GDP คืออะไร มีไว้ทำไม บอกอะไรได้บ้าง?

โลกของการลงทุนในปัจจุบันนั้นแทบจะไร้พรหมแดน ถึงแม้ว่าตัวเราจะอยู่ในประเทศไทยแต่ก็สามารถนำเงินไปลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆในต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม อเมริกา จีน หรือที่อื่นๆ

แต่ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าประเทศไหนที่มีศักยภาพน่าลงทุน มีแนวโน้มในการสร้างการเจริญเติบโตในผลประกอบการและผลตอบแทนได้ และเราควรจะลงทุนในอุตสาหกรรมอะไรของประเทศนั้นๆ

สิ่งที่สามารถช่วยนักลงทุนในการดูแนวโน้มศักยภาพของแต่ละประเทศและมองหาอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนได้ก็คือตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆหรือที่เรียกว่าตัวเลข “GDP” นั่นเองครับ

หัวข้อน่าสนใจ

GDP คืออะไร

ตัวเลข GDP คือมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นมาภายในประเทศใดประเทศหนึ่งในแต่ละช่วงเวลา หรือเรียกอีกอย่างว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ตัวเลข GDP จะถูกประกาศออกมาเป็นรายไตรมาสหรือรายปี เพื่อวัดและเปรียบเทียบแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งสินค้าและบริการที่ถูกนำมาคิดเป็นตัวเลข GDP จะต้องเป็นสินค้าและบริการในขั้นสุดท้าย(Final Product) เท่านั้น

มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายของแต่ละอุตสาหกรรมจะถูกรวบรวมแยกไว้เป็นรายประเภท จากนั้นก็จะนำมูลค่าดังกล่าวจากทุกประเภทอุตสาหกรรมมาบวกรวมกันแล้วจึงเข้าสูตรคำนวณรวมกับมูลค่าการส่งออกสุทธิเพื่อนำมาคิดเป็นตัวเลข GDP รวมของประเทศนั้นๆ

สินค้าและบริการขั้นสุดท้าย หมายถึงอะไร?

สินค้าและบริการขั้นสุดท้าย(Final Product) คือสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่ายเงินซื้อไปเพื่อใช้ประโยชน์กับตัวเองโดยที่ไม่ได้นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหรือซื้อเพื่อนำไปขายต่อ

ตัวอย่างเช่น เราไปซื้อเครื่องไมโครเวฟมาใช้อุ่นอาหารกินเองที่บ้าน แบบนี้ไมโครเวฟถือว่าเป็นสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย ซึ่งมูลค่าของเครื่องไมโครเวฟที่เราซื้อมาก็จะถูกนำไปรวมในการคิดตัวเลข GDP

แต่ในทางกลับกัน สำหรับผู้ผลิตเครื่องไมโครเวฟที่นำมาขายให้เรา ก่อนที่เค้าจะผลิตเครื่องไมโครเวฟขึ้นมาได้เค้าจะต้องซื้ออุปกรณ์ต่างๆมาประกอบกัน เช่น น็อต ฝาพลาสติก และอื่นๆ อุปกรณ์เหล่านี้ที่ถูกซื้อมาโดยผู้ผลิตไม่ถือว่าเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย แต่จะถือว่าเป็นสินค้าขั้นกลาง(Intermediate Product) 

ถ้า GDP คือผลิตภัณฑ์มวลรวมใประเทศ…

แล้วผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศนี้มันคืออะไรและหมายถึงอะไรบ้างล่ะ?

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หมายถึงอะไรบ้าง?

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศคือปริมาณการหมุนเวียนของรายได้และรายจ่ายในระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆที่ถูกผลิตขึ้นมาในประเทศ โดยที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการอาจจะเป็นคนต่างสัญชาติก็ได้ ขอให้ผลิตอยู่ในประเทศนั้นๆก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ GDP แล้ว

และนอกจากมูลค่าการซื้อสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศแล้ว การลงทุนต่างๆทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงปริมาณการส่งออกสินค้าก็เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้วยเช่นกัน

แล้วองค์ประกอบของตัวเลข GDP จริงๆแล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ?

