กองทุนรวมคืออะไร ลงทุนยังไง ทำไมถึงดี?

กองทุนรวมคืออะไร

กองทุนรวมคือเครื่องมือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งรวบรวมเงินทุนจากผู้ลงทุนหลายๆรายรวมกันให้เป็นจำนวนเงินมูลค่ามากๆ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ให้เงินทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทน

เงินที่กองทุนรวบรวมมาได้ ก็จะถูกนำไปใช้ลงทุนในหุ้น,พันธบัตร,หุ้นกู้,ตราสารหนี้, ทองคำ,อสังหาริมทรัพย์,สินทรัพย์ในต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ

โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ที่เป็นคนที่มีความรู้ความชำนาญทำหน้าที่ดูแลและบริหารเงินที่ได้รับมาและนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ซื้อหน่วยลงทุน

กองทุนรวมจะถูกจัดตังโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือจะเรียกย่อๆว่า บลจ. นั่นเองครับ

โดยที่เมื่อได้รับเงินจากนักลงทุนมาแล้วก็จะนำไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆตามที่ได้กล่าวไปด้านบน

โดยมีคนกลางคอยดูแลเงินคือผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะทำหน้าที่บริหารการลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนการลงทุน (Prospectus)

fund fact sheet คืออะไร อ่านยังไง
คลิกเพื่ออ่าน:Fund Fact Sheet คืออะไร?อ่านยังไงให้เข้าใจ?

กองทุนรวมต่างจากหุ้นยังไง?

อาจจะมีบางคนที่เริ่มเข้ามาศึกษาการลงทุนแล้วยังสับสน ระหว่างกองทุนรวมกับหุ้น ว่าสรุปแล้วมันคืออันเดียวกันมั้ย หรือต่างกันยังไง เลือกลงทุนอะไรดี ลองมาทำความเข้าใจง่ายๆกันครับ

กองทุนรวมจะเป็นการรวบรวมเงินมาจากนักลงทุนหลายๆคนแล้วนำมาจัดสรร นำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็น หุ้น,พันธบัตร,อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่นๆ

แต่ละกองทุนอาจจะลงทุนในหุ้นหลายๆตัวก็ได้ หรือจะเป็นหุ้นผสมกับพันธบัตร ก็ได้ ซึ่งก็จะเกิดความหลากหลายและเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว

แต่การถือหุ้นผ่านกองทุนรวมไม่ได้ทำให้เรามีสิทธิออกเสียงตัดสินใจเรื่องต่างๆในบริษัท ไม่ว่าจะมีหน่วยลงทุนมากขนาดไหนก็ตาม

แต่ในขณะที่หุ้นนั้นเป็นหน่วยลงทุนของกิจการใดกิจการหนึ่ง หรือพูดง่ายๆคือบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั่นเองครับ

ถ้าเราเลือกซื้อหุ้นตัวไหน เราก็จะมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการของบริษัทนั้นๆตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่เราถือครอง

และถ้าเราถือหุ้นเป็นจำนวนที่มากพอ เราก็จะมีสิทธิในการออกเสียงหรือตัดสินในเรื่องต่างๆในบริษัทนั้นๆได้ครับ

ด้วยความที่กองทุนแต่ละกองทุนอาจจะลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆหลากหลายมากกว่าหนึ่งสินทรัพย์ทำให้มูลค่ากองทุนแต่ละกองนั้นต่างกันออกไป

มูลค่าของกองทุนรวมแต่ละกองทุนนั้นก็จะขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหมดที่กองทุนนั้นๆถืออยู่ หรือเรียกว่า Net Asset Value (ตัวย่อ: NAV)

ค่า NAV กองทุนรวมคืออะไร ดูยังไง
(คลิกอ่านเพิ่มเติม)ค่า NAV กองทุนรวมคืออะไร? ดูยังไง?

