Leave Without Pay กับประกันสังคมมาตรา33

ประกันสังคม รักษาพยาบาลฟรี
หลักประกันสุขภาพ เป็นสิ่งสำคัญ

รักษาพยาบาลฟรี ไม่ต้องสำรองจ่าย!

ต้องเกริ่นก่อนนะครับว่า ตัวผมเองตั้งแต่ทำงานมาไม่เคยเหลียวแลประกันสังคมเลย รู้แต่ว่าจะโดนหักไปในแต่ละเดือนด้วยจำนวณเงิน 750 บาท มองผ่านๆใน สลิปเงินเดือนแล้วก็ช่างมัน มาเป็นเวลาหลายปี เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องใช้ ไม่ได้มีความสำคัญ เจ็บป่วยก็เข้าเอกชนสิ จ่ายได้ บริการดีกว่า รวดเร็วกว่า อย่างกับโรงแรม แถมบริษัทที่ทำงานอยู่ก็มีประกันกลุ่มให้อีกช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายไปได้ แต่เมื่อวิกฤติโควิดมาถึง รายได้ลดลง จนถึงจุดที่ได้หันกลับมามองตัวเองว่าตอนนี้ถ้าป่วยเราอาจจะเข้าโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้แล้วนะ เงินที่มีอยู่ก็ต้องเก็บไว้ใช้กับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถ้าเป็นกรณีหนักๆ ยังไงเงินก็ไม่พอ แล้วถ้าเกิดป่วยขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ เราต้องมีหลักประกันอะไรบางอย่างใว้สำหรับเวลาจำเป็น

ใครหลายๆคนอาจจะลืมไปว่า เรามีประกันสังคมไงล่ะ ด้วยสถานะที่เป็นพนักงานประจำ ผมก็เพิ่งมารู้ว่าสิทธิของผม เรียกว่าผู้ประกันตนมาตรา33 พอมาดูสิทธิประโยชน์ที่มีแล้ว ทำให้รู้ว่าผมละเลยหลายสิ่งหลายอย่างไปมากๆในช่วงชีวิตการทำงานหลายปีที่ผ่านมา

ผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือที่หลายๆคนเรียกกันติดปากว่าประกันสังคมมาตรา 33 นั้นจริงๆแล้วก็คือสิทธิประกันสังคมสำหรับพนักงานบริษัทเอกชนทั่วๆไปนี่แหละครับ ซึ่งเป็นประกันสังคมภาคบังคับที่นายจ้างหรือบริษัทที่เราทำงานอยู่จะต้องทำเรื่องให้เราเข้าเป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่นั้นๆ

หัวข้อน่าสนใจ

คุณสมบัติของประกันสังคมมาตรา 33

  1. เป็นผู้มีรายได้จากนายจ้างเอกชน มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี
  2. ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับแต่วันเข้าทำงาน

สิทธิประกันสังคมมาตรา33 พศ.2563

สำหรับพนักงานบริษัท จะได้รับความคุ้มครองครบทั้ง 7 ประเภทของสิทธิประกันสังคมครับ ถือว่านี่คือข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นพนักงานลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน หรือนายจ้างทั่วๆไป ซึ่งสิทธิต่างๆมีดังนี้ครับ (อยากดูสิทธิข้อไหนคลิกที่ข้อนั้นได้เลยครับ)

  1. คุ้มครองกรณีเจ็บป่วย
  2. ประกันสังคมสำหรับทำฟัน
  3. คุ้มครองกรณีคลอดบุตร
  4. คุ้มครองกรณีทุพพลภาพ
  5. คุ้มครองกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต
  6. ให้เงินสงเคราะห์บุตร
  7. เงินชราภาพ
  8. คุ้มครองกรณีว่างงาน

1.คุ้มครองกรณีเจ็บป่วย

รักษาพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ต้องสำรองจ่ายเงินเอง แต่เราจะต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลที่เราเลือกไว้ตามสิทธิ(หรือในเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้น)เท่านั้นนะครับถึงจะแน่ใจได้ว่าไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่างๆด้วยตัวเอง

ประกันสังคม ใช้ต่างโรงพยาบาลได้มั้ย?