องค์ประกอบของตัวเลข GDP 

สิ่งที่จะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)ขึ้นมาได้นั้นก็คือกิจกรรมที่ทำให้เกิดมูลค่าการหมุนเวียนรายรับรายจ่ายในระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งตัวเลข GDP จะถูกคำนวนมาจากองค์ประกอบ 4 อย่างคือ

  1. การใช้จ่ายจากภาคเอกชนและประชาชน
  2. การลงทุนจากภาคเอกชน
  3. การใช้จ่ายและการลงทุนจากรัฐบาล
  4. มูลค่าการส่งออกสุทธิ

การใช้จ่ายจากภาคเอกชนและประชาชน(C)

การใช้จ่ายจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป(Consumer spending) คือค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและยริการขั้นสุดท้ายต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร,ค่าน้ำ,ค่าไฟ,ค่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า,ซื้อเฟอร์นิเจอร์,ซื้อเสื้อผ้า,ค่าเช่าที่อยู่อาศัย และอื่นๆ

จะเห็นได้ว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายจากภาคประชาชนนั้นครอบคลุมแทบจะทุกผลิตภัณฑ์ในระบบเศรษฐกิจ แต่ก็จะมีสินค้าบางอย่างที่จะไม่ถูกนำมาคิดรวมในตัวเลข GDP เพราะไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจหรืออาจเป็นการนับมูลค่าซ้ำซ่อน เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ และการซื้อรถยนต์มือ 2

การใช้จ่ายจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปถือเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญลำดับต้นๆของตัวเลข GDP และยังเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนอีกด้วยเพราะค่าใช้จ่ายประเภทนี้เกิดจากความต้องการบริโภคจริงๆ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการประเภทต่างๆ

เนื่องจากปริมาณการหมุนเวียนของเงินในส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเงินในกระเป๋าของประชาชนทั่วไปจริงๆ ถ้าตัวเลขค่าใช้จ่ายส่วนนี้มีปริมาณมากก็แสดงว่าคนมีเงินในกระเป๋า กล้าที่จะนำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอยซึ่งส่งผลดีต่อการขยายตัวของเศรษกิจ

ในทางกลับกัน ถ้าตัวเลขปริมาณการใช้จ่ายจากภาคประชาชนนั้นมีมูลค่าน้อยหรือมีแนวโน้มว่าจะลดลง ก็แสดงว่าประชาชนเริ่มจะลดการจับจ่ายลง เป็นผลให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

ตัวเลขการใช้จ่ายจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปนั้นนอกจากจะเอามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณ GDP แล้ว ก็ยังสามารถนำมาใช้คาดการณ์สภาวะเงินเฟ้อได้อีกด้วยเพราะเป็นตัวเลขที่สะท้อนความต้องการการบริโภคได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายจากประชาชนทั่วไปนั้นจะเกิดขึ้นไปไม่ได้เลยถ้าประชาชนไม่มีรายได้ และรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ก็มาจากการจ้างงาน ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนจากหน่วยงานเอกชนต่างๆนั่นเองครับ

การลงทุนจากภาคเอกชน(I)

การลงทุนจากภาคเอกชน(Private Investment) เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญต่อตัวเลข GDP และขนาดเศราฐกิจโดยรวมของแต่ละประเทศเนื่องจากเป็นตัวก่อให้เกิดผลผลิตต่างๆและสร้างรายได้ให้กับประชาชน 

การลงทุนจากภาคเอกชนจะเป็นลักษณะการลงทุนในสินค้าต้นทุน เช่น เครื่องจักร,โรงงาน,อาคาร,ที่ดิน,การจ้างงาน รวมไปถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ของประชาชนอีกด้วย แต่จะไม่นับการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างเช่น หุ้น,ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม

รายจ่ายจากทางภาคเอกชนลักษณะนี้จะเรียกว่ารายจ่ายการลงทุน หรือ Capital Expenditure ซึ่งเป็นตัวเลขการลงทุนที่สามารถใช้ในการคาดการณ์ศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคตของแต่ละประเทศได้คร่าวๆ

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ตัวเลขการลงทุนจากภาคเอกชนมีมูลค่าสูง เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจนั้นมีสูงขึ้น ซึ่งอาจมีผลทำให้มีปริมาณสินค้าในตลาดเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสามารถส่งออกสินค้าได้เยอะขึ้น ทำให้เศรษกิจมีแนวโน้มดีขึ้น

ในทางกลับกัน ถ้าหากช่วงไหนที่ตัวเลขการลงทุนจากภาคเอกชนมีแนวโน้มลดลง เราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึงนี้อาจจะมีการหดตัวลงได้ เพราะความสามารถในการผลิตมีเท่าเดิมหรืออาจจะลดน้อยลงไป

สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลมาจากรายจ่ายการลงทุนจากภาคเอกชนก็คือ “ประสิทธิภาพการลงทุน” นั่นเองครับ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่าเงินที่ลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มากน้อยเท่าไหร่

ถ้าการลงทุนของภาคเอกชนมีประสิทธิภาพมาก สร้างผลตอบแทนได้ดี นั่นก็หมายความว่ามีรายได้และกำไรดี เศรษฐกิจก็จะเติบโต

