ตราสารหนี้คืออะไร ลงทุนยังไง

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้คือเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่ใช้เป็นวิธีการระดมทุนให้กับผู้ที่ออกตราสารหนี้ อาจจะเป็นบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานภาครัฐก็ได้(จะมีสถานะเป็นลูกหนี้) และเป็นหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนผู้ซื้อตราสารหนี้ไว้(มีสถานะเป็นเจ้าหนี้)

ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้จากการซื้อตราสารหนี้ก็คือ “ดอกเบี้ย” นั่นเองครับ

ซึ่งโดยทั่วไปผู้ออกตราสารหนี้ก็อาจจะจ่ายดอกเบี้ยให้นักลงทุน 1-2 ครั้งต่อปี โดยที่ตราสารหนี้แต่ละตัวก็จะมีอัตราผลตอบแทนแตกต่างกันไป

โดยการกู้เงินด้วยตราสารหนี้ก็จะเหมือนกับการยืมเงินทั่วๆไปนี่เองครับ คือมีการกำหนดตกลงกันไว้ว่าจะจ่ายดอกเบี้ยยังไงและจะคืนเงินต้นให้ครบทั้งหมดเมื่อไหร่ โดยจะกำหนดเวลาไว้ที่อายุของตราสารหนี้นั้นๆ

ด้วยความที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยคงที่เป็นประจำนี่เอง ตราสารหนี้จึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า “Fixed Income Instrument” เพราะสามารถสร้างกระแสรายได้ที่คงที่ให้นักลงทุนได้

และเมื่อตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยไปเรื่อยๆจนมีอายุครบกำหนดแล้ว ผู้ออกตราสารหนี้ก็จะนำเงินต้น(Principle) คืนให้แก่นักลงทุน

การออกตราสารหนี้จะถูกทำออกมาเป็นเอกสารแสดงสิทธิ์หรือสถานะความเป็นเจ้าหนี้ให้กับนักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้นั้นๆไว้เพื่อรับผลประโยชน์ต่างๆจากตราสารที่ซื้อไว้ 

แต่ในปัจจุบันการถือครองตราสารหนี้ก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องถือเอกสารสิทธิ์ที่เป็นกระดาษตราสาร(Script)ไว้กับตัวครับ สามารถถือสิทธิ์แบบไร้ตราสาร(หรือ Scriptless) ได้ 

นักลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้จะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” หรือพูดง่ายๆว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้เงินกู้แก่ “ผู้ออกตราสารหนี้

ซึ่งผู้ออกตราสารหนี้นั้นอาจจะเป็นกิจการบริษัทเอกชน,หน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศที่ต้องการเงินทุน

ตราสารหนี้จะถูกทำออกมาขายให้นักลงทุนโดยกิจการหรือหน่วยงานที่ต้องการระดมทุนเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ระดมทุนเพื่อทำโปรเจคใหม่ๆ,รีไฟแนนซ์หนี้เก่า,เพิ่มสภาพคล่องให้กิจการ 

หรืออาจจะเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องการระดมเงินทุนไปสร้างประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่นสร้างเขื่อน,ถนน,สะพาน,ระบบสาธารณูปโภค หรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ซึ่งบริษัทหรือหน่วยงานรัฐที่มีโปรเจคขนาดใหญ่มากๆในบางครั้งจำเป็นต้องมีการระดมทุนจำนวนมากเกินกว่าที่สถาบันการเงินเช่นธนาคารจะสามารถปล่อยกู้ให้ได้ หรืออาจจะมีภาระดอกเบี้ยมากเกินไป

ด้วยเหตุนี้จึงมีการใช้ตราสารหนี้มาเป็นอีกทางเลือกนึงของการระดมทุน ซึ่งก็จะช่วยให้หน่วยงานผู้ออกตราสารหนี้ได้รับเงินทุนไปด้วยภาระดอกเบี้ยที่ถูกกว่าการกู้ธนาคาร และนักลงทุนก็จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนในแบบ Passive Income.

ตราสารหนี้กับตราสารทุน ต่างกันยังไง?

ตราสารหนี้กับตราสารทุน เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถใช้ระดมทุนได้เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่สถานะของผู้ถือตราสารแต่ละประเภท ถ้าเราซื้อตราสารทุนเราจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้กิจการ แต่ถ้าเราซื้อตราสารทุนเราจะมีสถานะเป็นเจ้าของส่วนนึงของกิจการ

ตราสารทุนก็คือ “หุ้น” นั่นเอง บริษัทที่ต้องการระดมทุนเพื่อขยายกิจการหรือเปิดกิจการใหม่ก็จะนำหุ้นมาเสนอขายให้เรา

เมื่อเราซื้อหุ้น(หรือตราสารทุน) นั้นไว้แล้ว เราจะมีสถานะเป็น “เจ้าของกิจการส่วนหนึ่ง” มีส่วนได้ส่วนเสียในการขาดทุนหรือกำไรของกิจการ และได้ค่าตอบแทนเป็นเงินปันผล(ถ้ากิจการขาดทุนก็อาจจะไม่มีเงินปันผล)

และถ้าหุ้นที่เราเป็นเจ้าของนั้นมีราคาสูงขึ้นมากกว่าตอนที่เราซื้อมา เราก็จะได้กำไรจากการขายหุ้นเป็นผลตอบแทน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราถือครองตราสารหนี้ เราจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการนั้นๆ เพราะกิจการต้องการที่จะกู้เงินของเราไปใช้ และมีการตกลงเวลาที่แน่นอนว่าจะต้องใช้คืนเงินต้นเมื่อไหร่

ผลตอบแทนที่ได้จากตราสารหนี้จะเป็นดอกเบี้ยที่บริษัทลูกหนี้ต้องจ่ายให้เราเป็นประจำ ไม่ว่าจะมีกำไรมากน้อย หรือขาดทุนก็ตาม

และเมื่อถึงเวลาที่ตราสารหนี้ถึงกำหนดอายุไถ่ถอน บริษัทลูกหนี้ก็จะจ่ายเงินต้นคืนให้นักลงทุน

ในแง่ของความเสี่ยง ตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าตราสารทุน(หุ้น) แต่ผลตอบแทนที่ได้ ถึงแม้จะเป็นกระแสเงินสดสม่ำเสมอ แต่ก็จะน้อยกว่าตราสารทุน(หุ้น)เช่นเดียวกัน

สำหรับการลงทุนในหุ้นก็จะมีความเสี่ยงจากการผลกำไร/ขาดทุนของกิจการ และความผันผวนของราคาหุ้น ถ้าบริษัทที่เราซื้อหุ้นไว้ประกอบกิจการได้ดี มีกำไรก็จะได้เงินผันผลและมูลค่าหุ้นต่อหน่วยก็อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้เราได้กำไรมากขึ้น 

แต่ในทางกลับกัน หากผลประกอบการธุรกิจไม่ดีหรือมีการขาดทุน คนที่ซื้อหุ้นไว้ก็จะไม่ได้เงินปันผล และราคาหุ้นก็ตกด้วย ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้เยอะกว่าตราสารหนี้

และในกรณีที่บริษัทผู้ออกตราสารเกิดการล้มละลาย ผู้ถือตราสารหนี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องเงินคืนก่อนผู้ถือตราสารทุน ด้วยเหตุที่ว่าบริษัทต้องจ่ายหนี้คืนให้เจ้าหนี้ก่อน แล้วถ้าเหลือเงินก็ค่อยแบ่งคืนเจ้าของกิจการ

เพราะฉะนั้น หากใครที่ต้องการลงทุนในแบบที่มีความเสี่ยงน้อยหน่อย มีผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดที่แน่นอน ก็อาจจะลองหันมาซื้อตราสารหนี้เพื่อการลงทุน น่าจะตอบโจทย์ครับ

สรุปความแตกต่างระหว่างตราสารหนี้กับตราสารทุน

ข้อแตกต่าง ตราสารหนี้ ตราสารทุน(หุ้น)
1.สถานะผู้ถือตราสารเจ้าหนี้เจ้าของกิจการ(บางส่วน)
2.รูปแบบผลตอบแทนดอกเบี้ยเงินปันผล
3.ระยะเวลาการลงทุนมีระยะเวลากำหนดแน่นอนตามอายุของตราสารหนี้ไม่มีการกำหนดระยะเวลา
4.สิทธิการเรียกร้อง(หากกิจการล้มละลาย)ผู้ถือตราสารหนี้ได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นมีสิทธิด้อยกว่าผู้ถือตราสารหนี้
ตารางสรุปข้อแตกต่างระหว่างตราสารหนี้กับตราสารทุน

ประเภทของตราสารหนี้

การแบ่งประเภทตราสารหนี้สามารถแบ่งได้ 7 วิธี ทำให้ประเภทของตราสารหนี้สามารถแบ่งย่อยได้ทั้งหมดถึง 18 ประเภทเลยทีเดียว 

เราจะมาไล่ดูกันทีละตัวครับ ว่าตราสารหนี้แต่ละประเภทมันคืออะไรแตกต่างกันยังไง

  1. แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้
    1. ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ
    2. ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน
    3. ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรระหว่างประเทศ
  2. แบ่งตามหลักประกัน
    1. หุ้นกู้มีหลักประกัน(Secured Bond)
    2. หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน(Unsecured Bond)
  3. แบ่งตามสิทธิเรียกร้อง
    1. หุ้นกู้ด้อยสิทธิ(Junior Bond)
    2. หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ(Senior Bond)
  4. แบ่งตามชนิดอัตราดอกเบี้ย
    1. ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย
    2. หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยคงที่
    3. หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยลอยตัว
    4. ตราสารหนี้ชนิดทบดอกเบี้ย
  1. แบ่งตามชนิดของสิทธิแฝง
    1. หุ้นกู้ไม่มีสิทธิแฝง(หุ้นกู้ธรรมดา)
    2. หุ้นกู้ที่มีสิทธิแฝง
      1. หุ้นกู้แปลงสภาพ(Convertible Bond)
      2. หุ้นกู้ที่ผู้ออกมีสิทธิเรียกคืนก่อนกำหนด(Callable Bond)
      3. หุ้นกู้ที่ผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด(Puttable Bond)
  2. แบ่งตามการจ่ายกระแสเงินสด
    1. หุ้นกู้ที่จ่ายคืนเงินต้นงวดเดียว
    2. หุ้นกู้ที่ทยอยจ่ายคืนเงินต้น
  3. ตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างพิเศษ
    1. หุ้นกู้ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์(Securitized Bond)

แบ่งตามประเภทของผู้ออกตราสารหนี้

ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ

ตราสารหนี้ประเภทนี้เรียกสั้นๆว่า ตราสารหนี้ภาครัฐ(Government Bond) ซึ่งมีหน่วยงานรัฐหลายๆหน่วยที่สามารถออกตราสารหนี้ได้ เช่น 

ตราสารหนี้ภาครัฐสามารถหาซื้อได้ที่ธนาคาร 4 แห่งคือธนาคารกรุงเทพ,ธนาคารกสิกรไทย,ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์

ตราสารหนี้ออกโดยรัฐบาล

ตราสารหนี้ประเภทนี้ออกโดยกระทรวงการคลัง เพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจการต่างๆของรัฐบาล เช่นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน,การทดแทนการขาดดุล หรือจุดประสงค์อย่างอื่นๆ

ซื้อตราสารหนี้รัฐบาลจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลโดยตรง จึงทำให้เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยมาก(Default Free) เพราะรัฐบาลมีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีต่างๆค่อนข้างแน่นอนทำให้มีความสามารถในการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

ถึงแม้ว่าความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้จะน้อยมากๆ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงราคา เนื่องมากจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดครับ

ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลยังแบ่งย่อยได้อีกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะและชื่อเรียกต่างๆครับ คือ

  1. พันธบัตรรัฐบาล 
  2. ตั๋วเงินคลัง
  3. พันธบัตรออมทรัพย์
  4. ตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้

พันธบัตรรัฐบาล 

พันธบัตรรัฐบาลคือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลโดยตรง มีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจการของรัฐหรืออุดหนุนการขาดดุลงบประมาณ

พันธบัตรรัฐบาลอาจมีอายุตั้งแต่ 1-5 ปี (เรียกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น),5-10ปี(เรียกว่าตราสารหนี้ระยะกลาง) และ 10 ปีขึ้นไป (เรียกว่าตราสารหนี้ระยะยาว)

โดยธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป ราคาต่อหน่วยของพันธบัตรรัฐบาล ณ ตอนที่ออกขาย(ราคา Par)จะอยู่ที่ 1,000 บาท/หน่วย และมีนโยบายการจ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่(Fixed rate)ปีละ 2 ครั้ง 

การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลนั้นมีความเสี่ยงต่ำจนแทบเป็นศูนย์ เพราะมีความเป็นไปได้น้อยมากที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น

ส่วนใหญ่พันธบัตรรัฐบาลจะออกขายในช่วงปลายปี ซึ่งก็อาจจะมีเงื่อนไขหรือผลตอบแทนแตกต่างกันไปแล้วแต่ปีงบประมาณ

ถึงแม้ว่าการซื้อพันธบัตรรัฐบาลจะมีความเสี่ยงน้อยมาก แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกันคือ 

  1. ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ดอกเบี้ยที่คุณจะได้รับจากพันธบัตรรัฐบาลก็จะยังคงเดิม
  2. สภาพคล่องของเงินลงทุน : ด้วยความที่พันธบัตรรัฐบาลมีกำหนดอายุไถ่ถอนที่แน่นอน เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องถือครองให้ครบสัญญาจึงจะได้เงินต้นคืน
  3. เงินเฟ้อ : หากในช่วงไหนเกิดมีสภาวะเงินเฟ้อมากจนสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล ก็จะเกิดความไม่คุ้มค่าในการลงทุน

ตั๋วเงินคลัง(Treasury Bill)

ตั๋วเงินคลังเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกโดยกระทรวงการคลัง โดยจะมีอายุไถ่ถอนไม่เกิน 1 ปี

ส่วนใหญ่ตั๋วเงินคลังที่ออกมาขายจะมีอายุหรือระยะเวลาไถ่ถอนตั้งแต่ 7,14,21,28(1เดือน),90(3เดือน) และ 180วัน(6เดือน) ครับ

ตั๋วเงินคลังที่มีการออกประมูลเป็นประจำจะเป็นตั๋วชนิด 1เดือน,3เดือน และ 6 เดือน วัตถุประสงค์เพื่อใช้บริหารการเงินในระยะสั้นในบัญชีคงคลังและใช้สร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับตลาดการเงินในประเทศ

ข้อดีมากๆของการลงทุนในตั่วเงินคลังก็คือมีความมั่นคงสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำหน่อยนึงครับ เพราะตั๋วเงินคลังจะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่นักลงทุนจะได้กำไรจากผลต่างราคาตั๋ว

ราคาที่ระบุไว้ที่หน้าตั๋วเงินคลังจะเริ่มต้นที่หน่วยละ 1,000 บาท(เรียกว่าราคาตรา) แต่เวลาซื้อจะซื้อกันที่ราคาต่ำกว่าราคาหน้าตั๋วครับ

การซื้อตั๋วเงินคลังจะทำในลักษณะประมูลราคาต่ำกว่าหน้าตั๋ว เช่นราคาหน้าตั๋วระบุไว้ที่ 1,000 บาท/หน่วย แต่นักลงทุนอาจจะซื้อมาได้ในราคา 800 บาท/หน่วย

เมื่อครบกำหนดอายุไถ่ถอนที่ระบุไว้ที่หน้าตั๋วแล้ว ผู้ออกตั๋วก็จะทำการคืนเงินให้นักลงทุนด้วยมูลค่าที่ระบุไว้หน้าตัว ซึ่งเป็นการการันตีว่านักลงทุนจะได้กำไรแน่นอน

ตัวอย่างเช่นเราซื้อตั๋วเงินลังมาในราคา 800 บาท/หน่วย โดยที่ราคาตราไว้ที่ 1,000 บาท/หน่วย เมื่อถึงเวลาไถ่ถอน เราก็จะได้กำไรเท่ากับ 200 บาท/หน่วย ถือครองอยู่กี่หน่วยก็คูณจำนวณเข้าไปครับ

แต่เมื่อได้เงินต้น+กำไรมาแล้วก็อย่าลืมว่าต้องมีการหักภาษีด้วยเหมือนกันครับซึ่งจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และต้องนำไปคิดภาษีเงินได้ด้วยครับ

หากถ้าใครอยากจะนำกำไรที่ได้มาไปลงทุนต่อพร้อมด้วยลดหย่อนภาษีด้วยในตัว ก็อาจจะนำไปซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีได้ครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเราจะไปซื้อตั๋วเงินคลังได้ที่ไหน คำตอบก็คือการเสนอขายตั๋วเงินคลังจะไม่ค่อยมีการเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปโดยตรง

กระทรวงการคลังจะทำการเสนอขายตั๋วเงินคลังให้กับธนาคารต่าง,กองทุนรวม,บริษัทประกัน,มูลนิธิหรือสหกรณ์ต่างๆ 

แต่ถ้าหากนักลงทุนท่านไหนอยากจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ก็สามารถทำได้โดยการซื้อกองทุนรวมประเภทกองทุนรวมตลาดเงินได้ครับ กองทุนพวกนี้จะลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นความเสี่ยงต่ำ

พันธบัตรออมทรัพย์

เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมทุนไปใช้ในการบริหารเศรษฐฏิจ ขยายฐานนักลงทุน และในขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมการออมของประชาชนด้วย

พันธบัตรออมทรัพย์จะออกขายให้กับประชาชนบุคคลธรรมดาและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรบางองค์กรเท่านั้นเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ส่งเสิรมการออมให้กับประชาชน

