5 วิธีง่ายๆ เริ่มต้นเลือกกองทุนรวม 2564| มือใหม่ก็ทำได้

ในบทความนี้เรารวบรวม 5 วิธีการเลือกกองทุนรวมที่น่าจะทำให้การเลือกลงทุนของหลายๆคนง่ายขึ้น

ซึ่งแต่ละวิธีก็มีความเหมาะสมกับประสบการณ์และความรู้ในการลงทุนต่างๆกันไป มีให้เลือกใช้สำหรับทั้งนักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนที่มีประสบการณ์มาบ้างแล้วครับ 

เอกสารที่สำคัญมากๆที่นักลงทุนควรรู้จักก็คือ Fund Fact Sheet หรือหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ ซึ่งกองทุนรวมทุกกองทุนจะจัดเตรียมใว้ให้นักลงทุนศึกษาก่อนตัดสินใจซื้อ

ใน Fund Fact Sheet จะมีชุดข้อมูลที่นักลงทุนทุกคนควรใช้ให้เป็น เพื่อที่จะเลือกลงทุนในกองทุนได้อย่างถูกต้องและสร้างผลตอบแทนตามที่ได้คาดหวังไว้

ใครที่ยังไม่รู้ว่า Fund Fact Sheet คืออะไร อ่านยังไง บอกอะไรเราบ้าง สามารถเข้าไปซึกษาได้ตามภาพด้านล่างเลยครับ

fund fact sheet คืออะไร อ่านยังไง
คลิกเพื่ออ่าน: Fund Fact Sheet คืออะไร?ใช้ยังไง?

5 วิธีง่ายๆ ใช้เลือกซื้อกองทุนรวม


1.เลือกตามจุดประสงค์และระยะเวลาในการลงทุน(เหมาะกับมือใหม่)

วิธีการเลือกกองทุนนี้เป็นวิธีการที่เหมาะมากๆสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเริ่มลงทุนในกองทุนรวม เพราะส่วนใหญ่ก็จะยังไม่รู้ว่าตัวเองจะลงทุนในกองทุนแบบไหนดี

เนื่องจากกองทุนแบบต่างๆนั้นมีเยอะแยะไปหมด และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าตัวเองเหมาะกับกองทุนประเภทไหน

สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ต้องทำก็คือ ถามตัวเอง กำหนดจุดประสงค์ และมองระยะเวลาในการลงทุนคร่าวๆที่เหมาะสมและคาดว่าจะลงทุน

ถ้าคุณมีระยะเวลาในการลงทุนน้อย เช่น มีอายุเยอะ หรือมีแผนที่จะต้องถอนเงินลงทุนมาใช้ในอนาคตอันไกล้(ต่ำกว่า 5 ปี) นั่นแปลว่าคุณไม่สามารถที่จะนำเงินลงทุนของคุณไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากๆได้

ก็ควรจะหากองทุนที่ลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย เช่นกองทุนรวมตลาดเงิน,กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะในประเทศ,กองทุนรวมตราสารหนี้(ระยะสั้น)

แต่ในทางกลับกัน หากคุณมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาว มากกว่า 5-10 ปีขึ้นไป หรือยังมีอายุน้อย และเป้าหมายการลงทุนของคุณคืออยากลงทุนเพื่อการเกษียณ หรืออยากลงทุนเพื่อเป็นก้าวแรกไปสู่อิสระภาพทางการเงิน

คุณก็สามารถที่จะนำเงินไปลงทุนกับกองทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นได้ เช่น เลือกลงทุนในกองทุนทรัพย์สินทางเลือก(ระดับความเสี่ยงสูงมาก) หรือ กองทุนรวมหุ้น(ระดับความเสี่ยงสูง)

เป้าหมาย/จุดประสงค์ในการลงทุนประเภทกองทุนรวมที่เหมาะสม
ปกป้องเงินต้น/ต้องการสภาพคล่องกองทุนรวมตลาดเงิน
สร้างรายได้(Passive Income)ให้ตัวเองเป็นประจำกองทุนรวมตราสารหนี้
ให้เงินลงทุนเติบโตอย่างชัดเจนกองทุนรวมหุ้น
สร้างรายได้(Passive Income)และกระจายความเสี่ยงไปในตัวกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
เพื่อลดหย่อนภาษีกองทุนลดหย่อนภาษี SSF,RMF
ออมเงินเพื่อเกษียณอายุกองทุนรวม RMF
ตารางการเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสม ในแต่ละเป้าหมายการลงทุน

2.เลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้(เหมาะกับมือใหม่ที่สุด)

เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาลงทุนเช่นกัน เนื่องจากเป็นวิธีการที่มีขั้นตอนชัดเจน และสามารถชี้ให้เห็นได้เลยว่าตัวคุณเหมาะที่จะลงทุนในกองทุนรวมประเภทไหน เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ด้วยระดับความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

อย่างแรกเลยก็คือควรจะทำแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน เพื่อดูว่าตัวเองเหมาะกับกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับไหน

ท่านสามารถทำแบบทดสอบประเมินความเสี่ยง/ความเหมาะสมในการลงทุนได้ 2 ช่องทางครับ คือ

  1. ทำแบบออนไลน์:คลิกเพื่อทำแบบประเมินความเสี่ยงบนเว็บไซต์กลต.
  2. ทำแบบระเมินความเหมาะสมในการลงทุน (แบบฟอร์มกระดาษ)

อีกสิ่งนึงที่สำคัญสำหรับใครที่จะเลือกกองทุนด้วยวิธีการนี้ก็คือคุณควรจะต้องรู้จักประเภทของกองทุนรวมที่แบ่งตามระดับความเสี่ยง ซะก่อน

และหลังจากที่เราได้ทำแบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุนไปแล้ว จะพบว่า ทาง กลต.แบ่งระดับความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเป็น 5 ระดับ ดังนี้ครับ

เมื่อเราทราบแล้วว่าตัวเราเป็นนักลงทุนอยู่ในความเสี่ยงระดับไหน ขั้นตอนต่อไปก็คือจับคู่ระดับของเรากับระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมได้เลยครับ

1).คะแนนน้อยกว่า 15 : นักลงทุนความเสี่ยงต่ำ  

ควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ เช่นกองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะในประเทศ

2).คะแนน 15-21 : นักลงทุนเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ

เป็นนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ

สามารถเลือกลงทุนได้ในกองทุนรวมประเภท กองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในประเทศบางส่วน,กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล,กองทุนรวมตราสารหนี้

3).คะแนน 22-29 : นักลงทุนเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง

มีความสามารถในการรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย เริ่มที่จะก้าวไปลงงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ ประเภทกองทุนที่ควรเลือกก็คือ กองทุนรวมผสม,กองทุนรวมหุ้น

4).คะแนน30-36 : นักลงทุนความเสี่ยงสูง

ขยับขึ้นมาจากข้อที่แล้ว ถ้าคุณสามารถรับความเสี่ยงในระดับนี้ได้ ก็ควรจะลองศึกษาและเลือกเพิ่มสัดส่วนลงทุนในกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม(Sector Fund)ดู เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นได้

5).คะแนน37 ขึ้นไป : นักลงทุนความเสี่ยงสูงมาก

หากคุณสามารถรับความเสี่ยงมากๆได้ อาจจะลองลงทุนหรือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่มีความซับซ้อนหรือมีความผันผวนสูง เช่น ทองคำ,น้ำมัน,สินค้าโภคภัณฑ์

หรือแม้แต่ตราสารอนุพันธ์ที่มีความเสี่ยงสูงชนิดต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่น่าสนใจ

กองทุนรวมประเภทนี้อาจจะมีความเสี่ยงสูงเมื่อเที่ยบกับชนิดอื่นๆ เพราะความผันผวนและความซับซ้อน แต่ก็ตามมาด้วยโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงตามมาด้วยเช่นกัน

ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้ ศึกษาผลตอบแทนการลงทุนย้อนหลังของกองทุน และมั่นใจในฝีมือผู้จัดการกองทุน การนำเงินมาลงในกองทุนประเภทนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

หลังจากที่รู้แล้วว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้ในระดับไหน ก็ถึงเวลาลองลงมือจัดสัดส่วนพอร์ทการลงทุนกันแล้วครับ

แต่สำหรับมือใหม่ อาจจะลองซื้อแค่กองทุนชนิดเดียวดูก่อนก็ไม่เสียหายนะครับ เมื่อได้ลองซื้อลองทำจริงแล้ว ในครั้งถัดๆไปก็ค่อยขยับไปซื้อกองทุนชนิดอื่นๆตามสัดส่วนที่ตั้งใจไว้ก็ได้

แล้วเราควรจะจัดสัดส่วนพอร์ทกองทุนรวมยังไงดีล่ะ? มาดูตัวอย่างการจัดพอร์ทกันครับ

ตัวอย่างการจัดสัดส่วนพอร์ทกองทุนรวมสำหรับรับความเสี่ยงในระดับต่างๆ

  1. สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ
  2. สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง
  3. สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง

1.รับความเสี่ยงได้ต่ำ

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการความแน่นอน อาจจะจัดพอร์ทการลงทุนด้วยสัดส่วนการลงทุน 

  • 20-40%ในกองทุนรวมตลาดเงิน
  • 30-50%ในกองทุนตราสารหนี้
  • 20-40%ในกองทุนรวมหุ้น,กองทุนอสังหาริมทรัพย์(REIT) หรือกองทุนสินทรัพย์ทางเลือก

2.รับความเสี่ยงได้ปานกลาง

หากคุณสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง ก็อาจจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น หรือกองทุนทางเลือกเยอะขึ้นมาหน่อย เพื่อที่จะได้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าเดิมแต่ไม่เสี่ยงจนเกินไป

  • กองทุนรวมตลาดเงิน 10-30%
  • กองทุนตราสารหนี้ 20-40%
  • กองทุนรวมหุ้น,อสังหาริมทรัพย์,สินทรัพย์ทางเลือก 40-50%

3.รับความเสี่ยงได้สูง

หากลองประเมินตัวเองแล้วพบว่าเราสามารถรับระดับความเสี่ยงได้สูง และมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนาน อาจจะมากกว่า 5-10 ปีขึ้นไป ก็จะยิ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้เยอะขึ้นครับ

นั่นแปลว่าเราสามารถที่จะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ และแน่นอนว่ามีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามความเสี่ยงไปด้วย ในเบื้องต้นคุณอาจจะจัดพอร์ทตามสัดส่วนนี้

  • 5-10%ในกองทุนรวมตลาดเงิน
  • 10-30%ในกองทุนตราสารหนี้
  • 60-80%ในกองทุนรวมหุ้น,กองทุนอสังหาริมทรัพย์(REIT) หรือกองทุนสินทรัพย์ทางเลือก

3.เลือกตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนรวมลงทุน

เหมาะกับผู้ลงทุนที่ลงทุนมาซักระยะหนึ่ง รู้จักธรรมชาติและความเคลื่อนไหว, รู้จังหวะในการขึ้น ลง ของสินทรัพย์แต่ละอย่าง เพื่อที่จะได้เข้าซื้อ และขายในจังหวะที่ถูกต้อง

หากจะแบ่งประเภทของกองทุนตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนนำเงินไปลง ก็จะแบ่งได้เป็น 4 ประเภทครับ คือ

  1. กองทุนรวมตราสารทุน
  2. กองทุนรวมตราสารหนี้
  3. กองทุนรวมสินทรัพย์ทางเลือก
  4. กองทุนรวมผสม

1.กองทุนรวมตราสารทุน(Equity)

กองทุนหุ้น เลือกยังไงตัวไหนดี
คลิกเพื่ออ่าน : กองทุนหุ้น(ตราสารทุน) คืออะไร เลือกยังไง?

เป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุน(พูดง่ายๆคือ หุ้น) ประเภทต่างๆ และจะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากกว่าร้อยละ 65 ของ NAV

สินทรัพย์ประเภทนี้มีความผันผวนค่อนข้างสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงเช่นเดียวกัน จะเหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง และชอบการลงทุนในหุ้นแต่อาจจะยังไม่มีเวลาหรือความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนหุ้น

2.กองทุนรวมตราสารหนี้(Fixed Income Fund)

กองทุนรวมประเภทนี้จะลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นเงินฝากและตราสารหนี้ต่างๆไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV

กองทุนตราสารหนี้
คลิกเพื่ออ่าน: ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้

ตัวอย่างเช่น พันธบัตรต่างๆ ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝากธนาคาร ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้เอกชน หรือ อนุพันธ์(Derivative) ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยน

เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำถึงปานกลาง

จุดเด่น

ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เพราะผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ไปลงทุนมักจะมาในรูปแบบของดอกเบี้ย มีความผันผวนแต่ก็ยังน้อยกว่าตราสาารในตลาดทุน

ความเสี่ยงและข้อจำกัด

1.ราคาตราสาารหนี้(ซึ่งมีผลต่อราคากองทุน) ผันผวนขึ้นลงตามภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาด
2.มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ตราสารหนี้นั้นๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ 

คลิกเพื่ออ่าน:ตราสารหนี้คืออะไร ลงทุนดีมั้ย?

3.กองทุนรวมสินทรัพย์ทางเลือก(Alternative Investment Fund)

กองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือก มี 4 ประเภท คือ

  1. กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์
  2. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
  3. กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
  4. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

เหมาะสำหรับผู้ที่อยากจะกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์พื้นฐาน และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ แต่นักลงทุนควรจะรับความเสี่ยงสูงๆได้เนื่องจากราคาผันผวนค่อนข้างมาก

จุดเด่น

การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทางเลือกมักจะไม่ค่อยสัมพันธ์กันกับสินทรัพย์พื้นฐานอื่นๆเช่น หุ้น หรือตราสารหนี้

จึงทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้ป้องกันความเสี่ยงในช่วงเวลาที่สินทรัพย์พื้นฐานอยู่ในช่วงขาลง

เพราะเมื่อหุ้น หรือตราสารหนี้มีมูลค่าลดลง สินทรัพย์อย่าง ทอง,น้ำมัน,สินค้าโภคภัณฑ์ ก็มักจะมีราคาสูงขึ้น และสามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้อีกด้วย

ความเสี่ยงและข้อจำกัด

สินทรัพย์ทางเลือกเหล่านี้มักจะมีความผันผวนของราคาค่อนข้างสูง รวมถึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่างๆได้ยาก เพราะแทบทุกประเภทของสินทรัพย์ทางเลือกมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากันหมด

4.กองทุนรวมผสม(Mixed Fund)

เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในแบบอื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวมา เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นกว่าปกติ แต่ก็ยังไม่มั่นใจในการไปลงทุนในหุ้นด้วยตัวเอง

จุดเด่น

สามารถลงทุนในสินทรัพย์หลายๆประเภทพร้อมกันได้ในกองทุนเดียว 

ความเสี่ยงและข้อจำกัด

ถึงแม้จะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆประเภท แต่เราก็ไม่สามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนเองได้ตามใจ เพราะต้องเลือกตามนโยบายการลงทุนของกองทุนแต่ละกองอยู่ดี


4.เลือกตามประเภทกองทุนที่เราสนใจ

วิธีการเลือกแบบนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้และประสบการณ์มาซักระยะนึง สามารถจำแนกลักษณะของกองทุนและตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าสมควรที่จะลงทุนในกองทุนประเภทไหน

การแบ่งลักษณะกองทุนแบบนี้ แบ่งได้เป็น 14 ประเภท ต่อไปนี้

  1. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)
  2. กองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้น (Capital Protected Fund)
  3. กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม(Sector Fund)
  4. กองทุนรวมหน่วยลงทุน(Fund of Funds)
  5. กองทุนรวมฟีดเดอร์(Feeder Fund)
  6. กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว(Super Saving Fund: SSF)
  7. กองทุนรวมทองคำ(Gold Fund)
  8. กองทุนรวมดัชนี(Index Fund)
  9. กองทุนรวมอีทีเอฟ(Exchange Traded Fund)
  10. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(Retirement Mutual Fund: RMF)
  11. กองทุนรวมมีประกัน(Guarantee Fund)
  12. กองทุนรวมที่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุน(Term Fund)
  13. กองทุนรวมทริกเกอร์ฟันด์(Trigger Fund)
  14. กองทุนรวมห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย(Accredited Investors: AI)

1.กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)

เป็นกองทุนที่ลงทุนหรือถือครองทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง

ตัวอย่างเช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น,เงินฝาก,เงินสดสกุลเงินบาท, พันธบัตรธนาคารแห่งผระเทศไทยที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี

กองทุนประเภทนี้มีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนทุกๆสิ้นวันทำการ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการความเสี่ยงต่ำและอยากจะลงทุนในระยะสั้นๆ

นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งพักเงินจากกองทุนรวมหุ้นในช่วงที่ไม่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าที่วางไว้

จุดเด่น

เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนหน่วยลงทุนกลับเป็นเงินสดได้เร็ว

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนจึงต่ำไปด้วย(แต่ก็ยังสูงกว่าฝากธนาคารอยู่ดี)


2.กองทุนรวมมุ่งรักษาเงินต้น (Capital Protected Fund)

เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความเสี่ยง เพราะกองทุนประเภทนี้มีนโยบายคุ้มครองเงินต้น เพื่อรักษาเงินต้นของผู้ลงทุนไว้ทั้งจำนวน