Net Asset Value แปลเป็นไทยว่า “มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม” ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ช่วยบอกเราได้ถึงผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นๆว่าเป็นอย่างไร กำไร หรือขาดทุนหรือไม่


กองทุนรวมทำงานยังไง เหมาะกับใคร

กลไกการทำงานและสร้างผลตอบแทนของกองทุนรวม อธิบายง่ายๆดังนี้ครับ

1.บริษัทจัดการลงทุน(บลจ.) จัดตังกองทุนรวมที่จะลงทุนในสินทรัพย์หรือธุรกิจชนิดต่างๆ และเสนอขายให้กับนักลงทุน

ซึ่งการดำเนินการของ บลจ.จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปด้วยความถูกต้องโปร่งใส ไม่เอาเปรียบนักลงทุน

2.ผู้ลงทุนอย่างเราๆท่านๆ นำเงินมาซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนต่างๆที่ บลจ.จัดไว้ให้(เลือกตามความสนใจลงทุนของเรา)

3.ผู้จัดการกองทุน ซึ่งเป็นตัวแทนจากบริษัทจัดการลงทุน(บลจ.) ก็จะนำเงินที่ได้จากนักลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ

4.เมื่อสินทรัพย์ที่กองทุนนำเงินไปลงทุนได้สร้างผลกำไรกลับมา ก็นำผลกำไรเหล่านั้นมาเฉลี่ยเป็นผลตอบแทนจากกองทุนรวมกลับคืนให้นักลงทุน

จะเห็นได้ว่าการนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมก็เหมือนกับการนำเงินไปฝากให้มืออาชีพดูแลเพื่อให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทนให้เรานั่นเองครับ

โดยที่ผู้ลงทุนไม่ได้จำเป็นจะต้องมีความรู้ถึงระดับเป็นนักลงทุนมืออาชีพ หรือมีเวลานั่งเฝ้าดู เลือกสินทรัพย์แต่ละตัวว่าจะลงทุนอะไรดีเพื่อสร้างผลตอบแทน

ทำให้นักลงทุนทั่วๆไปมีโอกาสได้ลงทุนในสินทรัพย์หลายๆอย่างที่เราอาจจะไม่ได้มีความชำนาญ หรือเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้โดยง่าย

ซึ่งแน่นอนว่าคนทั่วๆไปที่ประกอบอาชีพ ทำงานประจำต่างๆนั้นแทบจะไม่มีเวลาหรือโอกาสมาสร้างความชำนาญหรือเข้าถึงข้อมูลสินทรัพย์และวิเคราะห์โดยละเอียดได้เท่ากับผู้จัดการกองทุน

ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้คนธรรมดาทั่วๆไปได้เริ่มให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทน เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวครับ

กองทุนรวมเหมาะกับใคร

นักลงทุนมือใหม่ เมื่อได้ลองศึกษาหาข้อมูลเพื่อเริ่มต้นลงทุนแล้ว อาจจะยังสับสนหรือลังเลว่าการลงทุนในรูปแบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

แต่หากคุณมีอาการเข้าข่ายดังต่อไปนี้ กองทุนรวมน่าจะเหมาะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ

  1. อยากเริ่มต้นลงทุน แต่ยังไม่มีความรู้มากนัก หาจุดเริ่มต้นไม่เจอ
  2. ทำงานประจำ ไม่มีเวลามาติดตาม ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด
  3. เริ่มลงทุนด้วยเงินไม่มาก แต่อยากสร้างผลตอบแทนจากเงินที่มีอยู่
  4. ยังไม่มีประสบการณ์และยังไม่มั่นใจที่จะลงทุนด้วยตัวเอง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการตรงตาม 4 ข้อนี้ การเลือกลงทุนกับกองทุนรวมก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และกองทุนรวมก็น่าจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยต่อยอดการออมเงินจากรายได้ประจำของคุณให้งอกเงยและช่วยทุ่นแรงในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ครับ