อาจจะมีในบางกรณีที่เราเจ็บป่วยและต้องไปหาหมอเพื่อรับการรักษากับโรงพยาบาลอื่นๆซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลที่เราเลือกไว้ตามสิทธิ์ หรือไม่ได้อยู่ในเครือข่ายของโรงพยาบาลตามสิทธิ์ของเรา โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตัวเองไปก่อนครับ แล้วถึงสามารถนำมาเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ ก็จะมีอัตราและเงื่อนไขกำหนดไว้ตามนี้ครับ

เบิกประกันสังคมต่างโรงพยาบาล:โรงพยาบาลเอกชน

ในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเบิกได้ตามนี้ครับ

ผู้ป่วยใน ร.พ. เอกชน:

  • รักษาพยาบาลประกันสังคมต่างโรงพยาบาลเอกชนสามารถเบิกได้ดังนี้
  • ค่ารักษาพยาบาล(ไม่ใช่ห้อง ไฮซียู(ICU)) เบิกได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
  • ค่าห้อง ค่าอาหาร เบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท
  • ถ้าเข้าห้อง ICU สามารถเบิกค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกินวันละ 4,500 บาท
  • ผ่าตัดใหญ่ ถ้าจำเป้นต้องมีการผ่าตัดใหญ่ เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000-16,000 บาท ตามระยะเวลาการผ่าตัด
  • ค่าฟื้นคืนชีพ(รวมค่ายาและอุปกรณ์) เบิกได้ไม่เกิน 4,000 บาท
  • ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการและ/หรือเอ็กซเรย์ เบิกได้ไม่เกินรายละ 1,000 บาท

เบิกประกันสังคมต่างโรงพยาบาล:โรงพยาบาลรัฐ

ในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์คืนได้ ไม่จำกัดจำนวณครั้ง

  • ผู้ป่วยนอก ร.พ.รัฐ: สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น
  • ผู้ป่วยใน ร.พ. รัฐ: สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง (ยกเว้น ค่าห้องและค่าอาหาร เบิกได้ไม่เกิน 700 บาทต่อวัน)

สิทธิประกันสังคมสำหรับทำฟัน 2563

นอกจากการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยแล้ว กองทุนประกันสังคมยังให้สิทธิในการทำฟันด้วยครับ
ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูนและผ่าฟันคุด สามารถใช้ประกันสังคมได้ครับ โดยจ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกิน 900 บาท ต่อปี

เบิกค่าทำฟันปลอม ประกันสังคม 2563

หลายๆคนมีความจำเป็นต้องใส่ฟันปลอมหรือฟันเทียม ท่านสามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้ครับโดยแบ่งเป็นเงื่อนไขดังนี้
ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน ประกันสังคมจะจ่ายให้สำหรับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียมเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียม ดังนี้ครับ

  • ใส่ฟันเทียม 1-5 ซี่ ประกันสังคมจ่ายตามจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,300 บาท
  • ใส่ฟันเทียม มากกว่า 5 ซี เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกิน 1,500 บาท
  • ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก ประกันสังคมจะจ่ายให้สำหรับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียมเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียม ดังนี้ครับ
  • ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบน “หรือ” ล่าง ประกันสังคมจ่ายตามจริงไม่เกิน 2,400 บาท
  • ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบน “และ” ล่าง ประกันสังคมจ่ายตามจริง 4,400 บาท

2.ค่าคลอดบุตร

ผู้ประกันตนจะได้รับค่าคลอดบุตรไม่จำกัดจำนวณครั้งครับ โดยแบ่งเป็นสิทธิดังนี้

สิทธิค่าคลอดบุตร ผู้ประกันตนหญิง :

สามารถไปคลอดบุตรที่สถานพยาบาลที่ไหนก็ได้ แล้วนำสำเนาสูติบัตรของบุตร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองมาเบิกเงินค่าคลอดบุตรได้ที่สำนักงานประกันสังคม ประกันสังคมจพเหมาจ่าย 13,000 บาทต่อการคลอดบุตร 1 ครั้งครับ และสำหรับผู้ประกันตนหญิงจะได้รับเงินเพิ่มเติมด้วยครับคือ เงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร เนื่องจากสุภาพสตรีจะต้องมีการหยุดงานเพื่อมาคลอดบุตร โดยจะได้รับเงินส่วนนี้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างครับ (เฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน) แต่เงินสงเคราะห์นี้จะเบิกได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้นนะครับ

สิทธิค่าคลอดบุตร ผู้ประกันตนชาย :

ผู้ประกันตนชายก็สามารถเบิกได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นภริยาที่จดทะเบียนสมรสหรืออยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตาม เอกสารที่จะต้องใช้เพื่อเบิกมีดังต่อไปนี้ครับ

  1. สำเนาสูติบัตรของบุตร
  2. สำเนาทะเบียนสมรส(ถ้ามี)
  3. หนังสือรับรองกรณีไม่มีทะเบียนสมรส(เฉพาะคนที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสนะครับ)

นำเอกสารดังกล่าวที่ต้อใช้มาเบิกเงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายก็จะได้รับ 13,000 บาทต่อการคลอด1ครั้งครับ

3.สิทธิประกันสังคมกรณีทุพพลภาพ

ในกรณีที่ผู้ประกันตนเกิดกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ ท่านจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้และประกันสังคมจะครอบคลุมค่าบริการทางการแพทย์ ค่ารถพยาบาลหรือพาหนะสำหรับบริการทางการแพทย์ด้วยครับ
เงินทดแทนการขาดรายได้ จะแบ่งเป็น 2 กรณีครับ อยู่ที่ระดับความสุญเสียรุนแรงหรือไม่รุนแรง

ทุพพลภาพระดับความสูญเสียไม่รุนแรง

  • ทุพพลภาพจนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง :ไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติหรือทำงานอื่นใดได้ มีสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างรายวัน ตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้แต่ไม่เกิน 180 เดือน
  • ทุพพลภาพจนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง ไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติและมีรายได้ลดลงจากเดิม มีสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้ในส่วนที่ลดลงแต่ไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกินระยะเวลา 180 เดือน

ทุพพลภาพระดับความสูยเสียรุนแรง :

ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ตลอดชีวิต

  • ค่าบริการทางการแพทย์ สำหรับสิทธิทุพพลภาพ
    • โรงพยาบาลรัฐ
      • ผู้ป่วยนอก : ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เทาที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
      • ผู้ป่วยใน : เข้ารับบริการทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สถานพยาบาลจะเบิกจากประกันสังคมเอง
    • โรงพยาบาลเอกชน
      • ผู้ป่วยนอก: ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,000 บาท
      • ผู้ป่วยใน: ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท
      • และ จะได้รับค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพเข้ารับบริการทางการแพทย์ เดือนละ 500 บาท

4.สิทธิประกันสังคมกรณีตาย

จะได้รับค่าทำศพ 40,000 บาท ได้รับเงินสงเคราะห์ตามเงื่อนไขตามระยะเวลาที่ผู้ประกันตนจ่ายประกันสังคมมาครับ ดังนี้

  • 1.จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 36 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์อัตราร้อย ละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน
  • 2.จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือน

5.กรณีสงเคราะห์บุตร

ในกรณีที่ผู้ประกันตนมีบุตรและต้องสงเคราห์บุตร จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรในลักษณะเหมาจ่ายเดือนละ 600 บาท ต่อบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 1 คน อายุไม่เกิน 6 ปี คราวละไม่เกิน 3 คน(แต่ต้องส่งเงินประกันสังคมมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือนในระยะเวลา 36 เดือนที่ผ่านมานะครับ)

6.กรณีชราภาพ

ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญชราภาพหรือเงินบำเหน็จชราภาพ ตามเงื่อนไขต่อไปนี้ครับ

เงินบำนาญชราภาพ(จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต)

  1. จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน ได้รับเงินบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
  2. จ่ายเงินสมทบมามากกว่า 180 เดือน เพิ่มอัตราเงินบำนาญจากข้อ 1 ขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน

เงินบำเหน็จชราภาพ(จ่ายเป็นก้อนครั้งเดียว)

  1. ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาไม่ถึง 12 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตนที่จ่ายมา(เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ)
  2. ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายมาและรวมกับส่วนที่นายจ้างสมทบมา(เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ)

7.กรณีว่างงาน

ถ้าผู้ประกันตนเกิดตกอยู่ในสภาพว่างงาน จะได้รับสิทธิประกันสังคมตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

1.ถูกเลิกจ้าง :

จะได้รับเงินทดแทนระหว่างที่ว่างงานร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน

2.ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มี่กำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน

จะได้รับเงินทดแทนระหว่างที่ว่างงาน ร้อยละ 30 ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 90 วัน

3.ไม่ได้ทำงานจากเหตุสุดวิสัย :

จะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน

โดยที่ผู้ประกันตนจะต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานและรางานตัวภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง,ลาออก,หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง นะครับ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ


เป็นยังไงกันบ้างครับ พอเรามาลงรายละเอียดกันจริงๆแล้ว สิทธิประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนมาตรา33 ครอบคลุมหลากหลายและมีประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว ก็เป็นอีก 1 หลักประกัน เป็นอีก1ตัวช่วยสำหรับการรักษาพยาบาลเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยนะครับ

สำหรับบางท่าน โดนให้ออกจากงาน แต่ยังอยากจะรักษาสิทธิประกันสังคมไว้อยู่ ก็สามารถทำได้นะครับ โดยเมื่อออกจากงานมาแล้วท่านจะกลายเป็นผู้ประกันตนในมาตรา39 ลองอ่านรายละเอียดได้ตามลิงค์นี้ครับ

ลาออก/โดนให้ออกจากงาน รักษาสิทธิประกันสังคมไว้อย่างไร

ประกันสังคมทำฟัน 1,200 บาทต่อปี พ.ศ.2563 ?

สำหรับข่าวที่หลายๆคนได้ยินกันมาว่าประกันสังคมจะเพิ่มวงเงินทำฟันเป็น 1,200 บาทต่อปีนั้น จริงๆแล้วยังไม่มีนโยบายนี้ออกมาอย่างเป็นทางการนะครับ เป็นเพียงแค่มีหน่วยงานนึงยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อเสนอต่อสำนักงานประกันสังคมว่าจะขอเพิ่มวงเงินสำหรับทำฟันเป็น 1,200 บาทต่อปี เท่านั้น ยังไม่ได้มีการประกาศออกมาเป็นนโยบายที่ใช้จริง ก็คือปัจจุบันค่าทำฟันยังอยู่ที่ 900 บาทต่อปีเหมือนเดิมครับ

ประกันสังคม 2563 หักกี่เปอร์เซ็นต์ เราต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่

การจ่ายเงินสมทบประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 นี้ พนักงานทุกคนจะโดนหักออกจากเงินเดือนในแต่ละเดือนโดยอัตนโนมัติครับ โดยนายจ้างจะหักไว้และนำส่งสำนักงานประกันสังคมไปในแต่ละเดือน อัตราการหักเงินเดือนเพื่อนำส่งประกันสังคมจะหัก 5% จากรายได้ต่อเดือนของเราครับ โดยที่เงินเดือนขั้นต่ำที่เอามามาคิดหักคือ 1,650 บาท และจะคิดจากเงินเดือนสูงสุดที่ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาทนั่นเอง หมายความว่า
ถ้าเราเงินเดือน 1,700 บาท เราจะถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคม = 85 บาท
ถ้าเราเงินเดือน 12,000 บาท เราจะถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคม = 600 บาท
ถ้าเราเงินเดือน 15,000 บาท เราจะถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคม = 750 บาท
ถ้าเราเงินเดือน 16,000 บาท เราจะถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคม = 750 บาท
ถ้าเราเงินเดือน 20,000 บาท เราจะถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคม = 750 บาท
จะเห็นว่า ไม่ว่าเราจะเงินเดือนเยอะขนาดไหน เราก็จะถูกหักค่าประกันสังคมไม่เกิน 750 บาทต่อเดือนครับ แต่ถ้าเงินเดือนน้อยกว่า 15,000 เงินที่จ่ายประกันสังคมก็จะลดหลั่นกันไปตามอัตราส่วนครับ

2 Replies to “Leave Without Pay กับประกันสังคมมาตรา33”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *