Impermanent Loss คืออะไร?

Impermanent Loss คือการขาดทุนหรือเสียโอกาสชั่วคราวที่อาจจะเกิดขึ้นกับเหรียญดิจิทัลที่ฝากลงทุนไว้ในกองทุนสภาพคล่อง (Liquidity pools) ต่างๆ มีสาเหตุมาจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดโลก

ในปัจจุบัน โลกของการซื้อขาย/แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลมีอยู่หลักๆ 2 ประเภท คือ Centralized Exchange ซึ่งก็คือกระดานซื้อขายทั่วๆไปที่น่าจะคุ้นเคยกันดี ซึ่งจะมีคนมาเสนอราคาขายและสเนอราคาซื้อของสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละสกุล

ส่วนอีกประเภทนึงเรียกว่า Decentralized Exchanged (DEX) ซึ่งจะเป็นผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยระบบอัตโนมัติ

ระบบแบบนี้จะไม่มีการเสนอซื้อ/สเนอขาย แต่เป็นการเอาเหรียญในกองทุนที่สำรองไว้มาให้บริการแลกเปลี่ยนแทน เรียกระบบแบบนี้ว่า Automated Market Maker(AMM)

โดยมาก Impermanent Loss จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหรียญดิจิทัลที่ฝากไว้ในกองทุน Liquidity pools ของผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแบบอัตโนมัติที่เรียกว่า Automated Market Maker(AMM) เช่น PancakeSwap และเจ้าอื่นๆ

ต้นเหตุที่ทำให้เกิด Impermanent Loss ได้นั้นก็มาจากความผันผวนของราคาสกุลเงินดิจิทัลในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน(Exchange)ข้างนอกกองทุน ทำให้เกิดโอกาสในการทำกำไรจากการซื้อเหรียญราคาถูกแล้วไปขายในราคาแพง ซึ่งการทำกำไรแบบนี้เราเรียกว่า “Arbitrage”

องค์ประกอบที่ทำให้เกิด Impermanent Loss

องค์ประกอบที่ทำให้เกิด Impermanent Loss โดยทั่วไปแล้วมีอยู่ 4 อย่างด้วยกันครับ คือ

  1. ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินแบบอัตโนมัติ(Automated Market Maker)
  2. กองทุน Liquidity pools 
  3. ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล
  4. การขายทำกำไร (Arbitrage)

1.ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินแบบ Automated Market Maker:AMM

ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินแบบ Automated Market Maker หรือ AMM นั้นจะมีวิธีการทำงานไม่เหมือนกับกระดานซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี่ทั่วๆไปที่เราเรียกกันว่า Exchange ครับ

สำหรับ Exchange ทั่วไปที่ไม่ใช่ประเภท AMM การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นลักษณะ เสนอซื้อและเสนอขาย เมื่อมีคนที่เสนอราคาตรงกันทั้ง 2 ฝั่ง ก็จะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เกิดขึ้น

แต่สำหรับผู้ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบ Automated Market Maker(AMM) นั้น จะไม่มีใครมาตั้งราคาเสนอซื้อและเสนอขายแล้วรอให้ราคาตรงกันแล้วค่อยเกิดการแลกเปลี่ยน 

เพราะ AMM จะใช้การนำสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละสกุลมากองรอไว้เพื่อพร้อมให้บริการการซื้อขายแลกเปลี่ยน(เรียกว่า Swap) โดยทุกอย่างจะดำเนินการด้วยระบบอัตโนมัติซึ่งถูกควบคุมโดย Smartcontract

ซึ่งการจะกำหนดว่าเหรียญสกุลไหน ซื้อเหรียญอะไรได้เท่าไหร่ ได้กี่เหรียญ จะไม่ได้ถูกำหนดด้วยราคาของแต่ละสกุลเหรียญ แต่จะถูกกำหนดด้วยกลไกภายในของระบบ AMM ซึ่งแต่ละที่อาจจะแตกต่างกันบ้าง

เมื่อมีลูกค้าที่ต้องการแลกเปลี่ยนสกุลเหรียญดิจิทัลเข้ามาทำธุรกรรม ก็จะระบุว่าตัวเองมีเหรียญดิจิทัลสกุลอะไร และอยากจะแลกเป็นเหรียญสกุลอะไรกลับไปแทน

พอลูกค้าใส่ข้อมูลแล้วว่าต้องการจะทำการ Swap ระหว่างเหรียญสกุลอะไร ตัวระบบจะแจ้งเลยว่าเหรียญที่ลูกค้ามี สามารถแลกเป็นเหรียญสกุลที่ต้องการได้ด้วยอัตราส่วนเท่าไหร่และต้องเสียค่าธรรมเนียม(GAS) เท่าไหร่

เมื่อลูกค้าตกลง ตัวระบบอัตโนมัติก็จะไปเอาเหรียญดิจิทัลสกุลที่ลูกค้าต้องการออกมาจากกองที่สำรองไว้มาให้ลูกค้านั่นเองครับ ซึ่งกองเหรียญที่ว่านี้เราเรียกมันว่า กองทุนสภาพคล่องหรือ Liquidity pools

2.กองทุน Liquidity pools 

Liquidity pools เป็นเหมือนถังใส่เหรียญดิจิทัลเพื่อรอไว้สำหรับบริการลูกค้าที่มีความต้องการแลกเปลี่ยนสกุลเหรียญ โดยที่เหรียญที่อยู่ใน Liquidity pools นั้นก็มาจากนักลงทุน Cryptocurrency ทั่วๆไปอย่างพวกเราทุกคนนี่ล่ะครับ

คนที่นำเหรียญดิจิทัลของตัวเองไปฝากไว้ใน Liquidity pool เพื่อลงทุนในสภาพคล่องแบบนี้ เรียกว่า Liquidity Provider ครับ

การที่เรานำเหรียญไปฝากใส่ไว้ใน Liquidity pool จะทำให้เราได้ผลตอบแทนกลับมาจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการ AMM เรียกเก็บจากลูกค้าที่มาแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล

ซึ่งกองทุน Liquidity pool แต่ละกองจะต้องประกอบไปด้วยสกุลเงินดิจิทัล 2 สกุลอยู่ด้วยกัน เพราะการแลกเปลี่ยน(Swap) มันก็คือการเอาเหรียญสกุลนึงมาแลกเป็นอีกสกุลนึงกลับไป

เช่น กองทุนสำหรับคู่เหรียญ ETHUSDT หรือ CAKE-BNB เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงจะมีกองทุน Liquidity pool สำหรับคู่เหรียญหลายประเภทกว่านี้มาก ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการแต่ละรายจะสำรองการแลกเปลี่ยนระหว่างคู่สกุลเงินไหนไว้บ้างนั่นเองครับ

และการที่เราต้องฝากเงินเข้าไปในกองทุน Liquidity pool เฉพาะของแต่ละผู้ให้บริการทำให้มูลค่าหรือราคาของเหรียญที่ฝากไว้ใน Pool จะ “ไม่เปลี่ยนตามราคาตลาดข้างนอก”

สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าการฝากเหรียญเข้าไปลงทุนใน Liquidity pool นั้นเป็นธุรกรรมการตกลงระหว่างเรากับผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่เกี่ยวกับตลาดซื้อขายข้างนอก 

หมายความว่ามูลค่าเหรียญดิจิทัลของเรา ณ เวลาที่เราฝากเงินเข้ากองทุนเป็นเท่าไหร่ มันก็จะเป็นเท่านั้นตลอด จะไม่มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา(ยังไม่พูดถึงผลตอบแทนที่ได้เพิ่มจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมนะครับ)

ตัวอย่างที่เห็นภาพง่ายๆเช่น เพื่อนยืมเงินเราไปลงทุนทำธุรกิจ 2,000 บาท และสัญญาว่าจะจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย 3% 

เมื่อถึงเวลาที่เพื่อนต้องคืนเงินเรา เราก็จะได้เงินคืนแค่ 2,000 บาทที่เราให้เค้ายืมไป และรวมกับดอกเบี้ยที่เค้าสัญญาว่าจะจ่ายเป็นผลตอบแทนที่เราให้เค้ายืมเงิน เงินที่เราให้เพื่อนยืมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าตามตลาดการซื้อขายสกุลเงิน ซึ่งอาจจะมีการผันผวนของค่าเงินบาท อาจจะขึ้นหรือลงก็ได้

ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลก็มีความผันผวนของราคาตลาดเหมือนกันครับ และผันผวนมากกว่าสกุลเงินดั้งเดิมที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ด้วย