โดยที่พันธบัตรออมทรัพย์มักจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนไว้มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วๆไป และอาจจะมีการจำกัดวงเงินการลงทุนไม่ให้สูงมาก เช่นไม่ให้เกิน 5 แสนบาทต่อคน

ส่วนใหญ่แล้วพันธบัตรออมทรัพย์จะมีอายุไถ่ถอนมากกว่า 1 ปี และจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง เป็นอีกตัวเลือกนึงของการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

ตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้

ตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งก็เป็นการกู้เงินของรัฐบาลอีกวิธีหนึ่งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย

ตราสารหนี้ชนิดนี้จะออกจำหน่ายด้วยวิธีการประมูลราคาต่ำกว่าราคาที่ตราไว้(ราคาหน้าตั๋ว) และเมื่อครบอายุไถ่ถอน ผู้ซื้อจะได้รับต้นเงินคืนตามราคาที่ตราไว้หน้าตั๋ว 

โดยส่วนใหญ่แล้ว อายุของตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้จะมีการกำหนดเป็นวันครับ เช่น 180 วัน,182 วัน เป็นต้น

ตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

เรียกอีกอย่างว่าพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตราสารหนี้ประเภทนี้จะมีอายุ 1 ปีขึ้นไปโดยมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก เพื่อใช้ในการระดมทุนเป็นค่าใช้จ่ายในหน่วยงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้อง

พันธบัตรชนิดนี้มีทั้งแบบที่ได้รับการค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง และแบบที่ไม่ได้มีการค้ำประกัน ซึ่งแน่นอนว่าแบบที่มีการค้ำประกันก็จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า

โดยส่วนใหญ่ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐวิสาหกิจจะมีการจ่ายดอกเบี้ยคงที่ปีละ 2 ครั้ง และเมื่อครบอายุไถ่ถอน ผู้ลงทุนก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมกับดอกเบี้ยงวดสุดท้าย

ตราสารหนี้ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยแบงค์ชาติเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเงิน ระดมทุนเพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องและดูแลอัตราดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจ

พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันมีความหลากหลายตามลักษณะผลตอบแทนและระยะเวลาการลงทุน เช่น

  1. พันธบัตรธนาคารแห่งชาติอายุไม่เกิน 1 ปี :ไม่มีดอกเบี้ยแต่จะจำหน่ายในราคาต่ำกว่าราคาที่ตราไว้ และเมื่อพันธบัตรมีอายุครบไถ่ถอนผู้ซื้อก็จะได้รับเงินคืนเต็มราคาที่ตราไว้หน้าตั๋ว
  2. พันธบัตรธนาคารแห่งชาติอายุมากกว่า 1 ปี ดอกเบี้ยคงที่ :จ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแต่ละงวดให้นักลงทุน และเมื่อครบกำหนดอายุผู้ลงทุนก็จะได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้าย
  3. พันธบัตรธนาคารแห่งชาติอายุมากกว่า 1 ปี ดอกเบี้ยลอยตัว : จ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแต่ละงวดให้นักลงทุน โดยอัตราดอกเบี้ยแต่ละครั้งจะอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยตลาดระยะสั้นกรุงเทพ(BIBOR)

*BIBOR : Bangkok Interbank Offered Rate

ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน(หุ้นกู้)

ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนมีชื่อเรียกทั่วๆไปอีกอย่างว่า “หุ้นกู้” ซึ่งก็คือการที่บริษัทเอกชนทั้งหลายมาขอกู้เงินนักลงทุนไปใช้ในกิจการนั่นเองครับ

เมื่อมีความต้องการระดมทุนมาใช้ในกิจการ บริษัทเอกชนจะทำการออกขายหุ้นกู้ ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปให้นักลงทุนที่สนใจและให้ดอกเบี้ยประจำเป็นการตอบแทน

โดยปกติแล้วหุ้นกู้เอกชนจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลที่มีลักษณะหรืออายุพอๆกัน เพราะมีความเสี่ยงสูงกว่า

สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังในการลงทุนตราสารหนี้เอกชนก็คือความเสี่ยงในการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น เพราะการทำธุรกิจก็ย่อมต้องมีความเสี่ยงที่จะมีรายรับไม่เป็นไปตามเป้า 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าหุ้นกู้จะเป็นอะไรที่น่ากลัวนะครับเพราะนักลงทุนสามารถประเมิณการลงทุนได้ได้ด้วยการทำความเข้าใจฐานะงบการเงินของธุรกิจนั้นๆ และดูระดับความน่าเชื่อถือ(Credit Rating)ของหุ้นกู้ก่อนลงทุน

การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน ผู้ลงทุนจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจรายละเอียดและเงื่อนไขในการลงทุนอย่างละเอียดเพราะหุ้นกู้เอกชนมักจะมีรูปแบบที่หลากหลายกว่าของภาครัฐ

สาเหตุที่หุ้นกู้เอกชนต้องมีเงื่อนไขหลากหลายก็เพราะบริษัทเอกชนแต่ละเจ้ามีสถานะธุรกิจ,ความต้องการเงินทุนและความสามารถในการชำระหนี้แตกต่างกัน

และด้วยความหลากหลายของหุ้นกู้เอกชนนี่ล่ะครับ จึงทำให้มีตราสารหนี้อีกหลายประเภทเกิดตามมาและจะพูดถึงในหัวข้อต่อๆไป

ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรระหว่างประเทศ

ตราสารหนี้ชนิดนี้อาจจะไม่ใช่ประเภทที่พบเห็นได้ทั่วไปบ่อยๆครับ เพราะจะออกโดยความร่วมมือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศ ที่สามารถมาออกตราสารหนี้ในไทยได้ 

ตัวอย่างที่ผ่านมาเช่น พันธบัตรธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น(JBIC)

แบ่งประเภทตราสารหนี้ตามหลักประกัน

หุ้นกู้มีหลักประกัน(Secured Bond)

ในบางกรณี บริษัทเอกชนผู้ออกตราสารหนี้อาจจะไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่ดีพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเข้ามาซื้อตราสารหนี้ของตัวเอง

เพราะฉะนั้นหากจะออกตราสารหนี้มาเพื่อระดมทุนก็จะต้องมีตัวช่วยในการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน นั่นก็คือการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันนั่นเองครับ

ตัวอย่างหลักประกันที่นำมาใช้ก็เช่น ที่ดิน,ตึก,เครื่องจักร,สินค้าคงคลัง และจะต้องจัดให้มี “ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” ทำหน้าที่ตรวจสอบสถานะของสินทรัพย์ค้ำประกัน,หรือใช้สิทธิบังคับหลักประกัน

จุดประสงค์ของการนำทรัพย์สินมาค้ำประกันการออกตราสารหนี้ ก็เพื่อไว้เป็นหลักประกันว่านักลงทุนจะได้เงินคืนจากการขายสินทรัพย์เหล่านี้หากบริษัทผู้ออกตราสารเกิดล้มละลายขึ้นมา 

หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน(Unsecured Bond)

ตราสารหนี้ชนิดนี้จะไม่มีการจัดทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันใดๆ ส่วนใหญ่แล้วผู้ถือตราสารหนี้ชนิดนี้จะมีสถานะเหมือนเจ้าหนี้สามัญทั่วๆไป

แต่หากนักลงทุนถือตราสารหนี้ที่เรียกว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน คุณจะมีลำดับสิทธิเรียกร้องที่ต่ำกว่าเจ้าหนี้สามัญอีกครับ ซึ่งเราจะพูดถึงหุ้นกู้ด้อยสิทธิอีกทีในหัวข้อต่อไปครับ

อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนแรกว่า ผู้ถือตราสารหนี้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ ซึ่งในที่นี้ก็คือบริษัทเอกชนต่างๆที่ประกอบธุรกิจและต้องการระดมทุน

และแน่นอนว่าการประกอบธุรกิจย่อมต้องมีความเสี่ยงที่ธุรกิจจะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ดอกเบี้ยหรือเงินต้น และท้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคือการล้มละลาย 

สิทธิเรียกร้องก็คือสิทธิของเจ้าหนี้ที่สามารถเรียกร้องให้บริษัทที่ออกตราสารหนี้(ลูกหนี้)ชำระคืนหนี้ที่กู้ยืมไว้กลับมาให้ตน

แต่ในกรณีที่กิจการเกิดล้มละลายขึ้นมา อาจจะเหลือทรัพย์สินหรือเงินสดไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้คืนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้หมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ หรือผู้ถือหุ้น

นี่จึงเป็นสาเหตุให้มีการกำหนดลำดับสิทธิเรียกร้องว่าใครจะได้รับเงินคืนก่อน/หลัง ครับ โดยจะเรียงลำดับสิทธิได้รับเงินคืนจากก่อนไปหลังดังนี้

  1. หุ้นกู้(ตราสารหนี้)มีหลักประกัน(Secured Bond)
  2. หุ้นกู้(ตราสารหนี้)ไม่มีประกันไม่ด้อยสิทธิ(Senior Unsecured Bond)
  3. หุ้นกู้(ตราสารหนี้)ไม่มีประกันด้อยสิทธิ(Junior Unsecured Bond)
  4. หุ้นบุริมสิทธิ(Preferred Stock)
  5. หุ้นสามัญ(Common Stock)

หุ้นกู้(ตราสารหนี้)มีหลักประกัน(Secured Bond)

นักลงทุนที่ถือครองหุ้นกู้ชนิดนี้ถือเป็นเจ้าหนี้ลำดับแรกที่สามารถเรียกร้องให้บริษัทผู้ออกตราสารหนี้ชำระเงินคืนในกรณีที่บริษัทล้มละลาย โดยใช้สิทธิเหนือสินทรัพย์ที่ถูกนำมาค้ำประกันตราสารหนี้

หรือในกรณีที่นักลงทุนถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิแต่ไม่มีหลักประกัน ก็ยังถือว่ามีสิทธิเรียกร้องในการชำระหนี้เป็นลำดับต้นๆ

หุ้นกู้(ตราสารหนี้)ด้อยสิทธิ(Junior Bond)

ผู้ที่ถือหุ้นกู้แบบไม่ด้อยสิทธิจะมีสถานะเหมือนเจ้าหนี้สามัญทั่วๆไป มีสิทธิเรียกร้องเป็นลำดับต่อมาจากหุ้นกู้มีหลักประกัน แต่มีสิทธิเรียกร้องสูงกว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญ

หุ้นบุริมสิทธิ(Preferred Stock)

หุ้นบุริมสิทธิไม่ถือว่าเป็นตราสารหนี้ แต่เอามาพูดถึงในบทความนี้เพื่อที่จะได้เห็นภาพว่าผู้ถือตราสารหนี้มีสิทธิเรียกร้องสูงกว่าผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นบุริมสิทธิหรือหุ้นสามัญ

หุ้นบุริมสิทธิคือตราสารอย่างหนึ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของกิจการของผู้ถือหุ้นชนิดนี้ แต่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติในเรื่องต่างๆเวลามีประชุมผู้ถือหุ้นกิจการ 

ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลที่คงที่ แต่ก็อาจจะได้รับปันผลในอัตราที่ต่ำหรือสูงกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้

ในกรณีที่กิจการต้องล้มละลายหรือเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

หุ้นสามัญ(Common Stock)

หุ้นสามัญไม่ถือเป็นตราสารหนี้ แต่เป็นตราสารชนิดหนึ่งที่ออกโดยบริษัทจำกัดมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเป็นการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วๆไปที่สนใจลงทุนในกิจการ

ผู้ถือหุ้นสามัญมีสถานะในการเป็นเจ้าของกิจการและมีสิทธิในการออกเสียงเรื่องต่างๆในการประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งสิทธิและสถานะการเป็นเจ้าของกิจการนั้นมีมากน้อยตามสัดส่วนของจำนวณหุ้นที่ถือครองอยู่ครับ

ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นสามัญก็คือการได้รับเงินปันผลถ้าบริษัทมีผลกำไร และสามารถได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นในกรณีที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตอนขายออก

แต่ด้วยความที่ผู้ถือหุ้นสามัญมีสถานะเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ จึงเป็นกลุ่มนักลงทุนที่จะได้เงินคืนเป็นกลุ่มสุดท้าย หรือมีสิทธิเรียกร้องได้รับเงินคืนต่ำที่สุดในกรณีที่บริษัทเกิดเลิกกิจการหรือล้มละลาย

จะเห็นว่าการลงทุนในตราสารหนี้นั้นมีข้อดีที่เหนือกว่าการลงทุนในหุ้นอยู่ก็คือ มีความเสี่ยงน้อยกว่าเพราะตราสารหนี้มีสิทธิเรียกร้องชำระหนี้สูงกว่าผู้ถือหุ้น ทั้งหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญ และได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ

ประเภทของตราสารหนี้แบ่งตามวิธีการจ่ายดอกเบี้ย

ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย

ตราสารหนี้ชนิดนี้จะไม่ได้จ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเหมือนตราสารหนี้ชนิดอื่นๆครับ แต่จะให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนด้วยวิธีการขายด้วยราคาต่ำกว่าราคาที่ตราไว้

สมมุติว่าราคาที่ตราไว้สำหรับตราสารหนี้คือ 1,000 บาทต่อหน่วย แต่ตอนที่นำออกมาขายให้นักลงทุนขายด้วยราคา 900 บาทต่อหน่วย

เมื่อถึงเวลาที่ตราสารหนี้ครบอายุไถ่ถอนแล้ว ผู้ออกตราสารหนี้จะคืนเงินให้นักลงทุนด้วยมูลค่าเท่ากับราคาที่ตราไว้ ซึ่งก็คือ 1,000 บาทต่อหน่วย นักลงทุนก็จะได้กำไร 100 บาทต่อหน่วยเป็นผลตอบแทน

ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่นตั๋วเงินคลัง(Treasury Bill) หรือ พันธบัตรธนาคารแห่งขาติที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี

ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่(Fixed Rate Bond)

ตราสารหนี้ประเภทนี้เป็นตราสารหนี้ส่วนใหญ่ในตลาดตราสารหนี้ประเทศไทยซึ่งมีทั้งที่ออกโดยภาคเอกชนและภาครัฐ

ตราสารหนี้ชนิดนี้จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆให้นักลงทุนด้วยอัตราคงที่ ส่วนมากจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง เช่นทุกๆ 6 เดือน,ทุกๆ 3 เดือน หรือแล้วแต่กำหนด

ตราสารหนี้ชนิดดอกเบี้ยคงที่ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมเนื่องจากการจ่ายดอกเบี้ยคงที่เป็นประจำในแต่ละปี สามารถสร้างกระแสเงินสดให้นักลงทุนในแบบ Passive Income 

ยิ่งถ้านักลงทุนคนไหนมีเงินลงทุนจำนวณมาก และมีการจัดพอร์ตการลงทุนตราสารหนี้ที่ดี ก็สามารถที่จะสร้าง Passive Income ได้ทุกเดือนได้เหมือนกัน

ในขณะเดียวกัน ตราสารหนี้แบบดอกเบี้ยคงที่ยังเป็นประโยชน์กับบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะสามารถช่วยให้บริหารจัดการการชำระหนี้ได้ง่ายขึ้นเพราะดอกเบี้ยไม่ผันผวนตามตลาด แถมยังถูกกว่ากู้ธนาคารอีกด้วย

ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยลอยตัว(Floating rate Bond)

ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยลอยตัว เป็นตราสารหนี้ชนิดที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับนักลงทุนโดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอื่นๆเช่น อัตราดอกเบี้ย LIBOR,อัตราดอกเบี้ย BIBOR หรืออัตราอ้างอิงอื่นๆที่เป็นที่ยอมรับ

ผลตอบแทนของตราสารหนี้ชนิดนี้จะไม่ตายตัว เพราะอัตราดอกเบี้ยต่างๆมีการขึ้นลงอยู่ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อ

เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนจากหุ้นกู้แบบนี้อาจจะมีความผันผวน แต่อย่างไรก็ตามหากดอกเบี้ยขึ้นสูงหรือลงต่ำเกินไป ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุด(Cap) และ ต่ำสุด(Floor) ที่ตกลงกันไว้และจะจ่ายให้นักลงทุน 

ตราสารหนี้ชนิดทบดอกเบี้ย

ตราสารหนี้ประเภทนี้ จ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยให้นักลงทุนเหมือนกัน แต่ว่าจะไม่ได้จ่ายเป็นงวดๆเหมือนตราสารหนี้ประเภทอื่นๆ

แต่ตราสารหนี้แบบทบดอกเบี้ยจะจ่ายดอกเบี้ยครั้งเดียวเมื่อตราสารหนี้ครบกำหนดอายุไถ่ถอน โดยทั่วไปแล้วจะคิดดอกเบี้ยทบให้ปีละ 2 ครั้ง

หากใครอยากลงทุนและฝากดอกเบี้ยไว้ให้ผู้ออกตราสารหนี้เก็บไว้ก่อน ก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนกับตราสารหนี้ชนิดนี้ครับ

แบ่งตามสิทธิที่แฝงมากับตราสารหนี้

ตราสารหนี้บางตัว อาจจะมาพร้อมกับสิทธิแฝง(Embedded Option)เพิ่มเติมบางอย่างที่จะสามารถแปรสภาพ,เรียกคืนหรือไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ 

โดยส่วนใหญ่จะสิทธิเพิ่มเติมเหล่านี้จะมีอยู่ในตราสารหนี้ระยะยาวซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้ 4 ประเภทดังนี้ครับ 

หุ้นกู้ไม่มีสิทธิแฝง(หุ้นกู้ธรรมดา)

หุ้นกู้ที่ไม่มีสิทธิแฝงก็คือหุ้นกูธรรมดาทั่วๆไปครับ ทั้งที่ออกโดยบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานภาครัฐ โดยที่นักลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย หรือส่วนต่างราคาหน้าตั๋ว ก็แล้วแต่ประเภทของหุ้นกู้นั้นๆ

หุ้นกู้แปลงสภาพ(Convertible Bond)

