือกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศและไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้ง 100% ก็จะยังมีความเสี่ยงสำหรับความผันผวนของสกุลเงินต่างๆอยู่

สำหรับใครที่สนใจเริ่มต้นลงทุน ให้เงินทำงาน กองทุนรวมก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะหลายๆคนก็มีอาชีพการงานประจำที่ต้องทำ การที่เราเป็นมือใหม่ ยังไม่ได้มีความรู้และมีเงินมากนัก มีผู้จัดการกองทุนไว้เป็นคนที่คอยจัดการการลงทุนให้เราก็เป็นเรื่องดีอยู่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนเองก็ควรต้องศึกษาข้อมูลเบื้องต้นที่ควรทราบต่างๆไว้ด้วย ทั้งหลายทั้งปวงก็หาได้จากคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมสำหรับมือใหม่นี่ล่ะครับ


Ref1,Ref2,Ref3,Ref4

Related Posts