กองทุนประเภทนี้จะลงทุนในตราสารภาครัฐไทย ,สถาบันการเงิน หรือตราสารภาครัฐต่างประเทศที่มี Credit Rating ตามที่กำหนด รวมไปถึงเงินฝาก หรือบัตรเงินฝากที่ออกโดยธนาคารออมสิน


3.กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม(Sector Fund)

กองทุนประเภทนี้มุ่งเน้นลงทุนในตราสารทุน(หุ้น) ของบริษัทที่มีธุรกิจอยู่ในหมวดอุตสาหกรรม(Sector)เดียวกัน เช่นกลุ่มธนาคาร, กุล่มสื่อสาร และอื่นๆ เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง ชอบการลงทุนในหุ้น และสามารถคาดการณ์ การเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมได้

จุดเด่น

หากผู้ลงทุนเข้าใจลักษณะของกลุ่มธุรกิจ และสามารถเข้าลงทุนในสภาวะตลาดที่หุ้นกลุ่มนั้นๆมีแนวโน้มผลประกอบการดี ก็จะสามารถทำผลตอบแทนได้ดี

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มทำกำไรได้ี แต่ก็เป็นการลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง จึงไม่มีการกระจายความเสี่ยง


4.กองทุนรวมหน่วยลงทุน(Fund of Funds)

กองทุนประเภทนี้ จะนำเงินที่รวบรวมได้ไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนอื่นอีกทีนึง (รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาจจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง

จุดเด่น

การกระจายความเสี่ยงไปในหลายกองทุน หลายบลจ. ทำให้เรามีความเสี่ยงน้อยลงและมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำ

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

เป็นการนำเงินกองทุน ไปซื้อกองทุนอีกทีนึง อาจจะทำให้มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกองทุนที่ไปลงทุนซ้ำซ้อน และถ้ากองทุนนั้นนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเข้ามา


5.กองทุนรวมฟีดเดอร์(Feeder Fund)

เป็นกองทุนประเภทที่จะนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนอื่นเหมือนกัน ต่างจาก กองทุนรวมหน่วยลงทุนตรงที่ กอง Feeder จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียวเท่านั้น เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง และติดตามข้อมูลข่าวสารเศรษฐกิจโลก มีความเข้าใจและคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของต่างประเทศได้

จุดเด่น

เป็นการกระจายเงินลงทุนของเราไปยังต่างประเทศ ก็เท่ากับว่ากระจายความเสี่ยงไปด้วยในตัว และสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในประเทศในบางช่วง

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

เนื่องจากเป็นการลงทุนในกองทุนต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และอาจเกิดค่าธรรมเนียมที่ซับซ้อนได้


กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
ประหยัดภาษีด้วยกองทุนรวม SSF และ RMF

6.กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว(Super Saving Fund: SSF)

เป็นกองทุนรวมช่วยประหยัดภาษีชนิดหนึ่ง มีจุดประสงค์เพื่อการออมในระยะยาว

เพราะผู้ถือหน่วยลงทุนจะต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นอย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ กองทุนประเภทนี้สามารถนำเงินไปลงทุนได้ในหลักทรัพย์ทุกประเภท

จุดเด่น

ไม่จำกัดจำนวณขั้นต่ำในการซื้อ และไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง และสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ปีต่อปี ตั้งแต่พศ 2563-2567( ณ ปัจจุบัน สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้เพียง 5 ปี โดยหลังจากนั้นจะประกาศนโยบายอีกที)

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

ผู้ลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ จึงจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนได้

และถึงแม้ว่านักลงทุนต้องการจะซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีแต่ก็มีข้อจำกัดที่ซื้อได้แค่ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปีและไม่เกิน 200,000 บาท

โดยที่เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียนแบบอื่นๆแล้ว ห้ามเกิน 500,000 บาท


7.กองทุนรวมทองคำ(Gold Fund)

เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในทองคำแท่ง โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงสูงๆได้ เนื่องจากราคาหน่วยลงทุนมีความผันผวนแปรผันตรงกับตลาดทองคำแท่ง

จุดเด่น

สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยกระจายความเสี่ยงในสภาวะที่สินทรัพย์ชนิดอื่นอยู่ในช่วงขาลง หรือเกิดความผันผวนสูง

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง และทันต่อตลาดทองคำ เนื่องจากราคาหน่วยลงทุนจะเปลี่ยนตามราคาตลาดทองคำแท่ง ทำให้ราคาค่อนข้างผันผวน


8.กองทุนรวมดัชนี(Index Fund)

เป็นกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีราคาหลักทรัพย์ และจะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนตามดัชนีหลักทรัพย์ที่อ้างอิง และมักจะมีค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการต่ำกว่ากองทุนรวมหุ้นแบบอื่นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง

จุดเด่น

ผลตอบแทน แปรผันตรงกับดัชนีของหลักทรัพย์ที่ใช้อ้างอิง และมีค่าธรรมเนียมถูกกว่ากองทุนรวมหุ้นประเภทอื่นๆ

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

มีข้อจำกัดตรงที่ว่าผลตอบแทนที่ได้ก็มักจะได้เท่ากับดัชนีที่ใช้อ้างอิง และมีความเสี่ยงจากปัจจัยลบต่างๆที่ส่งผลกับดัชนีนั้นๆ เช่นตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจต่างๆ เวลาที่ตัวเลขเหล่านี้จะประกาศ นักลงทุนต้องติดตามให้ดี


9.กองทุนรวมอีทีเอฟ(Exchange Traded Fund)

เป็นกองทุนเปิดดัชนีที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจริงๆแล้วก็เปรียบเสมือนเป็นหุ้นตัวหนึ่ง มุ่งเน้นที่จะให้ผลตอบแทนเทียบเท่าดัชนีอ้างอิง เช่น SET50 Index เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง

จุดเด่น

ค่าธรรมเนียมต่ำเพราะได้ผลตอบแทนตามค่าดัชนี สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีเนื่องจากมีการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มหลักทรัพย์หลายอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังสามารถทำการซื้อขาย Real Time ได้เหมือนหุ้น ไม่ต้องรอราคา ณ สิ้นวันเหมือนกองทุนรวมทั่วๆไป

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

ราคาหน่วยลงทุนเปลี่ยนแปลงตามสินทรัพย์อ้างอิง และมักจะอ่อนไหวต่อข่าวต่างๆที่มีผลต่อดัชนีสินทรัพย์ที่ใช้อ้างอิง เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง 


10.กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(Retirement Mutual Fund: RMF)

กองทุนเพื่อการเกษียณ ที่ลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น ตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้น อสังหาริมทรัพ์ ทองคำ และอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วแต่นโยบายการลงทุนในแต่ละกองทุน

เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีอีกปรเภทหนึ่ง ที่ผู้ลงทุนจะถอนออกมาได้ก็ต่อเมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วเท่านั้น จึงเหมาะมากๆกับการออมไว้ใช้หลังเกษียณจากการทำงาน

จุดเด่น

ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน เป็นการลงทุนเพื่อเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณ และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาวแต่ไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุน และรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

เมื่อเริ่มซื้อหน่วยลงทุนชนิดนี้แล้วต้องซื้อต่อเนื่อง หรืออย่างน้อย ปีเว้นปี ถ้าจะใช้เพื่อลดภาษีก็มีข้อจำกัดตรงที่ซื้อได้แค่ 30% ของรายได้ทั้งปีและไม่เกิน 500,000 บาท และจะขายคืนได้ก็ต่อเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไปและต้องถือไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี 


11.กองทุนรวมมีประกัน(Guarantee Fund)

เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการความเสี่ยง หรือรับความเสี่ยงได้ต่ำมาก

เพราะกองทุนประเภทนี้มีการรับประกันเงินต้นและผลตอบแทน โดยมีสถาบันการเงินเป็นผู้รับประกันให้ถ้าผู้ลงทุนถือหน่วยลงทุนไว้จนครบตามเวลาที่กำหนด

จุดเด่น

เนื่องจากมีการรับประกันเงินต้น เพราะฉะนั้น ผู้ลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าถึงแม้จะไม่กำไร แต่เงินต้นก็จะไม่หายไปไหนแน่นอน

เพราะมีสถาบันการเงินเป็นผู้ค้ำประกันเงินลงทุนให้หากกองทุนไม่สามารถทำกำไรให้ได้ตามที่ระบุ

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

ได้ผลตอบแทนน้อย และความเสี่ยงขึ้นอยู่กับความมั่นคงของผู้ค้ำประกันเงินลงทุน


12.กองทุนรวมที่มีการกำหนดระยะเวลาการลงทุน(Term Fund)

เป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน โดยมีกำหนดระยะเวลาของกองทุนไว้แน่นอน และระบุผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ตั้งแต่เริ่ม

จุดเด่น

กำหนดระยะเวลาการลงทุนและผลตอบแทนไว้ชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงน้อย และไม่ได้ต้องการผลตอบแทนสูงมากนัก

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

เพราะมีกำหนดระยะเวลาการลงทุนชัดเจน ผู้ลงทุนจึงไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดเวลา


13.กองทุนรวมทริกเกอร์ฟันด์(Trigger Fund)

กองทุนประเภทนี้ มีการกำหนดเป้าหมาย,ประเภทสินทรัพย์,และระยะเวลาลงทุน รวมถึงผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับไว้อย่างชัดเจน

หากกองทุนสามารถทำกำไรได้ถึงเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ก็จะปิดกองทุนและจ่ายเงินต้นพร้อมกำไรให้ผู้ลงทุนทันที

ในทางกลับกัน หากยังไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้า ก็จะเสนอทางเลือกให้ผู้ลงทุนเลือกว่าจะถือหน่วยลงทุนแล้วรอจนได้กำไร หรือจะขายตามราคาตลาดเลยก็ได้

เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง อยากลงทุนในหุ้นแต่ไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะเข้า-ออกได้ถูกจังหวะ และทำกำไรได้

จุดเด่น

มีการกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนที่แน่นอน และมักจะเป็นเวลาที่สั้นหากเทียบกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูง

ความเสี่ยง/ข้อจำกัด

จำกัดผลกำไร แต่ไม่ได้จำกัดการขาดทุน มีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนค่อนข้างสูง และผู้ลงทุนไม่สามารถขายหน่วยลงทุนคืนได้ถ้ายังไม่ครบกำหนดระยะเวลา


14.กองทุนรวมห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย(Accredited Investors : AI)

เป็นกองทุนที่ลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อน มีความเสี่ยงสูง โดยผู้ลงทุนในประเภทนี้ได้แก่ ผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ที่มี่คุณสมบัติตามกำหนดเท่านั้น


5.เลือกจากบลจ.ที่เราสนใจ

เหมาะกับคนที่สะดวกจะลงทุนกับ บลจ ใด บลจ. หนึ่งและไม่อยากจะเปลี่ยนไปเป็นลูกค้า บลจ. อื่นๆ ก็เป็นอีกวิธีการนึงที่สามารถทำได้ครับ

เมื่อเรารู้แล้วว่าเราอยากจะลงทุนกับ บลจ. ไหน เราก็สามารถมาค่อยๆไล่ดูตัวเลือกกองทุนของบลจ.นั้นๆ

เมื่อเลือก บลจ.ได้แล้ว ก็อาจจะกรองอีกทีด้วยการเลือกตามความเสี่ยง หรือจุดประสงค์และเวลาในการลงทุนก็สามารถที่จะช่วยตีกรอบตัวเลือกกองทุนให้แคบลงได้เหมือนกัน 

หรือถ้าหากใครที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าของที่ใดที่หนึ่งอยู่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อกองทุนรวมจากที่ไหนดี เราอาจจะต้องเลือกหยิบบริษัทที่ขายกองทุนมาดูเปรียบเทียบซัก 4-5 ที่

แล้วค่อยดูว่าเราชอบเงื่อนไขของที่ไหนมากที่สุดก็เลือกกออันนั้นครับ เช่น ค่าธรรมเนียมถูก,มีสาขาเยอะ,ซื้อกองทุนได้หลาย บลจ. หรือสามารถเปิดบัญชีซื้อขายออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นได้

5 วิธีง่ายๆในการเลือกกองทุนรวม น่าจะช่วยให้มือใหม่หลายๆคนหายสับสน และรู้ว่าจะเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมอย่างไรให้เหมาะกับตัวเองนะครับ สำหรับขั้นตอนต่อไป เมื่อเรารู้วิธีการเลือกแล้ว เราจะมาดูกันว่า พอเรารู้แล้วว่าจะเลือกกองทุนรวมประเภทไหน,ความเสี่ยงแบบไหน แล้วเราจะเลือกซื้อซักตัวจะต้องมีขั้นตอนในการดูอะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจจิ้มเอาตัวนั้นตัวนี้ กับ “ขั้นตอนง่ายๆเลือกซื้อกองทุนรวม!”


ref1,ref2,ref3

Related Posts