3.ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล

สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์เกิดใหม่ และมีอายุน้อยมากๆเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนชนิดต่างๆที่มนุษย์เราคุ้นเคยกันมา เช่นทองคำ,แร่ต่างๆ,น้ำมันหรือค่าเงินต่าง รวมถึงกองทุนรวมและตราสารหนี้

เมื่อเป็นสินทรัพย์เกิดใหม่ก็เป็นธรรมดาที่ตลาดจะยังไม่นิ่ง มีความอ่อนไหว(Sensitive) ต่อปัจจัยต่างๆมากมาย ทำให้ราคามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เลยทำให้เกิดความผันผวนของราคาขึ้นลงอยู่ทั้งวันทั้งคืน

หากใครเคยลองดูตามกระดานซื้อขายทั่วๆไปก็จะเห็นว่าราคาของเหรียญแต่ละตัวนั้นมีการขึ้นๆลงๆตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน เหรียญต่างๆที่ถูกฝากไว้ในกองทุน Liquidity แต่ละกองกลับมีราคานิ่งไม่ขยับเลย

ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาด Exchange และความนิ่งของราคาเหรียญใน Liquidity pool นี่ล่ะครับ ที่เป็นช่องทางสร้างโอกาสการทำกำไรให้นักลงทุนบางกลุ่มที่เน้นการลงทุนในรูปแบบนี้ และเป็นสาเหตุให้เกิด Impermanent Loss ในกองทุน Liquidity pool ต่างๆ

ซึ่งการทำกำไรจากความผันผวนของราคา สามารถทำได้โดยการ “ซื้อถูกแล้วขายแพง” หรือเรียกว่า Arbitrage นั่นเองครับ

4.การขายทำกำไร (Arbitrage)

ความผันผวนที่รุนแรงของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดต่างๆในตลาด Exchange ข้างนอกทั่วๆไปเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดเดียวกันแต่ถูก Lock ไว้ใน Liquidity pool ทำให้เกิดความต่างของราคา

และแน่นนอนว่า สินค้าชนิดเดียวกันแต่มีมูลค่าต่างกันเพราะอยู่กันคนละที่ ย่อมเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดโอกาสในการสร้างผลกำไรของนักลงทุนบางกลุ่ม หรืออาจจะเป็นที่ระบบเองเลยก็ได้

นักลงทุนเหล่านี้จะใช้วิธีการที่เรียกว่า Arbitrage คือเอาสินทรัพย์ดิจิทัลใน Liquidity pool ที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาดไปขายใน Exchange ในขณะที่ราคาของสินทรัพยดิจิทัลชนิดนั้นกำลังอยู่ในขาขึ้น เพื่อทำกำไรจากความต่างของราคา หรือพูดง่ายๆว่าเอาของถูกไปขายแพง เพื่อจะได้กำไรนั่นเองครับ

แล้วนักลงทุนเหล่านี้เค้าเอาเหรียญออกไปจากกองทุน Liquidity pool ยังไงล่ะ?

คำตอบก็คือใช้วิธีการเอาเหรียญสกุลอื่นมา Swap เหรียญสกุลที่ต้องการนำออกไปขาย ซึ่งก็จะได้กำไรจากส่วนต่างของราคาตลาดกับราคาเหรียญที่ได้ออกไปจาก Liquidity pool

ซึ่งการ Swap นี่ก็สามารถทำได้ตามวิธีปกติตามที่ทาง Platform จัดไว้ให้บริการได้เลยครับ

เมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 อย่างที่เขียนมาด้านบน ก็จะทำให้เกิด Impermanent Loss ขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้นักลงทุน(Liquidity provider)ที่ฝากเหรียญไว้ใน Liquidity pool เสียโอกาสในการทำกำไร หรืออาจเกิดขาดทุนได้ตอนที่ถอนเหรียญออกมาจากกองทุน

แต่การที่มันเป็น Impermanent loss นั้นแปลว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นแค่การขาดทุนชั่วคราว ซึ่งถ้ารอให้ราคาตลาดกลับมาเหมือนเดิมตอนที่เราฝากเหรียญเข้า Pool แล้วค่อยถอนเหรียญออก เราก็จะไม่เสียหายจาก Impermanent Loss ครับ

สิ่งที่อธิบายเกี่ยวกับ Impermanent Loss มาทั้งหมดนี้เป็นความพยายามที่จะอธิบายภาพรวมของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเอาตัวเลข,ฟราพ หรือสมการเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด แต่ใช้การเล่าเรื่องถึงสาเหตุและองค์ประกอบ รวมถึงขั้นตอนของการเกิดปรากฎการณ์ดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปที่อยากจะลองเป็น Liquidity Provider เห็นภาพกว้างๆและพอจะเข้าใจได้บ้าง 

