กองทุนตราสารหนี้|ลงทุนดีมั้ย เลือกยังไงดี?

กองทุนตราสารหนี้ คืออะไร

กองทุนตราสารหนี้(Fixed Income Fund) คือกองทุนรวมที่นำเงินจากนักลงทุนไปลงทุนในตราสารหนี้ชนิดต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล,หุ้นกู้เอกชน หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจต่างๆ รวมถึงเงินฝาก ทั้งในและต่างประเทศ

การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ(ระดับ 1-4) จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

ข้อดีหลักๆเลยของกองทุนตราสารหนี้ก็คือ ตัวตราสารหนี้ที่กองทุนนำเงินไปลงทุนมักจะให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยซึ่งมีความสม่ำเสมอ และมีความผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้น(ตราสารทุน)

และเมื่อกองทุนตราสารหนี้เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาลงทุนใหม่ๆ หรืออยากจะเริ่มศึกษาการลงทุนในตราสารหนี้

สำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนมาแล้ว การแบ่งเงินมาลงในกองทุนตราสารหนี้ก็จะช่วยให้ท่านกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ดีพอสมควร

อีกข้อนึงที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกคนก็คือ การนำเงินมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารเฉยๆแน่นอน แต่ต้องอย่าลืมว่าเงินที่นำมาลงทุนควรจะเป็นเงินเย็นนะครับ

เรามาดูกันครับว่ากองทุนตราสารหนี้มันมีกี่ประเภท แต่ละอย่างเหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน และเราควรจะเลือกกองทุนแบบไหนดี

กองทุนตราสารหนี้มีกี่ประเภท

กองทุนตราสารหนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆคือ

  1. กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว
  2. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว

กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว คือกองทุนรวมที่ลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปีขึ้นไป 

ซึ่งกองทุนตราสารหนี้ประเภทนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่สามารถลงทุนระยะยาวได้

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว มักจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยมากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น 

สาเหตุก็เพราะว่ายิ่งตราสารหนี้มีอายุคงเหลือมากเท่าไหร่ก็จะมีเวลาอยู่ในตลาดมากขึ้น เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนานมากขึ้น

และโดยธรรมชาติแล้ว ตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวๆจะมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น

มูลค่าของตราสารหนี้นั้นมักจะเคลื่อนที่สวนทางกันกับอัตราดอกเบี้ย พูดง่ายๆคือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้จะต่ำลง แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง ราคาตราสารหนี้จะสูงขึ้น 

การเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้ที่ว่านี้ มีผลทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV) ของกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงและมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เมื่อการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น จึงทำให้โดยทั่วไปแล้วกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวมักจะมีผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นครับ

ผลตอบแทนที่พอจะคาดหวังได้จากกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 3-7%ต่อปี ด้วยระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสมประมาณ 3-5 ปีขึ้นไป 

สรุปคือ กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวเหมาะกับการลงทุนในช่วงเวลาที่มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีการปรับตัวลดลงเพราะกองทุนและนักลงทุนจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาตราสารหนี้(Capital Gain)

และจะดีมากครับถ้าหากนักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อกองทุนเหล่านี้ได้ในช่วงเวลาหลังจากปันผล(ถ้ามี) เพราะ Net Asset Value (NAV) จะต่ำลง ทำให้เราซื้อเข้าได้ในต้นทุนต่ำลง

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นคือกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ชนิดต่างๆ รวมถึงเงินฝากที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี 

เนื่องจากเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่ำกว่าตราสารหนี้ระยะยาวมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่า หรือการมีสภาพคล่องที่สูงกว่า

การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นจึงเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ต่ำมากๆ และต้องการลงทุนเพียงแค่ระยะสั้นๆด้วยช่วงเวลาน้อยกว่า 1 ปี

แต่ความเสี่ยงต่ำ ก็มักจะมาพร้อมกับผลตอบแทนที่ต่ำด้วยเหมือนกันครับ เพราะผลตอบแทนที่คาดหวังได้กับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น

แต่ถึงผลตอบแทนจะต่ำกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะยาว การนำเงินมาพักไว้ในกองทุนรวมประเภทนี้ก็ให้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินไว้ในธนาคารเฉยๆอยู่ดี

สำหรับจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าซื้อกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก็คือช่วงที่คาดการณ์ได้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายกำลังอยู่ในขาขึ้นครับ เพราะกองทุนจะได้ประโยชน์จากการลดลงของราคาตราสารหนี้ ทำให้อัตราผลตอบแทน(Yield)เพิ่มสูงขึ้น


ประกันภัยคืออะไร มีกี่ประเภท?
บริหารจัดการความเสี่ยงในชีวิตด้วยประกันรูปแบบต่างๆ

ความเสี่ยงของกองทุนตราสารหนี้

กองทุนตราสารหนี้เป็นกองทุนรวมที่ถูกจัดอยู่ในความเสี่ยงระดับ1-4 หรือเสี่ยงยังไงก็ไม่เกินระดับปานกลางค่อนข้างต่ำครับ 

ทำให้กองทุนตราสารหนี้เหมาะที่จะเป็นแหล่งพักเงินจากการลงทุนความเสี่ยงสูงทั้งหลายเช่น ตราสารทุน(หุ้น),ตราสารหนี้ หรือแม้แต่คริปโตเคอร์เรนซี่

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เราก็ควรจะต้องรู้ปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องระวังในการตัดสินใจลงทุนในกองทุนตราสารหนี้อยู่ดี

ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนตราสารหนี้มี 4 อย่างดังนี้ 

  1. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit risk)
  2. ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation risk)
  3. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)
  4. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk)
  5. ความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit risk)

ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือระดมทุนอย่างหนึ่งของบริษัทหรือกิจการที่ต้องการเงินทุนไปเสริมในกิจการของตัวเอง อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายกิจการ หรือ รีไฟแนนซ์หนี้เก่าให้มีภาระดอกเบี้ยน้อยลง

จริงๆแล้วมันก็คล้ายๆกับการกู้ยืมเงินอย่างหนึ่งนั่นแหละครับ ซึ่งกองทุนรวมที่นำเงินไปซื้อตราสารหนี้จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้นั้นๆ

และเมื่อเป็นการกู้ยืมเงินก็จะต้องมีการชำระหนี้คืน ในกรณีของตราสารหนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการจ่ายดอกเบี้ยด้วยอัตราและระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น ดอกเบี้ยปีละ 3% จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือนเป็นต้น

และพอตราสารหนี้มีอายุครบกำหนดไถ่ถอน ทางบริษัทผู้ออกตราสารหนี้(มีสถานะเป็นลูกหนี้)ก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยงวดสุดท้าย พร้อมทั้งคืนเงินต้นทั้งหมดเพื่อสิ้นสุดการชำระหนี้

แต่ในความเป็นจริง การทำธุรกิจต่างๆก็ย่อมมีความเสี่ยง รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจก็เป็นปัจจยนึงที่อาจมีผลทำให้บริษัทผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่ตกลงกันไว้

บางรายอาจจะขอเลื่อนชำระดอกเบี้ย หรือบางรายก็อาจจะไม่สามารถชำระคืนเงินต้นได้ทั้งหมดเมื่อตราสารหนี้ครบกำหนดไถ่ถอน

ซึ่งในกรณีนี้ ถ้าหากมีการผิดนัดชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกองทุนตราสารหนี้แน่นอน

สำหรับตัวกองทุนเองที่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ เมื่อไม่สามารถเก็บรายได้จากดอกเบี้ย หรือเก็บเงินต้นคืนได้ ย่อมส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน(NAV) ทำให้ราคาของหน่วยลงทุนต่ำลง

และเมื่อตัวเลขราคา NAV ลดลงจนกระทั่งต่ำกว่ามูลค่าที่นักลงทุนทั่วไปอย่างเราที่ไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนตราสารหนี้ไว้ ก็จะทำให้เกิดการขาดทุนได้นั่นเองครับ

เพราะฉะนั้น การอ่านหนังสือชี้ชวน(Fund Fact Sheet) และศึกษาดูตราสารหนี้ 5 อันดับแรกที่กองทุนนำเงินไปลงทุนจึงมีความสำคัญมาก

นอกจากนั้น ต้องดูอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ที่กองทุนจะนำเงินไปลงทุนด้วย ว่าอยู่ในระดับที่น่าลงทุน(Investment Grade)หรือไม่

ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation risk)

อัตราเงินเฟ้อถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่มองไม่เห็นของคนทุกคนบนโลกนี้เลยนะครับ เนื่องจากว่ามันอาจจะทำให้เงินที่เรามีอยู่ด้อยค่าลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

หลายๆคนตั้งใจทำงานหารายได้และเก็บออมจนอาจจะลืมไปว่า เงินที่เราออมไว้ในธนาคารแม้จะได้ดอกเบี้ย แต่เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อแน่นอน

และเมื่อเงินของเราไม่สามารถเติบโตทันหรือชนะอัตราเงินเฟ้อได้ เงินของเราก็จะมีมูลค่าน้อยลงไปเรื่อยๆโดยอัตโนมัติครับ

ในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะนำเงินออกมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แล้วก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเงินของเราจะเติบโตเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้เหมือนกันครับ

ดังนั้นการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ในสภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้นที่อาจจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนตราสารหนี้ระยะยาวจะต้องเลือกลงทุนให้ดี เพราะผลตอบแทนที่ได้อาจจะน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อได้

อัตราเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายๆอย่าง (แม้แต่ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยนึงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเงินเฟ้อได้) และเมื่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สูงหรือต่ำเกินไป จะทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเริ่มจะต้องใช้มาตรการบางอย่างเข้ามาควบคุม

ซึ่งมาตรการที่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็คือการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั่นเองครับ จึงเป็นที่มาของปัจจัยเสี่ยงตัวถัดไปของการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)

อัตราดอกเบี้ยต่างๆในระบบเศรษฐกิจมักจะเคลื่อนไหวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งรัฐบาลหรือหน่วยงานทางการเงินของประเทศต่างๆจะใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับพอเหมาะ

ซึ่งเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดอกเบี้ยแทบทุกตัวในระบบก็มักจะเปลี่ยนตามไปในทางเดียวกัน เช่นดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร,ดอกเบี้ยอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ และอื่นๆ

และตามกลไกธรรมชาติของตลาด มูลค่าของตราสารหนี้จะเคลื่อนที่สวนทางกันกับอัตราดอกเบี้ย คือเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าตราสารหนี้ก็จะต่ำลง หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง มูลค่าตราสารหนี้ก็จะเพิ่มขึ้น

เมื่อความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีผลต่อราคาตราสารหนี้ และมีผลต่ออัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้(Yield) เปลี่ยนไป ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการลงทุนตราสารหนี้ของกองทุนที่เราซื้อไว้

ปัจจัยลบที่ว่าก็เช่น ราคาตราสารหนี้ตก ทำให้ผู้จัดการกองทุนต้องยอมขายขาดทุน หรือ อัตราผลตอบแทน(Yield)ลดลงทำให้รายได้กองทุนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ปัจจัยลบต่างๆที่มีผลต่อมูลค่าทรัพย์สินที่กองทุนนำเงินไปลงทุน(ในที่นี้คือตราสารหนี้) ก็จะมีผลทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV)ของกองทุนตราสารหนี้เปลี่ยนไป

และปัจจัยลบต่างๆเหล่านี้ยังไม่รวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นักลงทุนต้องโดนเรียกเก็บหากกองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อไว้มีการปันผลออกมา

และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือถ้าราคา NAV ของกองทุนที่เราซื้อไว้ลดลงไปต่ำกว่าราคาที่เราซื้อมา นั่นแปลว่าเราขาดทุนแน่นอน  

ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk)

สำหรับกองทุนตราสารหนี้ที่มีการนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ก่อนที่จะซื้อตราสารหนี้ของต่างประเทศได้ก็จะต้องแลกเงินบาทที่ได้จากนักลงทุนให้เป็นสกุลเงินของประเทศนั้นๆซะก่อน

หลังจากที่ลงทุนเสร็จและได้ผลตอบแทนแล้วจะเอาเงินกลับมาจ่ายคืนให้นักลงทุนก็จะต้องแลกสกุลเงินต่างประเทศกลับเป็นเงินบาทอีกรอบนึง

การที่จะต้องแลกเงินกลับไปกลับมาแบบนี้อาจจะทำให้มีต้นทุนเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมต่างๆ,อัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน จนอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายมากจนไปกินเงินต้นหรือดอกเบี้ยที่ได้รับจากตราสารหนี้

แต่ข้อดีอย่างนึงของการลงทุนผ่านกองทุนก็คือผู้จัดการกองทุนเป็นมืออาชีพ ก็จะรู้ถึงปัจจัยพวกนี้อยู่แล้วครับและอาจจะมีวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงเรื่องนี้ แล้วแต่นโยบายของกองทุน

ซึ่งกองทุนใดก็ตามที่มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เค้าจะมีการชี้แจงวิธีจัดการความเสี่ยงไว้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet) อย่างชัดเจนเพื่อให้นักลงทุนพิจารณาก่อนซื้อหน่วยลงทุน

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง(Liquidity Risk)

ด้วยความที่ตลาดซื้อ/ขายตราสารหนี้เป็นตลาดที่ไม่ได้มีปริมาณการซื้อขายหรือเป็นที่นิยมเหมือนกับตลาดหุ้นที่หลายๆคนคุ้นเคย

เพราะฉะนั้นการซื้อขายสินทรัพย์ชนิดนี้โดยตรงอาจจะไม่ได้สะดวกมากนัก ไม่ได้มีคนมาคอยตั้งตารอซื้ออยู่ตลอดเวลาเหมือนตราสารทุน(หุ้น)

เพราะฉะนั้นเวลาที่ตราสารหนี้ตัวไหนดูมีทีท่าว่าไม่น่าถือ หรือมีตราสารหนี้ตัวใหม่ออกมาแล้วน่าลงทุนกว่าเลยต้องขายตัวเก่าออกไป อาจจะทำได้ไม่ง่ายนักครับ

แต่เรื่องนี้ทางนักลงทุนอาจจะไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ก็มีความชำนาญในการบริหารจัดการเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพจัดการไปครับ

หลังจากได้รู้ปัจจัยความเสี่ยงของกองทุนตราสารหนี้แล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนก็ควรจะรู้ก่อนว่ากองทุนตราสารหนี้มันมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง

ข้อดีและข้อเสียของกองทุนตราสารหนี้

ข้อดีของกองทุนตราสารหนี้

  1. ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก
  2. เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อย
  3. ประหยัดเวลาในการจัดการ
  4. ซื้อตราสารหนี้ด้วยต้นทุนต่ำ
  5. ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ
  6. สภาพคล่องสูง

ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก

กองทุนตราสารหนี้เป็นกองทุนที่อยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ จึงไม่ได้เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเร้าใจ

ถึงแม้ว่าผลตอบแทนจะไม่ได้สูงนัก แต่ก็เป็นการให้เงินทำงานและได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากหรือการลงทุนในกองทุนตลาดเงินอย่างแน่นอน

เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อย

นักลงทุนหลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วเรานำเงินไปลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้เลยไม่ดีกว่าหรอ ทำไมต้องมาลงทุนทางอ้อมกับกองทุนตราสารหนี้?

จริงๆแล้วการลงทุนทั้ง 2 รูปแบบมีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมแตกต่างกันครับ แล้วแต่นักลงทุนว่าจะเลือกลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะกับเงื่อนไขของตัวเอง

จริงอยู่ที่การลงทุนโดยตรงกับตราสารหนี้ก็จะได้ผลตอบแทน(Yield)เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็มีกำแพงบางอย่างที่ขวางนักลงทุนรายย่อยทั่วๆไปอยู่เหมือนกัน

โดยส่วนมากแล้วตราสารหนี้ที่ออกมาขายจะมีการระบุมูลค่าขั้นต่ำที่จะต้องซื้อไว้ เช่นตราสารหนี้หน่วยละ 1,000 บาท แต่ถ้าใครสนใจลงทุน จะต้องซื้อขั้นต่ำเป็นมูลค่า 100,000 บาท เป็นต้น

การกำหนดมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำไว้อย่างนี้ทำให้นักลงทุนรายย่อยบางคนอาจจะเข้าไม่ถึงการลงทุนครับ นี่ยังไม่นับรวมตราสารหนี้หลายๆตัวที่เสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบัน(II) หรือนักลงทุนรายใหญ่(HNW) เท่านั้น คนทั่วไปหมดสิทธิ์

การมีกองทุนตราสารหนี้เกิดขึ้นมาก็เลยกลายเป็นโอกาสให้นักลงทุนมือใหม่หรือนักลงทุนรายย่อยทั่วๆไปได้มีโอกาสเข้าถึงการลงทุนในตราสารหนี้

นอกจากเป็นประตู่สู่การลงทุนแล้วก็ยังทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนตราสารหนี้ได้ในราคาที่ถูกกว่าการลงทุนตราสารหนี้โดยตรงมากๆด้วย

ประหยัดเวลาในการจัดการ

การลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้ ผู้ลงทุนจะต้องมีความรู้ ความชำนาญ และมีเวลาในการบริหารจัดการการลงทุนพอสมควรครับ

เนื่องจากตราสารหนี้แต่ละประเภทมีเงื่อนไข,กฎเกณฑ์และคุณสมบัติต่างกัน รวมถึงมีอายุคงเหลือ(TTM: Time To Maturity) แตกต่างกันออกไป

ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนที่มีพอร์ตลงทุนตราสารหนี้ต้องคอยติดตาม หาข้อมูล และจัดการเป็นรายตัว สำหรับนักลงทุนทั่วๆไปอย่างเราอาจจะไม่คุ้มค่าเสียเวลาซักเท่าไหร่ เพราะหลายๆคนก็มีอาชีพการงานอย่างอื่นทำเป็นประจำ ไม่ได้เป็นนักลงทุนมืออาชีพ

การยกหน้าที่บริหารจัดการการลงทุนที่ซับซ้อนให้ผู้จัดการกองทุนที่เป็นนักลงทุนมืออาชีพ ก็ดูน่าจะเป็นเรื่องดี ถึงแม้จะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาบ้างก็ตาม

ซื้อตราสารหนี้ด้วยต้นทุนต่ำ

นักลงทุนหลายๆคนอาจจะไม่รู้ว่าการซื้อตราสารหนี้ในตลาดรองนั้นแต่ละคนอาจจะได้ราคาที่ไม่เหมือนกันครับ 

เนื่องจากว่าการซื้อ/ขายตราสารหนี้ในตลาดรองเป็นการซื้อขายแบบ Over The Counter(OTC) ซึ่งก็คือการที่ผู้ซื้อและผู้ขายติดต่อตกลงราคากันเอาเองตามความพอใจ ไม่ได้มีราคากลางเหมือนการซื้อหุ้นผ่านแอพพลิเคชั่น

เพราะฉะนั้นนอกจากราคาตราสารหนี้จะผันผวนกับอัตราดอกเบี้ยแล้ว ยังมีการลดหรือเพิ่มจากการต่อรองราคาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายด้วย 

โดยเฉพาะหากนักลงทุนสถาบัน(II) เช่นกองทุนรวมต่างๆ และในที่นี้รวมถึงกองทุนตราสารหนี้ด้วย กองทุนเหล่านี้สามารถเหมาซื้อตราสารหนี้ได้ทีละมากๆ ก็ย่อมจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่า

ผลพลอยได้ก็คือนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้นั้นๆ ก็จะได้ลงทุนในตราสารหนี้ด้วยราคาต่อหน่วยที่ถูกกว่าการไปซื้อเองโดยตรงนั่นเองครับ

ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

กองทุนตราสารหนี้บางกองมีการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลาย และอาจมีรายได้เข้ากองทุนทุกๆเดือนจากดอกเบี้ยของตราสารหนี้แต่ละตัว

การมีรายได้เข้ากองทุนเป็นประจำแบบนี้ทำให้กองทุนตราสารหนี้บางกองสามารถจ่ายเงินปันผลหรือจ่ายผลตอบแทนให้นักลงทุนได้อย่างเป็นประจำ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับมูลค่าที่เราลงทุนครับ

ซึ่งการมีกระแสเงินสดเข้ามาเป็นประจำทุกเดือนแบบนี้ย่อมเป็นผลดีกว่าการไปลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้ต่างๆด้วยตัวเองแน่นอน เพราะส่วนใหญ่อาจจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 1 หรือ 2 ครั้ง

กองทุนตราสารหนี้มีสภาพคล่องสูง

การมีสภาพคล่องของการลงทุนในที่นี้หมายถึงความสามารถสามารถในการเปลี่ยนทรัพย์สินต่างๆที่เราถือครองอยู่ให้กลับเป็นเงินสดไว้ใช้จ่ายได้ตามที่เราต้องการ

ถ้ามีสภาพคล่องสูงก็แปลว่าเราสามารถเปลี่ยนหน่วยลงทุนกลับเป็นเงินสดได้เร็ว ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะในบางกรณีเราอาจมีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการใช้เงินสดอยู่บ้างเหมือนกัน

และการลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้จะไม่ค่อยตอบสนองในเรื่องของสภาพคล่องมากซักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการซื้อกองทุนครับ

เพราะการซื้อ/ขายตราสารหนี้ มีปัจจัยหลายๆอย่างที่ผู้ซื้อต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อน เช่นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย,แนวโน้มเงินเฟ้อ,สภาวะเศรษฐกิจ หรือศักยภาพกิจการของผู้ออกตราสารหนี้ เป็นต้น

ซึ่งถ้าเราถือครองตราสารหนี้ไว้และอยากขาย เพราะต้องใช้เงิน เราอาจจะขายไม่ได้โดยทันที หรือขายได้แต่ต้อลดราคา(Discount) ต่ำกว่าทุนเพราะปัจจัยภายนอกหลายๆอย่าง ทำให้ขาดทุนได้

แต่ในทางกลับกันถ้าเรานำเงินมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แทน การจะซื้อเข้าหรือขายออกหน่วยลงทุนนั้นแทบจะทำได้ในทันที

เพราะกองทุนตราสารหนี้เป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง สามารถขายและเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้อาจจะภายใน 1 วันทำการ(T+1) หรือ 2 วันทำการ(T+2) 

เพราะฉะนั้นถ้าเป็นนักลงทุนที่ยังต้องการสภาพคล่องมากอยู่ มีแผนการใช้เงินในอนาคตอันไกล้ การเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีครับ

ข้อเสียของกองทุนตราสารหนี้

  1. ค่าธรรมเนียมการจัดการ
  2. ความเสี่ยงคงที่
  3. รายได้ที่เข้ามามีความผันผวน
  4. อาจจะต้องเสียคอมมิชชั่นให้โบรกเกอร์

ค่าธรรมเนียมการจัดการ

การลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีคนคอยบริหารจัดการการลงทุนให้เรา ที่เห็นชัดๆเลยก็คือผู้จัดการกองทุนนั่นล่ะครับ 

ด้วยความที่การลงทุนในตราสารหนี้ ทางผู้จัดการกองทุนจะต้องคอยตามข่าวสารหาจังหวะการซื้อและขายตราสารหนี้ให้สามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ 

ค่าใช้จ่ายตรงนี้ถือเป็นต้นทุนอย่างนึง ซึ่งจะมีแจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน (Fund Fact Sheet)ให้นักลงทุนศึกษาเพื่อพิจารณาลงทุน แต่ถ้าใครลงทุนด้วยตัวเองในตราสารหนี้โดยตรงก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายนี้ครับ

ความเสี่ยงคงที่

ถ้าหากท่านลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงและถือครองตราสารหนี้กินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ความเสี่ยงของท่านจะลดลงเรื่อยๆครับเพราะตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงลดลงตามอายุคงเหลือ

แต่ ถ้าท่านลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ความเสี่ยงในการลงทุนของท่านก็จะยังคงเดิมอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากระดับความเสี่ยงยังอยู่ในระดับที่รับได้ ก็ไม่มีปัญหาครับ

รายได้ที่เข้ามามีความผันผวน

กองทุนตราสารหนี้ที่เรานำเงินไปลงทุนอาจจะนำเงินของเราไปลงทุนในตราสารหนี้หลายๆตัว หลายประเภท และมีการซื้อ/ขายอยู่เรื่อยๆ ทำให้ผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละงวดอาจจะไม่เท่ากันในแต่ละเดือน

ในทางกลับกัน หากเราลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง เราจะได้ดอกเบี้ยเป็นมูลค่าคงที่ตลอด ไม่มีความผันผวนของรายได้ครับ

อาจมีค่าใช้จ่ายๆอื่นๆ

กองทุนตราสารหนี้บางกองอาจจะมีการเก็บค่าใช้จ่ายในกรณีที่นักลงทุนซื้อหน่วยลงทุนแล้วถือครองไม่ครบตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้

หากเราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แล้วเลผอไปขายหน่วยลงทุนออกซะก่อน ก็อาจจะเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่ตั้งใจได้ครับ

เมื่อเราได้รู้ถึงปัจจัยความเสี่ยงรวมทั้งข้อดี/ข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้แล้ว คำถามต่อไปก็คือ แล้วถ้าเราจะซื้อกองทุนตราสารหนี้ จะต้องมีวิธีเลือกซื้อยังไงดี?

เทคนิคการเลือกกองทุนตราสารหนี้

การเลือกกองทุนตราสารหนี้ว่าจะซื้อกองไหนดี มีวิธีที่ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนไปกว่าการเลือกซื้อกองทุนรวมทั่วๆไปครับ

เพียงแต่ว่านักลงทุนควรจะมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตราสารหนี้ซะหน่อยก็จะดีมาก เวลาศึกษาลงไปในรายละเอียดของกองทุนจะได้รู้ว่าข้อมูลดังกล่าวกำลังบอกอะไรเรา และกองทุนนั้นน่าซื้อหรือไม่

ซึ่งแหล่งที่มาของข้อมูลเหล่านี้เราสามารถหาดูได้จากหนังสือชี้ชวน(Fund Fact Sheet) ครับ

ขั้นตอนการเลือกซื้อกองทุนตราสารหนี้ มีดังนี้

  1. ดูระดับความเสี่ยง
  2. ดูนโยบายการลงทุน
  3. พิจารณาผลตอบแทน
  4. ดูค่าธรรมเนียมกองทุน
  5. ดูสภาพคล่อง

ดูระดับความเสี่ยง

ในเบื้องต้นให้เราดูระดับความเสี่ยงเหมือนการลงทุนกองทุนทั่วๆไป และเพิ่มเติมมาคือ ควรจะดูลึกลงไปในรายละเอียดด้วยว่ากองทุนตราสารนี้กองนั้นนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้รายไหนบ้าง

ซึ่งใน Fund Fact Sheet ของกองทุนตราสารหนี้จะมีการชี้แจ้ง 5 อันดับตราสารหนี้ที่กองทุนนำเงินไปลงทุนอยู่แล้ว เพื่อความสะดวกของนักลงทุนครับ

ในการพิจารณาความเสี่ยงของตราสารหนี้ก็คือ ให้ดูจากอันดับเครดิตหรือที่เรียกว่า Credit Rating ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้แต่ละเจ้า ว่าอยู๋ในระดับที่น่าลงทุนมั้ย

โดยอันดับเครดิตจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆคือ ตราสารหนี้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน(เรียกว่า Investment Grade) และ กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน(Non-Investment Grade)

โดยที่กองทุนตราสารหนี้ทั่วๆไปสามารถเข้าซื้อตราสารหนี้ได้ทั้ง 2 ประเภทครับ ถ้าเกิดว่าซื้อตราสารหนี้ตัวที่เสี่ยงมากหน่อยก็จะมีผลตอบแทน(Yield)มาก

แต่เมื่อผลตอบแทนมาก ความเสี่ยงต่างๆก็จะมากตามไปด้วย เช่นกิจการล้มละลาย,ผิดนัดชำระหนี้ และอื่นๆ

ถ้าจะให้ปลอดภัยก็ควรจะเลือกกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน(Investment Grade) ซึ่งก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้เยอะ

ถ้าอยากรู้ละเอียดๆ ว่าการแบ่งอันดับเครดิตของหุ้นกู้มีกี่ระดับ แต่ละระดับบอกอะไรเราบ้าง ตามไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ครับ คลิกที่รูปด้านล่างได้เลย

กองทุนตราสารหนี้แตกต่างจากตราสารหนี้ยังไง
คลิกเพื่ออ่าน : คู่มือการลงทุนในตราสารหนี้

แต่ด้วยความที่กองทุนตราสารหนี้นั้นมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ดูแล คอยบริหารจัดการ แน่นอนว่ามืออาชีพเค้าต้องรู้อยู่แล้วว่าตรสารหนี้มันมีความเสี่ยงต่างกัน แต่ก็อาจจะต้องลองเสี่ยงมากบ้างในบางครั้ง เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลงทุน

เพราะฉะนั้น การดูแค่เพียงระดับความเสี่ยงของกองทุนและ Credit Rating ของตราสารหนี้ 5 อันดับแรกอย่างเดียวก็จะไม่พอ 

เราจะต้องดูปัจจัยอย่างอื่นต่อไปด้วยครับ นั่นก็คือนโยบายการลงทุนและผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

เพราะไม่ว่ากองทุนจะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ประเภทไหน เสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย แต่ถ้าสร้างผลตอบแทนได้ดีและสม่ำเสมอก็ถือว่าน่าสนใจ 

ดูนโยบายการลงทุน

ปัจจัยหลักๆเลยที่จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ก็คือนโยบายการลงทุนนั่นเองครับ 

กองทุนตราสารหนี้บางกอง เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือน้อย แต่บางกองเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาวนาน 

ซึ่งวิธีการลงทุนทั้ง 2 อย่างให้ผลลัพธ์ต่างกันและมีปัจจัยเสี่ยงต่างกัน มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจต่างกัน

สิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญในการพิจารณาข้อนี้ก็คือ อัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั่นเองครับ หาข้อมูลมาเตรียมไว้ก่อนเลยว่า การขยับของดอกเบี้ย ณ ขณะนั้นเป็นอย่างไรและมีการคาดการณ์แนวโน้มไว้อย่างไร

สิ่งต่อมาก็คือ เราต้องหาให้ได้ว่ากองทุนที่เรากำลังดูอยู่นี้มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือสั้นหรือยาว?

คำแนะนำการเลือกซื้อกองทุนตราสารหนี้

ถ้าในขณะนั้น อัตราดอกเบี้ยได้ผ่านการปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ใระดับสูงพอสมควรแล้ว ถ้าจะขึ้นก็ขึ้นต่ออีกไม่มากและมีโอกาสที่จะปรับตัวลงมากกว่า ให้เลือกซื้อกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เพราะกองทุนจะได้กำไรจากการขยับของราคาตราสารหนี้และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ

ในทางกลับกัน ถ้าในขณะนั้น อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ(เทียบกับอดีตที่ผ่านมา) ดูไม่น่าจะลงต่อแล้ว และมีคาดการณ์แนวโน้มว่ากำลังจะปรับสูงขึ้นต่อ

ถ้าเป็นแบบนี้ให้เลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะกองทุนจะได้รับประโยชน์จากเงินต้นที่จะได้รับคืนจากตราสารหนี้ที่ถืออยู่แล้ว นำกลับมาลงทุนต่อในตราสารหนี้ให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

พิจารณาผลตอบแทน

การพิจารณาผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ เราจะต้องดูทั้งผลตอบแทนในระยะสั้น และระยะยาวครับ โดยจะต้องนำผลตอบแทนมาเทียบกับดัชนีชี้วัด(Benchmark) ด้วย

ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังและประเภทของดัชนีชี้วัดที่ใช้กับกองทุนตราสารหนี้ จะถูกเขียนไว้ในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป(Fund Fact Sheet)

ผลตอบแทนระยะยาวเราสามารถดูได้จากข้อมูลผลตอบแทน 6 เดือน ถึง 1 ปีขึ้นไป กองทุนที่น่าสนใจคือกองทุนที่ทำผลตอบแทนระยะยาวได้ดี อย่างน้อยผลตอบแทนก็ควรจะมากกว่า

  • อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก,เงินเฟ้อ,กองทุนรวมตลาดเงิน และ
  • ควรจะมีผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนตราสารหนี้กองอื่นที่มีนโบายการลงทุนคล้ายๆกัน

ผลตอบแทนระยะสั้นสามารถดูได้จากข้อมูลผลตอบแทน 1 เดือน ถึง 3 เดือนครับ กองทุนที่น่าสนใจคือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในอัตราที่สม่ำเสมอ

และอย่าลืม นำตัวเลขผลตอบแทนทั้งหมดมาเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัด(Benchmark)ตามที่แจ้งในหนังสือชี้ชวนด้วย ว่าสามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดได้อย่างสม่ำเสมอมั้ย

อีกขั้นตอนนึงที่สำคัญคือ ลองเปรียบเทียบดูในกองทุนตราสารหนี้ประเภทเดียวกันว่า ถ้ากองทุนไหนนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก หรือเสี่ยงต่ำ แต่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าหรือเทียบเท่า ให้กองทุนนั้นผ่านเข้ารอบต่อไปได้เลยครับ

เพราะแสดงว่าผู้จัดการกองทุนสามารถลงทุนด้วยความเสี่ยงต่ำแต่สามารถทำกำไรดีได้ อันนี้น่าสนใจมาก

ส่วนกองทุนที่เหลือ ให้ปัดตกรอบไปเลยครับ

มาถึงขั้นตอนนี้แล้ว เชื่อว่าน่าจะกรองมาจนเหลือตัวเลือกไม่มาก และน่าจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่มีคุณภาพน่าลงทุน

แต่เรามาดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆกันต่ออีกหน่อยครับ เพื่อจะได้เลือกลงทุนได้ดีที่สุด ทำกำไรได้ดีที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำกำไรของเราอีกปัจจัยนึงก็คือค่าธรรมเนียมกองทุนนั่นเองครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนและมีผลต่อกำไร/ขาดทุนของเรา

ดูค่าธรรมเนียมกองทุน

การพิจารณาค่าธรรมเนียมนั้นไม่ซับซ้อนครับ แค่เอากองทุนตราสารหนี้ที่เราคัดมาจากข้อที่แล้วมาเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมกัน

โดยดูว่าถ้าเป็นไปได้ด็ขอให้เลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด และได้ผลตอบแทนมากที่สุด อันไหนเข้าท่าก็เลือกกองนั้นได้เลย

แต่สุดท้ายแล้วต้องอย่าลืมนะครับว่าเราไม่ได้เลือกกองทุนด้วยเหตุผลค่าธรรมเนียมต่ำที่สุดปัจจัยเดียว ถ้าหากกองทุนที่นำมาเปรียบเทียบมีผลตอบแทนสูงกว่ามาก แต่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่านิดหน่อยก็น่าสนใจเหมือนกัน

เน้นย้ำอีกทีว่าการเปรียบเทียบต้องเปรียบเทียบจากกองทุนตราสารหนี้ที่มีนโยบายการลงทุนไกล้เคียงกันนะครับ

ดูสภาพคล่อง

สำหรับสภาพข้อนี้อาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับบางคน แต่ก็อาจจะสำคัญมากสำหรับหลายๆคนเพราะแต่ละคนมีแผนและความจำเป็นในการใช้เงินไม่เหมือนกัน

สภาพคล่องที่ว่านี้ก็คือสภาพค่องในการซื้อขายกองทุนครับ ถ้าซื้อง่ายขายคล่องก็แปลว่าถ้าเราถือครองหน่วยลงทุนนั้นๆ เราจะสามารถเปลี่ยนมันกลับเป็นเงินสดได้ง่ายเมื่อถึงเวลาจำเป็น 

สำหรับปัจจัยอื่นๆจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมครับ เช่นเป็น บลจ.ที่มีสาขาให้เข้าติดต่อได้เยอะ หรือสามารถทำรายการผ่านทางออนไลน์ได้ ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน

กองทุนตราสารหนี้ VS ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง

กองทุนตราสารหนี้ไม่มีการกำหนดจำนวณเงินลงทุนขั้นต่ำ

ปัจจัยความแตกต่าง กองทุนตราสารหนี้ ลงทุนตราสารหนี้โดยตรง
เงินลงทุนขั้นต่ำไม่มีขั้นต่ำส่วนใหญ่ 50,000-100,000 บาท
ความเสี่ยงความเสี่ยงต่ำเสี่ยงสูงกว่า
สภาพคล่องสภาพคล่องสูงกว่าอาจขายกลับเป็นเงินสดยากหน่อย
ความผันผวนของผลตอบแทนผันผวนมากกว่าผลตอบแทนคงที่
เปรียบเทียบความต่างกองทุนตราสารหนี้กับตราสารหนี้

ภาษีกับกองทุนตราสารหนี้

นักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ต้องเสียภาษีเหมือนกันครับ แต่การเก็บภาษีในกรณีนี้จะไม่ได้เป็นการเรียกเก็บจากตัวบุคคล(นักลงทุน)โดยตรง

ในปัจจุบัน(หลังจากวันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป)ตัวกองทุนตราสารหนี้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ถ้าหากได้รับดอกเบี้ย หรือ ได้กำไรจากส่วนลดตราสารหนี้(Discount Bond)ครับ 

เช่น “กองทุนตราสารหนี้ A” นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้แล้วได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยมา 100 บาท ก็จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายทันที 15 บาท เหลือเงินเข้ากองทุนเป็นมูลค่า 85 บาท

หลังจากได้รับดอกเบี้ย 85 บาทแล้ว ก็เอาเงินจำนวณนี้มาถัวเฉลี่ยจ่ายเป็นเงินปันผลให้นักลงทุนตามอัตราส่วนที่ถือครองหน่วยลงทุน

ส่วนนักลงทุนที่ได้รับเงินปันผลจากกองทุนตราสารหนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี นั่นหมายความว่าถ้าหากเราลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้เราจะเสียภาษีสุทธิในอัตรา 15% นั่นเอง 

แต่ทางเลือกของนักลงทุนที่จะประหยัดภาษีก็มีเหมือนกันนะครับ

เพราะว่ากฎหมายให้การยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15 เปอร์เซ็นต์นี้กับกองทุนรวมบางประเภทที่ให้ประโยชน์ทางด้านภาษี

เพราะฉะนั้น ถ้าหากท่านเลือกลงทุนตราสารหนี้ผ่านกองทุนลดหย่อนภาษีอย่างเช่นกองทุนรวม RMF ก็จะทำให้ท่านสามารถได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น

กองทุนตราสารหนี้เหมาะกับใคร

เนื่องจากกองทุนตราสารหนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงไม่สูงนักและเป็นการลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก มีสภาพคล่องสูง จึงเหมาะกับคนหลายๆประเภท ตั้งแต่นักลงทุนมือใหม่ ผู้สูงอายุ ไปจนถึงนักลงทุนมากประสบการณ์ 

เรามาดูกันครับว่าใครที่เหมาะจะนำเงินมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้บ้าง

นักลงทุนมือใหม่

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาลงทุนในกองทุนรวม อาจจะกำลังมองหากองทุนที่เหมาะสำหรับเริ่มลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากและไม่ได้มีความเสี่ยงมากนัก มีตัวเลือกทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้เลือกลงทุน 

หรืออาจจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่อยากจะหัดลงทุน ให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทนเพื่อเป็นก้าวแรกไปสู่อิสระภาพทางด้านการเงิน กองทุนตราสารหนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ

แต่ถ้าหากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ อายุน้อย รับความเสี่ยงได้มากและอยากให้เงินทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนดีกว่ากองทุนตราสารหนี้ ก็แนะนำให้ศึกษาการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นครับ

กองทุนหุ้น เลือกยังไงตัวไหนดี
คลิกเพื่ออ่าน : กองทุนหุ้นคืออะไร เลือกยังไง?

นักลงทุนที่มีแผนใช้เงินในอนาคตอันไกล้

นักลงทุนบางท่าน อาจจะเริ่มหันมาสนใจลงทุนเมื่อายุค่อนข้างมากแล้ว รับความเสี่ยงได้ไม่เยอะ และมีแผนที่จะใช้เงินในอนาคตอันไกล้ เช่น เผื่อเงินไว้รักษาพยาบาล,ต้องการออมเพื่อจะซื้อที่อยู่อาศัยใหม่เป็นต้น

การนำเงินมาใส่ใว้ในกองทุนตราสารหนี้เพื่อให้เงินงอกเงย แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะอย่างน้อยดีกว่าวางเงินไว้เฉยๆแน่นอน

แถมข้อดีอย่างนึงของกองทุนตราสารหนี้ก็คือมีสภาพคล่องสูง ถ้าอยากจะเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดก็สามารถขายออกได้และส่วนใหญ่จะได้เงินไม่เกิน 2 วันทำการถัดไป(T+2)

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

เนื่องจากกองทุนตราสารหนี้เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงค่อนไปทางต่ำ แต่ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีพอสมควร

เพราะฉะนั้น นักลงทุนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากเสี่ยงมาก จึงเหมาะที่จะนำเงินมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ครับ

คนที่ต้องการแหล่งพักเงิน

นักลงทุนมากประสบการณ์บางคนที่ลงทุนเป็นประจำ มีความรู้ความชำนาญ หรือลงทุนมาเป็นเวลานานจนมูลค่าเงินมีมากขึ้นอาจจะต้องการแหล่งพักเงินในบางช่วง

เช่นอาจจะลงทุนหุ้นอยู่แล้ว และเป็นช่วงที่หุ้นมีราคาแพงขึ้นจึงขายทำกำไรนำเงินสดมาเก็บและหาแหล่งพักเงินแต่อยากให้เงินทำงานไปด้วย ก็อาจจะเอามาเก็บไว้ในกองทุนตราสารหนี้เพื่อรอเข้าซื้อหุ้นในรอบต่อไป

การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เป็นตัวเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่มั้ยครับ มีให้เลือกทั้งตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น สามารถเลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยงที่เรารับได้

และที่สำคัญ มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ไม่ยากนักเมื่อเทียบกับการลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้

ด้วยความยืดหยุ่นและมีข้อดีรอบด้านแบบนี้ กองทุนตราสารหนี้จึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์กับนักลงทุนหลายๆกลุ่มไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่าให้เลือกใช้งานตามจุดประสงค์ของแต่ละคน

และเมื่อลงทุนได้ผลตอบแทนกันแล้ว ก็อย่าลืมจัดการความเสี่ยงในชีวิตด้วยการศึกษาเรื่องประกันภัยรูปแบบต่างๆไว้ด้วยนะครับ