ในทางกลับกัน หากภาคเอกชนจ่ายเงินลงทุนสำหรับโครงการต่างๆไปแล้วแต่ดันไม่มีรายได้หรือกำไรน้อยกว่าที่คาด ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพการลงทุนติดลบและไม่ทำให้มูลเศรษฐกิจเติบโตตามที่หวังไว้

ในกรณีที่การลงทุนจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปเกิดชะลอตัวลงเกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ สิ่งที่จะสามารถฉีดเงินเข้าระบบและเข้ามาช่วยพยุงตัวเลข GDP ไว้ได้ก็คือการใช้จ่ายและการลงทุนจากทางรัฐบาลนั่นเองครับ 

การใช้จ่ายและการลงทุนจากรัฐบาล(G)

ปริมาณการใช้จ่ายและการลงทุนจากภาครัฐเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่มีผลต่อตัวเลข GDP ค่อนข้างมาก เนื่องจากมูลค่าของการลงทุนในแต่ละครั้งมักจะเป็นเงินก้อนใหญ่

ตัวอย่างการลงทุนของภาครัฐที่สามารถเห็นได้ชัดเจนก็คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบต่างๆ เช่นการสร้างรถไฟฟ้า,การสร้างถนน,การสร้างรางรถไฟ,โครงการก่อสร้างอาคารส่วนงานราชการต่างๆ

นอกจากนี้ทางภาครัฐก็อาจจะยังมีการใช้จ่ายและการลงทุนทางด้านอื่นๆอีกเช่นการลงทุนในงานศึกษาวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการต่างๆ เช่นเงินเดือนค่าจ้างราชการอีกด้วย

มูลค่าการส่งออกสุทธิ(Export-Import)

มูลค่าการส่งออกสุทธิคือการนำมูลค่าสินค้าส่งออก(Export) มาลบกับมูลค่าสินค้านำเข้า(Import) เพื่อที่จะได้ตัวเลขที่เรียกว่าดุลการค้า(Trade Balance)

ตัวเลขดุลการค้าจะเป็นตัวบอกเราว่าประเทศของเรานั้นมีมูลค่าการขายสินค้าส่งออกไปต่างประเทศมากกว่าหรือมากกว่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ถ้าประเทศไหนที่สามารถนำสินค้าออกไปขายทำเงินจากต่างประเทศได้มากกว่าการจ่ายเงินซื้อสินค้านำเข้าก็จะทำให้ประเทศนั้นมีรายได้สุทธิจากการนำเข้าส่งออกเป็นบวก หรือเรียกอีกอย่างว่า“เกินดุลการค้า”

แต่ถ้าประเทศไหนมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่ามูลค่าการนำสินค้าออกไปขายต่างประเทศ รายได้สุทธิจากการนำเข้าส่งออกก็จะเป็นลบ เรียกว่า “ขาดดุลการค้า”

การนำตัวเลขมูลค่าส่งออกสุทธิมาคิด GDP นี้จะไม่สนใจว่าเป็นการผลิตโดยบริษัทสัญชาติไหนนะครับ ขอแค่ให้มีที่ตั้งอยู่ในประเทศที่เรากำลังคิด GDP อยู่ก็จะถูกนำมาคิดรวมในตัวเลข GDP ทั้งหมด  

ถ้าหากว่ามูลค่าการส่งออกสุทธิของประเทศไหนเป็นบวก ก็จะเป็นตัวช่วยส่งเสริมตัวเลข GDP ให้สูงขึ้น เพราะมีการผลิตสินค้าและบริการเพื่อส่งออกไปขายกับต่างชาติในมูลค่าที่มากกว่าการนำเข้า

แต่ถ้าประเทศไหนมีมูลค่าการนำเข้าสินค้ามากกว่าการส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสุทธิก็จะติดลบและเป็นตัวฉุด GDP ไม่ให้เติบโตหรืออาจจะส่งผลให้ GDP เกิดการหดตัวลง

เมื่อตัวเลข GDP นั้นเกิดขึ้นมาจากรายได้รวมของสินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นมาในประเทศ นั่นก็แปลว่า ถ้าประเทศไทนมีตัวเลข GDP สูงก็จะมีรายได้จากสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในประเทศสูงตามไปด้วยนั่นเอง 

และยิ่งถ้านำตัวเลข GDP ของแต่ละปีมาเปรียบเทียบดูแนวโน้มแล้วมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีก็แปลว่าประเทศนั้นๆมีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี มีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดี เหมาะแก่การลงทุน  

หาตัวเลข GDP ได้จากที่ไหน?

ตัวเลข GDP ของประเทศไทยสามารถหาดูได้จากเว็บไซต์สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ซึ่งจะมีการประกาศตัวเลข GDP เป็นรายไตรมาสไว้

และสำหรับใครที่ต้องการจะหาตัวเลข GDP  ของประเทศต่างๆทั่วโลกก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของหน่วยงานสากลที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เช่น World Bank ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้ โดยเมื่อเข้าไปแล้วก็ให้ลองพิมพ์ลงไปในช่อง search ว่าเราอยากจะดูข้อมูล GDP ของประเทศอะไร

อีกหน่วยงานนึงที่มีการจัดเตรียมข้อมูล GDP ของแต่ละประเทศไว้ให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปดูได้ก็คือ Organization for Economic Cooperation and Development(OECD) เพียงแต่อาจจะไม่ครบทุกประเทศ เพราะหลักๆแล้วจะเน้นไปที่ข้อมูลของประเทศที่เป็นสมาชิกซะเป็นส่วนใหญ่ 

แต่ข้อดีของข้อมูลในเว็บไซต์ OECD ก็คือนอกจากจะมีข้อมูลตัวเลข GDP สำหรับช่วงที่ผ่านมาของแต่ละประเทศแล้วก็ยังมีตัวเลขคาดการณ์ GDP ในอนาคตอีกด้วย เป็นอีกตัวช่วยนึงในการดูแนวโน้มเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเพื่อการตัดสินใจเลือกลงทุนในประเทศต่างๆ

GDP บอกอะไรได้บ้าง

ตัวเลข GDP สามารถบอกมูลค่าโดยรวมของเศรษฐกิจแต่ละประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่ามีปริมาณเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากหรือน้อยเท่าไหร่ 

ซึ่งปริมาณเงินที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจนั้นก็คือการหมุนเวียนของรายรับและรายจ่ายของคนในประเทศนั้นๆ เพราะรายจ่ายของคนคนนึงก็จะกลายเป็นรายรับของคนอีกคนหนึ่ง 

เมื่อคนมีรายได้ก็จะสามารถนำรายได้นั้นวนกลับไปซื้อสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันจากผู้ค้าอื่นๆได้และเม็ดเงินก็จะหมุนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

ปริมาณการหมุนเวียนของรายรับและรายจ่ายดังกล่าวก็ช่วยสะท้อนถึงความต้องการในการบริโภคและความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อใช้บริโภคในประเทศและส่งออกไปขายต่างประเทศได้

เพราะฉะนั้นการดูตัวเลข GDP รวมของแต่ละประเทศก็จะช่วยบอกได้คร่าวๆว่าประชาชนหรือหน่วยงานในประเทศนั้นๆจ่ายเงินไปเป็นเท่าไหร่ในช่วงที่ผ่านมาเพื่อที่จะซื้อสินค้าและบริการชนิดต่างๆที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศ รวมไปถึงภาพรวมของการส่งออกสินค้าของประเทศนั้นๆด้วย

GDP เป็นบวก หมายถึงอะไร?

ถ้าตัวเลข GDP มีมูลค่าหรือเป็นบวกก็แสดงว่าสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศสามารถขายได้เยอะหรือส่งออกได้เยอะ ซึ่งก็จะทำให้เกิดรายได้กลับเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจในปริมาณที่มาก เป็นผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การจ้างงาน และการลงทุนในการขยายกิจการ

GDP ติดลบ หมายถึงอะไร?

ถ้าตัวเลข GDP มีค่าน้อยหรือติดลบนั่นหมายความว่าเศรษฐกิจในประเทศนั้นเกิดการชะลอตัว เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลง คนไม่ค่อยกล้าจับจ่ายใช้สอย บริษัทต่างๆลดปริมาณการผลิตสินค้าและบริการ การส่งออกสินค้าชะลอตัว ทำให้เกิดการลงทุนจากเอกชนน้อยลงรวมไปถึงมีอัตราการจ้างงานที่ต่ำลง

แนวโน้ม GDP ช่วยบอกโอกาสในการลงทุน

ถ้านำตัวเลข GDP ในแต่ละช่วงเวลามาเปรียบเทียบกันก็จะทำให้เห็นแนวโน้มโดยรวมของประเทศนั้นๆว่ามีความต้องการการบริโภคและศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้นหรือลดลง

และแน่นอนว่าถ้าความต้องการในการบริโภคสินค้าและบริการรวมถึงการส่งออกในประเทศไหนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็แสดงว่าสินค้าที่ถูกผลิตออกมาจากบริษัทต่างๆขายออกได้เยอะ ประเทศนั้นก็จะเป็นประเทศที่นักลงทุนให้ความสนใจจะนำเงินเข้าไปลงทุน 

แนวโน้มดังกล่าวที่สะท้อนให้เห็นได้ว่าสินค้าที่บริษัทต่างๆผลิตออกมานั้นสามารถขายได้และขายได้ดีขึ้นเรื่อยๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการเติบโตของรายได้และผลกำไรซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน

ในทางกลับกัน ถ้าประเทศไหนมีตัวเลข GDP ที่คงที่หรือลดต่ำลงเรื่อยๆ เราสามารถตีความคร่าวๆได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศนี้ไม่มีการเติบโต สินค้าและบริการที่ถูกผลิตออกมานั้นทำยอดขายได้คงที่หรือน้อยลง

แนวโน้มการลดต่ำลงของ GDP แบบนี้แสดงให้นักลงทุนเห็นภาพรวมได้ว่าความต้องการในการบริโภคหรือกำลังซื้อของคนในประเทศลดลง การส่งออกสุทธิมีปริมาณต่ำลง ไม่มีการเติบโตตามที่ควรจะเป็น ทำให้รายได้และผลกำไรของบริษัทต่างๆนั้นลดลงตามไปด้วยโดยอาจจะถึงขั้นขาดทุน เพราะยอดขายไม่โตแต่อัตราเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นทุกปี

เลือกประเทศที่จะลงทุนได้แล้ว…

ว่าแต่จะลงทุนในอุตสาหกรรมไหนดีล่ะ?

ถ้าอยากจะเลือกลงทุนต้องดู GDP รายอุตสาหกรรม

ตัวเลข GDP โดยรวมของแต่ละประเทศนั้นสามารถบอกแนวโน้มมูลค่าเศรษฐกิจได้ก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าในประเทศนั้นอุตสาหกรรมไหนที่มีแนวโน้มที่จะสร้างการเติบโตของผลกำไรได้ดีและน่าลงทุน

สิ่งที่จะสามารถช่วยให้นักลงทุนเลือกประเภทของธุรกิจที่น่าสนใจในแต่ละประเทศได้ก็คือ GDP รายประเภทธุรกิจหรือรายอุตสาหกรรมนั่นเองครับ

เพราะฉะนั้นเมื่อเราสามารถเลือกประเทศที่สนใจจะลงทุนได้แล้วก็ให้ลองเจาะเข้าไปดูในรายละเอียดว่า มูลค่าตัวเลข GDP รวมที่เห็นอยู่นี้มันประกอบไปด้วยมูลค่าจากธุรกิจหรืออุตสาหกรรมประเภทอะไรบ้าง

เพราะตัวเลข GDP รวมที่เห็นว่าสูงและมีแนวโน้มที่ดีนั้นก็อาจจะไม่ได้ดีไปซะทุกอุตสาหกรรม อาจจะมีเพียงแค่บางอุตสาหกรรมที่เป็นตัวชูโรงสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับแต่ละประเทศ  

และเมื่อเรารู้แล้วว่าควรจะลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทไหน กรอบในการหาหุ้นหรือกองทุนเพื่อจะใส่เงินเข้าไปก็จะแคบลง ที่เหลือก็เพียงทำความเข้าใจกับงบการเงินและเลือกลงทุนให้ถูกตามแผนการที่วางไว้แค่นั้นเองครับ

GDP ไม่ได้บอกอะไรบ้าง?

ถึงแม้ว่าตัวเลข GDP จะสามารถใช้เป็นตัวบอกมูลค่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้ แต่จริงๆแล้วก็ยังมีอีกหลายๆเรื่องในแต่ละประเทศที่ไม่ได้สะท้อนผ่านออกมาทางตัวเลข GDP ได้แก่

  1. คุณภาพชีวิตของประชาชน
  2. สภาพความเป็นอยู่ของคนในประเทศ(สิ่งแวดล้อม,ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร)
  3. ความทั่วถึงในการกระจายรายได้
  4. สุขภาพจิตของประชาชน

การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีตัวเลข GDP ที่สูงหรือมีแนวโน้มการเติบโตอย่างสม่ำเสมอก็อาจจะสะท้อนว่าประเทศนั้นมีการผลิตสินค้าและขายได้เยอะ มีเงินหมุนเวียนเยอะ แต่เม็ดเงินหมุนเวียนดังกล่าวอาจจะกระจุกอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เช่นเมืองหลวง,เมืองท่า,เมืองอุตสาหกรรม หรือแย่ไปกว่านั้นก็คืออาจะเป็นผลมาจากความมั่งคั่งของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม

ซี่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายๆประเทศทั่วโลกที่ผลิตสินค้าและบริการออกมาขายได้ทั้งในและต่างปประเทศแต่ไม่สามารถกระจายรายได้และความเจริญไปตามพื้นที่ต่างๆได้ทั่วถึง

และด้วยความที่ตัวเลข GDP นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากความต้องการบริโภคที่ทำให้เกิดการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ถ้าตัวเลข GDP สูงก็แปลว่าเกิดการซื้อขายในปริมาณที่มากทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อมีความต้องการสินค้าที่สูงบริษัทหรือโรงงานผู้ผลิตต่างก็ต้องมีการขยายโรงงาน ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เช่นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น,มีขยะอุตสาหกรรมมากขึ้น,มีน้ำเสียจากโรงงานมากขึ้น รวมไปถึงทำให้เกิดคามเสื่อมโทรมต่อทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นอีกด้วย

อีกปัญหานึงของประเทศบางประเทศที่นับว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว มีสินค้าและบริการคุณภาพสูง

ที่คนทั่วโลกต่างให้การยอมรับ แต่กลับมีสัดส่วนจำนวนประชากรที่เป็นผู้ป่วยทางสุขภาพจิตอยู่เยอะ จงเป็นปัญหาทางสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขแต่ไม่ได้ถูกสะท้อนให้เห็นโดยตัวเลข GDP

วิธีการคำนวณ GDP

วิธีการคำนวณตัวเลข GDP นั้นไม่ซับซ้อนอะไรครับ เพียงนำรายจ่ายที่เป็นมูลค่าของสินค้าและบริการแต่ละประเภทที่ขายได้ในช่วงเวลานั้นๆมาจับเข้าเป็นหมวดหมู่ แล้วบวกรวมกันทั้งหมด ซึ่งจริงๆแล้วก็คือส่วนประกอบของตัวเลข GDP ที่เขียนถึงก่อนหน้านี้นี่เอง

เราสามารถคำนวณตัวเลข GDP ออกมาได้โดยการจับมูลค่าของสินค้าและบริการในแต่ละประเภทมาเข้าสูตรบวกรวมกัน โดยสูตรคำนวณ GDP ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ

GDP=C+G+I+(X-M)

ความหมายของตัวแปรแต่ละตัวในสูตรคำนวน GDP เป็นดังต่อไปนี้ครับ

  • C:การบริโภคจากเอกชนและประชาชนทั่วไป
    • รายจ่ายของคนทั่วๆไปเช่น ค่าน้ำ,ค่าไฟ,ซื้อของ,ไปเที่ยว,ช็อปปิ้ง
  • G:การใช้จ่ายและการลงทุนจากภาครัฐ
    • ค่าใช้จ่ายของรัฐบาล เช่นเงินเดือนข้าราชการ,เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
  •  I :การลงทุนของภาคเอกชน
    • เม็ดเงินลงทุนจากธุรกิจเอกชน เช่น การสร้างโรงงาน,ซื้อเครื่องจักร,เงินเดือนพนักงาน,ซื้อที่ดิน และอื่นๆ
  • (X-M) : มูลค่าการส่งออกสุทธิ
    • มูลค่าการส่งออกสุทธิสามารถหาได้โดยเอามูลค่าสินค้าส่งออกที่ขายได้ลบกับมูลค่าสินค้านำเข้าที่จ่ายเงินซื้อเข้ามาจากต่างประเทศ

GDP per capita คืออะไร

GDP per capita คือค่าเฉลี่ยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อประชากร 1 คน โดยจะเอาตัวเลข GDP ของประเทศนั้นมาหารด้วยจำนวนประชากรในประเทศ เพื่อที่จะรู้ได้คร่าวๆว่าโดยเฉลี่ยแล้วประชากร 1 คนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่

แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ก็คือตัวเลขที่ได้จาก GDP per capita ไม่ได้มีความแม่นยำมากถึงขนาดที่จะใช้เป็นตัวบอกได้ว่าประชากรแต่ละคนในประเทศนั้นมีรายได้ต่อปีเท่ากับตัวเลขที่หาออกมาได้

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า GDP per capita เป็นการเอาตัวเลข GDP มาหารด้วยจำนวนประชากรโดยไม่ได้คิดถึงปัจจัยการกระจายรายได้เลย ซึ่งจริงๆแล้วในแต่ละประเทศผู้คนมีรายได้ไม่เท่ากัน บางกลุ่มมีรายได้สูงมากในขณะที่คนบางกลุ่มก็มีรายได้ที่ต่ำมาก

แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะมีตัวเลข GDP per capita ไว้ทำอะไรล่ะ?

GDP per capita บอกอะไร?

ตัวเลข GDP per capita จะถูกนำไปใช้งานในแง่ของการวิเคราะห์ลักษณะการเติบโตของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศเป็นหลักเพื่อนำไปใช้วางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศในเรื่องต่างๆต่อไป

ตัวอย่างเช่นการนำตัวเลข GDP per capita มาใช้ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของมูลค่าทางเศรษฐกิจ(GDP)กับจำนวนประชากร 

ในบางประเทศที่มีจำนวนประชากรน้อยแต่มีตัวเลข GDP per capita ที่สูง หรือการเติบโตจำนวนประชากรไม่ได้เพิ่มขึ้นซักเท่าไหร่แต่ตัวเลข GDP per capita กลับมีอัตราการเติบโตสูงทุกปี 

ประเทศที่มีเหตุการลักษณะนี้แปลว่าจะต้องมีปัจจัยอะไรบางอย่างที่น่าสนใจและเอื้อต่อการผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาและขายได้เป็นจำนวนมากโดยไม่ต้องใช้แรงงานเยอะ โดยอาจจะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าหรือมีทรัพยากรบางอย่างที่เป้นตัวสร้างความได้เปรียบ

ประเทศในลักษณะนี้มักจะเป็นประเทศที่มีสินค้าและบริการประเภท ส่งออกสินค้าพลังงาน,เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค หรือเป็นประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านสินค้าส่งออก

ในขณะเดียวกัน บางประเทศอาจจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ที่ดีอยู่ในระดับปกติ แต่พอมาดูแนวโน้มของ GDP per capita แล้วพบว่าตัวเลขมีแนวโน้มลดลง นั่นแสดงว่าถึงแม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆจะอยู่ในระดับปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถโตได้ทันกับอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร

และเมื่อปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่สามารถโตได้ทันกับจำนวนประชากรในประเทศ ก็จะเป็นต้นเหตุทำให้คุณภาพชีวิตของคนในประเทศค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว แน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบมาถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนของธุรกิจในประเทศด้วย 

นอกจากตัวเลข GDP per capita แล้ว การรายงานตัวเลข GDP ก็ยังสามารถทำในรูปแบบอื่นๆได้อีกด้วยเช่น Nominal GDP และ Real GDP 

สาเหตุที่ต้องมีการรายงานตัวเลข GDP หลายๆประเภทก็เพราะว่า ตัวเลขแต่ละประเภทนั้นมีวิธีการคำนวณไม่เหมือนกัน และมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้งานต่างกัน

Nominal GDP กับ Real GDP ต่างกันยังไง?

Nominal GDP กับ Real GDP ต่างกันตรงปัจจัยในการคำนวณที่เรียกว่า เงินเฟ้อ(Inflation) นั่นเองครับ โดยที่ตัวเลข Real GDP จะมีการนำปัจจัยเงินเฟ้อเข้าไปคำนวณด้วย แต่ Nominal GDP จะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อ

สาเหตุที่ต้องมีตัวเลข GDP ทั้ง Real และ Nominal ก็เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะการเปรียบเทียบแนวโน้มบางอย่างไม่จำเป็นต้องนำอัตราเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่บางอย่างก็ต้องนำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาด้วย

Nominal GDP คืออะไร

Nominal GDP คือการวัดมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้วยการใช้มูลค่าราคา ณ ปัจจุบันของสินค้าและบริการแต่ละประเภท โดยที่จะไม่นำอัตราเงินเฟ้อมาเป็นปัจจัยในการคำนวณ

ด้วยความที่ตัวเลข Nominal GDP นั้นไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อ การนำตัวเลข Nominal GDP ไปใช้งานจึงเป็นลักษณะการใช้เป็นตัวเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของ GDP ในช่วงปีเดียวกัน เช่นการเปรียบเทียบ GDP ระหว่างไตรมาส(QoQ) ในปีเดียวกัน

Nominal GDP เปลี่ยนแปลงเพราะอะไร

Nominal GDP จะเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าหรือจำนวนสินค้าและบริการที่ผลิตได้นั้นเปลี่ยนแปลงไป

Real GDP คืออะไร

Real GDP คือตัวเลข GDP ที่นำอัตราเงินเฟ้อมาเป็นปัจจัยในการคำนวณเพื่อให้เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เปรียบเทียบอัตราการเติบโตของมูลค่าทางเศรษฐกิจในแต่ละปี

เนื่องจากว่าในสภาพการณ์ทั่วโลกจริงๆนั้นมีความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆอยู่แทบจะตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ,สถานะการณ์ทางการเมือง,ภัยธรรมชาติ,สงคราม,โรคระบาด รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรซึ่งมีผลต่อความต้องการในการบริโภคสินค้าและบริการรูปแบบต่างๆ 

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็มักจะมีผลต่อราคาสินค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งราคาอาจจะถูกลงหรือแพงขึ้นก็ได้(แต่ส่วนใหญ่จะแพงขึ้น) ซึ่งปรากฎการณ์ที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” นั่นเองครับ

ดังนั้น ราคาสินค้าและบริการของสิ่งเดียวกันในแต่ละปีก็อาจจะไม่เท่ากัน ส่งผลให้รายจ่ายของผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าชนิดเดียวกันในแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน เมื่อรายจ่ายสำหรับซื้อสินค้าและบริการต่างๆไม่เท่ากันก็ทำให้ตัวเลข GDP ในแต่ละปีไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้(เพราะ GDP คิดมาจากรายจ่าย) เพราะไม่ได้สะท้อนแนวโน้มที่แท้จริงทางเศรษฐกิจ

แต่การเปรียบเทียบตัวเลข GDP ในแต่ละปีเพื่อดูอัตราการเติบโตนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะได้นำไปใช้วิเคราะห์ต่อได้ว่าแต่ละประเทศมีแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นยังไง เติบโตจริงมั้ย น่าลงทุนรึเปล่า นักเศรษฐศาสตร์ก็เลยต้องคิดหาวิธีที่จะนำตัวเลข GDP ของแต่ละปีมาเปรียบเทียบกันโดยที่สามารถสะท้อนแนวโน้มจริงได้ด้วย

นี่ก็เลยเป็นที่มาของตัวเลข Real GDP ซึ่งจะคำนวณโดยการกำหนดปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐานแล้วก็ดูว่าราคาสินค้าและบริการของแต่ละปีที่เราสนใจที่จะเอามาเทียบกันนั้นมันต่างจากปีฐาน(Base Year) อยู่กี่เปอร์เซ็นต์

สมมุติว่าราคาสินค้าและบริการของปีที่เราสนใจนั้นต่างจากราคาของปีที่เรากำหนดให้เป็นปีฐาน(Base Year) อยู่ 5% ก็เอา ตัวเลข Nominal GDP มาหารด้วย 1.05 (ตัวเลขนี้เรียกว่า GDP Deflator) ก็จะได้เป็นตัวเลข Real GDP ออกมา

ถ้าถามว่ามีวิธีการคำนวณจริงๆโดยละเอียดยังไง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ และคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปสนใจด้วย เพราะในฐานะนักลงทุนก็จะไม่มานั่งคำนวณอยู่แล้ว ใช้การเปรียบเทียบจากข้อมูลที่มีอยู่ตามเว็บไซต์ได้เลย 

ขอแค่ให้รู้ว่า ถ้าเราอยากจะเทียบตัวเลข GDP ในปีเดียวกันก็ควรจะเปรียบเทียบโดยการใช้ Nominal GDP แต่ถ้าจะเปรียบเทียบเพื่อดูอัตราการเติบโตในแต่ละปีก็ควรต้องใช้ Real GDP  

ตัวเลข GDP มีความสำคัญยังไง

ตัวเลข GDP มีความสำคัญกับทุกๆประเทศก็เพราะว่าเป็นตัวเลขที่แสดงถึงปริมาณการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ

การที่เศรษฐกิจและกิจกรรมการลงทุนของแต่ละประเทศจะดำเนินไปได้นั้นต้องมีการหมุนเวียนของเม็ดเงินไปในภาคส่วนต่างๆเพื่อให้เกิดเป็นรายรับและรายจ่ายของแต่ละคนในระบบเศรษฐกิจ

ตัวเลข GDP ถูกคำนวณมาจากรายจ่ายในแต่ละภาคส่วน เมื่อผู้บริโภคจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ รายจ่ายจำนวนนั้นก็จะกลายเป็นรายรับของคนอีกคนหนึ่ง(ผู้ขาย/ผู้ผลิต) เมื่อประชาชนมีรายได้ก็จะสามารถนำไปใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอย่างอื่นต่อไปได้

เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อสินค้าและบริการก็จะเกิดเป็นความต้องการในการบริโภคเกิดขึ้น เมื่อมีความต้องการในการบริโภคก็จะส่งผลให้บริษัท โรงงานผู้ผลิตต่างๆผลิตสินค้าออกมาขายเพื่อสร้างรายได้และทำกำไรให้กับนักลงทุน

เมื่อบริษัทต่างๆมีรายได้ดีและสามารถทำกำไรได้ก็จะเกิดการจ้างงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้และนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจต่อไป

แต่ในขณะเดียวกันถึงแม้การมีแนวโน้มการเติบโตของ GDP จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องคอยระวังผลที่จะเกิดตามมาเมื่อเศรษฐกิจมีความร้อนแรงและคนมีความต้องการบริโภคสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือภาวะเงินเฟ้อนั่นเองครับ 

เพราะถ้าเกิดเงินเฟ้อในปริมาณที่เยอะเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อระบบเสถียรภาพทางการเงินของประเทศนั้นๆ และในแง่ของนักลงทุน ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อก็อาจทำให้ผลตอบแทนการลงทุนไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยตามมาก็ตาม

Related Posts

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save