หุ้นกู้แปรสภาพ คือตราสารหนี้ชนิดนึงที่ให้สิทธิผู้ถือครองสามารถเปลี่ยนสภาพให้เป็นหุ้นสามัญได้ 

นั่นก็หมายความว่าหากเราถือครองหุ้นกู้ชนิดนี้ไว้ เราสามารถเปลี่ยนสถานะจากเจ้าหนี้บริษัท มาเป็นเจ้าของบริษัทได้

กิจการบางอย่าง อาจจะมีความต้องการระดมทุนในตอนแรก และคาดการ์ณว่าเป็นกิจการที่น่าจะทำผลประกอบการได้ดีในอนาคต ก็อาจจะใช้วิธีระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้แปลงสภาพได้ครับ

โดยการออกหุ้นกู้แปลงสภาพจะทำให้บริษัทสามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าการกู้ธนาคาร เพราะอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายให้นักลงทุนก็จะต่ำกว่าธนาคารอยู่แล้ว

และที่สำคัญ เมื่อหุ้นกู้ครบระยะเวลาไถ่ถอนแล้วและนักลงทุนตัดสินใจแปลงสภาพจากหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญ จะทำให้บริษัทไม่ต้องจ่ายเงินก้อนออกมาเพื่อคืนให้นักลงทุน เพราะนักลงทุนก็จะได้หุ้นบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตกลับไปแทน

ในแง่ของนักลงทุน เมื่อลงทุนไปซักระยะนึงแล้วพบว่ากิจการที่ตัวเองได้ซื้อหุ้นกู้แปรสภาพไว้นั้นน่าจะมีอนาคตที่ดีและสามารถเติบโต ทำกำไรได้อีกก็อาจจะตัดสินใจแปรสภาพหุ้นกู้นั้นเป็นหุ้นสามัญ

สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับก็คือสถานะความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งในกิจการ ตามปริมาณสัดส่วนของหุ้นสามัญที่แปรสภาพมาจากหุ้นกู้ในตอนแรก

ถ้าหากกิจการดำเนินการไปได้ดี มีกำไร ก็จะได้รับเงินปันผลในแต่ละปี แต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือส่วนต่างของราคาหุ้น(Capital Gain)ครับ

แน่นอนว่าหากกิจการที่เราถือหุ้นสามัญไว้มีการเติบโต มีผลประกอบการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ตัวกิจการมีมูลค่าและดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นตามมา

เมื่อมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมจากตอนที่นักลงทุนได้มาจากการแปรสภาพ ก็จะสามารถขายทำกำไรได้นั่นเองครับ

แต่อย่างไรก็ตาม การถือครองหุ้นกู้แปรสภาพไม่ได้เป็นการบังคับว่านักลงทุนทุกคนจะต้องแปรสภาพเป็นหุ้นสามัญนะครับ อันนี้แล้วแต่ความสมัครใจของแต่ละคน

หุ้นกู้ที่ผู้ออกมีสิทธิเรียกคืนก่อนกำหนด(Callable Bond)

เป็นตราสารหนี้ที่ให้สิทธิผู้ออกสามารถซื้อคืนหุ้นกู้ หรือไถ่ถอน(บางส่วนหรือทั้งหมด)ได้ก่อนกำหนด เช่นหุ้นกู้ที่ออกมีอายุ 10 ปี แต่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้สามารถไถ่ถอนได้ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้น

โดยทั่วไป การไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยตกลง เพราะบริษัทผู้ออกหุ้นกู้สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ในรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะออกหุ้นกู้รุ่นใหม่ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่น้อยลงได้

แต่ถึงแม้จะสามารถเรียกหุ้นกู้คืนก่อนกำหนดได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำเมื่อไหร่ก็ได้นะครับ จะต้องทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกระหว่างผู้ออกหุ้นกู้และนักลงทุน

โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาที่มีการออก Callable Bond ก็จะมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ห้ามไถ่ถอนก่อนกี่ปี,และถ้าจะใช้สิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดจะไถ่ถอนหุ้นกู้ด้วยราคาเท่าไหร่

เวลาที่หุ้นกู้ Callable Bond ถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด นักลงทุนก็จะได้เงินก้อนที่ลงทุนไปตอนแรกกลับมา อาจจะเป็นราคาพาร์ที่ตราไว้แต่แรก หรืออาจจะมีการเพิ่มราคาให้นิดหน่อยเพื่อดึงดูดนักลงทุน

จากเงื่อนไขโดยรวมของหุ้นกู้ที่มีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด จะเห็นว่านักลงทุนค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะต้องเจอกับความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดที่จะเข้ามา

จึงเป็นสาเหตุให้หุ้นกู้ชนิด Callable Bond จะต้องให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นกู้ทั่วๆไปเพื่อทดแทนความเสี่ยงนี้ และผู้ออกหุ้นกู้อาจจะต้องราคาไถ่ถอนไว้ให้สูงกว่าราคาหน้าตั๋วเพื่อจูงใจนักลงทุน(เรียกว่า Call Premium)

หุ้นกู้ที่ผู้ถือมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด(Puttable Bond)

หุ้นกู้ชนิด Puttable Bond เป็นหุ้นกู้ที่ให้สิทธิกับนักลงทุนในการขายคืน(บางส่วนหรือทั้งหมด)ก่อนกำหนด โดยที่นักลงทุนจะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยที่ยังค้างอยู่(ดอกเบี้ยค้างรับ)คืนมา

การใช้สิทธิขายคืนหุ้นกู้ชนิดนี้มักจะใช้กันตอนที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะนักลงทุนก็อาจจะเจอตัวเลือกใหม่ๆที่จะโยกเงินไปลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า

แต่อย่างไรก็ตามการจะใช้สิทธิขายคืนก่อนกำหนดได้ ก็จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันแรกที่ออกหุ้นกู้ครับ 

เงื่อนไขโดยทั่วไปที่จะมีการกำหนดไว้สำหรับหุ้นกู้ประเภทนี้ก็คือช่วงเวลาที่จะใช้สิทธิในการขายคืนครั้งแรก ซึ่งก็อาจจะกำหนดไว้ว่าเป็น ปีที่ 7,ปีที่ 10 หรือ 12 ก็แล้วแต่ ซึ่งหุ้นกู้บางตัวอาจใช้สิทธินี้ได้เพียงครั้งเดียว

ถึงแม้ว่าหุ้นกู้ชนิด Puttable Bond จะมีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีทางเลือกในอนาคตมากขึ้นได้ แต่สิทธินี้ก็มักจะมาพร้อมกับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ที่ไม่มี Option แบบนี้

ข้อดีของ Puttable Bond ก็คือในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น นักลงทุนก็มีสิทธิที่จะโยกเงินไปลงทุนที่อื่นเพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้ ในขณะที่ช่วงดอกเบี้ยขาลงนักลงทุนก็ยังจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราเท่าเดิม

แบ่งตามประเภทการจ่ายกระแสเงินสด

หุ้นกู้ที่จ่ายคืนเงินต้นงวดเดียว

หุ้นกู้หรือตราสารหนี้แบบนี้ เป็นแบบที่พบได้โดยทั่วไปครับ คือจ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆจนครบอายุไถ่ถอนแล้วจึงคืนเงินต้นให้นักลงทุน

หรืออาจจะเป็นตราสารหนี้ชนิดไม่มีดอกเบี้ยก็ได้ เช่นพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตั๋วเงินคลัง เมื่อครบอายุไถ่ถอน ผู้ออกตราสารหนี้ก็จะรับซื้อคนด้วยราคาสูงกว่าตอนที่นักลงทุนซื้อมา ได้คืนทั้งกำไร+เงินต้นทีเดียว

หุ้นกู้ที่ทยอยจ่ายคืนเงินต้น(Amortizing Bond)

ตราสารหนี้ชนิดนี้จะไม่เหมือนตราสารหนี้ทั่วๆไปที่จะคืนเงินต้นครั้งเดียวเมื่อถึงครบกำหนดไถ่ถอน แต่จะทยอยคืนเงินต้นให้นักลงทุนเป็นงวดๆพร้อมดอกเบี้ย โดยจะกำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ออก

หุ้นกู้ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์(Securitized Bond)

หุ้นกู้ประเภท Securitized Bond เป็นหุ้นกู้ที่มีทรัพย์สินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้มาแปลงเป็นหลักทรัพย์ขายให้นักลงทุน ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องจากทรัพย์สินนั้นๆ

ในบางครั้ง ผู้ที่ต้องการระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในกิจการหรือสร้างประโยชน์อื่นๆอาจจะถือครองทรัพย์สินที่เปลี่ยนมือได้ยากหรือมีสภาพคล่องต่ำ แต่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดได้

ตัวอย่างของทรัพย์สินที่สามารถนำมาแปลงเป็นหลักทรัพย์ขายให้นักลงทุนได้เช่น พอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัย,พอร์ตสินเชื่อบัครเครดิต รวมถึงสิทธิในรูปแบบต่างๆเช่น สิทธิในการได้รับค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ หรือรายได้อื่นๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทรัพย์สินที่นำมาแปลงเป็นหลักทรัพย์หุ้นกู้ดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นทรัพย์สินที่มีความสามารถในการสร้างรายรับได้อย่างแน่นอนและต่อเนื่อง เพราะต้องนำกระแสเงินสดมาจ่ายให้นักลงทุนเป็นการตอบแทน

หุ้นกู้แบบ Securitized Bond มักจะได้รับความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง เพราะสาเหตุดังนี้ครับ

  1. เป็นหุ้นกู้ที่มีทรัพย์สินหนุนหลังที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้
  2. เป็นการนำลูกหนี้หลายๆเจ้ามารวมกันเป็นทรัพย์สินก้อนเดียว ซึ่งสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีมากๆ
  3. ได้รับการจัดการความเสี่ยงในแง่ของกฎหมาย แยกทรัพย์สินออกจากเจ้าของเดิมชัดเจน
  4. กองทรัพย์สินที่นำมาแปลงสภาพ มักจะมีมูลค่ามากกว่าหุ้นกู้ที่ออกขาย

หุ้นกู้แบบ Securitized นี้ นอกจากจะมีความน่าเชื่อถือสูงแล้ว ก็ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจอีกด้วย

จะเห็นได้จากในอดีตที่ผ่านมาหุ้นกู้ประเภทนี้ให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับ 4-7% เลยทีเดียว

แต่สิ่งที่อาจจะทำให้นักลงทุนหลายๆคนผิดหวังก็คือหุ้นกู้ประเภทนี้ยังมีออกมาขายค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่จะเป็นการขายให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

ดัชนีตราสารหนี้

ดัชนีราคาตราสารหนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยชี้วัดแนวโนมและทิศทางการเคลื่อนตัวของตลาดตราสารหนี้โดยภาพรวม รวมถึงช่วยสะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อสินทรัพย์ประเภทนี้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ

ประโยชน์ของดัชนีราคาตราสารหนี้ ไม่เพียงแต่เป็นตัวชี้การเคลื่อนไหวของการลงทุนในตราสารหนี้เพียงย่างเดียว แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อชี้วัดและวางแผนการลงทุนในรูปแบบอื่นๆด้วย

ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการกองทุน สามารถใช้ดัชนี้ชี้วัดราคาตราสารหนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือชี้วัด เป็นมาตรฐานเพื่อเปรียบเทียบการดำเนินงาน ว่าควรต้องมีการบริหารจัดการหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป ก็สามารถใช้ดัชนีราคาตราสารหนี้เป็นตัวเปรียบเทียบศักยภาพของกองทุนรวมที่ตัวเองสนใจ เพื่อใช้ในการพิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนรวม

การขึ้นลงของดัชนีราคาตราสารหนี้นั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าโดยรวมของตราสารหนี้ในตลาด ซึ่งก็เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของราคาตราสารหนี้โดยรวมครับ

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาตราสารหนี้มีการเคลื่อนไหวก็คืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งราคาตราสารหนี้จะเคลื่อนไหวสวนทางกันกับอัตราดอกเบี้ย สรุปให้ดูง่ายๆตามตารางนี้ครับ

อัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน ดัชนีราคาตราสารทุน
สูงขึ้นต่ำลงปรับตัวต่ำลง
ต่ำลงสูงขึ้นปรับตัวสูงขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารหนี้

ดัชนีราคาตราสารหนี้จริงๆแล้วมีหลายประเภท แต่ละประเภทถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งานหรือการวัดผลในรูปแบบต่างๆกัน 

แต่ดัชนีสำคัญหลักๆ ที่นักลงทุนตราสารหนี้ไทยควรจะอ่านให้เป็น และสามารถหาได้จากเว็บไซต์สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ก็คือ

  1. ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล(Government Bond Index)
  2. ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ(State Owned Enterprise Index)
  3. ดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับน่าลงทุน(Investment Grade Corporate Bond Index)
  4. ดัชนีตราสารหนี้ไทย(Composite Bond Index)

(จริงๆแล้วมีประเภทของดัชนีมากกว่านี้นะครับ แต่ 4 อันนี้คัดมาเฉพาะเท่าที่นักลงทุนทั่วๆไปควรจะรู้)

1.ดัชนีพันธบัตรรัฐบาล(Government Bond Index)

ตารางดัชนีพันธบัตรรัฐบาลเป็นการรวบรวมความเคลื่อนไหวของพันธบัตรที่ออกโดยหน่วยงานรัฐบาลประเภท Loan Bond ทั้งหมด รวมถึงพันธบัตรรัฐวิสาหกิจด้วย

นอกจากดัชนีรวมของตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีการจัดทำดัชนีแยกย่อยลงมาอีกโดยแบ่งตามอายุคงเหลือของตราสารหนี้ เพื่อการเปรียบเทียบและชี้วัดที่แม่นยำขึ้น

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลที่แยกย่อยออกมาได้แก่ พันธบัตรรัฐอายุที่มีอายุคงเหลือ(TTM) 1-3ปี,3-7ปี,7-10ปี และ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป 

2.ดัชนีพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ(State Owned Enterprise Index)

ดัชนีในตารางนี้ใช้ตัวย่อว่า SOE ย่อมาจาก State Owned Enterprise ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกรวบรวมมาจากพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่มีอายุคงเหลือ(TTM)มากกว่า 14 วันขึ้นไป 

พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่ถูกนำมาจัดทำดัชนีจะรวมทั้งประเภทที่ได้รับการค้ำประกัน(G)และไม่ได้รับการค้ำประกัน(NG)จากกระทรวงการคลัง 

3.ดัชนีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับน่าลงทุน(Investment Grade Corporate Bond Index)

เป็นดัชนีที่จัดทำขึ้นเพื่อวัดความเคลื่อนไหวของตราสารหนี้(หุ้นกู้)เอกชน โดยจะเลือกหุ้นกู้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ระดับ BBB ขึ้นไปมาจัดทำดัชนี้ 

ดัชนี้หุ้นกู้เอกชนที่นำมาจัดทำดัชนีจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักครับคือ กลุ่มที่มีระดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB ขึ้นไป และกลุ่มที่มีระดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ BBB+ ขึ้นไป

และถ้าหากใครที่อยากจะดูความเคลื่อนไหว,เปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวโน้มของตราสารหนี้ในแต่ละช่วงอายุคงเหลือได้ละเอียดมากขึ้น ก็มีดัชนีกลุ่มย่อยที่จัดทำโดยแบ่งตามช่วงอายุคงเหลือไว้ให้เหมือนกันครับ

โดยที่ดัชนีกลุ่มย่อยของหุ้นกู้เอกชนจะถูกจัดทำแบ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุเหลือ1-3 ปี,3-7ปี และ7-10 ปีขึ้นไป เพื่อให้นักลงทุนใช้เปรียบเทียบตราสารหนี้ในรูปแบบไกล้เคียงกันได้

4.ดัชนีตราสารหนี้ไทย(Composite Bond Index)

ดัช Composite Index ของตราสารหนี้ไทยคือตัวชี้วัดการเคลื่อนไหว ผลตอบแทนโดยรวม และอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ทั้งหมดทุกตัวในไทย

การจัดทำดัชนี Composite Bond Index จะรวบรวมข้อมูลจากตราสารหนี้ไทยทุกตัว ทุกรุ่น เช่นพันธบัตรรัฐบาล,รัฐวิสาหกิจ,พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงหุ้นกู้เอกชนที่มีระดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน(BBBขึ้นไป)

พูดง่ายๆก็คือดัชนีภาพรวมของตลาดการลงทุนตราสารหนี้นั่นเองครับ และถ้าหากใครอยากจะดูความเคลื่อนไหวของตราสารหนี้แต่ละประเภทก็ค่อยไปเจาะดูเอาตามดัชนีตามประเภทด้านบน

เมื่อเรารู้แล้วว่าดัชนีตราสารหนี้ที่ควรรู้หลักๆมีอะไรบ้าง และจะสามารถหาดูได้ที่ไหน เมื่อเราเข้าไปดูตารางดัชนีจริงๆ จะเจอกับคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการคำนวณดัชนีคำต่างๆ 

เช่น Clean Price, Gross Price, Duration, Convexity ซึ่งถ้าเป็นมือใหม่ก็จะงงแน่ๆว่ามันคืออะไร เรามาเจาะดูกันทีละตัวครับว่า ค่าพวกนี้สามารถบอกอะไรเราได้บ้าง

การอ่านดัชนีราคาตราสารหนี้

การจะนำตัวเลขดัชนีตราสารหนี้มาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการลงทุนได้ แน่นอนว่าเราควรจะต้องรู้และแปลความหมายของค่าต่างๆที่นำมาแสดงบนตารางดัชนี ซึ่งมันก็จะมาพร้อมกับคำศัพท์ที่งงๆครับ