ผลตอบแทนจากกองทุนรวมมีอะไรบ้าง

ผลตอบแทนจากกองทุนรวม หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือผลกำไร/ขาดทุน ของกองทุนรวมที่เราถืออยู่นั่นเองครับ ผลตอบแทนจากกองทุนรวมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

  1. ส่วนต่างกำไรจากหน่วยลงทุน(Capital Gain)
  2. เงินปันผล (Dividend)
  3. สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

ส่วนต่างกำไรจากหน่วยลงทุน(Capital Gain)

หลังจากที่เราเลือกได้แล้วว่าจะลงทุนในกองทุนรวมตัวไหน เราจะซื้อกองทุนตัวนั้นโดยซื้อเป็น“หน่วยลงทุน” ครับ

ก็ขึ้นอยู่กับว่าราคาต่อหน่วยของกองทุนรวมตัวนั้นๆอยู่ที่หน่วยละเท่าไหร่ ณ เวลานั้น

สมมุติว่าเรามีเงิน อยู่ 2,000 บาท อยากจะซื้อกองทุนรวมที่มีราคาหน่วยละ 50 บาท/หน่วย ก็เท่ากับว่า เราจะได้หน่วยลงทุนมาทั้งหมด (2,000/50) = 40 หน่วย

หลังจากเวลาผ่านไป เราถือหน่วยลงทุน 40 หน่วยนั้นไว้และกองทุนรวมที่เราเลือกลงทุนทำผลงานได้ดี มีการเติบโตทำให้ราคาของหน่วยลงทุนแต่ละหน่วยเพิ่มขึ้นเป็น 50 บาท/หน่วย

นั่นหมายความว่า เราจะได้กำไร 10 บาท/หน่วย  >>แต่ เราถือครองอยู่ทั้งหมด 40 หน่วย

แปลว่าเราจะได้กำไรทั้งหมด 40×10=400 บาท ในเวลาที่เราขายกองทุนรวมคืนไปนั่นเองครับ ซึ่งถ้าเราถือหน่วยลงทุนเป็นปริมาณมากกว่านี้เราก็จะได้กำไรเยอะขึ้นตอนขาย

การที่เราต้องการผลตอบแทนเป็นกำไรจากกองทุนรวม กำไรเหล่านั้นจะมาจากการที่ “มูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น”

ซึ่งมูลค่าหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้นได้นั้นก็มาจากการที่มูลค่าสินทรัพย์ที่กองทุนนำเงินไปลงทุนเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

เช่น กองทุนนำเงินไปลงทุนในหุ้น แล้วหุ้นตัวนั้นมีมูลค่ามากขึ้น หรือกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ที่สะสมดอกเบี้ยจนมีมูลค่ามากขึ้นตามระยะเวลา นั่นเองครับ 

เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการผลตอบแทนเป็นส่วนต่างกำไรจากกองทุนรวม เราก็ควรจะทำความเข้าใจว่ากองทุนที่เราสนใจนั้น นำเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์ชนิดไหน และมันมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่

นอกจากเข้าใจในวิธีการหากองทุนที่คาดว่าจะทำกำไรแล้ว ก็ควรที่จะรู้ด้วยว่าควรจะหลีกเลี่ยงกองทุนตัวไหนที่ไม่สามารถมองเห็นภาพการเพิ่มขึ้นของมูลค่าได้ชัดเจน

หากองทุนรวมยังไงดี?

เงินปันผล (Dividend)

กองทุนรวมมีทั้งกองทุนแบบจ่ายเงินปันผล และ กองทุนแบบที่ไม่จ่ายเงินปันผล การจะเลือกลงทุนกับกองทุนประเภทไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความต้องการของเราเป็นหลักครับ 

หากเราอยากถือกองทุนที่สามารถให้กระแสเงินสดกับเราได้เป็นเป็นระจำ ก็ควรจะเลือกกองทุนแบบที่มีการจ่ายเงินปันผล 

การที่กองทุนจะสามารถจ่ายปันผลให้เราได้จะต้องเป็นกองทุนที่มีรายได้เข้ามาเป็นประจำเช่นเดียวกัน

และรายได้เหล่านั้นก็ต้องสร้างผลกำไรอย่างสม่ำเสมอให้กองทุนด้วย ก่อนที่จะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้เรา

ตัวอย่างของกองทุนประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภท กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์,กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

หรือกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้และมีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจากตราสารหนี้นั้นๆ

คนที่จะลงทุนในกองทุนรวมแบบจ่ายเงินปันผล ควรจะมีเงินก้อนใหญ่พอสมควรที่จะนำมาลงทุน เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้ได้มากเพียงพอที่เราจะได้ประโยชน์จากมันครับ

เพราะถ้าเราลงทุนด้วยเงินจำนวนมากๆ เราก็จะถือหน่วยลงทุนไว้มาก และได้รับเงินปันผลมากตามไปด้วย 

แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มลงทุนและเริ่มด้วยเงินจำนวนไม่มาก การนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่จ่ายเงินปันผลดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าครับ

เพราะด้วยการที่เราเริ่มลงทุนด้วยเงินน้อยๆ ถ้าจะมาหวังกินเงินปันผลก็คงจะได้น้อยมาก

แต่ถ้าเราทยอยลงทุนด้วยเงินน้อยๆไปเรื่อยๆในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล มูลค่าเงินที่เราลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตามกาลเวลา

เพราะกองทุนจะนำผลกำไรที่ได้กลับไปลงทุนต่อเรื่อยๆนั่นเองครับ  และในอนาคต เมื่อเรามีเงิน มีทุนมากพอก็ค่อยหันมาลงทุนในกองทุนที่ปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสดได้ในปริมาณพอสมควรที่จะนำมาใช้เลี้ยงชีพ  

สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น SSF หรือ กองทุนRMF สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ทำให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านภาษีต่อปีไปได้จำนวนหนึ่งเลยครับ

คลิกเพื่ออ่าน:คู่มือลงทุนใน RMF สำหรับมือใหม่ เข้าใจง่าย!

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรจะศึกษาเงื่อนไขและประเภทของกองทุนที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีโดยละเอียด เพราะเรื่องของภาษีค่อนข้างจะซับซ้อนและมีเงื่อนไขเยอะพอสมควร

กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
คลิกเพื่ออ่าน:อยากซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี RMF,SSF ต้องรู้

กองทุนรวมมีกี่ประเภท

ถ้าหากจะแบ่งประเภทกองทุนรวม สามารถทำได้หลักๆ 3 วิธี การทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลของกองทุนแต่ละประเภทจะสามารถทำให้เราเลือกลงทุนได้เหมาะสมกับตัวเราและสร้างผลตอบแทนได้ดี 

การแบ่งประเภทกองทุนรวมสามารถแบ่งประเภทได้ 3 วิธี 

  1. แบ่งตามระดับความเสี่ยงของกองทุน 
  2. แบ่งตามประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุน
  3. แบ่งตามลักษณะพิเศษของกองทุนรวม

1.แบ่งตามระดับความเสี่ยง:

กองทุนรวมมีความเสี่ยงกี่ระดับ?

การแบ่งประเภทกองทุนตามระดับความเสี่ยง สามารถแบ่งได้เป็น 8 ระดับตามตารางระดับความเสี่ยงของกองทุนด้านล่างครับ

ระดับความเสี่ยงประเภทกองทุน
1:เสี่ยงต่ำกองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะในประเทศ
2:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำกองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในประเทศบางส่วน
3:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
4:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำกองทุนรวมตราสารหนี้(Equity)
5:เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูงกองทุนรวมผสม(Mixed Fund)
6:เสี่ยงสูงกองทุนรวมตราสารทุน(Equity Fund)
7:เสี่ยงสูงกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม(Sector Fund)
8:เสี่ยงสูงมากกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก(Alternative Investment Fund)
ตารางระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม

2.แบ่งตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุน

  1. กองทุนรวมตราสารทุน(Equity Fund)
  2. กองทุนรวมตราสารหนี้(Fixed Income Fund)
  3. กองทุนรวมสินทรัพย์ทางเลือก(Alternative Investment Fund)
  4. กองทุนรวมผสม(Mixed Fund)

3.แบ่งตามลักษณะพิเศษของกองทุนรวม

วิธีการแบ่งแบบนี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนรู้ถึงลักษณะพิเศษเฉพาะของกองทุนรวมแต่ละประเภท เพื่อใข้ประกอบการตัดสินใจลงทุน แบ่งได้เป็น 14 ประเภท

  1. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)
  2. กองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้น (Capital Protected Fund)
  3. กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม(Sector Fund)
  4. กองทุนรวมหน่วยลงทุน(Fund of Funds)
  5. กองทุนรวมฟีดเดอร์(Feeder Fund)
  6. กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว(Super Saving Fund: SSF)
  7. กองทุนรวมทองคำ(Gold Fund)
  8. กองทุนรวมดัชนี(Index Fund)
  9. กองทุนรวมอีทีเอฟ(Exchange Traded Fund)
  10. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(Retirement Mutual Fund)
  11. กองทุนรวมมีประกัน(Guarantee Fund)
  12. กองทุนรวมที่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุน(Term Fund)
  13. กองทุนรวมทริกเกอร์ฟันด์(Trigger Fund)
  14. กองทุนรวมห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย(Accredited Investors: AI)

กองทุนรวมซื้อยังไง?

สำหรับมือใหม่ที่อยากจะเริ่มเปิดบัญชีเพื่อซื้อกองทุนรวม สามารถทำได้ไม่ยากครับ มีขั้นตอนง่ายๆดังนี้

ขั้นตอนการเปิดบัญชีกองทุนรวม

ติดต่อขอเปิดบัญชีกับ บลจ.

ไปติดต่อขอเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมกับ บลจ.ที่เป็นผู้บริหารกองทุนรวมที่เราเลือกจะลงทุน ซึ่งอาจจะเป็น บลจ.ที่อยู่ในเครือข่ายธนาคาร หรือ ที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายธนาคารก็ได้

หรือลองดูข้อมูลว่าเราจะซื้อกองทุนรวมจากที่ไหนได้บ้าง เพราะเดียวนี้มีช่องทางการซื้อขายที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้นครับ

รับสมุดบัญชีแสดงสิทธิในหน่วยลงทุน

เมื่อเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เอกสารหลักฐานยืนยันการลงทุน 2 แบบ คือ

  1. สมุดบัญชีแสดงสิทธิในหน่วยลงทุน(เหมือนสมุดบัญชีเงินฝาก ส่วนใหญ่จะได้รับถ้าเปิดบัญชีกับ บลจ.ที่อยู่ในเครือข่ายธนาคาร) และ
  2. หนังสือแสดงสิทธิในหน่วยลงทุน(เพื่อยืนยันการซื้อขายหน่วยลงทุนทุกครั้ง)

คุณสมบัติและเอกสารของผู้เปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม

  1. บุคคลธรรมดาที่บรรลุนิติภาวะแล้วสามารถขอเปิดบัญชีซื้อขายได้ด้วยตัวเอง
  2. บคคุลธรรมดาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องมีผู้ปกครองเซ็นชื่อรับทราบทำธุรกรรม

เอกสารที่ใช้ในการเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม

  1. สำเนาบัตรประชาชน เซ็นสำเนาถูกต้อง
  2. สำเนาสมุดบัญชีธนาคารที่ต้องการให้หักบัญชีเพื่อซื้อ/ขายกองทุน

เอกสารที่ต้องกรอกเพื่อขอเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม

  1. ใบคำขอเปิดบัญชี
  2. บัตรตัวอย่างลายมือชื่อ
  3. ใบคำขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์

ซื้อ/ขายกองทุนรวมยังไง?

การซื้อ หรือขายกองทุนรวมทำได้ไม่ยาก สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  1. ส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตัวเองผ่านเจ้าหน้าที่ ที่ บลจ.ที่เราเปิดบัญชีไว้โดยตรง
  2. ส่งคำสั่งซื้อขายออนไลน์ ผ่าน Website หรือ Application ซึ่งสะดวกมากๆ

ขายกองทุนรวมแล้วกี่วันถึงจะได้เงิน?

จำนวนวันที่เราจะต้องรอเพื่อที่จะได้รับเงินหลังจากที่เราขายกองทุนออกไปจะถูกระบุไว้ใน Fund Fact Sheet ของกองทุนนั้นๆครับ

เช่น T+3,T+6  ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกก็คือจำนวนวันที่เราต้องรอเงินนั่นเอง


ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม

นอกจากจะศึกษาเรื่องผลตอบแทนจากกองทุนรวมแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ไม่แพ้กันก็คือ เราต้องรู้ด้วยว่าการซื้อขายกองทุนรวมนั้นมีค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง

เพราะว่าค่าใช้จ่ายพวกนี้ถึงแม้จะดูเป็นสัดส่วนเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการลงทุนของเรา ซึ่งมีผลต่อกำไร/ขาดทุน ในอนาคต

ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ครับ คือ

1.ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุนโดยตรง

อธิบายง่ายๆก็คือ เป็นค่าธรรมเนียมที่เรา(ผู้ถือหน่วยลงทุน) จะต้องจ่ายเองโดยตรงเมื่อมีการทำธุรกรรมต่างๆกับกองทุน เช่น การซื้อ/ขายคืน ค่าธรรมเนียมในการสับเปลี่ยนกองทุน

ซึ่งเราจะเจอข้อมูลเหล่านี้ได้ในเอกสาร Fund Fact Sheet หรือหนังสือชี้ชวน แต่ละกองทุนจะเก็บค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน

2.ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากทรัพย์สินกองทุนรวม

ค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะไม่ได้เรียกเก็บโดยตรงกับเรา แต่จะบริษัทจัดการจะเรียกเก็บจากกองทุนรวมเองโดยกำหนดเป็นอัตราร้อยละ…ต่อปี

การเก็บค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะหักจากมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนเป็นรายวัน ซึ่งค่า NAV ในแต่ละวันของกองทุนจะรวมการหักค่าธรรมเนียมต่างๆเหล่านี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทำให้ผลตอบแทนจริงๆที่เราได้จากกองทุนรวมจะต่ำกว่าผลตอบแทนจริงของทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุน

ตัวอย่างของค่าธรรมเนียมประเภทนี้ก็คือ ค่าธรรมเนียมการจัดการ,ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน,ค่าตรวจสอบบัญชี


บทความเกี่ยวกับการเงิน การลงทุนอื่นๆ


ข้อดีของกองทุนรวม

  1. มีมือออาชีพคอยดูแล บริหารการลงทุนให้เราตามนโยบายกองทุนที่กำหนดไว้
  2. ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนของเราเอง เนื่องจากกองทุนรวมมักจะมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายๆประเภท
  3. สามารถเลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เพราะกองทุนรวมมีหลายประเภทแบ่งตามนโบายการลงทุน ตั้งแต่กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำๆ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง
  4. คุณสามารถขายคืนกองทุนรวม (ขายคืนหน่วยลงทุน) เพื่อแปลสภาพเป็นเงินสดได้โดยง่าย แปลว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนพอสมควรและมีสภาพคล่องสูงนั่นเองครับ
  5. ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากรายได้ของกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ และเรายังสามารถนำเงินลงทุนในกองทุนรวมบางประเภทไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

ข้อเสียของกองทุนรวม

แน่นอนว่า เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน ลองมาดูข้อเสียของกองทุนรวมและตัดสินใจดูว่าเราสามารถรับได้หรือไม่

  1. การลงทุนไม่ยืดหยุ่น การจัดสรรเงินลงทุนขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนเท่านั้น  ตัวเราเองไม่สามารถไปเลือกหรือบริหารจัดการเงินของเราที่อยู่ในมือคนอื่นได้เลย
  2. ค่าธรรมเนียมแพง เมื่อเทียบกับหุ้น และหากใครเลือกที่จะลงทุนในกองทุน Active ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถของผู้จัดการกองทุนเข้ามาช่วยในการสร้างผลตอบแทนค่อนข้างมาก ก็แน่นอนว่าจะต้องมีค่าธรรมเนียมแพงขึ้นมามากกว่ากองทุน แบบ Passive แน่นอน
  3. มูลค่าทรัพย์สินที่เราถือครองไม่อัพเดทแบบ real time เพราะกองทุนรวมจะประกาศ Net Asset Value (NAV) วันละ 1 ครั้ง เท่านั้น และการซื้อขายก็ทำได้ช้ากว่าหุ้น เพราะเราจะสามารถซื้อขายได้ตามเวลาที่กองทุนระบุเปิด/ปิด ไว้เท่านั้น

ความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวม

1.ผลตอบแทนไม่แน่นอน

ผลตอบแทนของกองทุนรวมขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลแต่ละประเทศ,อารมณ์ความรู้สึกของนักลงทุน,ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย,ระบบเศรษฐกิจการเงินของแต่ละประเทศ

2.ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย

ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะสามารถซื้อและขายคืนกองทุนได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่ก็มีบางกองทุนที่มีการระบุระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนไว้ด้วย

ดังนั้นผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลส่วนี้ให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากอาจจะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน

3.การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ

ด้วยความที่กองทุนรวม เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนในแบบอื่นๆ

เมื่อเสี่ยงน้อยก็จะได้ return กลับมาน้อยตามไปด้วย เช่นกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้

ในบางสภาวะเศรษฐกิจ กองทุนเหล่านี้อาจสร้างผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ

4.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน

หากใครที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ หรือกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศและไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้ง 100% ก็จะยังมีความเสี่ยงสำหรับความผันผวนของสกุลเงินต่างๆอยู่

สำหรับใครที่สนใจเริ่มต้นลงทุน ให้เงินทำงาน กองทุนรวมก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะหลายๆคนก็มีอาชีพการงานประจำที่ต้องทำ

จริงๆแล้วการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆนั้นมีหลากหลายประเภทให้เราเลือกลงทุนตามความเหมาะสม ความรู้,ความเสี่ยงที่รับได้และจุดประสงค์ของเราครับ

ไม่ว่าจะเป็นหุ้น,อนุพันธ์หรือกองทุนรวม หรือแม้กระทั่งสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset) อย่างเช่น บิทคอยน์(Bitcoin)

การที่เราเป็นมือใหม่ ยังไม่ได้มีความรู้และมีเงินมากนัก มีผู้จัดการกองทุนไว้เป็นคนที่คอยจัดการการลงทุนให้เราก็เป็นเรื่องดีอยู่เหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนเองก็ควรต้องศึกษาข้อมูลเบื้องต้นที่ควรทราบต่างๆไว้ด้วย ทั้งหลายทั้งปวงก็หาได้จากคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมสำหรับมือใหม่นี่ล่ะครับ

และถ้าจะให้ดีควรจะบริหารความเสี่ยงสำหรับสุขภาพด้วยการทำhttps://www.livewithoutpay.com/personal-finance/insurance/what-is-insurance/ประกันไว้ด้วยนะครับ


Ref1,Ref2,Ref3

Related Posts