Liquidity Provider ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนตัวกลางในโลกการเงินอย่างสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ที่คอยควบคุมและรักษาสภาพคล่องของตลาดการเงินการลงทุนในปัจจุบัน

แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยอยู่ว่า Liquidity Provider มันคืออะไร? สำคัญยังไง และทำเงินได้ยังไง ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับผู้เล่นคนสำคัญ และถือเป็นช่องทางการลงทุนอีกอย่างนึงในโลกของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลกันครับ

การลงทุนในโลกการเงินแบบเดิมๆมักจะต้องพึ่งพาทรัพยากรและความสามารถจากสถาบันทางการเงินต่างๆรวมถึงหน่วยงานรัฐบาลในการรักษาสภาพคล่องของตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นหลัก 

ซึ่งการที่ตลาดการเงินการลงทุนในแต่ละประเทศมีความจำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลางทางการเงินดังกล่าวนั้นเปรียบเสมือนการรวมศูนย์อำนาจควบคุมนโยบายทางการเงินไว้ในที่ที่เดียว

แต่เมื่อเทคโนโลยี Blockchain ได้ทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์ขึ้นมา โลกของบริการทางการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง(Decentralized Finance:DeFi)ก็ได้ถูกสร้างให้เกิดตามมาด้วย

ซึ่งบริการทางการเงินแบบ DeFi นี่ล่ะครับ ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดโอกาสให้คนทั่วๆไปได้เข้ามามีบทบาทแทนที่สถาบันการเงินในรูปแบบเดิม ผ่านตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบไร้ศูนย์กลางที่เรียกว่า Decentralized  Exchanged(DEX)

Decentralized Exchanged(DEX) เปรียบเสมือนตลาดการแลกเปลี่ยน(Swap)สินทรัพย์ดิจิทัลโดยมีเบื้องหลังการทำงานผ่านระบบที่เรียกว่า Automated Market Maker(AMM) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องและสภาวะตลาดให้การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากสถาบันการเงินเพื่อรักษาสภาพคล่องของตลาด

แล้วถ้าไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากสถาบันการเงิน แล้วเงินทุนเหล่านั้นจะมาจากไหนล่ะ? คำตอบก็คือมาจาก Liquidity Provider นี่ล่ะครับ

Liquidity Provider คืออะไร?

Liquidity Provider คือคนที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในครอบครองและนำสินทรัพย์เหล่านั้นมาลงทุนในกองทุนสภาพคล่อง(Liquidity Pool) ของผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล(Decentralized Exchanged:DEX)

พูดง่ายๆว่า Liquidity Provider ก็คือคนทั่วๆไปอย่างเราที่เป็นนักลงทุนรายย่อยนี่ล่ะครับ ที่นำเหรียญดิจิทัลของเราเองไปฝากไว้ในกองทุน Liquidity pool ของผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล(Swap) เจ้าต่างๆ เช่น PancakeSwap เป็นต้น ใครๆก็เป็น Liquidity Provider ได้

ถ้าหากใครอยากเป็น Liquidity Provider หรือนักลงทุนในสภาพคล่องก็จะต้องนำเหรียญดิจิทัลของตัวเองไปฝากไว้กับ Liquidity pool ของผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน (Swap) เจ้าต่างๆ เช่น PancakeSwap,UniSwap และอื่นๆ

ซึ่งการฝากเงินเข้ากองทุน Liquidity Pool จะต้อง “ฝากเป็นคู่” ด้วยมูลค่าเท่ากันทั้ง 2 สกุล นะครับ เช่นเราอยากจะฝาก ETH กับ CAKE ก็จะต้องฝากทั้ง 2 สกุลนี้เข้าไปด้วยมูลค่าที่เท่ากัน 

ตัวอย่างเช่น เราต้องการจะลงทุนด้วยมูลค่ารวมทั้งหมด $5,000 ก็ต้องแบ่งเป็น ETH $2,500 และ CAKE $2,500 ฝากเข้าไปใน Liquidity pool

เพราะเวลาลูกค้าจะมาแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเค้าก็จะแลกเป็นคู่เหมือนกัน เช่นเอา CAKE มาแลกเป็น ETH หรือกลับกัน เอา ETH มาแลกเป็น CAKE 

ซึ่งตัวเลือกของคู่สกุลที่จะฝากก็มีให้เลือกหลากหลายนะครับ แล้วแต่ผู้ให้บริการแต่ละเจ้าเลย อาจจะเลือกฝากเป็นคู่ Stable coin เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาก Impermanent Loss ก็ได้เหมือนกัน

และในปัจจุบันผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนต่างๆก็เริ่มขายการบริการไปครอบคลุมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ NFT กันบ้างแล้ว ซึ่งก็อาจจะเป็นอีกช่องทางนึงในการลงทุนของ Liquidity provider ครับ

แต่ทำไมเราต้องเอาเงินไปฝากไว้ใน Liquidity pool ล่ะ? คำตอบก็คือเพื่อเพิ่มหรือรักษาสภาพคล่องให้กับตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนนั่นเองครับ หรือเรียกว่า Liquidity

Liquidity คืออะไร?

Liquidity หรือ “สภาพคล่อง” ในความหมายทั่วๆไปคือความสามารถในการเปลี่ยนรูปของทรัพย์สินชนิดหนึ่งไปเป็นเงินสด

ตัวอย่างเช่น ตราสารทุน(หุ้น) เป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย เช่นเดียวกันกับตราสารหนี้ ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงพอสมควร เพราะสามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไม่ยาก

ตรงข้ามกับที่ดิน ซึ่งอาจจะเป็นทรัพย์สินที่ไม่เสื่อมค่าก็จริงแต่ก็มีสภาพคล่องต่ำเพราะสมมุติเรามีที่ดินป็นของตัวเองอยู่กว่าจะประกาศขายและเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร

สำหรับ Cryptocurrency คำว่า Liquidity จะหมายความถึงความยาก/ง่ายในการแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลสกุลอื่นๆ 

เช่น ถ้าเราถือครองเหรียญ CAKE อยู่และต้องการจะเปลี่ยนเป็น BNB ถ้าสามารถเปลี่ยนได้รวดเร็ว มีปริมาณเหรียญไว้รอให้แลกเยอะก็ถือว่าเป็นคู่เหรียญที่มีสภาพคล่องสูง

แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยากจะเปลี่ยนเป็นเหรียญดิจิทัลสกุลอื่นๆที่คนไม่นิยมขาย หรือเหรียญที่เรามีอยู่ในมือไม่ค่อยเป็นที่นิยมของตลาด ก็จะแลกเป็นสกุลอื่นๆได้ยาก แบบนี้เรียกว่าสภาพคล่องต่ำ

Liquidity เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์แทบจะทุกชนิด เพื่อให้ตลาดมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาและสามารถดึงดูดนักลงทุนให้นำเงินมาลงทุนในตลาดนั้นๆได้ง่ายๆ

ในโลกการเงินแบบเดิมนั้น คนที่มีหน้าที่คอยดูแลสภาพคล่องของตลาดการเงินการลงทุนเรียกว่า Market Maker หรือผู้ดูแลสภาพคล่อง ซึ่งจะคอยควบคุมกิจกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนให้ไหลลื่นไม่ติดขัด ด้วยการซื้อ,เก็บ และขายสินทรัพย์ชนิดที่ตัวเองมีหน้าที่ดูแลสภาพคล่อง

และแน่นอนว่าการที่จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมหาศาลจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ซึ่งก็หนีไม่พ้นธนาคารต่างๆนั่นเองครับ ตลาดการเงินการลงทุนในปัจจุบันจึงต้องพึ่งพาสถาบันการเงินเป็นหลัก

แต่สำหรับโลกการเงินในรูปแบบ DeFi นั้นจะมุ่งเน้นการทำงานแบบไร้ศูนย์กลางหรือกระจายศูนย์ออกไปไม่ให้มีใครหรือองค์กรใดมีสิทธิในการควบคุมนโยบายทางการเงินเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว

นั่นจึงเป็นที่มาของระบบที่เรียกว่า Automated Market Maker(AMM) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสภาพคล่องของการตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เหมือนกัน แต่ดำเนินการทุกอย่างอัตโนมัติด้วยการควบคุมของ Smart contract

ซึ่งระบบ AMM จะรักษาสภาพคล่องของตลาดโดยการสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลคู่ต่างๆไว้ในกองทุนสภาพคล่องที่เรียกว่า Liquidity pool เพื่อไว้รอให้บริการการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ตามที่ลูกค้าต้องการ

สินทรัพย์ดิจิทัลชนิดต่างๆที่กองรวมกันอยู่ใน Liquidity pool ก็มาจาก Liquidity provider หรือนักลงทุนรายย่อยทั่วๆไปนี่ล่ะครับ พวกเค้าจะนำเหรียญดิจิทัลของตัวเองมาฝากไว้เพื่อให้บริการสร้างสภาพคล่องสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล

การที่โลกการเงินแบบ DeFi สามารถที่จะนำคนทั่วไปมาเป็นนักลงทุนในสภาพคล่องได้แบบนี้ก็เพราะว่าธุรกรรมและนโยบายต่างๆในระบบถูกควบคุมด้วย Smart Contract ซึ่งเป็นตัวที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนที่นำเงินมาฝากลงทุน

เมื่อก่อนเรานำเงินไปฝากเข้าบัญชีธนาคารและได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน ซึ่งธนาคารก็จะต้องเอาเงินของเรานั่นแหละไปใช้ในการลงทุนประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้,กองทุนรวม,การปล่อยกู้ เพื่อให้เงินเพิ่มมูลค่าแล้วจึงสามารถมาจ่ายดอกเบี้ยให้เราได้

ถ้าสังเกตุให้ดี จริงๆแล้วหน้าที่ของธนาคารก็คือต้องให้ความน่าเชื่อถือ ให้ความมั่นใจกับผู้ฝากเงินนั่นเอง แต่เมื่อมีเทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract เกิดขึ้นมาและมันสามารถที่จะทำหน้าที่สร้างความเชื่อถือ ความโปร่งใส่ได้ แถมยังแทบไม่ต้องใช้พนักงานมาดำเนินการเลยด้วยซ้ำ เทคโนโลยีเหล่านี้จึงเริ่มเข้ามาแทนที่ธนาคารมากขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าเมื่อสามารถตัดตัวกลางทางการเงินออกไปได้ ผลตอบแทนที่เจ้าของสินทรัพย์จะได้รับจากการลงทุนก็จะมีมูลค่ามากขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องหักเปอร์เซ็นให้ตัวกลางก่อนที่จะมาถึงเรา
การลงทุนใน Liquidity pool หรือบางคนเรียก Yield Farming จึงเริ่มที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะสามารถสร้างรายได้ได้อีกทางหนึ่งนั่นเอง

Liquidity Provider ทำเงินยังไง?

ถ้าใครเคยทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน(Swap)สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ว่าจะบน Platform ไหนก็ตาม จะเห็นว่าการทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดเป็นอัตราร้อยละ(%) ของมูลค่าธุรกรรม

ค่าธรรมเนียมนี่ล่ะครับ เป็นรายได้ของผู้ให้บริการ และจะถูกจัดแบ่งเป็นส่วนๆเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่นบำรุงรักษาระบบ และแบ่งเป็นค่าตอบแทนให้นักลงทุน(Liquidity provider) 

ตัวอย่างเช่นผู้ให้บริการเก็บค่าธรรมเนียม 0.3% ของมูลค่าการแลกเปลี่ยน ก็อาจจะนำมาแบ่งเป็น 

  1. 0.2% เป็นค่าตอบแทนสำหรับ Liquidity provider 
  2. 0.1% เป็นค่าบำรุงรักษาและพัฒนาระบบ

ซึ่ง Liquidity provider จะได้รายได้จากส่วน 0.2% นี้ โดยจะต้องนำเงินที่ได้มาแบ่งตามสัดส่วนจำนวณของเงินที่ฝากไว้ใน Liquidity pool ถ้าฝากไว้มากก็จะได้ผลตอบแทนมาก ถ้าฝากไว้น้อยก็จะได้น้อยตามสัดส่วนนั่นเองครับ

จะเห็นได้ว่า Liquidity provider นั้นก็คือคนธรรมดาทั่วไปที่นำเงินเข้ามาฝากไว้ในกองทุน Liquidity pool เพื่อสร้างสภาพคล่องในตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้ระบบการเงินการลงทุนไม่ต้องไปพึ่งพาเงินทุนจากองค์กรตัวกลางต่างๆ เป็นผลให้เกิดการกระจายอำนาจในการบริการจัดการเงิน สร้างโอกาสในการลงทุนและได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าให้กับคนทั่วๆไปได้


Ref:1,2,3,4,5,6

Related Posts