มาดูกันว่าค่าๆต่างๆบนตารางดัชนีมีอะไรบ้างและมันแปลว่าอะไร

ข้อมูลที่นำมาแสดงบนตารางดัชนีตราสารหนี้ได้แก่ 

  1. Clean Price
  2. Gross Price
  3. Total Return Index
  4. Net Total Return
  5. Yield เฉลี่ย (Averaged Yield)
  6. Duration(ความผันผวนเทียบกับอัตราดอกเบี้ย)
  7. Convexity(อัตราความผันผวนเฉลี่ย)

Clean Price

Clean Price คือราคาของตราสารหนี้ที่ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ ความเคลื่อนไหวของราคา Clean Price สามารถบอกได้ถึงแนวโน้มของราคาตราสารหนี้ และอายุคงเหลือของตราสารหนี้นั้นๆ

ราคา Clean Price ที่แสดงอยู่บนตารางดัชนี จะเป็นตัวเลข % ของราคาตั้งต้นตราสารหนี้(ราคาPar) ครับ ซึ่งราคา Par ของตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะเท่ากับ 1,000 บาท

ถ้าเลข Clean Price = 98.89 นั่นหมายความว่า ราคาของตราสารหนี้ตามดัชนีนั้น มีราคาเท่ากับ 988.9 บาท นั่นเอง สามารถตีความได้ว่าราคาตราสารหนี้ชนิดนั้นๆ ณ ปัจจุบันมีราคาต่ำกว่าราคา Par 

หรือถ้า Clean Price = 103.67 นั่นหมายความว่า

นอกจากนั้น Clean Price ยังสามารถบอกได้ถึงแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยในตลาด และเงินเฟ้ออีกด้วย ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาของตราสารหนี้ก็จะต่ำลง และถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำลงราคาตราสารหนี้จะสูงขึ้น

เวลาที่เราซื้อ/ขายตราสารหนี้ในตลาดรอง การคิดราคาซื้อขายจะไม่สามารถใช้ตัวเลข Clean Price ได้ครับเพราะตราสารหนี้แต่ละตัวอาจจะมีดอกเบี้ยสะสมที่เปลี่ยนเปลี่ยนไปทุกวัน เรียกว่าดอกเบี้ยค้างรับ

ดอกเบี้ยค้างรับ(Accrued Interest) คือดอกเบี้ยที่สะสมมากับตราสารหนี้ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ตราสารหนี้ออกขาย หรือหลังจากวันที่จ่ายดอกเบี้ย

นั่นแปลว่าตราสารหนี้แต่ละตัวจะคอยสะสมดอกเบี้ยไว้ให้กับนักลงทุน โดยตัวเลขดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ตามอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในผลตอบแทน

ซึ่งราคา Clean Price เมื่อนำมาคิดรวมกับดอกเบี้ยค้างรับแล้ว จะกลายเป็นตัวเลข Gross Price หรือในบางประเทศเรียกว่า Dirty Price

Gross Price(หรือ Dirty Price)

Gross Price หรือ Dirty Price เป็นตัวเลขที่บอกราคา Clean Price รวมกับดอกเบี้ยค้างจ่ายในวันที่ผ่านมาแต่ละวัน จนถึงวันที่มีการซื้อขาย/แลกเปลี่ยนตราสารหนี้กัน

การลงทุนในตราสารหนี้(หรือหุ้นกู้) ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ซึ่งตราสารหนี้แต่ละตัวก็จะมีดอกเบี้ยสะสมมากขึ้นๆในแต่ละวัน

เช่นซื้อตราสารหนี้ A จำนวณ 1 หน่วยมาในวันที่ 30 กรกฎาคม ราคา 1,000 บาท มีอัตราผลตอบแทน 5% ต่อปีและกำหนดไว้ว่าผู้ออกตราสารหนี้จะจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 6 เดือน ในวันที่ 30 มกราคม และ 30กรกฎาคม ของทุกปี

นั่นหมายความว่า ใน 1 ปี(ทุกๆ 12 เดือน) นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยเป็นจำนวณเงิน 50 บาท โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง เท่ากับว่าจ่ายดอกเบี้ยครั้งละ 25 บาท ในวันที่ 30 มกราคม และอีก 25 บาทในวันที่ 30 กรกฎาคมของทุกปี

ถ้าคิดง่ายๆว่า 1 ปี มี 365 วัน นั่นเท่ากับว่าเราจะได้ดอกเบี้ยวันละ 50บาท/365วัน = 0.136 บาท 

ดอกเบี้ยจะเริ่มสะสมตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ ก็คือ 30 กรกฎาคม เพราะฉะนั้นตราสารหนี้ตัวนี้จะมีการสะสมดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวัน วันละ 0.136 บาท และมูลค่าสำหรับซื้อขาย/แลกเปลี่ยนก็จะเพิ่มตามไปด้วย ตามนี้ครับ

Clean Price ดอกเบี้ยค้างรับ Gross Price ในแต่ละวัน
1,0000.136 (31ก.ค.)1000.136 (31ก.ค.)
1,0000.272 (1 ส.ค.)1000.272 (1 ส.ค.)
1,0000.408 (2 ส.ค.)1001.408 (2 ส.ค.)
1,0000.544 (3 ส.ค.)1001.544 (3 ส.ค.)
ตารางตัวอย่างการสะสมดอกเบี้ยและราคา Clean Price

จะเห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป ราคา Gross Price ของตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีดอกเบี้ยสะสมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆทุกวันนั่นเอง

ถ้ายึดตามตัวอย่างที่ยกมานี้ ดอกเบี้ยค้างรับจะสะสมไปเรื่อยๆจนถึงวันที่ 30 ม.ค.(ครบ 6 เดือน) ก็จะครบจำนวณ 25 บาท และนำจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับนักลงทุนตามงวด

เมื่อจ่ายดอกเบี้ยไปแล้ว ตัวราคา Gross Price ของตราสารหนี้ A ก็จะกลับมามีค่าเท่ากับ Clean Price หรือ 1,000 บาทเหมือนเดิม และเริ่มสะสมดอกเบี้ยรอบใหม่อีกทีในวันถัดๆไป

เมื่อมีการซื้อขาย/แลกเปลี่ยนตราสารหนี้กันในตลาดรอง สมมุติว่าเพื่อนมาขอซื้อตราสารหนี้ A ต่อจากเราไป ราคาที่ซื้อขายกัน จะเป็นราคา Gross Price หรือ Dirty Price ครับ จะไม่ใช้ราคา Clean Price ซื้อขายกัน

สาเหตุเพราะว่า ตราสารหนี้ที่เราจะขายให้เพื่อน เราได้ถือครองและสะสมดอกเบี้ยมันมาซักระยะนึงแล้ว และดอกเบี้ยในช่วงเวลาดังกล่าวควรจะเป็นของเรา เพราะเราลงทุนจ่ายเงินซื้อตราสารหนี้ A มา

และในความหมายเดียวกัน เจ้าดอกเบี้ยที่สะสมมานั้นก็ไม่ควรจะเป็นของเพื่อนที่มาซื้อตราสารหนี้ต่อจากเราด้วย เพราะเค้าเพิ่งเริ่มซื้อก็ต้องเริ่มสะสมดอกเบี้ยของตัวเองไปเรื่อยๆเอา

ดังนั้นคนที่ซื้อตราสารหนี้ต่อจากเพื่อน หรือในตลาดรองก็เลยต้องใช้ราคา Gross Price เป็นตัวซื้อขายกัน

สรุปว่า ดัชนี Gross Price จะถูกสร้างมาจากองค์ประกอบ 3 อย่างด้วยกันคือ ราคาตราสารหนี้,ดอกเบี้ยค้างรับ และ อายุที่เหลือของตราสารหนี้ 

เมื่อดัชนี Gross Price ถูกสร้างมาจากปัจจัยเหล่านี้ ตมันจึงสามารถช่วยสะท้อนราคาและดอกเบี้ยค้างรับ รวมถึงใช้วัดอัตราผลตอบแทนของการลงทุนได้ด้วย และที่สำคัญคือเป็นราคาซื้อขาย/แลกเปลี่ยน

Total Return Index

นักลงทุนบางกลุ่มหรือนักลงทุนสถาบัน เช่นกลุ่มธุรกิจประกันภัย เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากการลงทุนในตราสารหนี้แล้ว จะนำกลับเข้าไปลงทุนต่อในตราสารนี้ตัวนั้นๆ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งการที่จะดูว่า ณ เวลานั้นเราควรจะเอาเงินใส่กลับเข้าไปลงทุนมั้ย หรือจะลงเงินในตัวไหนดี ก็สามารถดูแนวโน้มจากดัชนี Total Return Index ประกอบการพิจารณาได้ครับ

เพราะว่าการคิดดัชนี Total Return Index ได้รวมทั้งดอกเบี้ยค้างรับ(Accrued Interest)และดอกเบี้ยค้างจ่าย(Coupon Interest)ของตราสารหนี้นั้นๆไว้ในการคำนวณแล้ว

ซึ่งดอกเบี้ยค้างจ่าย(Coupon Interest)ที่รวมเข้าไปในตัวเลข Total Return เป็นดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่ถึงกำหนดจ่ายในวันที่ดัชนีแสดงพอดี 

วิธีการคิด Total Return Index จะคิดโดยนำดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆอีกทีนึง รวมถึง Capital Gain ด้วย(ถ้ามี) เพื่อจะได้สะท้อนผลตอบแทนทั้งหมดที่นักลงทุนจะได้

ดัชนี Total Return นี้ล่ะครับ จะเป็นตัวสะท้อนภาพรวมตลาดตราสารหนี้แต่ละชนิดของประเทศไทย 

Net Total Return

ตัวเลข Net Total Return ถ้าอธิบายง่ายๆก็คือการนำ Total Return มาหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกไป 

เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหากเราขายตราสารหนี้ที่ถือไว้ออกไป หลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว เราจะคาดหวังผลตอบแทนได้ประมาณเท่าไหร่

Averaged Yield 

Averaged Yield คือผลตอบแทนเฉลี่ยของตราสารหนี้แต่ละชนิดที่อยู่ในตารางดัชนีประเภทนั้นๆครับ

ที่ต้องใช้เป็นค่าเฉลี่ย(Averaged)ก็เพราะว่า ตราสารหนี้แต่ละตัวให้ผลตอบแทนต่างกัน แต่ค่าที่นำมาแสดงในตารางดัชนีนั้นเป็นภาพรวม Yield ของตราสารหนี้ทุกตัวในแต่ละชนิด

อธิบายง่ายๆ ในเบื้องต้น ถ้าท่านซื้อตราสารหนี้มาได้ในราคาเริ่มต้น(ราคา Par) และตั้งใจว่าจะถือครองตราสารหนี้นั้นไปจนถึงครบกำหนดไถ่ถอน(Mature) Yield ก็คือตัวเลขผลตอบแทนหน้าตั๋วนั่นเองครับ

ตัวอย่างเช่นตราสารหนี้ A ราคา Par =1,000 บาท/หน่วย อายุ 10 ปี กำหนดผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย 5% ต่อปี 

หากท่านถือครองไปจนตราสารหนี้ครบอายุ ท่านก็จะได้ดอกเบี้ยปีละ 50 บาท และได้รับเงินต้น 1,000 บาทคืนในปีที่ 10 พร้อมกับดอกเบี้ยงวดสุดท้าย

แต่ในความเป็นจริง เวลาเราซื้อตราสารหนี้มา เราอาจจะไม่ได้ถือครองมันไปจนครบกำหนดไถ่ถอนหรอกครับ เพราะจะต้องมีการปรับการลงทุนตามสภาวะเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ

เมื่อเราอยากจะขาย หรือ ซื้อตราสารหนี้หลังจากที่ตราสารหนี้นั้นๆออกมาแล้ว เราจะต้องไปทำการซื้อขายในตลาดรอง

ซึ่งเวลาที่มีการซื้อขายกันในตลาดรอง จะซื้อขายกันด้วยราคา Gross Price และอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินก็จะเข้ามามีผลในตอนนี้ล่ะครับ

เพราะการลงทุนในตราสารหนี้ มีสิ่งนึงที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญก็คืออัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน ซึ่งก็มักจะเป็นผลต่อเนื่องมาจากดอกเบี้ยนโยบายของรัฐบาล

  • ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น>ราคาตราสารหนี้จะลดลง>Yield จะเพิ่มขึ้น 
  • ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดลง>ราคาตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น>Yield จะลดลง

ซึ่งดอกเบี้ยที่ว่านี่ก็มีโอกาสจะปรับเปลี่ยนได้อยู่เรื่อยๆซะด้วยครับแต่ไม่ถึงกับขึ้นลงผันผวนเหมือนราคาหุ้น แต่ก็ทำให้การลงทุนในตราสารหนี้มีความเสี่ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงหลักๆของอัตราดอกเบี้ยในตลาดในแต่ละประเทศก็มักจะมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของรัฐบาล

รัฐบาลในประเทศต่างๆจะใช้การปรับดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมระบบเศรษฐกิจโดยภาพรวม ให้สภาวะการหมุนเวียนของเงินในระบบเป็นไปอย่างปกติ

เราลองมาดูตัวอย่างคร่าวๆกันว่าการปรับดอกเบี้ยนโยบายมีความสัมพันธ์กับสภาพเศรษกิจยังไงบ้าง

ถ้าเศรษฐกิจดี 

ลูกค้ามีกำลังซื้อเยอะ บริษัทก็จะต้องมีการขยายกิจการ มีโครงการใหม่ๆและมีแรงจูงใจให้ลงทุนเพิ่มโดยการกู้เงินจากธนาคาร 

อาจจะดูเป็นเรื่องดี แต่ว่าถ้าเศรษฐกิจขยายตัวเร็วเกินไปแบบนี้จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา ทำให้เงินมีมูลค่าน้อยลง 

รัฐบาลก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น เพื่อลดแรงจูงใจในการกู้เงินขยายกิจการ และคนทั่วๆไปก็จะเอาเงินเข้าไปฝากในธนาคารมากขึ้นเพื่อรับผลตอบแทน

ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี

การหมุนเวียนเงินในระบบฝืดเคือง รัฐก็จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นให้คนนำเงินออกมาใช้จ่าย ไม่ทิ้งไว้ในธนาคารเพราะผลตอบแทนน้อย

ในขณะเดียวกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง บริษัทหรือโครงการต่างๆก็มีแรงจูงใจที่จะกู้เงินมาขยายกิจการมากขึ้น ส่งผลให้เงินกลับเข้ามาหมุนเวียนในระบบเพื่อทำให้เงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

ทั้ง 2 กรณีนี้ก็เป็นการอธบิายเรื่องความสัมพันธ์ของดอกเบี้ยในตลาดเงินกับเศรษฐกิจแบบคร่าวๆครับ ในความเป็นจริงก็จะมีปัจจัยที่ซับซ้อนกว่านี้อีกมาก

กลับมาที่เรื่อง “ราคา” ของตราสารหนี้ ว่าทำไมราคาของตราสารหนี้ถึงเคลื่อนไหวสวนทางกันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน และสัมพันธ์กับ Yield ยังไง

สมมุติว่าคุณซื้อตราสารหนี้ B มาได้ในราคาหน่วยละ 1,000 บาท(ราคา Par) โดยมีอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% จ่ายดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง

แปลว่าในทุกๆปีคุณก็จะได้ผลตอบแทน(Yield) = 5% หรือคิดเป็นเงิน 50 บาท เป็นเวลา 10 ปี และเมื่อสิ้นสุดปีที่ 10 ก็จะได้เงินต้น 1,000 บาทคืนพร้อมกับดอกเบี้ยงวดสุดท้าย 

สังเกตุมั้ยครับว่า ถ้าคุณซื้อตราสารหนี้มาได้ในราคา Par (ราคาหน้าตั๋ว) และถือครองจนครบกำหนดอายุไถ่ถอน(Bond Mature) ตัวเลข Yield ของคุณก็จะมีค่าเท่ากับ อัตราดอกเบี้ย(Coupon Rate) ที่ระบุไว้เลย

ดอกเบี้ยสูงขึ้น>ราคาตราสารหนี้ลดลง>Yield เพิ่มขึ้น

แต่ถ้าในระหว่างที่คุณถือครองตราสารหนี้นั้นไว้แล้วเกิดเงินเฟ้อสูงขึ้น รัฐบาลจึงมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินให้สูงขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เช่นดอกเบี้ยอาจจะขึ้นเป็น 6%

เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ตราสารหนี้ C ที่ออกมาใหม่ก็จะมาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเดิม ในที่นี้ก็คือ 6% เทียบกับ B คือ 5% แน่นอนว่านักลงทุนก็จะต้องสนใจตราสารหนี้ตัวใหม่ เพราะให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าเดิม

สมมุติว่าเราต้องการจะขายตราสารหนี้ C ที่มีอยู่ในพอร์ต แน่นอนว่าต้องลดราคาลงไปให้ถูกกว่าราคา Par อาจจะต้องขายออกไปในราคา 900 บาท/หน่วย(เรียกว่า Discount Bond) 

ที่ต้องลดราคาก็เพื่อดึงดูดให้คนมาซื้อ เพราะการซื้อในราคาที่ถูกลงจะทำให้ผู้ซื้อได้รับผลตอบแทนในอัตราไกล้เคียงกับตราสารหนี้ 

และเมื่อสามารถซื้อตราสารหนี้ได้ในราคาที่ต่ำลง แต่ได้ดอกเบี้ยผลตอบแทนเป็นมูลค่าเท่าเดิม นั่นหมายความว่า Yield ของตราสารหนี้ที่ถูกซื้อไปก็จะเพิ่มขึ้น 

  • ซื้อตราสารหนี้ C มาราคา 1,000 ได้ดอกเบี้ย 50 บาท/ปี Yield = 5%/ปี
  • นักลงทุนอีกคนซื้อตราสารหนี้ C ในตลาดรองมาได้ในราคา 900 บาท ได้ดอกเบี้ย 50 บาท/ปี Yield = 5.55%

นี่คือภาพรวมที่ว่าทำไมเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ราคาตราสารหนี้จะต่ำลงและ Yield สูงขึ้น

ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจโดยรวมไม่ค่อยดี การหมุนเวียนงินในระบบค่อนข้างน้อย กิจการต่างๆไม่มีการกู้เงินไปขยายกิจการหรือเพิ่มกำลงการผลิต เหตุการณ์ก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม

ดอกเบี้ยลด>ราคาตราสารหนี้เพิ่ม>Yield ลดลง

ในกรณีนี้ รัฐบาลอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทกู้เงินไปขยายกิจการ และจูงใจให้ประชาชนนำเงินมาลงทุนอย่างอื่นนอกจากการฝากธนาคาร 

สมมุติว่า เราซื้อตราสารหนี้ C ตัวเดิมมาในราคา 1,000 บาท/หน่วย อายุ 5 ปี ให้ดอกเบี้ย 5% และเมื่อถือไปซักระยะนึง อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดเหลือ 2% เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี

ในสถาณการ์ณแบบนี้ หากคนนำเงินไปฝากธนาคาร หรือซื้อตราสารหนี้ที่ออกมาในช่วงเวลาอัตราดอกเบี้ย 2% ก็จะได้รับผลตอบแทนแค่นั้น

แต่ในทางกลับกัน คนที่ถือครองตราสารหนี้ C จะยังได้ผลตอบแทนที่ 5% เหมือนเดิม แน่นอนว่าตราสารหนี้ A จะได้รับความสนใจและมีการเสนอซื้อจากนักลงทุน

เมื่อมีความต้องการซื้อตราสารหนี้ C มากขึ้น ก็สามารถที่จะขายตราสารหนี้ C ออกไปในราคาที่แพงกว่าราคา Par ได้นั่นเองครับ เช่นอาจจะขายออกไปที่ 1,100 บาท (เรียกว่า Premium Bond)

เมื่อได้ตราสารหนี้ C มาในราคาแพงขึ้นแต่ผลตอบแทนมูลค่าเท่าเดิม ตัวเลข Yield ของนักลงทุนที่มาซื้อไปก็จะลดลงนั่นเอง

  • ซื้อตราสารหนี้ C มาราคา 1,000 ได้ดอกเบี้ย 50 บาท/ปี Yield = 5%
  • ซื้อตราสารหนี้ C จากตลาดรองมา 1,100 บาท ได้ดอกเบี้ย 50 บาท/ปี Yield= 4.55% 

คำถามต่อมาก็คือแล้วตราสารหนี้ C จะสามารถเพิ่มราคาขึ้นไปได้ถึงเท่าไหร่? 

ตามหลักการแล้ว ราคาตราสารหนี้ C สามารถขึ้นราคาได้จนกระทั่งอัตราผลตอบแทน (Yield) ลดลงไปแตะอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ณ เวลานั้นนั่นเอง

ในความเป็นจริง ตราสารหนี้แต่ละกลุ่มไม่ได้ออกมาพร้อมกัน ด้วยเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด ทำให้อายุและอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้แต่ละตัวไม่เท่ากัน

ความแตกต่างที่ว่านี้เลยทำให้ตราสารหนี้แต่ละรุ่นได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน บางตัวอาจจะมาก บางตัวอาจจะน้อย 

ลักษณะความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย มีผลต่อการวางแผนเลือกซื้อตราสารหนี้ในสภาวะเศรษฐกิจต่างๆ จึงต้องมีเครื่องมือที่ใช้วัดผลกระทบดังกล่าว เรียกว่า Duration

Duration คืออะไร?

ตัวเลข Duration ของตราสารหนี้คือตัวเลขที่บอกว่าตราสารหนี้ชนิดนั้นๆจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อยขนาดไหนถ้าอัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลง

Duration สามารถบอกคร่าวๆได้ว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลง 1 เปอร์เซ็นต์(%) แล้วราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนไปกี่เปอร์เซ็นต์(%)

ตัวอย่างเช่น ถ้า Duration ของตราสารหนี้ชนิดหนึ่ง เท่ากับ 3 นักลงทุนก็สามารถตีความได้ว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% ราคาจะลดลงไปประมาณ 3%

และในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยลดลง 1% ราคาของตราสารหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% เช่นเดียวกัน

หลายๆคนมักจะสับสนว่า Duration กับอายุคงเหลือของตราสารหนี้ (Time To Maturity (TTM)) คือตัวเดียวกัน เพราะการเคลื่อนไหวของตัวเลขทั้ง 2 ตัวนี้มักไปในทิศทางเดียวกัน

แต่จริงๆแล้วมันเป็นคนละตัวครับ อายุคงเหลือ(TTM) เป็นแค่ตัวบอกว่าตราสารหนี้เหลืออายุกี่ปีจึงจะครบกำหนดไถ่ถอนเท่านั้นเพียงแต่การเคลื่อนไหวจะสอดคล้องกับ Duration  

โดยธรรมชาติแล้ว ตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือมากๆจะมีค่า Duration ที่สูง แต่ถ้าเป็นตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือน้อยๆจะมี Duration น้อยตามไปด้วย

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า การคิดค่า Duration นั้นได้นำมูลค่าของดอกเบี้ยที่จะได้รับในอนาคตเข้ามาคิดคำนวณด้วย 

พูดโดยรวมได้ว่าตราสารหนี้ตัวที่มีอายุคงเหลือนานๆ จะมีโอกาสที่จะเจอความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเยอะกว่าตราสารหนี้ที่อายุคงเหลือสั้นๆนั่นเอง

ตัวเลข Duration ค่อนข้างจะมีความสำคัญกับนักลงทุนที่ปรับการลงทุนตามการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยหรือต้องการจะปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด

เช่น ถ้านักลงทุนคาดการ์ณว่ารัฐบาลน่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆนี้ ก็อาจจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือต่ำ(ซึ่งก็จะมี Duration ต่ำไปด้วย) เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย

แต่ในทางตรงกันข้าม หากคาดการ์ณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะลดต่ำลงในอนาคตอันไกล้ ก็อาจจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือนานๆ เพื่อทำกำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคา

แต่อย่างไรก็ตาม หากท่านเป็นนักลงทุนแบบที่ถือครองตราสารหนี้จนครบกำหนดไถ่ถอน กินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ตัวเลขเหล่านี้ก็จะไม่มีผลต่อการลงทุนของท่านเลย

ตัวเลข Duration สามารถช่วยเป็นเครื่องมือช่วยบอกอัตราความผันผวนของราคาตราสารหนี้ที่เป็นผลมาจากการเปลียนแปลงของอัตราดอกเบี้ยได้อย่างคร่าวๆก็จริง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ครับ

การคำนวณตัวเลข Duration อาจจะบอกแนวโน้มความผันผวนได้ แต่ก็เป็นแนวโน้มแบบคร่าวๆเท่านั้น 

ถ้าอยากจะคาดการ์ณราคาตราสารหนี้ในอัตราดอกเบี้ยแต่ละระดับได้ไกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงจริงๆ จะต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “Convexity” ครับ

Convexity คืออะไร?

Convexity คือการวัดอัตราการเปลี่ยนแปลงของ Duration เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอีกทีนึง

จุดประสงค์ก็คือเพื่อการคาดการ์ณการเปลี่ยนแปลงราคาของตราสารหนี้ให้ได้แม่นยำ ไกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

เพราะจริงๆแล้วอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้ จะเปลี่ยนมากเปลี่ยนน้อยไม่เท่ากันในแต่ละระดับอัตราดอกเบี้ย(ซึ่งตัวเลข Duration ไม่ได้เอาตรงนี้มาคิด)

พูดสรุปให้เข้าใจง่ายๆก็คือ

  • ถ้าเป็นตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมีจะผลกระทบต่อราคาน้อย
  • ถ้าเป็นตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยจะมีผลกระทบต่อราคาเยอะ

แต่อย่างที่ได้เขียนไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ครับ สำหรับนักลงทุนตราสารหนี้ทั่วๆไป ที่ไม่ได้เป็นผู้จัดการกองทุนรวม หรือดูแลกองทุนตราสารหนี้ เราแทบจะไม่ต้องสนใจตัวเลขเหล่านี้ซักเท่าไหร่

เพราะนักลงทุนตราสารหนี้ทั่วๆไป ส่วนใหญ่ก็จะถือครองตราสารหนี้เพื่อรับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ อาจจะมีซื้อขายบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ต้องคำนวณอะไรมากมายนัก

ยิ่งถ้าคุณเป้นนักลงทุนประเภทที่ถือตราสารหนี้ไว้จนกระทั่งครบกำหนดอายุไถ่ถอน ยิ่งไม่ต้องมานั่งกังวลกับตัวเลขซับซ้อนพวกนี้เลย แต่เข้าใจไว้ก็ไม่เสียหายครับ

สิ่งที่นักลงทุนทั่วไปควรจะสนใจก็คือ ถ้าหากจะลงทุนในหุ้นกู้เอกชน ควรจะมีวิธีเลือกตราสารหนี้ยังไง ดูยังไงว่าผลตอบแทนที่ได้ เหมาะกับความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอ

เพราะหุ้นกู้เอกชนนั้นมีความเสี่ยงในเรื่องของการผิดนัดชำระมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล ดังนั้น หุ้นกู้เหล่านี้ก็ควรจะต้องให้ผลตอบแทนในอัตราที่มากกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงดังกล่าว

แล้วเราจะดูยังไงล่ะ ว่าหุ้นกู้ตัวที่เราสนใจนั้นให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล? 

เราต้องอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า “Yield Curve” นั่นเองครับ

Yield Curve ตราสารหนี้คืออะไร ใช้ยังไง?

Yield Curve คือเส้นกราฟที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน(Yield) และอายุคงเหลือ(TTM : Time To Maturity)ของตราสารหนี้

ชื่อเต็มๆของ Yield Curve คือ Government Bond Yield Curve เพราะYield Curve จะเอาข้อมูลผลตอบแทนมาจากพันธบัตรรัฐบาลในรุ่นอายุต่างๆกัน มาสร้างชุดข้อมูล

ตัวเลข หรือเส้นกราฟ Yield Curve สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างในการคาดการ์ณสภาวะเศรษฐกิจในเรื่องต่างๆ

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ ก็สามารถใช้ Yield Curve เป็นตัวเลขอ้างอิงได้ ว่า ณ ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนที่ต้องการในตลาดตราสารหนี้ควรจะเป็นเท่าไหร่

รวมถึงสามารถดูแนวโน้มของเงินเฟ้อ สภาวะเศรษฐกิจ และดอกเบี้ยได้เช่นเดียวกัน

สาเหตุที่ต้องใช้พันธบัตรรัฐบาลมาเป็นฐานข้อมูลสร้างเส้นกราฟ Yield Curve ก็เพราะว่าพันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ชนิดที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด

เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่เสี่ยงเลย เพราะรัฐบาลมีสิทธิในการเรียกเก็บภาษี รายได้ต่างๆอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

และเมื่อเป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำไปด้วย จึงถูกนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการคิดคำนวณอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนสำหรับตราสารหนี้ชนิดอื่นๆที่มีความเสี่ยงมากกว่า

การใช้ประโยชน์จาก Yield Curve

เราสามารถนำ Yield Curve มาช่วยในการพิจารณาเลือกซื้อตราสารหนี้ได้ครับ โดยแบ่งเป็น 2 กรณีคือ พันธบัตรรัฐบาล และ หุ้นกู้เอกชน

เทียบผลตอบแทนพันธบัตรรับบาลด้วย Yield Curve

ในกรณีที่นักลงทุนต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เราสามารถใช้ Yield Curve ช่วยพิจารณาในการตัดสินใจเลือกพันธบัตรได้ครับ

โดยที่เราสามารถเอาตัวเลขผลตอบแทนพันธบัตรตัวที่เราจะซื้อ มาเทียบกับผลตอบแทนของพันธบัตรที่มีอายุเหลือเท่ากันจาก Yield Curve ได้

ถ้าพันธบัตรตัวที่เราสนใจมีอัตราผลตอบแทนไม่น้อยไปกว่า Yield Curve ล่าสุด ก็แปลว่าพันธบัตรรัฐบาลตัวที่เราสนใจอยู่สามารถลงทุนได้

แต่ถ้าเป็นการซื้อหุ้นกู้เอกชน ก็จะต้องมีขั้นตอนการพิจารณามากขึ้นนิดนึงครับ โดยจะมีข้อมูลที่เรียกว่า “Credit Spread” เพิ่มเข้ามาอีกตัวนึง

Credit Spread คืออะไร?

Credit Spread คือส่วนต่างของผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนที่เพิ่มขึ้นมาจากพันธบัตรรัฐบาล โดยที่ผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนจะมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล

สาเหตุที่หุ้นกู้เอกชนต้องให้ผลตอบแทนมากกว่าก็เพราะว่าหุ้นกู้เอกชนไม่ว่าจะมีระดับความน่าเชื่อถือ(Credit Rating)สูงแค่ไหน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ได้

เพราะฉะนั้น เมื่อมีความเสี่ยงมากขึ้นก็จะต้องให้ผลตอบแทนมากขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องแบกรับ

Credit Spread จะเป็นการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้และพันธบัตรที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน

โดยที่ตาราง Credit Spread จะแสดงผลออกมาเป็นตัวเลข Basis Point(BP) ซึ่งถ้าอยากจะคิดในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ก็จะต้องนำตัวเลขมาหารด้วย 100 อีกที

ตัวอย่างเช่น 

  • พันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี มีผลตอบแทน(Yield) อยู่ที่ 1.9% (จะใช้เป็นบรรทัดฐาน)
  • หุ้นกู้เอกชน B มีระดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ AAA มีอายุคงเหลือ 10 ปี และมีตัวเลข Credit Spread=80.55
  • หมายความว่า หุ้นกู้ B มี Credit Spread อยู่ที่ (80.55/100)=0.805%
  • ดังนั้น หุ้นกู้ B ควรจะมีผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 1.9%+0.805% = 2.705% ถึงจะน่าลงทุน

สมมุติว่าเราได้หุ้นกู้ B มาด้วย Yield 3.54% ก็แสดงว่าหุ้นกู้ตัวนี้น่าสนใจครับ แต่อาจจะต้องมาพิจารณารายละเอียดต่ออีกนิดนึง

สำหรับนักลงทุนตราสารหนี้ไทย สามารถดูข้อมูล Credit Spread ได้จากWebsite ของ ThaiBMA ตามลิงค์นี้ได้เลยครับ

นอกจากเราจะใช้ Credit Spread ในการพิจารณาว่าหุ้นกู้ตัวไหนน่าสนใจได้แล้ว ก็ยังสามารถใช้ Credit Spread มาช่วยเปรียบเทียบหุ้นกู้เอกชนด้วยกันได้อีกด้วยครับ 

ถ้ามองแบบผิวเผิน การเลือกลงทุนในหุ้นกู้เอกชนก็ดูจะไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนัก แค่ดู Credit Rating และอัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายว่าตัวไหนสูงกว่ากันก็น่าจะตัดสินใจได้แล้ว

แต่จริงๆแล้วหุ้นกู้เอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดนั้นดีแน่ๆ แต่อาจจะไม่ใช่ตัวที่น่าสนใจที่สุดก็ได้นะครับ เพราะมีปัจจัยอย่างอื่นที่อาจจะสำคัญเหมือนกัน

คำถามต่อมาก็คือ แล้วจะต้องดูยังไงล่ะ ถึงจะพิจารณาซื้อหุ้นกู้เอกชนได้ครอบคลุม?

เราจะนำตัวเลข Credit Spread มาใช้อีกทีครับ แต่คราวนี้จะเป็นการนำตัวเลข Credit Spread ของหุ้นกู้ที่เราสนใจมาเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ในระดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการตรวจสอบซ้ำอีกขั้นนึง ว่าหุ้นกู้ B ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยงจริงๆมั้ย

จากตัวอย่าง หุ้นกู้ B มีอัตราผลตอบแทนที่ 3.54% ต่อปี เราจะนำไปเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน

เช่นสมมุติว่าในช่วงเวลานั้น หุ้นกู้ระดับความน่าเชื่อถือ BBB มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 3.67% ต่อปี

ลองมาดูกันว่าแต่ละตัวมี Credit Spread ตัวละเท่าไหร่กันบ้าง

  • หุ้นกู้ B มี Credit Spread : 3.54-1.9 = 1.64%
  • หุ้นกู้อื่นๆในกลุ่ม BBB มี Credit spread: = 3.67-1.9= 1.77%

จากตัวอย่าง เมื่อเราเทียบ Credit spread ของหุ้นกู้ B กับหุ้นกู้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือเดียวกันแล้ว ก็จะเห็นอะไรบางอย่างใช่มั้ยครับ

ถึงแม้ว่าผลตอบแทนของหุ้นกู้ B จะมากกว่าผลตอบแทน(Yield)จากพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ควรจะเป็น

แต่เมื่อนำหุ้นกู้ B มาเทียบกับหุ้นกู้เอกชนที่มีคุณสมบัติเหมือนกันในตลาด กลับพบว่า Credit Spread ของหุ้นกู้ B อยู่ต่ำกว่าหุ้นกู้อื่นๆในกลุ่มเดียวกัน

เมื่อเจอแบบนี้นักลงทุนก็คงจะต้องตัดสินใจเอาว่าจะลงทุนในหุ้นกู้ตัวนี้ดีมั้ย โดยนำปัจจัยแวดล้อมอื่นๆมาร่วมพิจารณาด้วยครับ 

เช่น บริษัทที่เป็นผู้ออกหุ้นกู้ B อาจจะเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงมีฐานะทางการเงินที่ดี ไม่มีประวัติเสียในเรื่องการชำระหนี้ จึงออกหุ้นกู้ที่มีผลตอบแทนน้อยกว่าบริษัทอื่นๆในตลาด

แต่ถ้าดูปัจจัยแวดล้อมแล้วมันไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือควรจะเสี่ยงได้ หุ้นกู้ในลักษณะนี้ก็อาจจะไม่น่าสนใจครับ

ข้อดี-ข้อเสียของตราสารหนี้

ข้อดีของการลงทุนตราสารหนี้

กระแสเงินสด

การลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกู้เอกชน ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนในรูปแบบของการจ่ายดอกเบี้ย อาจจะ 1-2 ครั้งต่อปี สร้างกระแสเงินสดให้นักลงทุนได้ต่อเนื่อง

รักษาเงินต้น

การลงทุนในตราสารหนี้ค่อนข้างจะปลอดภัยกับเงินต้นครับ โดยเฉพาะหากเป็นพันธบัตรรัฐบาลก็แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย 

เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วๆไป เมื่อเราลงทุนไปแล้วก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปแบบของดอกเบี้ย

และเมื่อตราสารหนี้ครบกำหนดอายุไถ่ถอน ก็จะคืนเงินต้นที่เราลงทุนไปในตอนแรกให้กลับมาทั้งก้อน และยิ่งถ้าเป็นพันธบัตรรัฐบาลก็ยิ่งไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่ได้คืน

ป้องกันเงินเฟ้อ

การนำเงินมาลงทุนและได้รับผลตอบแทนกลับไปด้วยอัตราผลตอบแทนที่มากกว่าเงินเฟ้อ ย่อมทำให้มูลค่าเงินของเราเติบโตขึ้นแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อไปได้

และที่สำคัญก็คือ การลงทุนในตราสารหนี้นั้นมีการกำหนดอัตราผลตอบแทนที่ชัดเจน จึงทำให้นักลงทุนพอจะแน่ใจและคาดการ์ณผลตอบแทนเทียบกับอัตราเงินเฟ้อได้ไม่ยาก

แถมการนำเงินมาลงทุนในตราสารหนี้ทำให้เราได้ผลตอบแทนมากกว่าการนำเงินไปฝากทิ้งไว้ในธนาคารเฉยๆด้วยนะครับ

บางคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า นำเงินไปลงทุนในตราสารทุน(หุ้น) หรือกองทุนรวมไม่ดีกว่าหรอ เพราะตัวเลขผลตอบแทนดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด?

ถ้าเราดูเฉพาะตัวเลขผลตอบแทนทั่วๆไปก็อาจจะจริงครับ แต่ต้องอย่าลืมด้วยว่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม ไม่สามารถกำหนดอัตราผลตอบแทนได้แน่นอนเท่ากับตราสารหนี้ 

นั่นหมายความว่าในบางกรณี อาจจะประสบกับการขาดทุนและทำให้เงินลงทุนของเรานอกจากจะไม่เติบโตแซงเงินเฟ้อแล้ว ก็ยังสามารถลดลงจนขาดทุนได้ครับ

มีสิทธิเรียกร้องสูงกว่าทรัพย์สินอย่างอื่น

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าคนที่ซื้อตราสารหนี้ จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทผู้ออกตราสาร ไม่เหมือนการลงทุนในรูปแบบอื่น

และด้วยสถานะความเป็นเจ้าหนี้ ก็ทำให้ตราสารหนี้มีสิทธิในการเรียกร้องการชำระหนี้สินเป็นลำดับต้นๆก่อนผู้ถือหุ้นประเภทอื่นๆ

เพราะฉะนั้น ตราสารหนี้ก็ถือเป็นทรัพย์สินที่ปลอดภัยสูงในระดับหนึ่งครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะเลือกซื้อตราสารหนี้ตัวไหนก็ควรจะต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆให้ดีด้วยครับ

ซื้อขายเปลี่ยนมือได้

ตราสารหนี้ ทั้งหุ้นกู้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาล เป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ถ้าหากนักลงทุนตัดสินใจจะไม่ถือครองจนครบกำหนดไถ่ถอน

ทั้งนี้ การซื้อขายเปลี่ยนมือก่อนตราสารหนี้ครบกำหนดอายุ จะต้องซื้อขายในที่ที่เรียกว่า “ตลาดรอง”ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ทางธนาคารหรือผู้ขายตราสารหนี้ให้เราก็จะคอยดูแลเรื่องนี้ให้

นั่นก็แปลว่า หากใครที่ซื้อตราสารหนี้แล้วเกิดการเปลี่ยนแผนการลงทุนตามสภาวะเศรษฐกิจก็สามารถขาย หรือซื้อเพื่อปรับแผนการลงทุนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้นั่นเอง

ข้อเสียของการลงทุนตราสารหนี้

เมื่อมีข้อดีแล้วก็แน่นอว่าข้อเสียก็ต้องมีเหมือนกัน สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้นั้น ข้อเสียที่เกิดขึ้น แทบจะเป็นภาพสะท้อนจากข้อดีของตัวมันเองเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าการลงทุนในตราสารหนี้จะไม่ได้หวือหวา ขึ้นลงหรือต้องใช้ความสามารถทาง Technical มากมายเหมือนหุ้นหรือการเก็งกำไร Cryptocurrency ก็ตาม

แต่การที่จะเข้ามาลงทุนตราสารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างรายได้ให้ตัวเอง ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจไม่น้อยเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น เรามาดูกันครับ ว่าการลงทุนในตราสารหนี้มีข้อเสียอะไรบ้าง

สภาพคล่อง

การลงทุนในตราสารหนี้มีทั้งแบบระยะสั่นและระยะยาว หากเราเลือกที่จะลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวและเงินที่ลงทุนไม่ใช่เงินเย็น ก็อาจจะประสบปัญหาสภาพคล่องได้ครับ

ตราสารหนี้มีอายุหลายช่วงมาก บางตัวอาจจะยาวถึง 10-20 ปีหรือมากกว่านั้น แน่นอนว่าหากเราลงเงินไปแล้วและต้องการจะขายก่อนกำหนด ก็อาจจะต้องยอมขาดทุนเงินต้น

การขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ย

อย่างที่ได้เขียนไปว่า อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย มีผลกับราคาตราสารหนี้โดยตรง เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ราคาตราสารหนี้จะตกลง

ซึ่งแน่นอนครับว่าถ้าหากต้องการขายตราสารหนี้ออกไปในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น จะต้องขาดทุนแน่นอนเพราะต้องขายตราสารหนี้ในราคาที่ต่ำลง

การผิดนัดชำระหนี้

ถึงแม้ว่าตราสารหนี้จะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้กระแสเงินสดเป็นประจำ และสามารถตรวจสอบระดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงงบการเงินได้ แต่ก็มีความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้อยู่เหมือนกันครับ

โดยเฉพาะหากใครที่ลงทุนในหุ้นกู้เอกชน ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่หรือน่าเชื่อถือขนาดไหนก็ตาม การผิดนักชำระหนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ

การผิดนักชำระหนี้ สามารถเกิดขึ้นในรูปแบบของการขอเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย,เลื่อนจ่ายเงินต้นเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน หรือไม่จ่ายเลยก็เกิดขึ้นได้เหมือนกันครับ

แต่ความเสี่ยงตรงนี้ก็สามารถบริหารจัดการได้ด้วยการเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือ มีจุดประสงค์ชัดเจน มีงบการเงินที่เชื่อถือได้ และไม่มีประวัติเสียหาย

เข้าถึงยากกว่าการลงทุนอื่นๆพอสมควร

ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้เอกชนบางตัว โดยเฉพาะตัวที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงๆหน่อย อาจจะไม่ได้ออกขายให้กับนักลงทุนรายย่อยทั่วๆไปนะครับ

สำหรับหุ้นกู้ที่น่าสนใจบางตัว จะออกขายโดยระบุมาเลยว่าขายให้กับนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น ทำให้ประชาชนทั่วไปอาจจะเข้าถึงได้ยากหน่อย ไม่เหมือนกับการลงทุนในหุ้น หรือกองทุนรวม

สาเหตุที่หุ้นกู้บางตัวจะต้องขายให้นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายใหญ่ขึ้นไปเท่านั้นก็เพราะว่า ตราสารหนี้บางตัวมีความซับซ้อน และต้องการความรู้ความเข้าใจในทรัพย์สินประเภทนั้นๆอย่างดี ถึงจะลงทุนได้อย่างปลอดภัยครับ

ความเสี่ยงของการลงทุนตราสารหนี้

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงในตัวของมันเอง จะมากน้อย หรือจะต้องบริหารจัดการยังไงก็แล้วแต่วิธีการลงทุนของแต่ละคนครับ

เรามาดูกันว่าการลงทุนในตราสารหนี้มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวังบ้าง

  1. ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
  2. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
  3. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้
  4. ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
  5. ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง

ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

การเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็มักจะเป็นผลมาจากอุปสงค์(Demand) อุปทาน(Supply) รวมถึงกำลังการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เป็นผลทำให้กำลังซื้อ(Purchasing Power)ของเงินในระบบมีการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” นั่นเองครับ

ซึ่งผลของการเกิดเงินเฟ้อก็คือจะทำให้มูลค่าของเงินลดลงเมื่อเวลาผ่านไป นั่นหมายความว่ามูลค่าชองเงินจะลดลงไปเรื่อยๆนั่นเองครับ

สมมุติว่าอัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 3% ต่อปี แต่อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรคงที่เท่ากับ 2.5% ต่อปี เงินที่เราลงทุนก็จะค่อยๆด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ เพราะอัตราเงินเฟ้อมากกว่าอัตราการเติบโตในมูลค่าของเงิน

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากนักลงทุนคนไหนคาดการ์ณแล้วว่าความเสี่ยงจากเงินเฟ้อน่าจะเพิ่มขึ้นมากจนอาจจะมีผลต่อเงินลงทุนก็สามารถหลีกเลี่ยงได้นะครับ

วิธีการก็คือให้เลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยลอยตัว หรือตราสารหนี้ชดเชยเงินเฟ้อซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากเงินเฟ้อได้มากพอสมควร

และเมื่อเกิดภาวะเงินเห้อขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ผลกระทบที่ตามมาก็คือความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยนั่นเองครับ

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย

สิ่งที่จะเกิดตามมาหลังจากภาวะเงินเฟ้อก็คือ “การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย” นั่นเองครับ

เพราะทางภาครัฐจะใช้การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือควบคุมสภาวะเงินเฟ้อ  

ถ้าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากเกินไปก็จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ถ้าอัตราเงินเฟ้อต่ำลงจนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็จะลดอัตราดอกเบี้ยลงมา

อย่างที่ได้เขียนไปในตอนต้นว่า ราคาตราสารหนี้จะเคลื่อนที่สวนทางกันกับอัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็จะขึ้นตาม

และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ตราสารหนี้ที่ออกมาในรุ่นใหม่ๆก็จะมีอัตราผลตอบแทน(Yield)สูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น เมื่อนักลงทุนต้องการจะขายตราสารหนี้ที่มีอยู่ออกไป ก็จะทำให้ต้องขายด้วยราคาที่ต่ำลงกว่าตอนที่ซื้อมา ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ขาดทุนได้

แต่อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนสามารถถือครองตราสารหนี้จนครบกำหนดอายุไถ่ถอน ก็ไม่ต้องกลัวกับความผันผวนกับอัตราดอกเบี้ยครับ

เพราะไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเปลี่ยนไปยังไง ผู้ออกตราสารหนี้ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วยอัตราเท่าเดิมไปตลอดจนครบกำหนดไถ่ถอน

ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

การลงทุนในตราสารหนี้ ก็เท่ากับว่านักลงทุนนำเงินไปให้บริษัทผู้ออกตราสารหนี้ยืมไปใช้ประกอบกิจการ ซึ่งแน่นอนว่าการทำธุรกิจแต่ละอย่างก็มักจะมีความเสี่ยง

แน่นอนว่าหากกิจการมีปัญหา ก็อาจจะเกิดสภาวะขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ หรืออาจจะไม่สามารถคืนเงินต้นได้ตามที่ควรจะเป็น

ส่วนใหญ่การผิดนัดชำระที่นักลงทุนเคยเจอกันมาก็จะเป็นการขอเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย หรือขอเลื่อนการจ่ายคืนเงินต้น ก็อาจจะทำให้แผนการลงทุนของเราสะดุดลงไปบ้างครับ

วิธีที่จะลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ก็คืออาจจะต้องจัดสัดส่วนการลงทุนไปที่พันธบัตรรฐบาล ซึ่งแทบจะไม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เลย

แต่สำหรับพันธบัตรที่ออกโดยหน่วยงานรัฐบางประเภท อาจจะเป็นพันธบัตรชนิดไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งก็อาจจะไม่ตรงกับจุดประสงค์การลงทุนของนักลงทุนบางท่าน แต่รับรองว่าไม่มีการผิดนักชำระแน่นอน

ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

เนื่องจากการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนมักจะเป็นการลงทุนในระยะยาว หุ้นหู้บางรุ่นอาจมีอายุถึง 10 หรือ 20 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ก็อาจจะมีปัจจัยบางอย่างเปลี่ยนตามไปด้วย 

เมื่อบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ได้ดำเนินกิจการไปเรื่อยๆ ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ส่งผลต่อการจ่ายผลตอบแทน ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ตัวอย่างเช่น การควบรวมกิจการกับบริษัทอื่นๆ หรืออาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆที่ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนนโยบายการจ่ายผลตอบแทน

หรือในกรณีที่แย่ที่สุด กิจการอาจจะล้มหายตายจากไปซะก่อนที่ตราสารหนี้จะครบกำหนดไถ่ถอนและไม่สามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมด ถึงแม้ตราสารหนี้จะมีสิทธิ์เรียกร้องอันดับต้นๆก็ตาม

นักลงทุนอาจจะเลือกลงทุนในหุ้นกู้ของหลายๆบริษัท หลายๆกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการกระจุกการลงทุนที่ใดที่หนึ่งก็ได้ครับ

อย่างไรก็ตาม เหตุการ์ณดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดค่อนข้างน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย จึงนับเป็นปัจจัยหนึ่งในความเสี่ยงที่ต้องระวัง

ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง

จากการที่ตราสารหนี้มีความเสี่ยงที่เขียนไปด้านบน ที่อาจจะทำให้การลงทุนของนักลงทุนตราสารหนี้มีปัญหา หรือไม่เป็นไปตามคาดบ้างในบางครั้ง 

และเมื่อปัญหาต่างๆที่เป็นผลมาจากความเสี่ยงที่ได้เขียนมาด้านบน ก็อาจจะส่งผลให้นักลงทุนต้องขายตราสารหนี้ที่ถือครองไว้ออกไป

ในขณะเดียวกันกับที่สภาวะแวดล้อมไม่เอื้อให้เราถือครองตราสารหนี้ที่มีไว้ การจะขายออกไปให้นักลงทุนคนอื่นก็เป็นเรื่องยากพอสมควร

นั่นหมายความว่า การจะเปลี่ยนสภาพจากตราสารหนี้มาเป็นเงินสดเพื่อไว้ใช้ทำอะไรอย่างอื่น ในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันครับ

และการจะขายออกไปได้ก็อาจจะต้องยอมขาดทุน เพื่อลดราคาต่ำลงให้ดึงดูดคนที่จะมาซื้อตราสารหนี้ไปลงทุนต่อ

แต่หากนักลงทุนสามารถถือครองตราสารหนี้ไปจนครบกำหนดอายุไถ่ถอนได้ ก็ไม่ต้องกลัวกับความเสี่ยงในเรื่องสภาพคล่องครับ เพราะแทบจะไม่มีผลเลย

ได้ฟังข้อดีเสีย,ข้อเสีย และความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้ไปแล้ว ก็อย่าเพิ่งถอดใจกันครับ เพราะการลงทุนทุกประเภทมีข้อดีและข้อเสียของตัวเองทั้งนั้น

การไม่ศึกษา และการไม่ลงทุนนี่ล่ะ จะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะฉะนั้นเรามาดูกันครับว่า ถ้านักลงทุนทั่วๆไปอย่างเราอยากจะลงทุนตราสารหนี้ ต้องทำยังไงบ้าง ซื้อที่ไหน

ลงทุนในตราสารหนี้

หลายๆคนคงสงสัยว่า จะซื้อตราสารหนี้ได้จากที่ไหน ไม่เห็นมี App ซื้อขายออนไลน์เหมือนหุ้นเลย ถูกต้องครับ การซื้อขายตราสารหนี้จะมีลักษณะแตกต่างจากหุ้นค่อนข้างขัดเจน

หากใครอยากจะลงทุนในตราสารหนี้ ท่านจะมีทางเลือกหลักๆอยู่ 2 ทางคือ

  1. ลงทุนทางตรง
  2. ลงทุนทางอ้อม 

1.ลงทุนทางตรง

การลงทุนในตราสารหนี้ทางตรงก็คือการซื้อตราสารหนี้มาถือครองโดยตรงนั่นเองครับ เมื่อซื้อตราสารหนี้มาแล้วท่านก็จะได้หลักฐานความเป็นเจ้าของ และได้รับเงินผลตอบแทนจากตราสารหนี้

ถ้าใครอยากจะลงทุนตราสารหนี้ทางตรง ก็สามารถซื้อ/ขายตราสารหนี้ได้จากตลาด 2 ประเภทคือ ตลาดแรก และตลาดรอง

การลงทุนทางตรงในตลาดแรก(Primary Market)

การลงทุนตราสารหนี้ในตลาดแรกก็คือการซื้อตราสารหนี้ที่พึ่งออกขายเป็นครั้งแรกซึ่งผู้ออกก็อาจจะเป็นบริษัทเอกชน หรือ หน่วยงานรัฐบาลก็ได้

