Fund Fact Sheet คืออะไร อ่านยังไง?

ในโลกของการลงทุนในกองทุนรวม จะมีเอกสารอยู่ชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนแต่ละตัว ซึ่งจะเป็นคำตอบให้เราได้ว่าเราควรจะซื้อกองทุนตัวนี้ดีมั้ย 

เราเรียกเอกสารนี้ว่า Fund Fact Sheet ครับ ซึ่งเป็นเอกสารที่นักลงทุนควรจะอ่านและทำความเข้าใจ เพราะมีผลต่อการเลือกกองทุนมากๆ

ใครที่กำลังเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวม ก็คงจะมีข้อสงสัยคล้ายๆกัน ว่าเราจะมีวิธีเลือกลงทุนในกองทุนรวมยังไงดี? จะรู้ได้ยังไงว่ากองทุนอันไหนดี เหมาะสมกับตัวเราหรือไม่ ควรซื้อรึเปล่า

การทำความเข้าใจกับข้อมูลต่างๆใน Fund Fact Sheet จะทำให้เราเลือกกองทุนรวมได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เหมาะกับสใตล์การลงทุนของตัวเรา

Fund Fact Sheet คืออะไร?

Fund Fact Sheet (ภาษาไทยเรียกว่า หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ) คือเอกสารสำคัญอย่างนึงที่บริษัทจัดการลงทุนจัดทำขึ้น เพื่อให้ข้อมูลสำคัญหลักๆแก่นักลงทุน 

โดย Fund Fact Sheet จะอธิบายสรุปสาระสำคัญด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยทั่วๆไปใช้พิจารณาตัดสินใจในการลงทุน

จริงๆแล้วก่อนที่จะออกมาเป็น Fund Fact Sheet จะมีเอกสารฉบับเต็มที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการลงทุนนั้นๆ เรียกว่าหนังสือชี้ชวน(Prospectus) ครับ 

ในหนังสือชี้ชวนจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างของการลงทุนนั้นๆโดยละเอียด โดยถูกออกแบบมาให้ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมนั้นๆได้แทบทั้งหมด

แต่ด้วยความที่ในหนังสือชี้ชวน มีข้อมูลเขียนไว้อยู่เป็นจำนวณมาก มีรายละเอียดทุกอย่างอยู่ในนั้น จนอาจจะทำให้นักลงทุนรายย่อยทั่วๆไปเกิดอาการงงและไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ อ่านแล้วไม่เข้าใจ

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการสรุปข้อมูลหลักๆที่สำคัญเกี่ยวกับกองทุนกองนั้นๆมาให้ทำความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น เลยมีชื่อว่าหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ(Fund Fact Sheet) ไงล่ะครับ 

Fund Fact Sheet เป็นการสรุปข้อมูลสำคัญๆจากหนังสือชี้ชวน(Prospectus)ซึ่งอาจจะมีความหนาถึงประมาณ 30 หน้า ให้ลดลงมาเหลือไม่กี่หน้า

ซึ่งข้อมูลที่สรุปย่อมาให้ใน Fund Fact Sheet ก็จะเป็นการคัดข้อมูลเน้นๆเอาเฉพาะที่สำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องรู้ เพื่อทำการตัดสินใจว่าจะซื้อกองทุนนั้นๆหรือไม่

โดย Fund Fact Sheet จะรวบรวมข้อมูลนำมาจัดทำในรูปแบบที่อ่านเข้าใจง่าย ทั้งหมด 7 หัวข้อหลักสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วๆไป 

กองทุนรวมทุกๆกองจะมีเอกสารแบบนี้ให้อ่านก่อนตัดสินใจลงทุนครับ ซึ่งนักลงทุนก็ควรจะศึกษาทำความเข้าใจให้ดี 

ไม่ว่าคุณกำลังสนใจซื้อกองทุนรวมลดหย่อนภาษีอย่าง RMF,SSF หรือกองทุนรวมชนิดอื่นๆ การอ่าน Fund Fact Sheet จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

คู่มือลงทุนในกองทุนรวมอย่างง่าย

7 หัวข้อที่ต้องรู้ใน Fund Fact Sheet

การอ่าน Fund Fact Sheet ให้เข้าใจ ไม่ยากครับ เพราะเพียงแค่เราลองทำความเข้าใจกับ 7 หัวข้อที่ Fund Fact Sheet สรุปมาให้ ก็จะพอเห็นภาพของกองทุนรวมนั้นๆได้

เรามาดูกันครับว่า 7 หัวข้อที่ว่านี้มีอะไรบ้าง และควรจะต้องพิจารณาแต่ละหัวข้อยังไง

  1. คุณกำลังจะลงทุนในอะไร
  2. กองทุนรวมนี้เหมาะกับใคร
  3. คุณต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ
  4. สัดส่วนของประเภททรัพย์สินที่ลงทุน
  5. ค่าธรรมเนี่ยม
  6. ผลการดำเนินงาน
  7. ข้อมูลอื่นๆ

1.คุณกำลังจะลงทุนในอะไร

ในส่วนนี้ของ Fund Fact Sheet จะเป็นการชี้แจงนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์การบริหารจัดการกองทุน รวมถึงรายละเอียดเพิ่มเติมที่ควรจะแจ้งเพื่อให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย

ในหัวข้อนี้ก็จะแบ่งรายละเอียดที่ต้องแจ้งให้นักลงทุนทราบเป็นอีก 4 หัวข้อย่อย คือ

  1. นโยบายการลงทุน
  2. กลยุทธในการบริหารจัดการกองทุน
  3. ชี้แจงการจ่ายผลตอบแทนแบบซับซ้อน(ถ้ามี)
  4. ประมาณการผลตอบแทนกองทุนรวมที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(ถ้ามี)

1.1 นโยบายการลงทุน

นโยบายการลงทุนของกองทุนรวม จะบอกนักลงทุนว่ากองทุนรวมกองนี้นำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินประเภทไหน เช่นตราสารทุน,ตราสารหนี้ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

รวมถึงชี้แจงตลาดในการลงทุน เช่น ลงทุนในประเทศ ลงทุนในต่างประเทศ หรือมีนโยบายการจัดสรรค์การลงทุนอย่างไร เน้นสินทรัพย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่

กองทุนรวมตราสารหนี้

ถ้าเป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ก็จะมีการชี้แจงระบุว่า เป็นตราสารหนี้เอกชน,ตราสารหนี้ของภาครัฐ,รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงิน

กองทุนหุ้น เลือกยังไงตัวไหนดี
คลิกเพื่ออ่าน:กองทุนหุ้น คืออะไร เลือกลงทุนยังไง?

กองทุนรวมที่มีการเข้าคู่สัญญาซื้อขายล่วงหน้า

หากเป็นกองทุนรวมที่มีการเข้าเป็นคู่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็จะมีการชี้แจงวัตถุประสงค์ของการทำสัญญานั้นๆเช่น อาจจะทำไว้เพื่อลดความเสี่ยง หรือเพื่อการลงทุน หรือจุดประสงค์อื่นๆ

กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ

ในกรณีที่เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศด้วยมูลค่าเกินกว่า 20% ของทรัพย์สินสุทธิของกองทุน(NAV) ก็จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนของกองทุนต่างประเทศนั้นๆด้วย

กองทุนรวมที่ลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก

หากเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในทรัพย์สินทางเลือกเป็นมูลค่าเกินกว่า 20% ของทรัพย์สินสุทธิของกองทุน(NAV) จะมีข้อมูลชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะความเสี่ยงและการจ่ายผลตอบแทนของทรัพย์สินนั้นๆ

ค่า NAV กองทุนรวมคืออะไร ดูยังไง
คลิกเพื่ออ่าน:ค่า NAV ของกองทุนรวมคืออะไร ใช้ประโยชน์ยังไง?

1.2 กลยุทธในการบริหารจัดการกองทุน

กองทุนรวมแต่ละกองจะมีกลยุทธ์หรือเป้าหมายวิธีการบริหารกองทุนแตกต่างกัน ซึ่งก็จะมีผลต่อค่าธรรมเนียม ผลตอบแทน และความเสี่ยง 

นักลงทุนก็ควรจะรู้ว่ากองทุนที่ตัวเองสนใจจะซื้อ มีกลยุทธ์การบริหารแบบไหนหาอ่านได้จาก Fund Fact Sheet นี่ล่ะครับ

โดยทั่วไปแล้วกลยุทธการลงทุนของกองทุนก็จะมีตามตัวอย่างนี้ครับ

  1. กองทุนที่บริหารแบบ Passive Management
  2. กองทุนที่บริหารแบบ Active Management
  3. กองทุนที่บริหารแบบ Absolute Return Fund 
  4. กองทุน Trigger Fund

กองทุนที่บริหารแบบ Passive Management

เป็นกองทุนรวมที่ผู้จัดการกองทุนจะบริหารการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนตามดัชนีชี้วัด(Benchmark) หรือไกล้เคียงดัชนีชี้วัดมากที่สุด

ตัวอย่างของดัชนีชี้วัดที่กองทุนรวมนำมาใช้อ้างอิงก็เช่นดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Index,SET100 หรือ SET50 ที่เราคุ้นเคยกันดีนี่เองครับ

ส่วนใหญ่กองทุนแบบ Passive ก็จะมีค่าธรรมเนียมต่ำและเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนในระยะยาว มีเวลาลงทุนนาน

กองทุนที่บริหารแบบ Active Management

กองทุนแบบ Active เป็นกองทุนรวมที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนให้ได้ดีกว่าดัชนีชี้วัด ผู้จัดการกองทุนจะพยายามบริหารการลงทุนให้ผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดให้ได้

กองทุนประเภทนี้จะต้องพึ่งพาประสบการณ์และความสามารถของผู้จัดการกองทุนค่อนข้างมาก เพราะจะต้องมีการจัดการการลงทุนอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

ทำให้กองทุนรวมแบบ Active มักจะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแบบ Passive และแน่นอนว่าอาจจะมีความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่า

กองทุนที่บริหารแบบ Absolute Return Fund

เป็นกองทุนรวมประเภทที่มีเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ในทุกสภาะวะตลาด มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย

ซึ่งกองทุนกลุ่มนี้มักจะมีนโยบายและกลยุทธ์การบริหารการลงทุนที่แตกต่างจากกองทุนประเภทอื่นๆ แม้จะเป็นกองทุนในกลุ่มเดียวกันก็ตาม

ด้วยความแตกต่างนี้เอง ใน Fund Fact Sheet ของกองทุนประเภทนี้จะมีการชี้แจงเพิ่มเติม ว่ากลุยุทธในการลงทุน หรือแนวทางในการบริหารกองทุนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย มีการวางแผนไว้อย่างไร 

กองทุน Trigger Fund

หากกองทุนที่เราสนใจเป็นกองทุนประเภท Trigger Fund ซึ่งเป็นกองทุนประเภทที่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่แน่นอน

กองทุนประเภทนี้ ผู้จัดการกองทุนจะต้องมีการบริหาร หรือมีวิธีการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ตามกรอบระยะเวลาเมื่อกำหนด

เมื่อกองทุนได้รับผลตอบแทนตามที่ตั้งเป้าไว้แล้วก็จะเลิกกองทุน ทำการคืนเงินให้นักลงทุนตามที่ได้แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน 

แน่นอนว่ากองทุนรวมประเภทนี้ก็จะต้องมีกลยุทธการลงทุนที่ซับซ้อนและแตกต่างขึ้นมาอีกหน่อยนึงจากกองทุนทั่วๆไป จึงต้องมีการแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติม

1.3 ชี้แจงการจ่ายผลตอบแทนแบบซับซ้อน(ถ้ามี)

กองทุนรวมบางกองจะมีนโยบายการจ่ายผลตอบแทนต่างจากกองทุนทั่วๆไป โดยอาจจะมีการคิดผลตอบแทนด้วยการใช้สูตรการคำนวณต่างๆ

หรืออาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมในการจ่ายผลตอบแทน ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องยากที่ผู้ลงทุนรายย่อยทั่วไปจะทำความเข้าใจ

ใน Fund Fact Sheet ของกองทุนประเภทนี้ก็จะมีการอธิบายเรื่องเกี่ยวกับผลตอบแทนโดยใช้แผนภาพ

นอกจากนี้ใน Fund Fact Sheet ก็จะมีการระบุปัจจัยที่มีผลทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรบ้าง รวมถึงให้คำแนะนำว่ากองทุนรวมนี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีความคาดหวังผลตอบแทนแบบไหน

1.4 ประมาณการผลตอบแทนกองทุนรวมที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(ถ้ามี)

สำหรับกองทุนรวมบางประเภทที่มีการลงทุนหรือเข้าเป็นคู่สัญญาซื้อขายล่วงหน้า จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องการประมาณการผลตอบแทนภายใต้สถานการณ์ที่แย่ที่สุด(Worst Case Scenario)

2.กองทุนรวมนี้เหมาะกับใคร

ข้อมูล Fund Fact Sheet ในส่วนนี้ จะเป็นการสรุปให้ฟังอย่างคร่าวๆแต่ชัดเจนว่ากองทุนรวมกองนี้ “เหมาะ” หรือ “ไม่เหมาะ”กับใคร

ซึ่งนักลงทุนก็ควรจะอ่านให้เข้าใจเพราะ เป็นข้อนึงที่สามารถชี้วัดได้เลยว่าเราควรจะซื้อกองทุนกองนี้หรือไม่ ถ้าหากคุณอ่านแล้วว่ามันไม่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง ก็ควรจะเลือกกองทุนตัวอื่นครับ

ด้วยความที่กองทุนรวมแต่ละประเภทนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีความสามารถและลักษณะในการสร้างผลตอบแทนและมีความเสี่ยงในการลงทุนต่างกัน

ซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงนี่ล่ะครับที่จะเป็นตัวสะท้อนว่ากองทุนรวมประเภทนั้นๆเหมาะ หรือไม่เหมาะกับใคร

เราได้ทำการสรุปความเหมาะสมในการลงทุนของกองทุนแต่ละประเภทไว้ดังนี้ครับ นักลงทุนสามารถเลือกดูแต่ละข้อและลองถามตัวเองได้ว่า เรามีความต้องการตรงกับข้อไหน

เมื่อเจอแล้วว่าเรามีเป้าหมายหรือความคาดหวังตรงหรือไกล้เคียงกับข้อไหน ก็ให้ลองเลือกศึกษาลงลึกในรายละเอียดกับกองทุนในประเภทนั้นๆ 

แต่ต้องอย่าลืมด้วยนะครับว่า ถึงแม้เราจะเช็คแล้วว่ามีความต้องการตรงกับประเภทกองทุน เราก็ต้องเช็คระดับความเสี่ยงของกองทุนนั้นๆด้วยว่าอยู่ในระดับที่เรารับได้หรือไม่

ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าตัวเองมีเป้าหมายและความต้องการการลงทุนแบบไหน เราลองมาดูกันครับว่า เป้าหมายการลงทุนหลักๆมีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างเหมาะกับกองทุนประเภทไหน

คาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก(แต่ต่ำกว่าหุ้น)

เหมาะกับกองทุนรวมตราสารหนี้(Daily Fixed Income) เพราะตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย ที่มีความสม่ำเสมอ 

และถึงแม้ราคาของตราสารหนี้จะมีความผันผวนอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังผันผวนน้อยกว่าตราสารทุน(หุ้น)

ผลตอบแทนที่นักลงทุนสามารถคาดหวังได้จากกองทุนตราสารหนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 2-4% ต่อปีครับ โดยอาจจะใช้เวลาลงทุนซัก 1-2 ปีขึ้นไป

จะเห็นว่าผลตอบแทนที่คาดหวังได้จากการลงทุนแบบนี้จะสูงกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร แต่ก็ยังไม่สูงเท่าการลงทุนในหุ้น

กองทุนตราสารหนี้ ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นการได้รับผลตอบแทนในจำนวณเงินที่แน่นอน หรือรักษาจำนวณเงินต้นให้อยู่ครบ เพราะถึงแม้จะมีความเสี่ยงต่ำแต่ก็ยังสามารถขาดทุนได้

อีกอย่างนึงที่นักลงทุนต้องรู้และระวังก็คือ ถ้าหากคุณต้องการลงทุนเฉพาะในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีและสภาพคล่องสูง คุณอาจจะต้องพิจารณากองทุนรวมประเภทนี้ลงลึกไปในรายละเอียดให้มากขึ้น

เพราะกองทุนตราสารหนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกฎเกณฑ์ข้อไหนเลยว่าจะต้องลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ตัวที่มีคุณภาพดีหรือสภาพคล่องสูง

กองทุนตราสารหนี้อีกประเภทนึงคือประเภท Buy and Hold ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีนโยบายการลงทุนแบบซื้อแล้วถือ 

ซึ่งกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภท Buy and Hold นี้ส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนปิด มีระยะเวลาการลงทุนยาวและมีอายุครบกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน แต่จะไม่เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ

ต้องการสภาพคล่องในการซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ

อีกข้อดีนึงของกองทุนตราสารหนี้ก็คือ ถ้าเป็นกองทุนแบบเปิดจะสามารถซื้อขาย ไถ่ถอน หน่วยงทุนได้ทุกวันทำการครับ 

โดยหลังจากขายหน่วยลงทุนออกไปแล้ว ผู้ลงทุนจะได้เงินคืนภายในจำนวณวันที่ระบุไว้เช่น T+1,T+2

คาดหวังผลตอบแทนใกล้เคียงเงินฝาก(แต่ต่ำกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้)

เหมาะกับการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน(Money Market) เพราะกองทุนรวมประเภทนี้จะลงทุนในเงินฝาก หรือตราสารหนี้ที่เหลืออายุไม่เกิน 1 ปี

ผลตอบแทนที่สามารถคาดหวังได้จากกองทุนรวมตลาดเงินจะอยู่ที่ 1.5-2% ต่อปี แน่นอนว่าไม่เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนในอัตราที่สูงๆ

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะสั้นๆด้วยเวลาประมาณไม่ถึง 1 ปี และต้องการสภาพคล่องสูง

ต้องการความเสี่ยงต่ำ

การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็จะได้ผลตอบแทนต่ำด้วย โดยคร่าวๆแล้วผลตอบแทนก็จะไม่ต่ำกว่าการฝากเงินในธนาคารครับ 

ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไปและสามารถลงทุนระยะกลางถึงยาวได้

หากคุณสามารถลงทุนระยะกลาง-ยาว หรือประมาณ 5-7 ปีขึ้นไปได้ และต้องการกองทุนที่มห้ผลตอบแทนสูง แบบนี้เหมาะกับการลงทุนในกองทุนตราสารทุน หรือ กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรมครับ

ผลตอบแทนที่สามารถคาดหวังจากการลงทุนในกองทุนประเภทนี้อาจจะมากถึงประมาณ 10-12% ต่อปี

และแน่นอนว่าเมื่อผลตอบแทนสูง ก็ตามมาด้วยความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน ซึ่งด้วยความผันผวนของราคาหุ้นอาจจะทำให้มีการขาดทุนได้มาก 

ดังนั้นกองทุนรวมหุ้น(ตราสารทุน)จึงไม่ค่อยเหมาะกับผู้ที่ต้องการได้รับผลตอบแทนในจำนวณเงินที่แน่นอนและต้องการรักษาเงินต้นให้อยู่ครบ

คาดหวังผลตอบแทนระยะสั้นจากการจับจังหวะตลาด

หากใครที่สนใจการลงทุนระยะสั้นและมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อาจจะประมาณ 1 ปี และสามารถรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงโดยคาดหวังผลตอบแทน 5-8%

คุณอาจจะเหมาะกับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น(ตราสารทุน) หรือกองทุนรวมแบบผสมที่เป็นกองทุนประเภท Trigger Fund ครับ

แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ความสามารถในการผลตอบแทนที่สูงก็ต้องมากับความเสี่ยงที่สูงและอาจจะสูญเสียเงินต้นได้เหมือนกัน

และสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆสำหรับกองทุนรวม Trigger Fund ก็คือการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนประเภทนี้ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนครับ มีโอกาสที่ผลตอบแทนจะทำได้ไม่ถึงเป้าหมายเหมือนกัน

ต้องการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก เช่นทองคำ

สำหรับนักลงทุนที่มีความสนใจจะลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก เพื่อหาทางสร้างผลตอบแทน หรือเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ก็มีกองทุนรวมที่ลงทุนในทรัพย์สินประเภทนี้ให้เลือกลงทุนเหมือนกันครับ

แต่แน่นอนว่าทรัพย์สินทางเลือกเหล่านั้น เช่นทองคำก็มักจะมีราคาผันผวนขึ้นลงตามความต้องการและสถานการณ์รอบโลก ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการขาดทุนได้

เพราะฉะนั้นหากใครที่มุ่งเน้นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำหรืออยากจะรักษาเงินต้นไว้ให้มั่นคงก็คงจะไม่เหมาะกับการซื้อกองทุนที่ลงทุนทรัพย์สินทางเลือกครับ

5วิธีเลือกกองทุนรวมง่ายๆสำหรับมือใหม่
คลิกเพื่ออ่าน:5 วิธีการเลือกกองทุนรวมง่ายๆ

3.คุณต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ

หลังจากที่เราทำความเข้าใจและเลือกกองทุนที่เหมาะกับเราได้แล้ว ในขั้นต่อไปเราก็ควรจะมาลงในรายละเอียดครับ ว่ากองทันรวมกองนี้มีอะไรที่เราควรรู้และต้องระวังบ้าง

ข้อมูลส่วนนี้ของ Fund Fact Sheet จะช่วยแจ้งคำเตือนที่สำคัญเกี่ยวกับกองทุนรวมที่เรากำลังสนใจ รวมถึงมีการแสดงแผนภาพระดับความเสี่ยง

ข้อมูลสำคัญในหัวข้อนี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆครับ คือ

  1. คำเตือนที่สำคัญ
  2. แผนภาพแสดงตำแหน่งความเสี่ยงของกองทุนรวม
  3. ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ
  4. คำอธิบายแผนภาพความเสี่ยง

1.คำเตือนที่สำคัญ

สำหรับกองทุนบางประเภท การตรวจสอบเพียงแค่รัะดับความเสี่ยงอาจจะยังไม่พอชี้ชัดได้ว่ากองทุนนี้คือสิ่งที่เหมาะสมกับเราแล้วจริงๆ

เนื่องจากว่าในรายละเอียดลึกลงไปของกองทุนเหล่านั้นอาจจะมีเงื่อนไขหรือความเสี่ยงบางอย่างที่มีผลต่อเงินของเราอยู่อีกครับ 

โดยคำเตือนที่สำคัญใน Fund Fact Sheet ของแต่ละกองทุนก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่ากองทุนรวมกองนั้นเป็นกองทุนประเภทไหน โดยหลักแล้วจะมีคำเตือนที่ควรรู้ของกองทุนแต่ละประเภทดังนี้

  1. กองทุนรวมที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  2. กองทุนรวมฟีดเดอร์
  3. กองทุนรวมตราสารหนี้
  4. กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารที่มีความน่าเชื่อถือต่ำหรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
  5. กองทุนรวมมีประกัน
  6. กองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้น
  7. กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม
  8. กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรง
  9. กองทุนรวม Trigger Fund

1.กองทุนรวมที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

สำหรับกองทุนรวมกองไหนที่มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยง หรือมีการลงทุนในตราสารชนิดใดๆที่มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

จะมีการเตือนนักลงทุนว่ากองทุนแบบนี้มีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมประเภทที่ลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง 

เพราะผลตอบแทนที่ได้อาจจะมีทั้งกำไรและขาดทุนได้มากกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงโดยตรง

2.กองทุนรวมฟีดเดอร์(Feeder)

กองทุนรวมฟีดเดอร์บางกอง อาจจะมีกองทุนหลักที่มีนโยบายการลงทุนและจ่ายผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของราคาทรัพย์สินอ้างอิง

หรือกองทุนรวมฟีดเดอร์บางกองอาจจะมีกองทุนหลักที่สร้างผลตอบแทนโดยการเข้าเป็นคู่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของทรัพย์สินอ้างอิงต่างๆ

ในกรณีนี้ จะมีการใส่คำเตือนเข้ามาใน Fund Fact Sheet ว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือจากการเคลื่อนไหวของราคาทรัพย์สินอ้างอิงอาจจะไม่เท่ากับราคาเคลื่อนไหวในปัจจุบันของทรัพย์สินนั้นๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติว่ากองทุนที่เราลงทุนนั้นลงทุนในราคาน้ำมันซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งก็จะได้ผลตอบแทนเป็นจำนวณหนึ่ง แต่ก็จะไม่เท่ากับราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน

3.กองทุนรวมตราสารหนี้

สำหรับกองทุนตราสารหนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องรู้ก็คือกองทุนประเภทนี้ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าจะต้องลงทุนแต่ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีและมีความน่าเชื่อถือสูงเท่านั้น

ดังนั้นเงินที่ท่านซื้อหน่วยลงทุนอาจจะถูกนำไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินก็ได้ตามแต่ผู้จัดการกองทุนจะเห็นสมควร

อีกประเด็นนึงก็คือกองทุนตราสารหนี้บางกองอาจไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องต่ำ ทำให้มีผลต่อความสะดวกของนักลงทุนที่จะไม่สามารถซื้อหรือขายตราสารหนี้ได้ในเวลาที่ต้องการ

4.กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารที่มีความน่าเชื่อถือต่ำหรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

หากใครที่ลงทุนในตราสารแบบต่างๆ เช่นตราสารหนี้ สิ่งที่ต้องทำก่อนลงทุนก็คือจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ของตราสารตัวนั้นๆก่อนลงทุนใช่มั้ยครับ

ที่ต้องทำแบบนั้นก็เพราะ มันก็เหมือนเราเอาเงินไปให้กิจการที่ออกตราสารกู้นั่นเองครับ และเราคาดหวังผลตอบแทนจากการชำระคืนเงินกู้ของผู้ออกตราสาร ก็เลยต้องตรวจสอบกันหน่อยว่าลูกหนี้คนนี้เค้ามีความน่าเชื่อถือขนาดไหน

แต่ตราสารบางตัวที่ออกมาก็มีบ้างเหมือนกันที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่ต่ำ และต่ำกว่าระดับที่จะสามารถลงทุนได้(ถาษาอังกฤษเรียกว่า Non-Investment Grade Bond 

หรือยิ่งไปกว่านั้น ตราสารบางตัวอาจจะไม่ได้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเลยด้วยซ้ำ

แต่ด้วยความเสี่ยงที่สูงของตราสารเหล่านี้ก็มักจะมาพร้อมกับผลตอบแทนที่สูงล่อใจนักลงทุน และพอจะมีทางที่จะสร้างผลตอบแทนได้อยู่บ้าง กองทุนรวมบางกองจึงมีการลงทุนในตราสารรูปแบบนี้เหมือนกัน

ถ้าหากกองทุนรวมกองไหนมีนโยบายที่จะลงทุนในตราสารคุณภาพต่ำเหล่านี้ด้วยมูลค่าเกินกว่า 20% ของ ทรัพย์สินสุทธิ(NAV) ของกองทุน ก็จะต้องมีคำเตือนออกมาใน Fund Fact Sheet ด้วยครับ

ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนต้องรู้และระวังก็คือการลงทุนในตราสารคุณภาพแบบนี้อาจจะมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคืนกลับมา

เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องอ่าน Fund Fact Sheet ให้ละเอียดครับว่ากองทุนที่เราสนใจเค้าลงทุนในสินทรัพย์มีความเสี่ยงสูงแบบนี้ด้วยรึเปล่า

5.กองทุนรวมมีประกัน

การลงทุนในกองทุนรวมแบบมีประกันอาจจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนและลดความเสี่ยงในการลงทุนได้บ้างครับ

เพราะกองทุนรวมแบบมีประกันจะมีสถาบันการเงินเข้ามาช่วยรับประกันให้นักลงทุนว่าจะจ่ายเงินลงทุน หรือเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทนคืนให้กับนักลงทุนเป็นสัดส่วนตามที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก

ใน Fund Fact Sheet ของกองทุนรวมมีประกันจะมีคำเตือนให้นักลงทุนได้อ่านเงื่อนไขของการประกันว่าเค้าประกันเงินลงทุนหรือผลตอบแทนคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่

เงื่อนไขส่วนใหญ่ก็จะระบุเพิ่มเติมไว้ด้วยว่านักลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุนไว้ครบตามระยะเวลาที่ประกันกำหนดจึงจะได้รับชำระเงินลงทุนคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ หรือตามความสามารถของผู้ประกัน

นักลงทุนที่จะลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ควรต้องอ่านเงื่อนไขและคำเตือนใน Fund Fact Sheet ให้ดีครับ ก่อนตัดสินใจ

6.กองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้น

หลายๆคนมักจะเข้าใจผิดว่ากองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้นจะมีการรับประกันเงินต้นด้วย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ เพราะมันเป็นแค่ชื่อเรียกเฉยๆ

จุดประสงค์ของกองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้นก็คือพยายามนำเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งอาจจะเป็นมุลค่า 90-95%ของเงินในกองทุน

และเงินอีกส่นที่เหลือก็อาจจะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูง และอาจเป็นเหตุให้ขาดทุนและสูญเสียเงินต้นได้

ใน Fund Fact Sheet ของกองทุนรวมประเภทนี้ก็จะมีคำเตือนไว้ให้นักลงทุนเข้าใจว่าไม่ได้เป็นการรับประกันเงินต้นครับ ท่านอาจจะขาดทุนจนกินเงินต้นได้เหมือนกัน

7.กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม

กองทุนรวมอุตสาหกรรมเป็นกองทุนรวมที่นักลงุทนหลายๆคนให้ความสนใจครับ เพราะสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้เยอะพอสมควรถึง 7-12% ต่อปี

แต่ด้วยผลตอบแทนที่สูงก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงและมีระยะเวลาในการลงทุนที่เหมาะสมค่อนข้างนานประมาณ 7-10 ปี

เพราะฉะนั้นหากใครสนใจลงทุนในกองทุนรวมอุตสาหกรรม ก็จะต้องอ่าน Fund Fact Sheet ให้ดีว่ามีคำเตือนที่ต้องรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง

สิ่งหลักๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของกองทุนรวมประเภทนี้คือความผันผวนของราคาครับ เนื่องจากเป็นการมุ่งลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งไปเลย 

ซึ่งการโฟกัสลงทุนไปที่ใดดี่หนึ่งแบบนี้ ถ้าสภาวะตลาดในอุตสาหกรรมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงอาจะทำให้ราคาหน่วยลงทุนมีการขึ้นลง ไม่คงที่เท่ากองทุนที่กระจายการลงทุนในหลายๆอุตสาหกรรม

8.กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรง

กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำมีทั้งกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงและไม่ได้ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงครับ

สิ่งที่นักลงทุนต้องอ่านใน Fund Fact Sheet เพื่อทำความเข้าใจก็คือกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงนี่ล่ะครับ เพราะมันจะมีความเสี่ยงบางอย่างเพิ่มขึ้นมา

กองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรง ก็คือการนำเงินที่ได้จากนักลงทุนไปซื้อทองคำแท่งมาเพื่อสร้างผลกำไรนั่นเอง

และเมื่อมันเป็นทองคำแท่งของจริง จับต้องได้ ขนย้าย เคลื่อนย้ายได้ มันจึงมีความเสี่ยงที่จะเสียหาย สูญหาย ถูกขโมย หรือแม้แต่ถูกทำลายได้นั่นเองครับ

อาจฟังดูเหมือนในหนังแอคชั่นพวกเซียนจอมโจรมหากาฬทั้งหลายใช่มั้ยครับ แต่มันคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ความเสี่ยงที่ว่านี้ก็สามารถจัดการให้อยู่ในระดับที่รับได้สำหรับการลงทุนก็คือ “การทำประกัน”ไว้นั่นเอง 

ซึ่งมันก็จะมีกองทุนที่ทำประกันภัยทองคำไว้เต็มมูลค่า หรือทำประกันไว้แค่เพียงบางส่วน ซึ่งจะหาอ่านข้อมูลเหล่านี้ได้จาก Fund Fact Sheet ในส่วน“คำเตือนที่สำคัญ”นี่ล่ะครับ

9.กองทุนรวมทริกเกอร์ฟันด์ (Trigger Fund)

กองทุนรวมทริกเกอร์ฟันด์ เป็นกองทุนรวมประเภทที่มีการตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้อย่างชัดเจน ว่าเมื่อได้ผลตอบแทนตามที่ตั้งเป้าไว้แต่แรก ก็จะปิดกองทุนและคืนเงินให้นักลงทุน

แต่นักลงทุนก็ต้องรู้ด้วยครับว่าสิ่งที่ประกาศเป็นเป้าหมายนั้นไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน ซึ่งข้อความนี้จะมีบอกไว้ใน Fund Fact Sheet อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย ต้องอ่านนะครับไม่รู้ไม่ได้

9 คำเตือนสำหรับกองทุนรวมที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลสำคัญๆที่นักลงทุนรายย่อยอาจจะไม่รู้และถ้าไม่อ่าน Fund Fact Sheet ให้ดีก็อาจจะทำให้เลือกองทุนผิดตัวครับ ต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนตัดสินใจ

สิ่งต่อมาที่นักลงทุนต้องรู้ไว้และระวังสำหรับการเลือกลงทุนกองทุนรวมให้ถูกต้องก็คือระดับความเสี่ยง ซึ่งจะถูกแสดงใน Fund Fact Sheet เหมือนกัน โดยจะทำเป็นแผนภาพเข้าใจง่าย 

มาดูกันครับว่าเราต้องพิจารณาอะไรกันบ้างเกี่ยวกับความเสี่ยงของกองทุนรวม

2.แผนภาพแสดงตำแหน่งความเสี่ยงของกองทุนรวม

สิ่งแรกเลยที่นักลงทุนจะต้องทำก่อนจะเริ่มเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น,กองทุนรวม,ตราสารหนี้ และอื่นๆ ก็คือแบบประเมินความเสี่ยงครับ

หากใครยังไม่เคยทำแบบประเมินความเสี่ยงสำหรับการลงทุนก็ให้คลิกเข้าไปที่นี่ เพื่อลองทำดูครับ และจะรู้ว่าตัวเองสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้เท่าไหร่

หลังจากที่ทำแบบประเมิณความเสี่ยงแล้ว เราก็จะรู้แล้วว่าตัวเองเหมาะกับการลงทุนด้วยความเสี่ยงระดับไหน หลังจากนั้นก็มาดูกองทุนในระดับความเสี่ยงเดียวกันกับตัวเราเองรับ

สมมุติว่านักลงทุนทำแบบประเมิณได้ระดับความเสี่ยง 5 นั่นแสดงว่าสามารถลงทุนในกองทุนรวมตั้งแต่ความเสี่ยงระดับ 1-5  และไม่ควรลงทุนในกองที่มีระดับเสี่ยงสูงกว่าระดับของตัวเองครับ

ความเสี่ยงในการลงทุนกองทุนรวมก็จะแบ่งเป็น 8 ระดับครับ คือ

  • ความเสี่ยงต่ำ
    • ระดับความเสี่ยง 1 กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในประเทศ
  • เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ
    • ระดับความเสี่ยง 2 กองทุนรวมตลาดเงิน
    • ระดับความเสี่ยง 3 กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
    • ระดับความเสี่ยง 4 กองทุนรวมตราสารหนี้
  • เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง
    • ระดับความเสี่ยง 5 กองทุนรวมผสม
  • เสี่ยงสูง
  • เสี่ยงสูงมาก
    • ระดับความเสี่ยง 8 กองทุนรวมที่ลงทุนในทรัพย์สินทางเลือก
  • เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ
    • ระดับความเสี่ยง 8+ กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงจากการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ถึงแม้การลงทุนในกองทุนรวมจะสามารถเลือกลงทุนด้วยความเสี่ยงที่สูงมากได้อย่างในระดับ 8+ แต่ก็ถือว่ายังเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสินทรัพย์ที่เพิ่งเกิดใหม่อย่างคริปโตเคอร์เรนซี่ เช่น บิทคอยน์(Bitcoin),อีเธอเรียม(Ethereum) หรือแม้แต่การทำ Yield Farming ด้วย Stable coin ครับ

เพราะถึงแม้จะเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็เป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และมีมืออาชีพคอยดูแลการลงทุนให้ ที่สำคัญกฎหมายการลงทุนก็ถูกพัฒนามายาวนานจนเกิดความชัดเจนในการกำกับดูแล

เพราะฉะนั้น ถ้าใครเป็นนักลงทุนมือใหม่ การเริ่มศึกษาลงทุนจากกองทุนรวมก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆเลยครับ

เมื่อเราได้รู้แล้วว่ากองทุนที่เราสนใจนั้นมีระดับความเสี่ยงอยู่ในขั้นที่เหมาะสมกับตัวเรามั้ย เราก็พอจะเห็นภาพรวมว่าเราจะลงทุนได้หรือไม่ได้แล้วครับ แต่ก็ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยที่ควรรู้ 

ใน Fund Fact Sheet ก็จะมีการบอกข้อมูลเพิ่มเติมว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างในกองทุนนั้นๆ ที่ทำให้ตัวมันมีระดับความเสี่ยงอยู่ในขั้นที่แสดงไปในข้อที่แล้ว เรามาดูกันในหัวข้อต่อไปครับ

3.ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ

ก่อนที่กองทุนรวมแต่ละกองจะได้รับการสรุปออกมาว่าอยู่ในระดับความเสี่ยงไหน มันจะมีปัจจัยภายในมาเป็นตัวกำหนดครับ

ซึ่งหากนักลงทุนได้อ่าน Fund Fact Sheet ลึกลงมาถึงข้อมูลส่วนนี้ก็จะได้รู้จักกับลักษณะของทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุนมากขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อเรารู้รายละเอียดมากขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้การพิจารณาเลือกกองทุนของเราทำได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างปัจจัยความเสี่ยงสำคัญของกองทุนต่างๆ ที่จะนำมาแจ้งใน Fund Fact Sheet มีดังนี้

  1. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร
  2. ความเสี่ยงจากความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุน
  3. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร

สำหรับกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงในเรื่องนี้อยู่ครับ เพราะตราสารหนี้ก็เหมือนเงินกู้ที่นักลงุทนเป็นผู้ให้กู

เมื่อกองทุนนำเงินจากนักลงทุนไปลงทุนในตราสารหนี้ ก็ย่อมต้องคาดหวังผลตอบแทนจากการขำระหนี้คืนจากผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ ในรูปแบบของดอกเบี้ยและเงินต้น

แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ผู้ออกตราสารหนี้จะมีการผิดนัดชำระเนื่องจากสภาวะของธุรกิจนั้นๆที่ไม่สามารถทำรายได้และกำไรได้ตามเป้า

และถ้ามีการผิดนัดชำระเกิดขึ้นก็แน่นอนว่าต้องมีกระทบกับรายได้ของกองทุนรวม ทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

ผู้ลงทุนในกองทุนประเภทนี้ควรจะต้องรู้และเลือกระดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารที่กองทุนรวมนำเงินไปลงทุนครับ หาข้อมูลได้จากใน Fund Fact Sheet นี่ล่ะครับ 

ความเสี่ยงจากความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุน

สำหรับกองทุนรวมหลายๆประเภท ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมทั่วๆไปมักจะต้องเจอกับความเสี่ยงจากความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุน หรือราคาหน่วยลงทุนนั่นเอง

ถ้าเป็นกองทุนตราสารหนี้ ความผันผวนของราคาตราสารหนี้จะมีสาเหตุมาจากอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่นสภาวะเศรษฐกิจ,สภาวะการลงทุน,เหตุการณ์ทางการเมือง

โดยทั่วๆไปแล้วราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินมีการปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ออกใหม่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

และเมื่ออัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ราคาตราสารหนี้ก็จะลดลง เกิดเป็นความผันผวนขึ้นลงของราคาในแต่ละช่วงเวลาครับ

ความผันผวนของราคาหน่วยลงทุนนี้ จะพิจารณาความเสี่ยงจากอายุเฉลี่ยของทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลง เช่น ถ้าทรัพย์สินมีอายุน้อย ต่ำกว่า 3 เดือนก็จะเจอเรื่องความผันผวนของราคาค่อนข้างต่ำ 

ในทางกลับกัน ถ้าทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุนมีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไปก็อาจจะมีความเสี่ยงกับความผันผวนมากขึ้นเพิ่มมากขึ้น

ในกรณีที่เป็นกองทุนรวมทั่วๆไป ปัจจัยเสี่ยงของกองทุนจะถูกชี้แจงโดยเสนอเป็นข้อมูลความผันผวนของผลการดำเนินงานให้นักลงทุนพิจารณา

โดยระดับความผันผวนของผลการดำเนินงานก็จะแสดงให้เห็นเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นครับ ยิ่งผันผวนมากก็จะยิ่งเป้นกองทุนที่มีความเสี่ยงมาก

ถ้าเป็นกองทุนรวมตราสารทุนในประเทศ ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนจะขึ้นอยู่กับลักษณะของตราสารทุน(หุ้น)ที่กองทุนนำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุน

เช่นถ้าเป็นหุ้นทั่วๆไป(General) ก็จะมีความเสี่ยงต่ำ และหากเป็นหุ้น Large Cap ระดับความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ส่วนถ้าเป็นหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม(Sector)ก็จะมีความเสี่ยงสูง

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

กองทุนรวมบางประเภท เช่นกองทุนรวมที่ไปลงทุนในทรัพย์สินต่างประเทศ อาจจะมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศได้ครับ

ตัวอย่างง่ายๆเช่น กองทุนรวมที่ลงทุนด้วยเงินสกุลดอลล่าร์ นำเงินดอลล่าร์ไปลงทุนในช่วงเวลาที่เงินบาทอ่อนตัว แต่กว่าจะทำกำไรและขายออกมาก็เป็นช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว

ในกรณีแบบนี้จะทำให้กองทุนรวมได้รับเงินบาทกลับมาน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกองทุนประเภทนี้

ซึ่งปัจจัยความเสี่ยงที่นำมาแสดงใน Fund Fact Sheet จะถูกคิดมาจากนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน

  • ถ้ากองทุนทำการป้องกันความเสี่ยงไว้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด : นักลงทุนจะไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • ถ้ากองทุนปำการป้องกันความเสี่ยงไว้บางส่วน : ผู้ลงทุนก็อาจจะมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่บ้าง
  • ถ้ากองทุนไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเลย : จะทำให้ผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงไปเต็มๆ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่พูดถึงไปด้านบน เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้นะครับ ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นค่าเดิมตลอดไป 

เมื่อกองทุนมีการปรับเปลี่ยนการลงทุน หรือสภาวะตลาดต่างๆเปลี่ยนแปลง ปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนตาม และกองทุนก็จะต้องอัพเดทข้อมูลใน Fund Fact Sheet ให้ทันสมัยอยู่เสมอด้วย

เพราะเหตุนี้ การตรวจสอบวันที่ของข้อมูลบนหัว Fund Fact Sheet จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากครับ

4.สัดส่วนของประเภททรัพย์สินที่ลงทุน

เมื่อเราได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนรวมที่เราสนใจแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องมาเจาะดูรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนกันแล้วครับว่า กองทุนนั้นนำเงินไปลงทุนกับอะไรบ้าง

โดยหลักๆแล้วใน Fund Fact Sheet จะบอกสัดส่วนของทรัพย์สินที่ลงทุน ตามหัวข้อดังนี้ครับ

  1. สัดส่วนประเภททรัพย์สินที่ลงทุน
    1. กองทุนรวมตราสารหนี้ จะบอกสัดส่วนแยกตามประเภทของทรัพย์สินที่ลงทุน เช่น ตราสารหนี้เอกชน,เงินฝาก,ตราสารหนี้ภาครัฐ และอื่นๆ
    2. กองทุนรวมตราสารทุน จะบอกสัดส่วนแยกตามประเภทอุตสาหกรรมที่กองทุนไปซื้อหุ้นไว้
    3. กองทุนรวมผสม จะบอกสัดส่วนการลงทุนแยกตามประเภทของทรัพย์สินที่ลงทุน เช่น หุ้น,เงินฝาก,ตราสารหนี้,พันธบัตรรัฐบาล
  2. ชื่อทรัพย์สินที่ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก
    1. ถ้าเป็นกองทุนรวมทั่วๆไป ก็จะบอก 5 อันดับทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุนรวมถึงสรุปเป็นสัดส่วนต่อ NAV ของกองทุน
    2. ถ้าเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ จะมีการบอกระดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ใน 5 อันดับที่ลงทุนด้วย
  3. น้ำหนักการลงทุนตามอันดับความน่าเชื่อถือ
  4. ข้อมูลของกองทุนต่างประเทศที่ไปลงทุน

การเข้ามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับสัดส่วนการลงทุนแบบนี้ จะทำให้เราสามารถเปรียบเทียบ วางแผน และกระจายการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการซื้อกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ซัก 2 กอง เมื่อเราเข้ามาดูสัดส่วนการลงทุน และ 5 อันดับทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุนแล้วพบว่าเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ตัวเดียวกัน เราก็สามารถโยกย้ายเงินไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้กองอื่นได้ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปครับ

หรือในทางกลับกัน เมื่อมาตรวจสอบ 5 อันดับทรัพย์สินที่กองทุนลงทุนแล้ว พบว่าไม่มีตราสารหนี้ที่เรามองว่าน่าลงทุนอยู่เลย ก็จะทำให้เราตัดตัวเลือกและนำเงินไปลงทุนในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

ตราสารหนี้คืออะไร
คู่มือการลงทุนในตราสารหนี้

5.ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมของกองทุนรวม เป็นข้อมูลที่หลายๆคนอาจจะละเลยและไม่นำมาพิจารณาในการเลือกซื้อกองทุนครับ เนื่องจากอาจจะเห็นว่าเป็นตัวเลขที่น้อยจนดูไม่น่าใส่ใจนัก

แต่จริงๆแล้ว ค่าธรรมเนียมของกองทุนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับในแต่ละปี 

โดยเฉพาะการลงทุนในระยะยาวซึ่งเป็นสใตล์การลงทุนส่วนใหญ่สำหรับคนซื้อกองทุนรวม ผลกระทบจากค่าธรรมเนียม ก็จะยิ่งเห็นชัดมากขึ้น เพราะบางอย่างเก็บเป็นรายปี บางอย่างเก็บเมื่อมีการทำธุรกรรม

เพราะฉะนั้นการดูและเปรียบเทียบรายละเอียดค่าธรรมเนียมใน Fund Fact Sheet ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่สำคัญในการเลือกซื้อกองทุนรวมครับ

ค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม
  2. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงทุน

1.ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม

ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ เกิดมาจากค่าใช้จ่ายต่างๆของกองทุนรวมครับ เช่นค่าการจัดการ,ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์,ค่านายทะเบียน,ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์,ค่าโฆษณา และอื่นๆ

ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะถูกนำมาคิดรวมทั้งหมดและแสดงออกมาเป็น %ของทรัพย์สินสุทธิ(NAV) โดยจะแสดงเป็น %NAV ต่อปี

แต่จริงๆแล้วหลังจากที่ได้ค่า %NAV ต่อปีแล้ว ทางกองทุนก็จะนำมาคิดเฉลี่ยเป็นวันแล้วหักออกจาก NAV เป็นรายวันครับ

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ค่า NAV จะมีการประกาศหรือเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ แทบทุกวัน สะท้อนออกมาเป็นราคาสำหรับซื้อ-ขายหน่วยลงทุนกองกองทุนนั้นๆ

การคำนวณทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุน คำนวณโดยสูตรนี้ครับ

NAV=(มูลค่าทรัพย์สิน+ผลตอบแทนสะสม+เงินสด)-ค่าใช้จ่ายและหนี้สินกองทุน

จากสมการข้างบนก็จะเห็นได้ว่าถ้ากองทุนรวมกองไหนมีค่าใช้จ่ายเยอะ จะมีผลทำให้ค่า NAV ลดลง ซึ่งแน่นอนครับ ถ้า NAV ลดลงต่ำกว่าตอนซื้อเข้า ก็แปลว่าขาดทุน

เห็นแล้วใช่มั้ยครับ ว่าตัวเลขค่าธรรมเนียมแม้จะไม่มากก็มีผลต่อกำไร/ขาดทุนของเรา

เราต้องนำข้อมูลที่ได้จาก Fund Fact Sheet มาเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆที่มีนโยบายการลงทุนไกล้เคียงกัน

ข้อมูลค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน จะถูกแสดงใน Fund Fact Sheet ทั้งค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดไว้ในนโยบายกองทุน และค่าธรรมเนียมที่เก็บจริง รวมถึงข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีอีกด้วย

2.ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงทุน

ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้จะเป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงทุนโดยตรงเมื่อมีการทำรายการต่างๆ เช่น การซื้อกองทุน,การขายกองทุน,ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน

ข้อมูลค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงทุนนี้ก็จะถูกแสดงใน Fund Fact Sheet เป็น 2 อย่างเหมือนกันคือค่าธรรมเนียมที่กำหนดตามนโยบายกองทุนและค่าธรรมเนียมที่เก็บจริง

เมื่อเราดูค่าธรรมเนียมทั้ง 2 ประเภทจาก Fund Fact Sheet แล้ว ก็ให้นำค่าธรรมเนียมของกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนไกล้เคียงกันมาเปรียบเทียบกันครับ

แน่นอนว่า ในแง่ของค่าธรรมเนียมถ้าสามารถเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายๆต่ำๆได้ก็จะเป็นการดี แต่ก็อย่าลืมพิจารณาปัจจัยอย่างอื่นด้วยนะครับ

6.ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องนำมาพิจารณา เนื่องจากสามารถสะท้อนภาพต่างๆของกองทุนและความสามารถของการบริหารจัดการได้ดีครับ

ถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในอดีตจะไม่ได้เป็นตัวบอกอนาคตได้ทั้งหมด แต่เราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาเปรียบเทียบ พิจารณาและพอจะมองออกว่าเราจะสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากกองทุนได้ขนาดไหน

ในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ(Fund Fact Sheet) ของกองทุนแต่ละกอง จะแสดงผลการดำเนินงานย้อนหลังไว้ 4 แบบหลักครับ 

  1. ผลตอบแทนย้อนหลังแบบปักหมุด
  2. ผลการดำเนินงานย้อนหลังตามปีปฏิทิน
  3. ผลการดำเนินงานแบบ Percentile
    1. เปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับกองทุนประเภทเดียวกัน
    2. เปรียบเทียบความผันผวน
  4. ผลขาดทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี

บอกตรงๆว่าอ่านชื่อแล้ว “งง” ครับว่าแต่ละตัวมันคืออะไร ทำไมต้องมีตั้ง 3 แบบ เรามาเจาะดูรายละเอียดของผลการดำเนินงานแต่ละประเภทกันว่ามันคืออะไร และใช้ประโยชน์ยังไง

ผลตอบแทนที่นำมาแสดงใน Fund Fact Sheet จะเป็นผลตอบแทนรวม(Total Return) ซึ่งเป็นตัวเลขที่รวมผลตอบแทนทุกอย่างไว้หมดแล้ว(กำไร+เงินผันผล) 

6.1 ผลตอบแทนย้อนหลังแบบปักหมุด

ผลตอบแทนกองทุนรวมย้อนหลังแบบปักหมุด คือการแสดงผลตอบแทนที่กองทุนทำได้ย้อนหลังกลับไปในช่วงเวลาต่างๆ(Year-To-Date) 

โดยจะเริ่มนับ(ปักหมุด)ตั้งแต่วันที่กำหนด (โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นวันที่ที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน) ย้อนหลังกลับไปเป็นช่วงเวลา 3เดือน,6เดือน,1ปี,5ปี,10ปี หรือตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

ผลตอบแทนกองทุนรวมแบบปักหมุด
ผลตอบแทนย้อนหลังแบบปักหมุด

ผลตอบแทนกองทุนย้อนหลังแบบปักหมุดดูยังไง?

ผลตอบแทนย้อนหลังแบบปักหมุด จะแสดงทั้งเปอร์เซ็นผลตอบแทนย้อนหลังและความผันผวน(ความเสี่ยง) รวมถึงข้อมูลของดัชนีชี้วัดไว้ด้วยกัน

นักลงทุนควรจะพิจารณาตัวเลขผลตอบแทนและตัวเลขความผันผวนในทุกช่วงเวลาที่มีข้อมูลให้มาในตารางครับ เพราะจะสามารถบอกภาพรวมของกองทุนทั้งในระยะสั้น,ระยะกลาง และระยะยาวได้

จากตารางผลตอบแทนแบบปักหมุด นักลงทุนควรจะตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า

  1. ผลตอบแทนของกองทุนเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดแล้วเป็นยังไงบ้าง
  2. ผลการดำเนินงาน สามารถชนะดัชนีมาตรฐานได้หรือไม่
  3. ผลการดำเนินงาน ชนะหรือแพ้ดัชนีมาตรฐานในสภาวะตลาดแบบไหนบ้าง
  4. ผลตอบแทนที่ชนะตลาด มีความสม่ำเสมอขนาดไหน
  5. กองทุนมีความผันผวนเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดในช่วงเวลาเดียวกัน

จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้จากตารางใน Fund Fact Sheet สามารถทำให้เรามองเห็นภาพรวมการดำเนินงานของกองทุนได้ และเข้าใจกองทุนนั้นๆได้ดีขึ้น

ถ้าลองเปรียบเทียบดูหลายๆกองทุน จะเห็นได้ว่าแต่ละกองทุนมีลักษณะของตัวเองอยู่เหมือนกันนะครับ กองทุนบางกองทำผลงานได้ดีในเวลาตลาดซบเซา แต่บางกองทุนทำกำไรได้ดีในตอนที่ตลาดผันผวน

แต่ในการพิจารณาก็ต้องอย่าลืมดูประเภทของกองทุนรวมนั้นๆด้วยนะครับ เช่นถ้าเป็นกองทุนเป็นประเภท Passive การจะไปหวังให้มีผลตอบแทนชนะตลาดเยอะๆสม่ำเสมอก็คงจะไม่สามารถทำได้

การที่เรารู้และเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ก็จะทำให้เราเลือกลงทุนในกองทุนได้ดีและถูกต้องตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้นครับ

6.2 ผลการดำเนินงานย้อนหลังตามปีปฏิทิน

ผลตอบแทนย้อนหลังตามปีปฏิทิน เป็นการแสดงตัวเลขผลตอบแทนในแต่ละปี และมีการเทียบกับดัชนีชี้วัดให้เห็นว่ากองทุนมีผลงานอยู่ในระดับไหน

ผลตอบแทนกองทุนรวมย้อนหลังตามปีปฏิทิน
ผลการดำเนินงานย้อนหลังแบบปีปฏิทิน

ผลตอบแทนกองทุนย้อนหลังตามปีปฏิทิน ดูยังไง?

นักลงทุนสามารถดูผลตอบแทนรายปีได้จากแผนภูมิที่ให้มาใน Fund Fact Sheet ครับ โดยจะมีผลตอบแทนรายปีให้ดูย้อนหลังอย่างน้อย 10 ปี หรือตั้งแต่จัดตั้งกองทุนรวม

จากผลตอบแทนตามปีปฏิทินเราจะสามารถตีความได้ว่า

  1. กองทุนรวมกองนั้นมีผลการดำเนินงานอย่างไรในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละปี 
  2. ในปีที่มีวิกฤติ ก็สามารถดูได้ว่ากองทุนนั้นๆมีผลตอบแทนอยู่ในระดับไหน
  3. เมื่อเศรษฐกินฟื้นตัวหลังวิกฤติไปแล้ว กองทุนมีผลตอบแทนอย่างไร

การตีความข้อมูลเหล่านี้อาจจะต้องอาศัยการหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าในแต่ละปีมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่งผลดีหรือไม่ดี สภาวะเศรษฐกิจและตลาดต่างๆเป็นอย่างไร

เมื่อเรานำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ก็จะสามารถเห็นความสม่ำเสมอในการสร้างผลตอบแทนของกองทุนแต่ละตัวได้ครับ เพราะความสม่ำเสมอนี่แหละเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อกองทุน

6.3 ผลการดำเนินงานแบบ Percentile

ผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile) เป็นการเปรียบเทียบข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังและระดับความผันผวนของกองทุนที่เราสนใจเที่ยบกับกองทุนอื่นๆในประเภทเดียวกัน

ผลตอบแทนกองทุนรวมย้อนหลังแบบ percentile
ผลตอบแทนกองทุนรวมย้อนหลังแบบเปอเซ็นไทล์(Percentile)

ถ้าให้อธิบายง่ายๆ การแสดงผลแบบเปอร์เซ็นไทล์ก็คือการจัดอันดับนี่ล่ะครับ เป็นการจัดอันดับว่ากองทุนตัวที่เราสนใจมีผลตอบแทนและความผันผวนอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน 

โดยอันดับผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นไทล์ใน Fund Fact Sheet จะถูกแสดงโดยแบ่งเป็นอันดับที่ 5,25,50,75,และสุดท้ายคืออันดับที่ 95

วิธีการพิจารณาก็ง่ายๆครับ ทั้งผลตอบแทนและความผันผวนยิ่งมีอันดับ percentile น้อยเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น

อาจจะงงๆกับการเรียงและแสดงข้อมูลนะครับ แต่จำไว้ง่ายๆว่า

  • ยิ่งผลตอบแทนสูง อันดับ Percentile ก็จะน้อย 
  • ความผันผวนน้อย อันดับ Percentile ก็จะน้อย

เพราะกองทุนที่เราต้องการ คือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความผันผวนน้อย ซึ่งนั่นล่ะจะเป็นกองทุนรวมที่ทำกำไรให้เราในระยะยาวได้อย่างสม่ำเสมอครับ

6.4 ผลขาดทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี

ข้อมูลที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งใน Fund Fact Sheet สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลังก็คือตัวเลขการขาดทุนสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาของกองทุนนั้นๆครับ

ตัวเลขในส่วนนี้จะเป็นการแสดงผลการขาดทุนใช่ช่วง 5 ปีเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่กองทุนสร้างผลตอบแทนได้มากที่สุด

การดูข้อมูลตัวเลขการขาดทุนส่วนนี้ ช่วยบอกให้เรารู้ถึงโอกาสที่จะขาดทุนสูงสุด ว่าจะขาดทุนลงไปได้ถึงระดับไหน และตัวเราสามารถรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนถึงขั้นนั้นได้รึเปล่า

ถ้าเราคิดแล้วว่าเรารับความเสี่ยงที่จะขาดทุนระดับนี้ไม่ไหวก็อาจจะไม่ลงทุนในกองทุนนี้ แต่ถ้ายังอยากลงทุนเพราะปัจจัยอย่างอื่นดีหมด ก็อาจจะต้องแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปลงในกองทุนอื่นพร้อมกันด้วยครับ

7.ข้อมูลอื่นๆ

รายละเอียดในส่วนนี้ จะเป็นข้อมูลและรายละเอียดสำคัญๆที่นักลงทุนควรรู้ เพื่อใช้ในการพิจารณาตัดสินใจที่ไม่ได้กล่าวถึงใน 6 หัวข้อด้านบน ตัวอย่างเช่น

  • ชี้แจงนโยบายการจ่ายเงินปันผล(ถ้ามี)
  • ผู้ดูแลผลประโยชน์
  • วันที่จดทะเบียนกองทุน
  • อายุของโครงการ
  • เงื่อนไขการซื้อขายหน่วยลงทุน เช่น
    • วันทำการที่สามารถซื้อ/ขายได้
    • มูลค่าขั้นต่ำของการซื้อ
    • มูลค่าขั้นต่ำของการขายคืน
    • ระยะเวลารอรับเงินค่าขายคืน(T+…)
    • แหล่งข้อมูลตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สินรายวัน
  • รายชื่อผู้จัดการกองทุน(ขอบเขตหน้าที่/วันที่เริ่มบริหาร)
  • อัตราส่วนหมุนเวียนการลงทุน(เพื่อทราบปริมาณการซื้อขายทรัพย์สิน)
  • รายชื่อผู้สนับสนุนการขาย/รับซื้อคืน
  • ช่องทางการติดต่อสอบถาม,สถานที่,การรับหนังสือชี้ชวนหรือร้องเรียน
  • ธุรกรรมที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • ข้อมูลอื่นๆ

Fund Fact Sheet หาอ่านได้ที่ไหน?

โดยปกติแล้วนักลทุนจะสามารถหาเอกสาร Fund Fact Sheet ของกองทุนรวมที่สนใจได้ที่หน้าเว็บไซต์ของ บลจ.ที่ขายกองทุนนั้นๆเลยครับ จะมีเตรียมไว้ให้นักลงทุนคลิกดาวน์โหลดมาอ่านกันอยู่แล้ว

แต่ถ้าใครอยากจะได้แหล่งรวมเอกสารหนังสือชี้ชวนของการลงทุนแบบต่างๆ ก็สามารถเข้าไปหาดาวน์โหลดกันได้ที่เว็บไซต์ของ กลต.โดยตรงได้เหมือนกัน

หากสนใจจะเข้าไปหาในเว็บ กลต. เราต้องระบุประเภทของเอกสารที่เราต้องการจะหาครับ วิธีค้นหาก็คือ ให้ระบุประเภทสินทรัพย์เป็นกองทุนรวม แล้วก็ใส่รายละเอียดต่างๆที่เรารู้เกี่ยวกับกองทุนที่เราสนใจศึกษา ก็จะมีลิสต์หนังสือชี้ชวนแบบต่างๆขึ้นมาให้ดาวน์โหลดครับ

กองทุนรวม RMF คืออะไร ซื้อตัวไหนดี
คลิกเพื่ออ่าน:คู่มือซื้อกองทุน RMF

สรุปวิธีอ่าน Fund Fact Sheet ยังไงให้เข้าใจ?

หลังจากที่เราทำความรู้จักเอกสารชี้ชวน Fund Fact Sheet อย่างละเอียดแล้วว่า มีข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับอะไร อยู่ในหัวข้อไหนบ้าง ก็ถึงเวลาสรุปกันละครับว่าจะอ่านยังไงให้เข้าใจง่ายๆ กระชับได้ใจความ 

  1. ดูวันที่ของข้อมูล 
    1. เช็ควันที่อัพเดทข้อมูลว่าเป็นปัจจุบันมั้ย
  2. ดูชื่อกองทุนรวม
    1. ดูชื่อเต็ม,ชื่อย่อ ว่าใช่กองทุนที่เราสนใจรึเปล่า
    2. ดูคำเตือนใต้ชื่อ
  3. ดูว่าเรากำลังจะลงทุนอะไร
    1. เป็นกองทุนประเภทอะไร
    2. กองทุนนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินประเภทไหน
    3. มีวิธีการบริหารจัดการกองทุนอย่างไร Active หรือ Passive
  4. ความเหมาะสมในการลงทุน(กองทุนนี้เหมาะกับใคร)
    1. ระยะเวลาเหมาะสมในการลงทุนของกองทุนนั้นๆว่าเหมาะกับเรามั้ย
    2. ดูระดับความเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงว่าเราสามารถรับได้หรือไม่
    3. ดูว่ากองทุนนี้ไม่เหมาะกับใคร
  5. อะไรที่เราต้องระวังบ้าง
    1. คำเตือนและเงื่อนไขต่างๆของกองทุน เช่น การซื้อ/ขาย RMF,SSF เพื่อลดหย่อนภาษี
    2. ระดับความเสี่ยงของกองทุน เทียบกับที่เราทำแบบประเมิณว่ารับได้หรือไม่
    3. ความเสี่ยงหลักๆของทรัพย์สินที่ลงทุน เช่น Credit Rating,ความผันผวนของราคาหน่วยลงทุน
  6. สัดส่วนของทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุน
    1. ตรวจดูว่ากองทุนนำเงินไปลงทุนอะไร เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ตรงกับนโยบายการลงทุนมั้ย
    2. ทรัพย์สิน 5 อันดับแรกที่กองทุนลงทุน ตรงกับธุรกิจที่เราต้องการมั้ย
  7. ดูค่าธรรมเนียมของกองทุน
    1. ดูว่าค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน คิดเป็นกี่%ต่อปีของNAV
    2. ดูว่าค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักลงทุน คิดเป็นกี่%ของราคาหน่วยลงทุน
    3. นำทั้ง 2 ตัว(1,2) มาเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆในประเภทเดียวกัน
  8. ดูผลตอบแทนย้อนหลัง
    1. วิเคราะห์ผลตอบแทนย้อนหลังแบบปักหมุด
      1. ผลงานกองทุนเมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัดแล้วเป็นยังไงบ้าง
      2. ผลงานกองทุนสามารถชนะดัชนีมาตรฐานได้หรือไม่
      3. กองทุนนี้ชนะหรือแพ้ดัชนีมาตรฐานในสภาวะตลาดแบบไหนบ้าง
      4. ช่วงเวลาที่กองทุนชนะตลาด มีความสม่ำเสมอขนาดไหน(สม่ำเสมอมาก=ดี)
      5. เทียบความผันผวนของกองทุนvsดัชนีชี้วัดในช่วงเวลาเดียวกัน(ผันผวนน้อย=ดี)
    2. วิเคราะห์ผลตอบแทนย้อนหลังแบบ Percentile
      1. กองทุนที่อยู่ในอันดับ Percentile น้อยๆ=ดี
      2. เลือกกองทุนที่ผลตอบแทนสูง(อันดับ Percentile น้อย)
      3. เลือกกองทุนที่มีความผันผวนน้อย(อันดับ Percentile น้อย)
    3. วิเคราะห์ผลตอบแทนย้อนหลังตามปีปฏิทิน
      1. ดูว่ากองทุนนั้นมีผลงานอย่างไรเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆในแต่ละปี
      2. ถ้าปีไหนมีวิกฤติแต่ยังทำผลงานได้ดี กองทุนนี้น่าสนใจ
      3. เมื่อผ่านพ้นวิกฤติ ถ้าผลงานยังดีต่อเนื่อง ยิ่งน่าสนใจ
    4. ดูผลการขาดทุนสูงสุดในช่วง 5 ปี ว่ารับได้หรือไม่
      1. ถ้ารับได้ก็ซื้อได้เลย
      2. ถ้ารับไม่ได้แต่ยังอยากซื้อ ก็อาจพิจารณากระจายการลงทุนไปกองทุนอื่นๆด้วย

ถ้านักลงทุนได้ทำความเข้าใจกับรายละเอียดของหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป(Fund Fact Sheet) ตามข้อมูลแต่ละส่วนที่เขียนมาด้านบน ก็น่าช่วยให้เข้าใจวิธีการอ่าน Fund Fact Sheet เพื่อพิจารณาเลือกซื้อกองทุนได้ดียิ่งขึ้น


และเมื่อรวมกับขั้นตอนสรุป 8 ข้อการอ่าน Fund Fact Sheet ในด้านท้าย ก็น่าจะทำให้การเลือกกองทุนของนักลงทุนทำได้ดีและมีประสิทธิภาพ สามารถตัดสินใจเลือกซื้อกองทุนรวมและลงทุนสร้างผลตอบแทนเพื่อไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้โดยไม่ยากครับ

Related Posts