แน่นอนว่ามันจะไม่ได้ตรงตามสมการ หรือหลักการเป๊ะๆ แต่เข้าใจได้ง่ายสำหรับนักลงทุน(Liquidity provider)ทั่วๆไปและคนที่อยากเห็นภาพแต่ไม่ได้ต้องการจะลงลึกถึงรายละเอียดในเรื่องนี้มากนัก

Impermanent Loss เกิดขึ้นได้ยังไง

หลังจากที่เรามองเห็นภาพรวมได้แล้วว่า Impermanent Loss มันมีที่มาที่ไปยังไง คราวนี้เราลองเอาตัวเลขมาเทียบกันแบบง่ายๆดูกัน เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจเหตุกาณ์นี้ให้มากขึ้นกันครับ

สมมุติว่า ณ เวลาที่เราฝากเงินเข้ากองทุน เหรียญแต่ละเหรียญมีราคาตลาดดังนี้

CAKE BNB มูลค่ารวมของกองทุน
ราคาตลาดของเหรียญ ณ ตอนฝากเข้ากองทุน$50/เหรียญ$200/เหรียญ
มูลค่ารวมของเหรียญที่ฝากเข้ากองทุน$1,000$1,000$2,000
จำนวนเหรียญ ณ ตอนฝากเข้ากองทุน20 [CAKE]5 [BNB]

จากตาราง จะเห็นว่าเราฝากเหรียญ CAKE จำนวน 20 เหรียญ คิดเป็นมูลค่า 1,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เข้ากองทุน Liquidity pool และฝากเหรียญสกุล BNB จำนวน 5 เหรียญ คิดเป็นมูลค่า 1,000 ดอลล่าร์สหรัฐเข้ากองทุนดังกล่าว เช่นเดียวกัน (เพราะต้องฝากเป็นคู่)

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เกิดการผันผวนของราคาเหรียญ CAKE ในตลาด Exchange ข้างนอก ทำให้ราคาเหรียญ CAKE ขึ้นไปที่ $60/เหรียญ แต่มูลค่าเหรียญ CAKE ที่ถูก Lock ไว้ใน Pool ยังอยู่ที่ $50 เท่าเดิม

ทำให้มีคนเห็นช่องว่างที่จะทำกำไร โดยเอาเหรียญ BNB มาแลก(Swap) เป็นเหรียญ CAKE ออกไปขายทำกำไร 

คำถามคือแล้วคนที่จะเอาเหรียญ BNB มาแลกเป็น CAKE เค้าจะต้องแลกออกไปเท่าไหร่ ถึงจะสามารถทำกำไรได้

คำตอบก็คือ นักลงทุนที่เรียกว่า Arbitrageurs จะซื้อ CAKE ด้วย BNB จนกว่ามูลค่า(ดอลล่าร์สหรัฐ์)รวมของเหรียญทั้ง 2 สกุลใน Pool นั้นเข้าสู่จุดที่เท่ากัน

จากตารางด้านล่างจะเห็นว่า เมื่อราคาเหรียญ CAKE ในตลาดเพิ่มขึ้น จะทำให้มูลค่าจริงของกองทุน(Pool) กองนี้เพิ่มขึ้น จากตอนแรกที่มีมูลค่ารวม $2,000 เหรียญ กลายเป็น $2,200

CAKE BNB มูลค่ารวมของกองทุน
ราคาตลาดของเหรียญเมื่อเวลาผ่านไป$60/เหรียญ$200/เหรียญ
มูลค่ารวมของเหรียญในกองทุน$1,200$1,000$2,200
จำนวนเหรียญที่มี20 [CAKE]5 [BNB]

โดยที่มูลค่าของทางฝั่งเหรียญ CAKE นั้นจะมากกว่าฝั่งเหรียญ BNB อยู่ $200 ดังนั้น นักลงทุน Arbitrageurs จะเอาเหรียญ BNB มาใส่ลงใน Pool เพิ่ม เพื่อเอาเหรียญ CAKE ออกไปขายต่อ

ซึ่งถ้าสังเกตุดีๆ มันก็คือ Swap สกุลเงินดิจิทัลนั่นเอง เมื่อเพิ่มเหรียญ BNB เข้าไปใน Pool เหรียญ CAKE ก็จะถูกนำออกไป และลดจำนวนลง เข้าสู่จุดที่มูลค่ารวมของเหรียญทั้ง 2 เท่ากันนั่นเอง

CAKE BNB มูลค่ารวมของกองทุน
ราคาตลาดของเหรียญในปัจจุบัน$60/เหรียญ$200/เหรียญ
มูลค่ารวมของเหรียญในกองทุน$1,100$1,100$2,200
จำนวนเหรียญ
ที่เหลือ
18.3 [CAKE]5.5 [BNB]

เมื่อมูลค่าของเหรียญทั้ง 2 ฝั่งอยู่ในสถานะที่เท่ากันแล้ว( เรียกว่า Rebalance) จะเห็นว่ามูลค่ารวมของเหรียญ CAKE ที่อยู่ใน Liquidity pool มีมูลค่ารวมแค่ $1,100

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเราดูการซื้อขายที่ตลาดข้างนอกจะพบว่ามูลค่าของเหรียญ CAKE ที่ปริมาณเท่ากันสามารถซื้อขายกันได้ที่ราคา $1,200

ซึ่งพอเหรียญที่เราฝากไว้ใน Liquidity pool มีมูลค่าต่ำกว่าที่เค้าซื้อขายกันบน Exchange ด้านนอก มันก็ทำให้เราเกิดการเสียโอกาสที่จะได้กำไรจากการที่ราคาเหรียญเพิ่มขึ้น 

ซึ่งถ้าเราซื้อเหรียญ CAKE แล้วถือไว้เฉยๆเพื่อรอขายบนตลาด Exchange ทั่วไป เราจะขายได้ราคาเต็มๆ $1,200 เลย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “เสียโอกาส”

และถ้าดูที่จำนวนเหรียญที่มีอยู่ใน Pool ก็จะลดน้อยลงไปด้วย ทำให้ถ้าเราถอนเหรียญออกมาจาก Pool ณ เวลานี้ ก็อาจจะเจอกับการขาดทุนได้

หรือในกรณีที่ดีก็อาจจะไม่ถึงขั้นขาดทุนเพราะได้ค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม และการเพิ่มมูลค่าของคู่เหรียญที่ฝากไว้ด้วยกัน

แต่อย่างน้อยๆก็คือเราจะเสียโอกาสในการทำกำไรจากการที่ซื้อแล้วถือเหรียญไว้เฉยๆไม่ต้องมาลงทุนและเจอความเสี่ยงใน Liquidity pool นั่นเองครับ ซึ่งบางคนอาจจะเรียกว่าขาดทุนกำไร  

นี่ล่ะครับคือภาพรวมของสิ่งที่เรียกว่า Impermanent Loss ที่อธิบายอย่างง่ายด้วยการเล่าเรื่อง ไม่ต้องใช้สมการ หรือตัวเลขเยอะๆให้งงกันมากขึ้นไปอีก 

เพราะ concept ของ Livewithoutpay ก็คือ ใช้แรงทำเงิน ให้เงินทำงาน ไม่ต้องคิดมาก เน้นลงทุนแล้วหลับสบาย

แต่สำหรับนักลงทุนท่านไหนที่ค่อนข้างซีเรียส อยากจะเก็บทุกเม็ดให้คุ้มค่าก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ ดีซะด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับสใตล์การลงทุนของแต่ละคน

ถ้าใครอยากจะลงทุน Yield Farming หรือ Liquidity pool แต่ไม่อยากมาคิดซับซ้อนกับเรื่องพวกนี้ก็สามารถทำได้ด้วยการลงทุนด้วยคู่เหรียญที่เป็น Stablecoin เท่านั้น เพราะราคาจะไม่ผันผวนเหมือนเหรียญดิจิทัลทั่วๆไป

หรืออีกทางเลือกนึงก็คือสามารถลงทุนด้วย Cryptocurrency สกุลทั่วๆไปได้ แต่ต้องลงทุนใน Pool หรือฟาร์มที่สามารถลงทุนด้วยเหรียญสกุลเดียวได้

ส่วนถ้าใครอยากจะเสี่ยงต่ำกว่านั้น ก็อาจจะหันมาลงทุนในกองทุนรวม,กองทุนตราสารหนี้,กองทุนตราสารทุน ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้เช่นเดียวกันครับ


Related Posts