ผู้ออกตราสารจะทำการขายตราสารหนี้ผ่านตัวแทนจำหน่าย(ผู้ค้าตราสารหนี้) ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์

หากนักลงทุนสนใจจะซื้อตราสารหนี้ของกิจการไหนก็สามารถติดต่อขอรายละเอียดได้จากผู้ค้าตราสารหนี้ที่ท่านสะดวกที่จะติดต่อได้ครับ

ในสมัยนี้ก็มีการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนพอสมควร เพราะสามารถที่จะไปติดต่อกับผู้ค้าตราสารหนี้ตามสำนักงานสาขาก็ได้ หรืออาจจะซื้อผ่านแอปพลิเคชั่นของธนาคารนั้นๆก็ได้

โดยส่วนใหญ่แล้วการซื้อตราสารหนี้ในตลาดแรกจะมีการกำหนดมูลค่าซื้อขั้นต่ำไว้ เช่น 100,000 บาท สมมุติว่าตราสารหนี้หน่วยละ 1,000 บาท ก็จะต้องซื้อจั้นต่ำ 100 หน่วย เป็นต้น

อีกสิ่งนึงที่นักลงทุนควรจะรู้สำหรับการลงทุนตราสารหนี้ในตลาดแรกก็คือ การซื้อขายในตลาดแรก ก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทครับ คือ

  1. การเสนอขายให้นักลงทุนในวงจำกัด
    1. เป็นการจำกัดการเสนอขายตราสารหนี้ให้กับนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ เท่านั้น เพราะตราสารหนี้ยางประเภท อาจจะมีความซับซ้อนเกินกว่าที่คนทั่วไปจะลงทุนได้ปลอดภัย
    2. การจะซื้อตราสารหนี้แบบนี้ได้ ผู้ซื้อจะต้องมีคุณสมบัติทางการเงินตามที่ กลต. กำหนด
  2. การเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป
    1. การซื้อตราสารหนี้ประเภทนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นตราสารหนี้ทั่วๆไปที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก นักลงทุนรายย่อยทั่วไปสามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัย

หลังจากที่ซื้อตราสารหนี้ในตลาดแรกแล้ว และนักลงทุนต้องการที่จะปรับสัดส่วนการลงทุนด้วยการ ซื้อเข้าหรือขายออกตราสารหนี้ที่มี ก็จะต้องมาทำการซื้อขายในตลาดรองครับ

ตลาดรอง

ตลาดรอง(Secondary Market) คือตลาดซื้อ/ขายตราสารหนี้สำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะซื้อตราสารหนี้เพิ่ม หรือขายตราสารหนี้ที่มีอยู่ออกไป โดยการซื้อขายจะเป็นการซื้อขายระหว่างนักลงทุนด้วยกัน ไม่ใช่ผู้ออกตราสารหนี้

แต่โดยทั่วไปแล้วการซื้อขายในตลาดรองก็จะทำผ่านตัวกลาง(Dealer)ครับ อาจจะเป็นสถาบันการเงิน หรือบริษัทหลักทรัพย์เพราะตัวกลางพวกนี้ก็จะรู้ว่าใครอยากจะซื้อและใครถือครองตราสารหนี้นั้นๆและอาจอยากจะขาย

การซื้อ/ขายตราสารหนี้ในตลาดรองจะมีลักษณะเป็นแบบ Over The Counter(OTC) ซึ่งหมายความว่าเป็นการซื้อขายแบบ ตกลง/ต่อรองราคากันเอง ระหว่างนักลงทุนด้วยกัน หรือนักลงทุนกับ Dealer

ซึ่งจริงๆแล้วการซื้อขายแบบ OTC ก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการยกหูโทรศัพท์ซื้อขายกันได้เลยครับ ตกลงราคาระหว่างกันให้เป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่ายแล้วก็โอนกันได้เลย

แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องระวังก็คือ การซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองจะต้องระวังและตรวจสอบให้ดีว่า ตราสารหนี้ที่จะทำการซื้อ/ขายนั้น มีข้อจำกัดในการโอนเปลี่ยนมือรึเปล่า

เพราะตราสารหนี้บางตัว จะมีถูกกำหนดไว้โดยกฎจากกลต.เลยว่าสามารถถือครองได้เฉพาะนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

ถ้าหากท่านเป็นนักลงทุนทั่วๆไป แม้จะมีการตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็จะไม่สามารถโอนเปลี่ยนมือกรรมสิทธิ์ของตราสารหนี้นั้นได้อยู่ดีครับ เสียเวลาเปล่าๆ

ถึงแม้ว่านักลงทุนทั่วๆไปจะสามารถลงทุนด้วยการซื้อตราสารหนี้ในตลาดรองได้ แต่ก็อาจจะยังไม่ได้รับความสะดวกมากนัก หรืออาจจะยังไม่มีความรู้ความชำนาญพอที่จะลงทุนทางตรงด้วยตัวเอง

หากใครที่อยากลงทุนในตราสารหนี้แต่ยังไม่มั่นใจ หรือไม่สะดวกที่จะไปไล่ตามซื้อตราสารหนี้ด้วยตัวเอง ก็สามารถลงทุนทางอ้อมได้ครับ

ลงทุนทางอ้อม

การลงทุนตราสารหนี้ทางอ้อม ที่สะดวกสบาย ง่ายกว่า เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะมือใหม่สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ได้ครับ

โดยข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ก็คือ มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลการลงทุนให้โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมาก

ที่สำคัญ ก็คือเหมาะกับนักลงทุนที่ยังไม่ได้มีเงินมากก็คือ การลงทุนในกองทุนรวมมักจะไม่มีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการลงทุน 

นอกจากสามารถเริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวณน้อยๆได้แล้วก็ยังมีความยืดหยุ่นในเรื่องของการซื้อ/ขาย ซึ่งอาจจะไม้ต้องรอให้ครบกำหนดไถ่ถอนเหมือนการซื้อตราสารหนี้โดยตรง

อีกอย่างนึงก็คือ ถ้าหากท่านลงทุนผ่านกองทุนรวมบางประเภท เช่น RMF หรือกองทุนลดหย่อนภาษีต่างๆที่ลงทุนในตราสารหนี้ ท่านก็อาจจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มตามมาด้วยนะครับ 

หากใครที่ต้องการจะลงทุนตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม สามารถเลือกลงทุนในกองทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้

กองทุนตราสารหนี้
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้

โดยทั่วไป กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้จะมีให้เลือก 4 ประเภทด้วยกัน คือ

  1. กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ(Money Market Fund)
  2. กองทุนรวมลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป(Fixed Income fund)
  3. กองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาการลงทุนชัดเจน(Term Fund)
  4. กองทุนรวมลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ(Foreign Investment Fund)

ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมเหล่านี้ได้ตามระดับความเสี่ยงของตัวเองได้อย่างง่ายดายครับ 

และสำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเลือกกองทุนยังไงดีก็ขอแนะนำให้ลองอ่านบทความคู่มือลงทุนในกองทุนรวม และ วิธีเลือกกองทุนรวม ดูก่อนก็ได้ครับ น่าจะเห็นภาพวิธีการลงทุนมากขึ้น

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ มีสิ่งที่เราจะจ้องพิจารณาอยู่หลายๆอย่าง แต่สิ่งนึงที่มองข้ามไปไม่ได้ และแทบจะเป็นปัจจัยหลักๆในการพิจารณาเลยก็คือระดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating นั่นเองครับ

Credit Rating ของตราสารหนี้

Credit Rating (เครดิตเรตติ้ง) คือการวัดระดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้แต่ละตัว ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ตัวนั้นๆได้

โดยส่วนใหญ่แล้ว Credit Rating มักจะถูกใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาหุ้นกู้เอกชน เนื่องจากว่าการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ เพราะมีความเสี่ยงต่างๆที่ธุรกิจต้องเจอ

ตรงกันข้ามกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้เลย เพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ในการเรียกเก็บภาษีเข้ามาเป็นรายได้ และสามารถชำระหนี้สินได้โดยไม่ยาก

องค์กรที่เข้ามามีบทบาทในการจัดระดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้แต่ละตัว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกลต.ไทยให้สามารถทำหน้าที่นี้ได้ครับ

ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 2 บริษัทที่ได้รับความเห็นชอบดังกล่าว คือบริษัททริสเรตติ้ง จำกัด และ บริษัทฟิทช์ เรทติ้ง(ประเทศไทย) จำกัด

การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้แต่ละตัวจะใช้ปัจจัยหลายๆอย่างมาพิจาณาจัดอันดับ เช่น

  • ลักษณะของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้
  • ผลประกอบการของบริษัทู้ออกหุ้นกู้
  • หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • ข้อตกลงและสัญญาต่างๆ
  • ปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องในแต่ละภาคอุตสาหกรรม

ขั้นตอนและปัจจัยในการการพิจารณาจัดอันดับเพื่อให้ Credit Rating จริงๆก็คงจะซับซ้อนและยุ่งยยากกว่านี้แน่นอนล่ะครับ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ละเอียด

สำหรับนักลงทุนอย่างเราก็มีหน้าที่แค่ต้องรู้ว่า Credit Rating แต่ละระดับ มันมีความหมายว่าอะไร บ่งบอกถึงความเสี่ยงยังไงบ้าง และเราลงทุนแบบไหนได้หรือไม่ได้

อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้จะเริ่มตั้งแต่ AAA คือกลุ่มหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด ไล่ลงไปจนถึง D ซึ่งก็คือกลุ่มหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดนั่นเองครับ

ซึ่งหุ้นกู้ในแต่ละระดับก็จะเสนอผลตอบแทนต่างกันไป แน่นอนว่าถ้าเป็นหุ้นที่มีความน่าเชื่อถือระดับ AAA ก็จะมีผลตอบแทนน้อยหน่อย เพราะมีความเสี่ยงน้อย

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำลงมา เช่น B

โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ

  1. กลุ่มระดับลงทุน(Investment Grade) 
  2. กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน(Non-Investment Grade)

กลุ่มระดับลงทุน(Investment Grade) 

หุ้นกู้ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มระดับน่าลงทุน เรียกว่า Investment Grade โดยจะเป็นหุ้นกู้ที่มีระดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ AAA(เสี่ยงต่ำสุด) ลงไปจนถึง BBB(เสี่ยงปานกลาง)

อันดับเครดิต ความเสี่ยง โอกาสที่จะไม่ได้เงินต้นคืน
AAAเสี่ยงต่ำที่สุด0.02%
AA+เสี่ยงต่ำมาก0.02%
AAเสี่ยงต่ำมาก0.02%
AA-เสี่ยงต่ำมาก0.02%
A+เสี่ยงต่ำ0.15%
Aเสี่ยงต่ำ0.15%
A-เสี่ยงต่ำ0.15%
BBB+เสี่ยงปานกลาง1.41%
BBBเสี่ยงปานกลาง1.41%
BBB-เสี่ยงปานกลาง1.41%
เครดิตเรตติ้งหุ้นกู้ระดับน่าลงทุน

กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน(Non-Investment Grade) 

กลุ่มนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อนึงว่า Speculative Grade ครับ คืออาจจะใช้สำหรับการเก็งกำไร

อันดับเครดิต ความเสี่ยง โอกาสที่จะไม่ได้เงินต้นคืน
BB+เสี่ยงสูง3.17%
BBเสี่ยงสูง3.17%
BB-เสี่ยงสูง3.17%
B+เสี่ยงสูงมาก3.93%
Bเสี่ยงสูงมาก3.93%
B-เสี่ยงสูงมาก3.93%
CCC+เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง31.82%
CCCเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง31.82%
CCเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง31.82%
Cเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง31.82%
Dไม่สามารถชำระหนี้ได้100%
เครดิตเรตติ้งหุ้นกู้กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน

อันดับความน่าเชื่อถือ(Credit Rating) จะถูกระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน หรือเอกสารหุ้นกู้ตั้งแต่ตอนออกขายครั้งแรกเลยครับ เพื่อมห้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนดีมั้ย

และนอกจากอันดับความน่าเชื่อถือ(Credit rating) ที่เขียนไปด้านบนแล้ว ก็ยังมีหุ้นกู้อีกประเภทนึงที่เรียกว่าหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือไม่มีการจัดอันดับเครดิต

Unrated Bond และ Junk Bond คืออะไร?

Junk Bond คือหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ(Credit Rating) ตั้งแต่ชั้น BBB- ลงมาครับ ถือว่ายังเป็นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตอยู่

ซึ่ง Junk Bond นั้นสามารถขายให้นักลงทุนทั่วไปได้หากได้รับการอนุญาตจาก กลต. เพียงแต่ว่าหุ้นกู้ประเภทนี้ก็อาจจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมา และมีผลตอบแทนที่สูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง

Unrated Bond คือหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือไม่มีเรตติ้งนั่นเอง ซึ่งกลต.อนุญาตให้บริษัทเอกชนออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนในลักษณะนี้ได้เหมือนกันครับ

สาเหตุที่หุ้นกู้จะไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตหลักๆก็มีอยู่ 2 อย่างคือ ไม่ได้ส่งไปจัดอันดับ หรือ ส่งไปจัดอันดับแล้ว แต่ไม่ได้รับการจัดอันดับ

ซึ่งเพียงแค่ 2 สาเหตุนี้ก็เพียงพอแล้วที่นักลงทุนควรจะสงสัยไว้ก่อนว่าหุ้นกู้ Unrated Bond นั้นน่าจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าปกติ

และด้วยสาเหตุที่เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงมากแบบนี้ทำให้มีการจำกัดกลุ่มผู้ลงทุนในหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือไว้แค่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่(ตามคุณสมบัติกลต.) เท่านั้น

เพราะนักลงทุนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม,กองทุนตราสารหนี้,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ,กองทุนรวมหุ้น หรือนักลงทุน High Net Worth มีความรู้ความชำนาญที่สามารถดูแลการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงของตัวเองได้

แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วๆไป ถ้าอยากลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือ Unrated Bond ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ได้เหมือนกันครับ

ซึ่งกองทุนรวมบางกองก็มีนโยบายการลงทุนในหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดเรตติ้งเหมือนกัน เพราะมีผลตอบแทนที่น่าสนใจ 

ข้อดีของการลงทุนหุ้นกู้ผ่านกองทุนรวมก็คือเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน และมีมืออาชีพเข้ามาคอยดูแลการลงทุนของเรา

แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าถึงแม้จะลงทุนในกองทุนรวม เราก็ควรจะลงทุนแค่ในระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ และต้องศึกษา Fund Fact Sheet ให้ละเอียดด้วยครับ

fund fact sheet คืออะไร อ่านยังไง
Fund Fact Sheet คืออะไร อ่านยังไง

แนวโนมของอันดับเครดิตหุ้นกู้

เมื่อมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้แต่ละตัวแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าหุ้นกู้ตัวนั้นๆจะมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับนั้นตลอดไปครับ

โดยปกติแล้วบริษัทที่มีหน้าที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ(Credit Rating) จะมีการทบทวนการจัดอันดับอยู่ทุกๆปี ปีละ 1 ครั้ง

โดยที่อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้แต่ละตัวสามารถปรับขึ้น หรือลดลงก็ได้ ตามแต่สภาวะของบริษัท หรือสภาพแวดล้อมและปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ

นักลงทุนสามารถติดตามแนวโน้มเพื่อทำการปรับแผนการลงทุนในตราสารหนี้ได้จากสิ่งที่เรียกว่า “แนวโน้มอันดับเครดิต” (Rating Outlook) ครับ

แนวโน้มของอันดับเครดิตมีทั้งหมด 4 อย่างคือ

  • Positive : อันดับเครดิตมีแนวโน้มดีขึ้น
  • Stable : อันดับเครดิตน่าจะคงที่
  • Negative : อันดับเครดิตมีแนวโน้มแย่ลง
  • Developing : ยังไม่แน่นอน อาจะเปลี่ยนไปได้ทุกทิศทาง

การรู้จักอันดับความน่าเชื่อถือ และวิธีการติดตาม พิจารณาแนวโน้มของหุ้นกู้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุนตราสารหนี้ก็คือการอ่านรหัสตราสารหนี้ครับ

รหัสและสัญลักษณ์ตราสารหนี้

เนื่องจากตราสารหนี้ในตลาดมีมากมายหลายตัว แถมบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ยังสามารถออกหุ้นกู้แบบเดียวกันได้หลายๆรุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีลักษณะแตกต่างกันออกไป

พอมีเยอะๆแบบนี้แล้ว การที่จะมานั่งเปิดดูรายละเอียดของหุ้นกู้แต่ละตัวในหนังสือชี้ชวนก็อาจจะเป็นไปได้ยากใช่มั้ยครับ

เพราะฉะนั้น เราสามารถรู้ข้อมูลคร่าวๆของตราสารหนี้แต่ละตัวได้โดยอ่านจากรหัสตราสารหนี้ เช่นชื่อบริษัท,ปีและเดือนที่จะครบกำหนดไถ่ถอน และรุ่นของตราสารหนี้

สำหรับในประเทศไทย รหัสที่ใช้กำกับตราสารหนี้แต่ละตัวจะมีอยู่ 2 ประเภทครับ คือ

  1. รหัสหลักทรัพย์สากล(International Security Identification Number: ISIN)
  2. สัญลักษณ์ตราสารหนี้สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA)

เรามาดูกันครับ ว่ารหัสและสัญลักษณ์หลักทรัพย์ทั้ง 2 ตัว มันบอกอะไรเราและมีวิธีอ่านยังไงบ้าง

 รหัสหลักทรัพย์สากล(International Security Identification Number: ISIN)

รหัสหลักทรัพย์สากล(ชื่อเต็ม International Security Identification Number) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า ISIN Code คือรหัสที่ใช้ในการระบุรุ่นตราสารหนี้ที่ออกขายในตลาดแรก

