กองทุนหุ้นคืออะไร ลงทุนยังไง?

กองทุนหุ้นคืออะไร

กองทุนหุ้น หรือกองทุนรวมหุ้น(Equity Fund) คือกองทุนรวมชนิดหนึ่งที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในตราสารทุนแบบต่างๆ เช่นหุ้นสามัญ,หุ้นบุริมสิทธิ,ใบสำคัญแสดงสิทธิ(Warrant) เป็นมูลค่าโดยเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV)ของกองทุน

กองทุนหุ้นสามารถลงทุนในหุ้นของกิจการได้ทั้งในและต่างประเทศครับ ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของแต่ละกอง 

ที่สำคัญกองทุนรวมหุ้นบางประเภทนั้นได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย เช่น กองทุน RMF และ SSF

กองทุนรวมหุ้นเป็นกองทุนรวมประเภทที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในบรรดาการลงทุนในกองทุนรวม เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง และคนก็คุ้นเคยกับหุ้นกันดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่าผลตอบแทนสูงมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงสูง กองทุนหุ้นจึงเหมาะผู้ที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูงและสามารถลงทุนในระยะยาวได้

สาเหตุที่กองทุนหุ้นมีความเสี่ยงสูงก็เนื่องมาจากราคาของตราสารทุนสามารถมีความผันผวนได้มากกว่าทรัพย์สินการลงทุนอื่นๆเช่นกองทุนตราสารหนี้ 

แต่ด้วยความที่เป็นกองทุนรวม ประเภทหนึ่ง จึงทำให้แม้ราคาหุ้นจะมีความผันผวนแต่การลงทุนก็ยังมีความปลอดภัยสูงในระดับที่มือใหม่สามารถลงทุนได้ เพราะกองทุนรวมหุ้นมักจะมีการลงทุนในหุ้นหลายๆตัวทำให้กระจายความเสี่ยงได้ดี

และอีกเหตุผลนึงที่ทำให้กองทุนหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดีและมีการจัดการความเสี่ยงได้ดีด้วยก็คือ เงินลงทุนที่เหลือจากเกณฑ์ 65% สามารถนำไปลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่นได้ เช่น ตราสารหนี้ต่างๆ(หุ้นกู้,พันธบัตร)ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า 

หรือจะเอาไปลงทุนในตราสารทุน(หุ้น)ทั้งหมดเลยก็ได้ แล้วแต่นโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุน

กองทุนหุ้นมีกี่ประเภท

กองทุนหุ้นมีทั้งหมด 4 ประเภทแบ่งตามลักษณะการลงทุน ได้แก่

  1. กองทุนหุ้นที่ลงทุนในประเทศ
  2. กองทุนหุ้นต่างประเทศ
  3. กองทุนหุ้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Fund)
  4. กองทุนหุ้นดัชนี (Index Fund)

กองทุนรวมหุ้นในประเทศ

กองทุนหุ้นในประเทศคือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งก็จะแบ่งได้อีก 3 อย่างคือ 

  1. กองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่ (Equity large cap)
  2. กองทุนรวมหุ้นขนาดเล็ก-กลาง (Equity Small-Mid cap)
  3. กองทุนหุ้นทั่วไป (Equity General)

กองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่ (Equity large cap)

กองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่ คือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยที่อยู่ใน SET50 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพ์สินสุทธิของกองทุน(NAV)

กองทุนหุ้นประเภทนี้เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นการได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลมากกว่าการทำกำไรจากส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนครับ

สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าบริษัทในกลุ่ม SET50 มักจะเป็นบริษัทที่ผ่านการเติบโตของกิจการมาจนบริษัทมีความมั่นคงแล้ว นั่นแปลว่าอัตราการเติบโตของบริษัทในกลุ่มนี้จะไม่ได้เติบโตมากอย่างเห็นได้ชัด

ผลตอบแทนที่ส่งออกมาจึงเป็นในรูปแบบของการปันผลจากการทำกิจการมากกว่าการเติบโตจากมูลค่ากิจการ

ข้อดีอีกอย่างของกองทุนหุ้นขนาดใหญ่(Equity Large Cap) ก็คือ หุ้นที่กองทุนนำเงินไปลงทุนมักจะเป็นหุ้นที่มีศักยภาพเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมในแต่ละกลุ่มอยู๋แล้ว

และเมื่อเป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่และสามารถขึ้นเป็นเบอร์แรกๆของกลุ่มอุตสาหกรรมได้ ก็แน่นอนว่าย่อมเป็นเป้าหมายหลักๆเลยของเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเงินทุนใหญ่ๆเลยที่มีผลกับตลาดการลงทุนของไทยพอสมควร

สิ่งนึงที่นักลงทุนต้องระวังก็คือในกรณีที่สภาวะเศรษฐกิจ การเมืองในประเทศ หรืออัตราดอกเบี้ย,เงินเฟ้อต่างๆ มีความผันผวน ก็อาจจะกระทบกับเม็ดเงินต่างชาติเหล่านี้ได้เหมือนกัน

แต่ด้วยความที่ตัวหุ้นของกิจการที่อยู่ในกลุ่มนี้เป็นหุ้นพื้นฐานดีอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีความผันผวนของปัจจัยต่างๆที่อาจมีผลทำให้ขาดทุนบ้างในบางช่วง แต่ก็ไม่ต้องกังวลครับเพราะในระยะยาวแล้วสร้างผลตอบแทนได้ดีแน่นอน ลงทุนแล้วนอนหลับสบาย

กองทุนรวมหุ้นขนาดเล็ก-กลาง (Equity Small-Mid cap)

กองทุนหุ้นขนาดเล็ก-กลางคือกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยที่มีมูลค่าตลาดไม่เกิน 8 หมื่นล้านบาท โดยจะลงทุนในหุ้นลักษณะดังกล่าวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV)ของกองทุน

กองทุนหุ้นประเภทนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลมากนัก แต่เน้นการทำกำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยลงทุนมากกว่า

สาเหตุเพราะว่า บริษัทที่อยู่ในกลุ่มหุ้นขนาดเล็กถึงกลางมักจะอยู่ในช่วงที่กิจการกำลังขยายตัวและมีการเติบโตทางมูลค่ากิจการ ซึ่งหากได้กำไรมาก็จะต้องนำกำไรนั้นกลับเข้าไปลงทุนต่อ

เมื่อมีการลงทุนต่อเรื่อยๆก็จะทำให้กิจการมีการเติบโตขึ้น ส่งผลไปถึงราคาหุ้นและราคากองทุน ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV)ของกองทุนเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนหุ้นขนาดเล็ก-กลางก็คือเวลาศึกษากองทุนผ่านหนังสือชี้ชวน(Fund Fact Sheet)นักลงทุนจะวิเคราะห์ธุรกิจและตัดสินใจเลือกลงทุนได้ง่ายขึ้น

สาเหตุก็เพราะว่าธุรกิจขนาเล็ก-กลางมักจะเป็นธุรกิจที่เข้าใจง่าย ไม่มีการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทลูกต่างๆให้ซับซ้อน และทำให้การอ่านงบการเงินง่ายขึ้นเยอะ เหมาะสำหรับมือใหม่

และด้วยความที่กิจการยังมีมูลค่าไม่มาก ทำให้เวลามีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ จะทำให้ราคาหุ้นขนาดเล็ก-กลางมีความผันผวนที่เยอะกว่าหุ้นขนาดใหญ่

ผู้จัดการกองทุนต่างๆก็จะฉวยโอกาสจากความผันผวนดังกล่าวในการซื้อ/ขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา(Capital Gain) และเมื่อได้กำไรมาก็นำไปลงทุนในหุ้นตัวต่อๆไป ทำให้มูลค่า NAV เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จากความผันผวนและอัตราการเจริญเติบโตของกิจการขนาดเล็ก-กลางเหล่านี้นี่ล่ะครับที่เป็นโอกาสในการสร้างกำไรและทำให้กองทุนหุ้นประเภทนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนหุ้นขนาดใหญ่

สำหรับนักลงทุนท่านไหนที่อยากจะลงทุนในหุ้นประเภทนี้แต่อยากจะประหยัดเวลาเพื่อไปทำอย่างอื่น หรือไม่ถนัดที่จะบริหารพอรต์หุ้นด้วยตัวเอง การเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นประเภทนี้ก็น่าสนใจมากเลยครับ

กองทุนหุ้นทั่วไป (Equity General)

กองทุนหุ้นทั่วไปคือกองทุนรวมหุ้นประเภทที่สามารถลงทุนในตราสารทุน(หุ้น)ได้ทุกประเภท ทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็น SET หรือ MAI ทั้งหุ้นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

ซึ่งกองทุนประเภทนี้เป็นกองทุนที่มีจำนวนมากที่สุดในตลาดกองทุนรวม บลจ.ต่างๆนิยมที่จำนำเสนอมาออกขายให้นักลงทุนเพราะมีความยืดหยุ่นในนโยบายการลงทุนสูง สามารถลงทุนได้หลากหลาย

กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ

กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศคือกองทุนรวมที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในตราสารทุน(หุ้น)ของประเทศต่างๆ หรืออาจะเป็นการนำเงินไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่ลงทุนในหุ้นของประเทศนั้นๆ เรียกว่า Feeder Fund นั่นเอง

การลงทุนในกองทุนหุ้นประเภทนี้สามารถช่วยเพิ่มโอกาสและตัวเลือกในการลงทุนของนักลงทุนไปในต่างประเทศได้ง่ายกว่าการไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ(Offshore)โดยตรงด้วยตัวเอง 

ประโยชน์ของการมีโอกาสดังกล่าวก็คือ ในแต่ละประเทศนั้นอาจจะมีสภาวะเศราฐกิจต่างกัน ในบางประเทศอาจจะมีเศรษฐกิจซบเซาแต่ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจกลับเป็นขาขึ้นในอีกประเทศนึง

เพราะฉะนั้น หากนักลงทุนมีการแบ่งการลงทุนไว้ในกองทุนประเภทนี้อยู่บ้าง ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีและอาจจะทำให้พอร์ตไม่ติดลบหนักจนเกินไปเวลาเศรษฐกิจอยู่ในขาลง

แต่อย่างไรก็ตาม การจะนำเงินของเราไปลงทุนในต่างประเทศก็ต้องเลือกกองทุนให้ดีและมีความเข้าใจในหุ้นที่กองทุนนำเงินไปลง ไม่งั้นอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีครับ

อีกข้อที่นักลงทุนต้องรู้ก็คือ การลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศมักจะมาพร้อมกับค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่างๆเกี่ยวกับกองทุนที่สูงกว่ากองทุนในประเทศ 

เพราะมักจะต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียม 2 ครั้งจากกองทุนแม่ในต่างประเทศและ จากกองทุนที่เราซื้อหน่วยลงทุน ยังไม่รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน ปัจจัยเหล่านี้เป็นต้นทุนในการลงทุนของเราทั้งสิ้น

ในปัจจุบัน กองทุนรวมหุ้นที่ลงทุนในต่างประเทศมีอยู่ทั้งหมด 9 ประเภท ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะแบ่งประเภทตามประเทศที่กองทุนนำเงินไปลงทุน

  1. กองทุนหุ้นจีน Greater China Equity
  2. กองทุนหุ้นเวียดนาม (Vietnam Equity)
  3. กองทุนหุ้นอินเดีย (India Equity)
  4. กองทุนหุ้นกลุ่มเอเชียแปซิฟิค
  5. กองทุนหุ้นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว(Global Equity)
  6. กองทุนหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่(Emerging Market)
  7. กองทุนหุ้นญี่ปุ่น (Japan Equity)
  8. กองทุนหุ้นอเมริกา (US Equity)
  9. กองทุนหุ้นยุโรป (European Equity)

กองทุนหุ้นจีน Greater China Equity

กองทุนหุ้นจีนกลุ่ม Greater China คือกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของประเทศ จีน,ฮ่องกงและไต้หวัน มากกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV)ของกองทุน

กองทุนหุ้นจีนนี่เป็นกองทุนหุ้นต่างประเทศที่ได้รับความสนใจจากคนไทยมากเลยครับ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมหลายอย่าง และมีตลาดกองทุนให้เลือกเยอะ

กองทุนหุ้นเวียดนาม (Vietnam Equity)

กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนกิจการประเทศเวียดนามไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

เนื่องจากเวียดนามมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆอยู่ตลอก และได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐในเรื่องกฎระเบียบและข้อตกลงทางการค้า และประชากรก็อยู่ในวันทำงานเป็นส่วนใหญ่

ทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักประเทศนึงในเอเชีย โดยเฉพาะการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ร่วมกับปัจจัยทางด้านที่ตั้งของประเทศ ที่อยู่ไกล้กับตลาดใหญ่อย่างจีน และมีพื้นที่ชายฝั่งทะเล ได้เปรียบในเรื่องของการขนส่งสินค้าไปประเทศต่างๆ

กองทุนหุ้นอินเดีย (India Equity)

เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนในประเทศอินเดียไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

อินเดียเป็นอีกประเทศนึงที่มีศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานไกล้เคียงกับประเทศจีน ทั้งในเรื่องของจำนวนประชากร และส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน

ด้วยความที่มีปัจจัยต่างๆไกล้เคียงกับจีน และอาศัยข้อได้เปรียบที่รัฐบาลจีนเริ่มมีการออกมาตรการควบคุมต่างๆเกี่ยวกับกิจการเอกชนทำให้นักลงทุนเริ่มระวังการลงทุนมากขึ้น

จึงทำให้อินเดียเป็นอีก 1 ประเทศที่นักลงทุนที่มองหาการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การเงิน,พลังงาน,เทคโนโลยี

กองทุนหุ้นกลุ่มเอเชียแปซิฟิค(ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น)

เป็นกองทุนรวมที่มี่นโยบายลงทุนในตราสารทุนในกลุ่มประเทศฮ่องกง,สิงค์โปร,ไต้หวัน,เกาหลี มากกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (แต่จะลงทุนในญี่ปุ่นแค่ไม่เกินร้อยละ 10 ของทรัพย์สินสุทธิหรือไม่ลงทุนเลย)

ด้วยความที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นเป็นตลาดเกิดใหม่(Emerging Market) ซึ่งมีหลายๆปัจจัยที่พอจะเชื่อได้ว่าในอนาคตอันไกล้น่าจะเติบโตได้ดี

รวมถึงบริษัทนักวิเคราะห์เศรษฐกิจต่างๆ ก็เชื่อว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตต่อไปในอนาคตเพราะอุตสาหกรรมต่างๆขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความที่เป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโต กองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศเอเชียแฟซิฟิกก็เป็นการลงทุนอีกอย่างนึงที่น่าสนใจ

กองทุนหุ้นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว(Global Equity)

เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น ญี่ปุ่น,แคนาดา,อเมริกา,ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์ รวมถึงกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป 

หุ้นในกลุ่มประเทศนี้ที่นักลงทุนรู้จักกันดีได้แก่หุ้นในดัชี MSCI world และ ACWI

กองทุนหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่(Emerging Market)

กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนในกลุ่มประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ เช่นประเทศในกลุ่มทวีปละตินอเมริกา,ตะวันออกกลาง,ยุโรป,แอฟริกาและทวีปเอเชีย

กลุ่มหุ้นที่นักลงทุนคุ้นเคยกันดีในกลุ่มที่กองทุนประเภทนี้ได้แก่หุ้นที่อยู่ในดัชนี MSCI Emerging Market

กองทุนหุ้นญี่ปุ่น (Japan Equity)

เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนประเทศญี่ปุ่นมากกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กองทุนหุ้นสหรัฐอเมริกา (US Equity)

กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนประเทศอเมริกามากกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

การลงทุนในอุตสาหกรรมจากประเทศมหาอำนาจนอกจากประเทศจีนแล้วก็มีกองทุนหุ้นสหรัฐนี่ล่ะครับที่เป็นโอกาสในการลงทุนให้นักลงทุนรายย่อยไทย

กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นของอเมริกาก็คืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกี่ยวกับผู้บริโภค(Consumer Technology) และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพ

กองทุนหุ้นยุโรป (European Equity)

กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนกลุ่มประเทศยุโรปมากกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศยุโรปอาจจะไม่ค่อยมีเหตุการณ์หรือปัจจัยรอบด้านเกี่ยวกับการลงทุนที่น่าตื่นตาตื่นใจมากนัก แถมเพิ่งเริ่มฟื้นจากช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาได้ไม่นาน

แต่ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กลุ่มประเทศยุโรปก็เป็นอีกกลุ่มนึงที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน เพราะสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งหลายบวกกับปัจจัยพืนฐานที่ดีอยู่แล้ว จึงค่อนข้างเชื่อได้ว่าน่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจตามมา

โดยเฉพาะระยะหลังๆ มีการส่งเสริมจากภาครัฐในเรื่องต่างๆเช่นนโยบายการเงินการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบใหม่ๆ และการเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

กองทุนรวมหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม(Sector Fund)

กองทุนรวมหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนเฉพาะกลุ่มธุรกิจใดกลุ่มธุรกิจหนึ่ง(แบ่งตามประเภทที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

กองทุนรวมหุ้นประเภทนี้จะเฟ้นหาหุ้นของกิจการที่มีศักยภาพเป็นอันดับต้นๆและมีแนวโน้มที่ดีและน่าจะทำกำไรได้มากที่สุดในแต่ละอุตสาหกรรมและส่งเงินเข้าไปลงทุน

แต่ข้อเสียของการลงทุนที่กระจุกตัวแบบนี้ก็คือการกระจายความเสี่ยงจะน้อยกว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นทั่วๆไป แต่ถ้าสามารถวิเคราะห์กิจการและแนวโน้มต่างๆได้ขาดจริงๆก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีไปเลย

ตัวอย่างของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีให้เลือกลงทุนได้แก่ กลุ่มพลังงาน,กลุ่มสุขภาพ(Health Care),กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มธนาคาร

กองทุนหุ้นดัชนี(Index Fund)

กองทุนหุ้นดัชนีคือกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยที่อยู่ในดัชนี SET50 หรือ SET100 โดยวัตถุระสงค์ก็คือสร้างผลตอบแทนให้ได้ไกล้เคียงกับดัชนีที่ใช้อ้างอิง

ซึ่งถ้าใครอยากจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเท่ากับหรือไกล้เคียงกับดัชนีตลาดเหล่านี้ การลงทุนในกองทุนหุ้นดัชนีก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่น่าสนใจ

แต่สิ่งนึงที่นักลงทุนควรรู้ก็คือถึงแม้ว่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในกองทุนประเภทนี้จะได้ไกล้เคียงกับดัชนีตลาด แต่ผลตอบแทนสุทธิจริงๆจะต้องเอาค่าใช้จ่ายมาหักลบออกซะก่อน

นั่นหมายความว่าผลตอบแทนที่ได้จริง อาจจะต่ำกว่าตลาดครับ เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนในกองทุนประเภทนี้ก็ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายให้ดีด้วย ยิ่งต่ำยิ่งดี

บริหารจัดการความเสี่ยงในชีวิตด้วยประกันภัยประเภทต่างๆ

ประกันภัยคืออะไร? มีกี่ประเภท?
ประกันภัยคืออะไร มีกี่ประเภท?
ประกันภัย ช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ลงทุนในกองทุนหุ้นหรือหุ้นโดยตรงดีกว่ากัน

หลายๆคนที่สนใจการลงทุนก็คงจะมีคำถามว่าการลงทุนในหุ้น vs กองทุนรวมหุ้น แบบไหนดีกว่ากันและควรจะเลือกแบบไหนดี

คำตอบก็คือการลงทุนทั้ง 2 อย่างมีความเหมาะสมและข้อดีข้อเสียต่างกัน แล้วแต่ว่าใครจะเหมาะสมกับแบบไหน

หากคุณเป็นคนที่ชอบศึกษาเรื่องการเงินการลงทุนอย่างจริงขัง มีเวลาที่จะวิเคราะห์ อ่านงบการเงินของหุ้นรายตัวและสามารถติดตามข่าวสารในประเทศต่างๆได้ การลงทุนในหุ้นโดยตรงด้วยตัวเองก็ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจครับ

เพราะถ้าคุณสามารถนำเงินไปลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองได้ คุณจะสามารถออกแบบวิธีการลงทุนในแบบของคุณได้อย่างอิสระ และได้ผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายให้กับกองทุนรวม

แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนรายย่อยทั่วๆไป ที่ทำงานประจำอยู่แล้วและอยากจะเริ่มลงทุนเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินในอนาคต การนำเงินไปลงทุนในหุ้นโดยตรงอาจจะเป็นเรื่องยากนิดนึง

เนื่องจากว่าการใช้เวลาหลักๆในชีวิตของคุณก็คือการทำงานประจำเพื่อสร้างรายได้หลัก นำมาใช้จ่าย เก็บออมและลงทุน และก็คงจะไม่สะดวกมานั่งวิเคราะห์การลงทุนในหุ้นรายตัวซักเท่าไหร่

เพราะฉะนั้นการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ เพราะการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะมีผู้จัดการกองทุนมาคอยดูแลการลงทุนให้เป็นไปตามแผน

นอกเหนือจากนั้น การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นยังเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีมากๆอีกด้วย เพราะเป็นการนำเงินไปลงทุนในหุ้นหลายๆตัวพร้อมกัน ซึ่งถ้าเราลงทุนไปซักระยะนึง เริ่มมีความรู้ความชำนาญแล้วค่อยขยับไปลงทุนในเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราสนใจและถนัด เพื่อเพิ่มผลตอบแทนก็ได้

อีกข้อดีอย่างหนึ่งของกองทุนหุ้นก็คือ การลงทุนในกองทุนหุ้นบางประเภทนั้นสามารถนำมูลค่าการลงทุนไปทำเรื่องลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เช่นกองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารทุน

ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ก็สามารถประหยัดภาษีได้

ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีไปกับกองทุนประหยัดภาษี RMF,SSF
กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
กองทุนประหยัดภาษี RMF และ SSF

แต่สุดท้ายแล้วเราจะรู้ว่าเราเหมาะกับการลงทุนแบบไหนได้ก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำนั่นล่ะครับ 

เพราะฉะนั้น คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังจะเริ่มก็คือคุณอาจจะลองแบ่งเงินเป็น 2 ก้อนแล้วลองลงทุนทั้ง 2 อย่างไปพร้อมกันเลยก็ได้ครับ

เช่นอาจจะมีเงินเริ่มต้น 20,000 บาท(หรือต่ำกว่านี้ก็ได้) ก็อาจจะลองแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนละ 10,000 บาท นำไปลงทุนโดยตรงในหุ้น 10,000 บาทและลงทุนในกองทุนหุ้นอีก 10,000 บาท

แล้วดูว่าเราถนัดในการลงทุนแบบไหนมากกว่ากัน เวลาผ่านไปแล้วผลการลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน รวมถึงเราสบายใจในการลงทุนในรูปแบบไหนมากกว่าก็เลือกแบบนั้น

ไม่แน่นะครับ อาจจะชอบทั้ง 2 อย่างเลยก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจจะลองค่อยๆลงทุนในรูปแบบ DCA ไปทุกๆเดือนซื้อหน่วยลงทุนหรือหุ้นที่เราสนใจ ก็เป็นการจัดการความเสี่ยงได้ดี

วิธีการเลือกกองทุนรวมหุ้น

การเลือกกองทุนหุ้นนั้นไม่ยากครับ เพียงแต่โดยความเห็นส่วนตัวมองว่าการลงทุนในกองทุนหุ้น หรือแม้แต่หุ้นเองก็ตาม เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว 

ระยะยาวที่ว่านี่คือควรจะมีเวลาลงทุนซักอย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป เพราะถึงแม้ว่าหุ้นหรือกองทุนหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนได้สูงก็จริง แต่สาเหตุก็เป็นเพราะตัวมันเองมีความผันผวน

เพราะฉะนั้น เราจะต้องเอาระยะเวลามาเป็นตัวเฉลี่ยผลตอบแทนและความเสี่ยง เพื่อให้ผลตอบแทนโดยรวมออกมาเป็นไปตามที่เราหวัง

วิธีการเลือกกองทุนหุ้น จากประสบการณ์ส่วนตัวสามารถสรุปมาได้เป็น 4 ขั้นตอนคือ

  1. เช็คระดับความเสี่ยงที่เรารับได้
  2. มองหาผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ
  3. เปรียบเทียบตัวเลขอัตราส่วนทางการเงิน
  4. ดูนโยบายการลงทุน
  5. ศึกษาพอร์ตและการกระจายความเสี่ยงของกองทุน
  6. มองหาค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล
  7. เปรียบเทียบข้อมูลอื่นๆ

1.เช็คระดับความเสี่ยงที่เรารับได้

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการลงทุนอะไรก็ตามก็คือ ควรจะเป็นการลงทุนที่อยู่ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเรา เพราะการลงทุนไม่ว่าจะประเภทไหนก็แล้วแต่มันมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น

จริงอยู่ที่ถ้าเสี่ยงมากก็ได้ผลตอบแทนมาก แต่การได้ผลตอบแทนมากอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการไม่สูญเงินต้นนะครับ ยิ่งถ้าเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย จะยิ่งแก้สถานการณ์กลับมายาก

กองทุนหุ้น(Equity Fund) ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็ตาม ส่วนใหญ่จะถูกจัดอยู่ในความเสี่ยงการลงทุนระดับ 6 ซึ่งถือว่าอู่ในระดบัที่สูงพอสมควรครับอาจจะไม่ได้เหมาะกับนักลงทุนทุกกลุ่ม

เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเริ่มลงทุนก็ควรจะทำแบบทดสอบระดับความเสี่ยง เพื่อดูว่าตัวเองสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนหุ้นได้หรือไม่

ถ้าตรวจสอบแล้วว่าตัวเองสามารถรับความเสี่ยงในระดับนี้ได้ ก็เริ่มขั้นตอนการหาว่ากองทุนหุ้นไหนดี น่าลงทุนกันได้เลย

2.มองหาผลตอบแทนที่ดี

กองทุนหุ้นที่ดี ควรจะเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และ ให้ผลตอบแทนต่อเนื่องได้ในระยายาว ครับ ซึ่งเราสามารถหาข้อมูลผลตอบแทนได้จากหนังสือชี้ชวน(Fund Fact Sheet)

การพิจารณาก็ให้พิจารณาด้วยหลักใหญ่ๆ 2 หลักที่ว่ามา โดยผลตอบแทนสม่ำเสมอสามารถดูได้จากข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังระยะสั้นๆ เช่น 3 เดือน,6 เดือน หรือไม่เกิน 1 ปี

ซึ่งถ้ากองทุนหุ้นที่เราเลือกมา ลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดี มีการกระจายความเสี่ยง ตัวกองทุนก็จะสามารถสะท้อนออกมาจากผลตอบแทนระยะสั้นดังกล่าวได้ครับ 

และเมื่อเรารู้แล้วว่ากองทุนนี้สามารถสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอได้ดีขนาดไหน เราก็ต้องมาตรวจดูด้วยว่ากองทุนที่เราสนใจ มันสามารถสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องในระยะยาวได้มั้ย

การพิจารณาผลตอบแทนกองทุนหุ้นในระยะยาวเราสามารถดูได้จากข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี,3ปี หรือ 5ปี ก็จะพอสะท้อนให้เห็นผลการดำเนินงานโดยรวมของกองทุนที่เราสนใจได้ แม้จะไม่ได้การันตีอนาคตก็ตาม

วิธีการตัดสินใจว่าผลตอบแทนทั้งระยะสั้นระยะยาวของกองทุนที่เรากำลังเลือกดูอยู่นี้มันดีหรือไม่ดี เราต้องมีตัวเปรียบเทียบ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถตัดสินใจได้เลย 

และการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพย์สินประเภทไหนก็ตาม ห้ามใช้ความรู้สึกตัดสินเด็ดขาดนะครับ เพราะคนเรามักจะเข้าข้างความคิดตัวเอง อาจจะพลาดเจ๊งเลยก็ได้

สิ่งที่เราจะต้องนำมาเปรียบเทียบก็คือผลตอบแทนย้อนหลังในช่วงเวลาเดียวกันของกองทุนหุ้นที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกัน และจะต้องนำดัชนีอ้างอิง(Benchmark) มาเทียบด้วย ซึ่งในหนังสือชี้ชวนจะบอกอยู่แล้วว่ากองทุนหุ้นกองนี้ใช้ดัชนีชี้วัดแบบไหน

ถ้ากองทุนหุ้นที่เราเลือกมา สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนหุ้นที่มีนโยบายการลงทุนไกล้เคียงกัน และให้อัตราผลตอบแทนชนะดัชนีอ้างอิง ก็ถือว่ากองทุนหุ้นกองนั้นเข้ารอบต่อไปแล้วครับ

อีกสิ่งนึงที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยก็คือประเภทของกองทุน ถ้าเป็นกองทุนหุ้นประเภท Active  ผลตอบแทนควรจะสูงกว่าดัชนีอ้างอิง

แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณกำลังพิจารณากองทุนแบบ Passive การมีผลตอบแทนไกล้เคียงหรือเท่ากับดัชนีชี้วัด ก็ถือเป็นเรื่องปกติครับ

3.เปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงิน

นอกจากผลตอบแทนในระยะต่างๆแล้ว เพื่อการเปรียบเทียบที่เป็นชัดขึ้นเราควรนำตัวเลขอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆของกองทุนมาเปรียบเทียบกันด้วยครับ

ซึ่งในบทความนี้จะเป็นแค่การสรุปใจความหลักๆว่าควรจะเลือกด้วยตัวเลขอัตราส่วนแบบไหนถึงจะมีแนวโน้มว่าเป็นกองทุนหุ้นที่ดี ส่วนรายละเอียดจะเขียนในบทความแยกเดี่ยวๆต่อไปครับ

ตัวเลขอัตราส่วนทางการเงินที่ว่าได้แก่

  1. Sharpe Ratio
  2. ค่า Beta
  3. ค่า Standard Deviation (SD)
  4. ค่า Information Ratio(IR)

ตัวเลข Sharpe Ratio 

ตัวเลข Sharpe Ratio คือตัวเลขสะท้อนผลตอบแทนการลงทุนเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง 

ถ้าตัวเลข Sharp Ratio ยิ่งมากยิ่งดี เพราะแปลว่ากองทุนหุ้นกองนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้มาก หรือในทางกลับกันคือ ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มากนักแต่มีค่าความเสี่ยงน้อย

ค่า Beta

ตัวเลข Beta เป็นตัวเลขอัตราส่วนที่จะช่วยบอกทิศทางและศักยภาพผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นกองนั้นเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์

จำง่ายๆว่า ถ้าหากกองทุนหุ้นมีค่า Beta =1 แปลว่า ผลการดำเนินงานพอๆกันและเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์

แต่ถ้ากองทุนหุ้นกองไหนมีค่า Beta มากกว่า 1 เช่น 1.08 แปลว่าผลการดำเนินงานดีกว่าตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 8%

ในทางตรงกันข้าม ถ้ากองทุนหุ้นกองไหนมีค่า Beta น้อยกว่า 1 เช่น 0.95 นั่นแปลว่าผลการดำเนินงานต่ำกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 5%

สรุปคือค่า Beta กองทุนรวมยิ่งสูงยิ่งดีครับ

ค่า Standard Deviation (SD)

ตัวเลข SD (Standard Deviation) เป็นตัวเลขที่จะบอกถึงความผันผวนของผลการดำเนินงานกองทุน ตัวเลขนี้ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะหมายความว่าผลการดำเนินงานของกองทุนมีความผันผวนต่ำ

ค่า Information Ratio(IR)

การดูอัตราผลตอบแทนอย่างเดียว หรือ การดูอัตราความผันผวนอย่างเดียว อาจจะบอกความสามารถด้านใดด้านหนึ่งของกองทุนหุ้นได้ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ทั้งหมด

จึงต้องมีอัตราส่วนทางการเงินอีกตัวเข้ามาช่วย นั่นก็คือ Information Ratio นั่นเองครับ เพราะค่านี้จะนำเอาตัวเลขผลตอบแทน,ตัวเลขความผันผวน,และดัชนีชี้วัดมาพิจารณาพร้อมๆกัน

อัตราส่วน Information Ratio คือตัวเลขที่บอกว่าผลการดำเนินงานของกองทุนดีหรือไม่ เมื่อเทียบกับดัชนีชี้วัด(Benchmark) และสามารถสะท้อน “ความเก่ง”ของผู้จัดการกองทุนได้พอสมควร

การเปรียบเทียบตัวเลข Information Ratio (IR) โดยสรุปคือ เลือกเอากองทุนที่มีตัวเลข IR มากไว้จะดีครับ

การตรวจสอบและเปรียบเทียบผลตอบแทนและอัตราส่วนทางการเงิน เป็นการดูภาพรวมของกองทุนหุ้นกองนั้นๆในเบื้องต้นเท่านั้น 

แต่การจะเลือกกองทุนหุ้นได้ถูกใจเราจริงๆ ควรจะต้องดูข้อมูลให้ลึกลงไปในรายละเอียดอีกพอสมควรครับ สิ่งที่เราจะต้องดูต่อไปก็คือนโยบายการลงทุนของกองทุนหุ้นกองนั้น นั่นเอง

4.ดูนโยบายการลงทุน

การพิจารณานโยบายการลงทุนของกองทุนหุ้นที่ถูกคัดมาเบื้องต้นจากข้อที่แล้ว จะเป็นการลงไปศึกษารายละเอียดว่า กองทุนหุ้นกองนี้ลงทุนในทรัพย์สินอะไรบ้าง เป็นกองทุนประเภทไหน มีปัจจัยความเสี่ยงอะไรบ้าง เหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร

สิ่งที่เราจะดูเป็นอย่างแรกก็คือ กองทุนหุ้นกองนี้นำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวไหนบ้าง โดยสามารถดูได้จากรายชื่อหุ้นที่มีมูลค่าการลทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ซึ่งจะมีแจ้งไว้ใน Fund Fact Sheet อยู่แล้ว

เมื่อเรารู้แล้วว่ากองทุนหุ้นนี้นำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนในหุ้นอะไร เราก็จะรู้ได้ว่าตัวเลขผลตอบแทนที่เราดูมาในข้อที่แล้วนั้นมาจากหุ้นตัวไหนบ้าง สัดส่วนอย่างละเท่าไหร่

สิ่งที่เราควรจะวิเคราะห์ต่อไปก็คือ หุ้นแต่ละตัวนั้นมาจากอุตสาหกรรมประเภทไหนบ้าง ซึ่งกองทุนหุ้นทั่วๆไปที่ดีและปลอดภัยควรจะเป็นกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนไปในหลายๆอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความเสี่ยง

เพราะในบางช่วงเวลาอาจจะเป็นขาลงของอุตสาหกรรมหนึ่งและเป็นขาขึ้นของอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งถ้ากองทุนหุ้นที่เราดูมีการกระจายการลงทุน เวลาที่เศรษฐกิจเป็นขาลงก็จะมีหุ้นตัวอื่นๆช่วยพยุงไว้

แต่การดูการกระจายตัวของการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรม เราจะไม่นำไปใช้กับกองทุนหุ้นประเภท Sector Fund นะครับ

เพราะกองทุนหุ้นประเภท Sector Fund เน้นลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะเค้าจะหากิจการที่เป็นเบอร์ต้นๆของอุตสาหกรรมนั้นๆแล้วลงทุน เสี่ยงมากกว่าแต่ก็ได้ผลตอบแทนมากกว่า

ถ้าหากเป็นไปได้และนักลงทุนมีความรู้เพียงพอ การยอมเสียเวลาเพื่อศึกษางบการเงินของหุ้นใน 5 อันดับแรกที่กองทุนลงทุนก็จะเป็นการดีมาก

เพราะถ้าเราลงรายละเอียดไปแบบนี้เราจะรู้ใส้ในของการลงทุนเลยว่าลักษณะ,ศักยภาพ และความมั่นคงของสิ่งที่เราลงทุนมันเป็นแบบไหน มีสถานะการเงินเป็นยังไงบ้าง

ซึ่งตัวเลขทางการเงินของกิจการเหล่านี้แหละครับ มันจะสะท้อนความสามารถในการสร้างผลตอบแทนกลับมาที่กองทุน และสร้างกำไรให้เราในที่สุด ซึ่งข้อมูลพวกนี้สามารถหาได้จากแบบฟอร์ม 56-1 อยู่แล้ว

ซึ่งการอ่านงบการเงิน นอกจากจะทำให้เราตัดสินใจเลือกกองทุนหุ้นได้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นทักษะพื้นฐานที่สามารถนำไปต่อยอดการลงทุนในอนาคตให้เราได้อีกด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์ 2 ต่อเลยครับ

แต่ถ้านักลงทุนท่านไหนไม่ได้มีความรู้ความชำนาญ หรือไม่ได้มีเวลามากพอที่จะไปศึกษางบการเงินก็ไม่เป็นไรครับ ค่อยๆศึกษาไป

การที่เราศึกษาลงลึกมาในรายละเอียดของกองทุนหุ้นแต่ละกองแบบนี้ จะทำให้เราเห็นโครงสร้างพอร์ตการลงทุนของกองทุนหุ้นที่เรากำลังพิจารณาเปรียบเทียบ

5.ศึกษาข้อมูลความเสี่ยงของกองทุน

จากนโยบายการลงทุนที่เราศึกษามาในข้อที่แล้ว จะเห็นว่ากองทุนหุ้นแต่ละกองมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน

และเมื่อมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน ก็ทำให้แต่ละกองมีปัจจัยความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป ซึ่งปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

ปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวข้องของกองทุนหุ้นแต่ละกองจะมีแจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน(Fund Fact Sheet) เพื่อให้นักลงทุนรับทราบและนำไปพิจารณา

ตัวอย่างของปัจจัยเสี่ยงของกองทุนก็เช่น ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน,จากฐานะการเงิน,สภาวะเศรษฐกิจ,ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง และอื่นๆ 

ซึ่งปัจจัยเสี่ยงพวกเหล่านี้ มีผลโดยตรงกับผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นที่เราลงทุน การรู้ว่ากองทุนที่เรากำลังเลือกอยู่นี้มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง ก็จะทำให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มคร่าวๆจากสถานะการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันได้ครับ

6.มองหาค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายกองทุน ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่มีผลต่อการทำกำไรของเรา เพราะฉะนั้นก็จะต้องเปรียบเทียบและเลือกกองทุนหุ้นที่มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่สุด

ที่บอกว่าเหมาะสมที่สุดก็คือ ไม่ใช่ว่ากองทุนที่มีค่าธรรมเนียมถูกที่สุดจะเป็นกองทุนที่ดีที่สุดครับ เพราะในบางครั้ง กองทุนหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีและสม่ำเสมอในระยะยาวอาจจะมีค่าธรรมเนียมแพงกว่ากองทุนหุ้นที่สร้างผลตอบแทนน้อยก็ได้

เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจก่อนว่าโดยทั่วไปค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายของกองทุนหุ้นแบ่งเป็น 2 ส่วนครับ คือ

  1. ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ลงทุนโดยตรง
  2. ค่าใช้จ่ายที่เก็บจากกองทุน

ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ลงทุนโดยตรง

เป็นค่าใช้จ่ายหรอืค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บจากนักลงทุนโดยตรง เช่นค่าธรรมเนียมการซื้อ/ขาย การโอนสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน

โดยทั่วไปจะคิดเป็นร้อยละของมูลค่าธุรกรรมที่เกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่กระทบกับผลการดำเนินงานของกองทุน แต่จะกระทบกับผลกำไร/ขาดทุนของนักลงทุน เพราะเรียกเก็บจากนักลงทุนโดยตรง

เพราะฉะนั้นการจะทำธุรกรรมอะไรเกี่ยวกับหน่วยลงทุนก็ค่อยๆคิดละทำเท่าที่จำเป็นจริงๆเท่านั้นนะครับ เพราะถ้าซื้อขายบ่อยเกินไปอาจจะเสียค่าธรรมเนียมเยอะจนไม่คุ้มเอา

ค่าใช้จ่ายที่เก็บจากกองทุน

ตัวอย่างของค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เช่น ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์,ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน,ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน และอื่นๆ

ค่าใช้จ่ายพวกนี้ จะเรียกเก็บจากกองทุนเองโดยตรง โดยทั่วไปจะเรียกเก็บโดยอ้างอิงจากอัตราส่วนร้อยละของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV) ของกองทุนและจะเรียกเก็บเป็นรายปี

การพิจารณาค่าใช้จ่าย จะต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่าย/ค่าธรรมเนียมทั้งหมดรวมกันถึงจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการลงทุน

อัตราค่าใช้จ่ายรวมนี้จะมีการแจ้งไว้อยู่ในหนังสือชี้ชวน(Fund Fact Sheet) โดยจะแสดงเป็นตัวเลขร้อยละ(%)ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ตัวเลขนี้มีชื่อเรียกว่า อัตราส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด(Total Expense Ratio) ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเปรียบเทียบกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่าๆกันก็ควรจะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า

แต่ถ้าเป็นการเปรียบเทียบระหว่างกองทุนที่ให้ผลตอบแทนต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ ก็ควรพิจารณาให้ละเอียดครับว่าอันไหนคุ้มกว่ากัน

6.เปรียบเทียบข้อมูลอื่นๆ

ข้อสุดท้ายคือให้ลองเปรียบเทียบข้อมูลรายละเอียดยิบย่อยต่างๆที่อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละกองทุน เช่นขั้นตอนการซื้อ/ขาย จำนวนวันที่ต้องรอได้รับเงินหรือจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ(ถ้ามี)

การลงทุนในกองทุนหุ้น(Equity Fund) ดูแล้วก็เป็นตัวเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจมากๆ เนื่องจากว่าถ้าเราสนใจลงทุนในหุ้นโดยตรงแต่ไม่มีเวลาศึกษามากนักก็สามารถมาลงทุนด้วยวิธีนี้ได้เพราะมีมืออาชีพคอยดูแลให้

และในแง่ของผลตอบแทน กองทุนหุ้นก็เป็นการลงทุนในกองทุนรวมแบบหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่สูงพอสมควร แถมมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี จึงเหมาะที่จะให้เงินทำงานในระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป

รวมถึงโอกาสในการลงทุนในประเทศต่างๆ ที่สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศได้สะดวกมากๆ ไม่จำเป็นต้องไปลงทุนในหุ้นประเทศนั้นๆโดยตรงก็สามารถลงทุนในต่าประเทศได้