เลข ISIN Code จะถูกกำหนดขึ้นมาโดยศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ประเทศไทย(Thailand Securities Depositories:TSD) และสามารถใช้เป็นรหัสอ้างอิงในตลาดสากลได้

ถ้าหากนักลงทุนต้องการทำธุรกรรมใดๆเกี่ยวกับหุ้นกู้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องใช้รหัส ISIN Code เป็นตัวระบุหุ้นกู้ครับ

การจะดูว่าเลขรหัสอันไหนเป็นเลข ISIN Code สามารถสังเกตุได้ง่ายๆเลยจากรหัสประเทศครับ เช่นถ้าเป็นตราสารหนี้ของไทย ก็จะมีรหัสประเทศ “TH” อยู่นั่นเอง

สาเหตุที่ต้องมีรหัสประเทศก็เพราะว่าเป็นรหัสหลักทรัพย์สากล ใช้อ้างอิงได้จากทุกประเทศทั่วโลกนั่นเองครับ

ตัวเลขรหัส ISIN จะเป็นชุดเลขจำนวณ 12 หลัก โดยที่แต่ละหลักก็จะมีความหมายในตัวมันเองครับ เรามาดูกันว่ารหัส ISIN ของตราสารหนี้มันมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

เราจะเอารหัส ISIN ตราสารหนี้ที่เป็นหุ้นกู้ของ AIS มาเป็นตัวอย่างไว้ใช้ศึกษาละกันครับ

  • รหัสตราสารหนี้AIS ที่นำมาเป็นตัวอย่าง : TH0268038500

ส่วนประกอบแรกเลยแรกเลยก็คือ ชื่อประเทศครับ สำหรับหุ้นกู้ที่ออกในประเทศไทยจะใช้ตัวย่อเป็น TH ครับ ส่วนถ้าเป็นหุ้นกู้ต่างประเทศก็จะใช้ตัวย่อของประเทศนั้นๆ

ต่อจากชื่อประเทศ จะเป็นตัวเลข 4 หลัก(TH0268038500) นั่นคือรหัสผู้ออกหลักทรัพย์ครับ หากดูตัวเลขของตัวอย่างที่เรานำมาก็คือ “0268” ซึ่งก็หมายถึงบริษัท Advance Info Service (AIS) นั่นเอง

ซึ่งถ้าเป็นรหัสอื่นๆ เช่น 0623 ก็จะเป็นพันธบัตรของกระทรวงการคลัง หรือ 0655 ก็จะเป็นพันธบัตรแบ็งค์ชาติ เป็นต้น

เลข 2 หลักถัดมา(TH0268038500)จะเป็นกลุ่มที่บอกประเภทของหลักทรัพย์ครับ ในตัวอย่างของเราจะเป็นเลข 03 นั่นหมายความว่าเป็นหลักทรัพย์ประเภท Debenture หรือหุ้นกู้นั่นเอง

โดยที่กลุ่มเลข 2 หลักนี้จะถูกกำหนดประเภทหลักทรัพย์ไว้ดังนี้

  • 01 : หุ้นสามัญ (Common Stock)
  • 02 : หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)
  • 03 : หุ้นกู้เอกชน (Debenture)
  • 04 : หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)
  • 05 : ใบสำคัญแสดงสิทธิ(Warrant)
  • 06 : ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น(Short-Term Warrant)
  • 07 : หุ้นกู้ระยะสั้น (Short-Term Debenture)
  • 08 : ตราสารอนุพันธ์ (Derivative Warrant)
  • 10 : ใบแสดงสิทธฺในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้(TSR)
  • 99 : สกุลเงินบาทไทย

ตัวเลข 2 หลักถัดมา(TH0268038500) เป็นกลุ่มตัวเลขที่จะบอกถึง ปีและเดือนที่ตราสารหนี้นั้นๆจะครบอายุไถ่ถอน 

ในรหัสตัวอย่างของเราคือตัวเลข 85 หมายความว่าหุ้นกู้ตัวนี้จะครบอายุไถ่ถอนในปี 2028 เดือนที่ 5 นั่นเองครับ

ซึ่งตัวเลขในหลักของปี มีการกำหนดไว้ว่าจะใช้ตัวเลขตั้งแต่ 1 จนถึง 9 และหลังจากหมดเลข 9 ก็จะใช้ตัวอักษรตั้งแต่ A จนถึง U และเมื่อหมดตัว U ก็จะย้อนกลับมาเริ่มที่เลข 1 ใหม่นั่นเองครับ

ส่วนตัวเลขหลักเดือน ถูกกำหนดไว้ดังนี้ครับ

1 : มกราคม7 : กรกฎาคม
2 : กุมภาพันธ์8 : สิงหาคม
3 : มีนาคม9 : กันยายน
4 : เมษายนA : ตุลาคม
5 : พฤษภาคมB : พฤศจิกายน
6 :  มิถุนายนC : ธันวาคม

ส่วนตัวเลขหลักสุดท้าย จะเป็นตัวเลขที่เรียกว่า Checking digit ครับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้มาจากการคำนวณ ใช้สำหรับการตรวจสอบ ซึ่งนักลงทุนก็ไม่จำเป้นต้องรู้ครับ

ซึ่งถ้าหากใครอยากจะตรวจสอบให้แน่ใจ ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบที่แหล่งอ้างอิงในเว็บของตลาดหลักทรัพย์ได้ที่นี่ครับ >> ข้อกำหนดเลขรหัสISIN

 สัญลักษณ์ตราสารหนี้สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA)

สัญลักษณ์ตราสารหนี้อีกประเภทนึง ก็คือสัญลักษณ์ตราสารหนี้ที่กำหนดโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

สัญลักษณ์ตราสารหนี้ของ ThaiBMA นั้นจะอ่านและตีความได้ง่ายกว่าเลข ISIN ครับเพราะมีชื่อหลักทรัพย์ที่คล้ายๆกันกับหุ้นที่คุ้นเคยกันดี และมีหลักตัวเลขน้อยกว่า

สัญลักษณ์ตราสารหนี้ ThaiBMA จะถูกนำมาใช้เวลาที่นักลงทุนต้องการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรองผ่านธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ

สำหรับหุ้นกู้ที่เรานำมาเป็นตัวอย่างใช้สัญลักษณ์คือ : ADVANC285A II/HNW

ส่วนประกอบแรกของสัญลักษณ์ตราสารหนี้ก็คือชื่อผู้อออกตราสาร หรือบริษัทที่เป็นผู้ออกตราสารหนี้มาระดมทุนนั่นเองครับ โดยจะใช้ตัวอักษรเข้าใจง่าย คล้ายๆหุ้น

ในตัวอย่างของเรา ชื่อผู้ออกตราสาหรนี้ก็คือ ADVANC นั่นเอง โดยถ้าเป็นหุ้นกู้ของบริษัทอื่นๆก็จะใช้ชื่อต่างกันไป เช่น SCC(ปูนซีเมนต์ไทย),SIRI(แสนสิริ) และอื่นๆ

นอกจากหุ้นกู้เอกชนจะมีตัวย่อสำหรับใช้ในสัญลักษณ์ตราสารหนี้แล้ว พันธบัตรต่างๆของหน่วยงานรัฐก็มีเหมือนกันครับ โดยจะใช้ตัวย่อต่างๆกันเช่น

  • LB : พันธบัตรรัฐบาล
  • TB : ตั๋วเงินคลัง
  • BOT หรือ CB : พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย
  • EXAT : พันธบัตรการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
  • GHB : พันธบัตรธนาคารอาคารสงเคราะห์

ถัดจากชื่อผู้ออกตราสารหนี้(ADVANC285A)ก็จะเป็นตัวเลขบอกว่าตราสารหนี้จะครบกำหนดไถ่ถอนในปีไหน

โดยจะใช้เลข 2 หลักสุดท้ายของตัวเลขปีที่จะครบกำหนดไถ่ถอนครับ เช่นในตัวอย่างคือ 28 หมายความว่าหุ้นกู้ตัวนี้จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2028 นั่นเอง

ถัดมาจากตัวเลขปี ก็จะเป็นตัวเลขเดือนที่จะครบอายุไถถอนครับ(ADVANC285A) ซึ่งจะบอกเราได้ว่าหุ้นกู้ตัวนี้จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนไหน โดยจะมีการกำหนดตัวเลขแทนชื่อเดือนดังนี้

1:มกราคม7:กรกฎาคม
2:กุมภาพันธ์8:สิงหาคม
3:มีนาคม9:กันยายน
4:เมษายนO:ตุลาคม
5:พฤษภาคมN:พฤศจิกายน
6:มิถุนายนD:ธันวาคม

เพราะฉะนั้น หุ้นกู้ในตัวอย่างก็จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือน พฤษภาคม 2028 นั่นเอง

และถ้าเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น(อายุไม่เกิน 1 ปี) ก็จะมีการระบุตัวเลขวันที่ กำกับไว้ด้วยครับ แต่ในกรณีหุ้นกู้ที่นำมาเป็นตัวอย่างของเราไม่มีเลขวันกำหนดครับ เพราะไม่ใช่ตราสารหนี้ระยะสั้น

ถัดจาก ปี/เดือน/วัน ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนแล้ว ก็จะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ 1 ตัว (ADVANC285A) ซึ่งตัวอักษรนี้จะเป็นตัวบอกว่าตราสารหนี้ตัวนี้ออกมารุ่นไหน

ถ้าเป็น A ก็คือ รุ่นที่ 1 ครับ ที่ต้องมีแบบนี้ก็เพราะว่าบางครั้งตราสารหนี้บางตัวจะออกขายมาเป็นหลายๆรุ่น ซึ่งก็จะมีครบกำหนดไถ่ถอนในวันเดียวกัน

มาถึงตรงนี้ นักลงทุนก็น่าจะพอเห็นภาพกันแล้วใช่มั้ยครับ ว่าสัญลักษณ์ในรหัสตราสารหนี้มันบอกอะไรเราได้บ้าง 

แต่ก็อาจจะมีบางคนสังเกตุเห็นตัวย่อหลังรหัสตราสารหนี้ เช่น II/HNW และสงสัยว่ามันคืออะไร มีความหมายยังไงใช่มั้ยครับ เรามาดูกันว่าตัวย่อพวกนี้บอกอะไรเรา

ตัวย่อหลังรหัสตราสารหนี้ II/HNW คืออะไร?

ตัวย่อที่เพิ่มขึ้นมาหลังสัญลักษณ์ตราสารหนี้ เช่น II หรือ HNW คือตัวย่อที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขการจัดจำหน่ายของตราสารหนี้แต่ละตัวครับ

โดยส่วนใหญ่ก็จะกำหนดเป็นตัวย่อของคำต่างๆ โดยมีความหมายของตัวย่อแต่ละตัวดังนี้

PO:ขายให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไปPP10 :เสนอขายให้นักลงทุนไม่เกิน 10 ราย
II :เสนอขายต่อนักลงทุนสถาบันเท่านั้นPPCC :ขายให้บุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเดิม
II/HNW :ขายให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้นPPEX :เสนอขายโดยได้รับการผ่อนผันจาก กลต.
HNW :ขายให้นักลงทุนรายใหญ่RO :เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม
PG :เป็นการเสนอขายตราสารหนี้ภาครัฐ

ลงทุนตราสารหนี้เสียภาษีมั้ย

การลงทุนในตราสารหนี้ต้องเสียภาษีเหมือนการมีรายได้จากการลงทุนอื่นๆเหมือนกันครับ ส่วนจะมีเกณฑ์เสียภาษีอย่างไรบ้างเรามาดูกัน

การจะดูว่าเราต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ก็จะต้องมาเริ่มต้นหากันก่อนครับว่ารายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้มีอะไรบ้าง

  1. ภาษีจากการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง
    1. รายได้จากดอกเบี้ย(Interest)
    2. รายได้จากส่วนลด(Discount)
    3. รายได้จากการขายตราสารหนี้(Capital Gain)
  2. ภาษีจากการลงทุนทางอ้อม(กองทุนตราสารหนี้)
    1. ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้

ภาษีจากดอกเบี้ย(Interest)

หากเราลงทุนในตราสารหนี้แล้วได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย เราจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายด้วยอัตรา 15% ครับ

ตัวอย่างเช่น หากเราได้ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ปีละ 100 บาท ดอกเบี้ยจะถูกหักออกไป 15 บาทเพื่อจ่ายภาษี ก่อนที่ผลตอบแทนจะมาถึงมือเรา

ภาษีจากส่วนลด(Discount)

สำหรับใครที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเภทที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย แต่ให้ผลตอบแทนด้วยการขายต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว(Discount) อย่างเช่นพันธบัตรที่ออกโดยหน่วยงานรัฐบางประเภท ก็ต้องเสียภาษีเหมือนกันครับ

ภาษีที่จะต้องเสียคือภาษีหัก ณ ที่จ่าย อัตรา 15% เหมือนกัน โดยจะคิดจากส่วนต่างระหว่างราคาหน้าตั๋วและราคาที่ขายจริง

ตัวอย่างเช่นพันธบัตรรัฐบาลมีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท และเราเป็นผู้ซื้อจากในตลาดแรกโดยตรงในราคา หน่วยละ 900 บาท

นั่นแปลว่า เราได้ส่วนลด 100 บาท/หน่วย (นี่คือส่วนต่างของราคาที่จะนำมาคิดภาษีครับ)

เราจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นมูลค่า 15%ของ 100 บาทซึ่งเท่ากับ 15 บาท 

เมื่อนำภาษีที่ต้องจ่ายมาคิดรวมกับราคาขายแล้วจะกลายเป็นว่าเราจะต้องซื้อพันธบัตรนี้ในราคา 915 บาท/หน่วยนั่นเองครับ (ส่วนลดเหลือแค่ 85 บาท เพราะหักภาษีไป)

แต่ถ้าหากใครซื้อพันธบัตรแบบนี้ในตลาดรอง ก็จะไม่มีการคิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบนี้นะครับ จะเก็บภาษีเฉพาะตอนที่ซื้อในตอนแรกเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม หากตอนที่ขายแล้วเกิดมีกำไร หรือมีการได้รับดอกเบี้ยระหว่างที่ถือครองพันธบัตรนั้นๆไว้ ก็ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหมือนเดิมนะครับ

ภาษีจากการขายตราสารหนี้(Capital Gain)

ถ้ามีกำไรจากการขายตราสารหนี้ เราจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากขายจาดทุนก็ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ครับ

ตัวอย่างเช่น หากเราซื้อตราสารหนี้มาในตอนแรกด้วยราคา 900 บาท/หน่วย และสุดท้ายสามารถขายออกไปด้วยราคา 1,000 บาท/หน่วย ก็เท่ากับว่าเรามีกำไร 100 บาท/หน่วย

ขายในลักษณะนี้เท่ากับเราได้กำรจากการขาย ก็แปลว่าเราจะต้องเสียภาษี 15 บาท/หน่วยนั่นเอง แต่ถ้าไม่มีกำไร หรือขายด้วยราคาขาดทุนก็จะไม่ต้องเสียภาษี

ภาษีจากลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้

นักลงทุนบางท่านอาจจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ทางอ้อม ด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งก็มีกองทุนรวมตราสารหนี้ให้เลือกมากมายครับ

ภาษีสำหรับกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ต้องมองแยกออกเป็น 2 ส่วนครับ คือ

  1. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กองทุนต้องเสีย
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นักลงทุนอาจจะต้องเสีย

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กองทุนต้องเสีย

ภาษีส่วนนี้จะไม่ได้มาเก็บโดยตรงจากตัวนักลงทุนครับ กองทุนจะเป็นผู้เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเอง

ถ้ากองทุนมีรายได้หรือผลตอบแทนจากตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย,กำไรจากส่วนลด หรือกำไรจากการขายตราสารหนี้ ตัวกองทุนจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของรายได้หรือกำไรที่เกิดขึ้น

ซึ่งถึงแม้จะเป้นภาษีที่ไม่ได้เรียกเก็บจากนักลงทุนโดยตรง แต่ก็มีผลในทางอ้อมอยู่เหมือนกันครับ

เนื่องจากภาษี ถือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งที่กองทุนต้องจ่ายออกไป จึงส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ(NAV) ของกองทุนไม่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่นอน เพราะรายได้หรือกำไรถูกหักออกไป

ค่า NAV กองทุนรวมคืออะไร ดูยังไง
ค่า NAV กองทุนรวมคืออะไร?

แต่สำหรับกองทุนลดหย่อนภาษีต่างๆ เช่น กองทุน RMF,กองทุน SSF และอื่นๆก็จะได้รับการยกเว้นภาษีไปนะครับ

กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
กองทุน RMF ช่วยลดหย่อนภาษี เก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นักลงทุนอาจจะต้องเสีย

ภาษีที่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอาจจะต้องจ่ายอยู่แล้วก็คือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะเก็บจากการปันผล ในอัตรา 10% 

แต่ถ้าหากกองทุนไม่ได้มีการปันผลออกมา ก็ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ครับ ซึงหากใครที่สนใจการลงทุนผ่านกองทุนรวม ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คู่มือการลงทุนในกองทุนรวมครับ

การลงทุนในตราสารหนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกนึงที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เนื่องจากให้ผลตอบแทนในรูปแบบของกระแสเงินสด และสามารถวางแผนลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้

หากวางแผนดีๆ ก็สามารถเป็นแหล่งรายได้แบบ Passive Income ได้ดีอีกทางนึงเลย 

บางคนก็ใช้การลงทุนตราสารหนี้เป็นแหล่งพักเงินเวลาที่ไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อให้เงินทำงานรับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ และเมื่อเจอจังหวะเหมาะๆในตลาดหุ้นก็ค่อยย้ายเงินไปลงทุนทำกำไรอีกที

หากเรารู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินให้เป็นประโยชน์ การจะไปถึงอิสรภาพทางด้านการเงินก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป