ethereum คืออะไร ต่างจาก Bitcoin ยังไง

Ethereum สกุลเงินดิจิทัลอันดับ 2 ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี่ที่มีมูลค่าและชื่อเสียงเป็นรองจาก Bitcoin หลายๆคนคงจะเคยได้ยินได้เห็นกันมาบ้าง แล้วมันต่างจาก Bitcoin ยังไง,ดีกว่ามั้ย ทำไม Ethereum ถึงมีมูลค่าขึ้นมาเป็นอันดับ 2 นี่คือทุกสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนลงทุนใน Ethereum 

Ethereum คืออะไร

Ethereum คือชื่อของเครือข่ายระบบปฎิบัติการ(Platform)อย่างหนึ่งที่ทำงานอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ถูกสร้างมาให้เป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิด(Open-source) เพื่อให้นักพัฒนาทั้งหลายสามารถนำเอาความสามารถและจุดเด่นของระบบนี้ (เช่น ความสามารถในการทำ Smart contract) ไปพัฒนาต่อยอด และประยุกต์เพื่อการใช้งานอย่างอื่นได้(Application) ที่เห็นได้ชัดก็คือการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลต่างๆขึ้นมาบนระบบ Ethereum รวมถึงผู้ให้บริการ DeFi เจ้าต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย (สกุลเงิน Ether เป็น Application อย่างหนึ่งในระบบ Ethereum)

Ethereum ไม่ใช่สกุลเงินดิจิทัล

จริงๆแล้ว Ethereum เป็นชื่อของเครือข่ายระบบปฏิบัติการ ไม่ใช่สกุลเงิน แต่สกุลเงินที่เกิดขึ้นมาบนระบบ Ethereum มีชื่อเรียกว่า “Ether”(ETH) ซึ่ง เหรียญ Ether เกิดขึ้นมาพร้อมๆกับระบบปฏิบัติการเพราะมันจะต้องถูกใช้เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานของเครือขาย Ethereum ซึ่งในอดีตมันเป็นสกุลเงินเดียวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนระบบ Ethereum หลายๆคนก็เลยติดเรียก Ethereum เป็นชื่อสกุลเงินไป ก็อาจจะพูดได้เหมือนกันครับ ว่า Ethereum นี้เป็นสกุลเงินดิจิทัล Generation ที่ 2 ถัดมาจาก Bitcoin ซึ่งหลังจาก Ethereum ก็มีสกุลเงินดิจิทัล Generation ที่ 3 พัฒนาต่อมาก็คือ Cardano (ADA)


ลงทุนในบิทคอยน์
สกุลเงินบิทคอยน์คืออะไร?

การที่ Application ต่างๆที่ทำงานบนระบบ Ethereum (เช่นสกุลเงิน หรือ App ประเภทอื่นๆ) Platform Ethereum จะทำงานได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีตัวขับเคลื่อนอะไรบางอย่าง ที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้ Node ในระบบทำงาน สิ่งนั้นก็คือ “ค่าธรรมเนียม” หรือภาษา Crypto เรียกว่า “Gas” นั่นเองครับ ซึ่งค่าธรรมเนียมที่จะนำมาใช้สำหรับจ่ายในระบบ Ethereum ก็คือสกุลเงิน “Ether” นั่นเองครับ และไม่สามารถใช้เหรียญอื่นแทนได้ 

ค่าธรรมเนียม(Gas) ที่ท่านจ่ายไปก็จะนำไปเป็นรางวัลตอบแทนให้กับนักขุด Ethereum นั่นเองครับ เพราะเค้าเหล่านั้นจะเอาคอมพิวเตอร์มาเป็นส่วนหนึ่งในระบบเครือข่าย Ethereum เพื่อช่วยทำการประมวลผลสำหรับการทำงานของ App ต่างๆในระบบ

ค่าธรรมเนียม Ethereum
ค่า GAS คืออะไร?

เหรียญ Ether จึงถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Utility Token อย่างหนึ่ง มีไว้สำหรับให้สิทธิ์ในการเข้าใช้บริการระบบ Ethereum นั่นเองครับ ตัวอย่างเช่น 

  • การโอนเงินดิจิทัลต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระบบ Ethereum จะต้องเสียค่าธรรมเนียม(Gas) จำนวนหนึ่งให้กับ Node ในระบบที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ,บันทึกธุรกรรม 
  • โปรแกรม หรือ Application อื่นๆที่ทำงานบนระบบ Ethereum เวลาคนใช้บริการโปรแกรมเหล่านี้ โปรแกรมก็จะต้องมีการประมวลผลต่างๆ ซึ่งการประมวลผลเหล่านี้แหละครับก็จะต้องใช้บริการจาก Node ในระบบ และก็ต้องเสียค่าธรรมเนียม(Gas) เหมือนกันเพื่อเป็นผลตอบแทนให้คนขุด Ethereum(Node)

สินทรัพยดิจิทัลคืออะไร ซื้อขายยังไง ภาษี

มูลค่าเหรียญ Ether(ETH) มาจากไหน?

ปัจจุบัน เหรียญ Ethereum นั้นกลายมาเป็นเหรียญที่มีมูลค่าเป็นอันดับ 2 รองจาก Bitcoin ซึ่งมูลค่าต่อหนึ่งเหรียญของมันก็ไม่ใช่น้อยๆเลยนะครับ อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า เหรียญ Ether เป็นสิ่งจำเป็นในการใช้บริการเครือข่าย Ethereum เพราะจะต้องนำมาจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้ระบบ

และเมื่อระบบ Ethereum สามารถพิสูจน์ตัวมันเองได้แล้วว่าเป็นระบบที่มีประโยชน์ต่อคนหมู่มากและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย จึงมีนักพัฒนาเข้ามาสนใจทำ Application ต่างๆบนระบบ Ethereum มากขึ้นและเมื่อมี Application มากขึ้นก็มีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ความต้องการ(Demand)ในการใช้เหรียญ Ether ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อมีความต้องการใช้เหรียญ Ether มากขึ้น โดยที่ Supply ยังไกล้เคียงเดิม จึงทำให้มูลค่าเหรียญ Ether เพิ่มขึ้นตามมานั่นเองครับ และที่สำคัญ Ethereum มีนโยบายการ Burn เหรียญทิ้งอีกด้วย ทำให้จำนวนเหรียญ Ether น้อยลงไปอีก ยิ่งเป็นปัจจัยทำให้ราคาสูงขึ้น

  1. คนสร้าง Application บน Ethereum มากขึ้น
  2. ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมให้ความสนใจ
  3. ใช้ Proof Of Stake แทน Proof Of Work 


1.คนสร้าง Application บน Ethereum มากขึ้น

ด้วยความที่ Ethereum นั้นเป็นเจ้าแรกที่ริเริ่มทำ Platform แบบนี้ขึ้นมาบนเทคโนโลยีบล็อคเชน ซึ่งตัวมันเองมีจุดเด่นในเรื่อง Smart contract และก็แทบจะเป็นเจ้าเดียวในปัจจุบันที่นักพัฒนาทั่วโลกให้ความไว้วางใจที่จะเลือกสร้างโปรเจคของพวกเค้าขึ้นมาบน Ethereum Network ไม่ว่าจะเป็น Decentralized Autonomous Organization(DAO), Decentralized Application(Dapp) และอื่นๆ

ซึ่งเมื่อมีการทำโปรเจคเหล่านี้ขึ้นมาเพิ่มมากขึ้น แต่ละโปรเจคก็ย่อมจะต้องออกเหรียญของตัวเองออกมาโดยกระบวนการ ICO ซึ่งก็เป็นเหรียญดิจิทัลที่ทำงานบนเครือข่าย Ethereum ทั้งนั้น และสุดท้ายก็ต้องใช้เหรียญ Ether ในการจ่ายค่า Gas เพื่อขับเคลื่อนการทำงานขอระบบ เมื่อความต้องการมีมากขึ้นๆ เหรียญ Ether จึงมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตามกลไกของตลาด 

2.ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมให้ความสนใจ

ในปัจจุบันมีบริษัทยักษ์ใหญ่ในหลายๆอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มบริษัท Start-up หลายๆบริษัท ให้ความสนใจและรวมกลุ่มกันเพื่อหาทางพัฒนาการใช้งานระบบ Ethereum ให้นำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆได้ ซึ่งกลุ่มองค์กรที่รวมตัวกันพัฒนาการใช้งาน Ethereum เด่นๆก็คือ Enterprise Ethereum Alliance (EEA) สมาชิกแต่ละองค์กรนี่ใหญ่ๆทั้งนั้น มีการใช้งานการประมวลผลข้อมูลในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก 

เมื่อมีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่มีลูกค้าเยอะอยู่แล้วมาใช้ จึงยิ่งทำให้เครือข่าย Ethereum มีศักยภาพและขยายการใช้งานให้มากยิ่งขึ้น และก็เหมือนเดิมครับ ยิ่งมีความต้องการการใช้งานเครือข่ายเยอะมากเท่าไหร่ ก็มีความต้องการในการใช้เหรียญ Ether มากขึ้นเท่านั้น เมื่อ Demand เพิ่มมากขึ้น และ Supply ยังเท่าเดิม ก็ยิ่งทำให้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น 

3.ใช้การทำงานแบบ Proof Of Stake แทน Proof Of Work 

สิ่งที่ทำให้ ระบบ Ethereum มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นก็คือการนำวิธีการทำงานแบบ Proof Of Stake(POS) มาใช้ในการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลลงบน Blockchain แทนการทำงานแบบ Proof Of Work ที่ใช้อยู่ในเครือข่าย Bitcoin ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของการที่จะต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลเพื่อที่จะตรวจสอบและบันทึกข้อมูลและธุรกรรมต่างๆบน Blockchain ทำให้คนทั่วๆไปไม่ต้องไปลงทุนซื้อการ์ดจอ หรือคอมพิวเตอร์จำนวนมากเพื่อมาขุด Ethereum จึงลดความเหลื่อมล้ำในการลงทุนซื้ออุปกรณ์ขุด(Mining) ไปได้พอประมาณ คนทั่วๆไปจึงเข้ามาทำการขุด Ethereum กันได้ง่ายขึ้น และได้รับผลตอบแทนไปตามสัดส่วน 

บล็อคเชนคืออะไร
อธิบายเรื่องบล็อคเชนอย่างง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ทั้งระบบ Ethereum และสกุลเงิน Ether ต่างก็เป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ มันก็ยังมีความไม่แน่นอนและยังมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขและพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่นปัญหาค่าธรรมเนียมของระบบ Ethereum ที่แพงและปัญหาอื่นๆ ก็อาจจะทำให้เป็นสาเหตุให้ราคาของเหรียญ ETH ยังมีความผันผวนอยู่เรื่อยๆ(แต่ก็ถือว่าน้อย ถ้าเทียบกับสกุลเงินดิจิทัลอื่น) 



ปัจจัยลบสำหรับ Ethereum (ETH)

ปัจจัยที่จะทำให้เหรียญ ETH มีมูลค่าลดลงได้นั้นส่วนใหญ่ก็คงจะมาจากปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพ,ความน่าเชื่อถือ และการรักษาความเป็นผู้นำในการเป็น Platform สำหรับสร้าง Application บนบล็อคเชน นั่นเองครับ 

ในปัจจุบันมีโปรเจคหลายๆอย่างที่ถูกสร้างออกมาบน Ethereum Network และออก ICO เหรียญของตัวเองมา ซึ่งมันเป็นข้อดีที่ระบบ Ethereum มีผู้ใช้งานมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมาก็คือมีความล่าช้าในการประมวลผล ซึ่ง Ethereum ก็คงจะไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ 

ปัญหาอีกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือค่าธรรมเนียม(Gas) ที่แพง ทำให้ผู้ใช้งานทั่วๆไปต้องเสียเงินเยอะกว่าการใช้งานBlockchain ของเครือข่ายคู่แข่งเช่น Binance Smart Chain(BSC) จึงเป็นเรื่องที่ Ethereum ยังต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้ได้ถ้ายังอยากจะรักษาความเป็นผู้นำอยู่ 

อีกความเสี่ยงนึงของ Ethereum ก็คือในปัจจุบันเริ่มมี Platform คู่แข่งถูกพัฒนาขึ้นมาโดยพยามจะนำปัญหาของ Ethereum มาวิเคราะห์และทำให้ดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคู่แข่งเหล่านั้นสามารถทำระบบของตัวเองได้ดีกว่า Ethereum ลูกค้าและผู้ใช้งานก็จะพากันย้ายไปใช้ระบบที่ดีกว่าเหล่านั้น ซึ่งอาจมีผลทำให้ราคาของเหรียญ Ether ตกลงมาอย่างแน่นอน

ประวัติของ Ethereum

Ethereum เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ใครเป็นคนคิด?

Ethereum ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงปลายปี 2013 โดยโปรแกรมเมอร์ชาวรัสเซีย ชื่อ Vitalik Buterin ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยาสารเกี่ยวกับ Bitcoin(ชื่อว่า Bitcoin Magazine) เขาได้จัดทำเอกสาร Whitepaper เพื่อแนะนำระบบให้คนที่สนใจได้รู้รายละเอียด,จุดประสงค์ และการทำงานของระบบขึ้นมาในช่วงเวลลาเดียวกัน 


คริปโตเคอเรนซี่คืออะไร
Cryptocurrency คืออะไร

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 2014 Ethereum ได้เริ่มระดมทุนผ่านกระบวนการ ICO ซึ่งได้รับผลตอบรับจากคนที่อยู่ในวงการ Cryptocurrency เป็นอย่างดี และก็เริ่มมีการซื้อขายเหรียญ Ether อย่างเป็นทางการในปี 2015 และก็มีนักพัฒนาทั่วโลกสร้าง Application บนระบบ Ethereum ออกมาใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ Cryptocurrency ถึงแม้ว่าระบบจะทำงานได้ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจและตรงกับ Concept ที่วางไว้ในตอนแรก ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาการใช้งานเลย ปัญหาที่พบเจอบ่อยๆก็คือการประมวลผลของระบบค่อนข้างช้า เพราะมีคนใช้งานมาก และมีค่าธรรมเนียม (Gas) ที่แพงเมื่อเทียบกับการใช้งานเครือข่าย Blockchain อื่นๆ โดยทางทีมงานก็ได้พยามแก้ปัญหาและพัฒนาระบบออกมาเป็น Ethereum 2.0 ในปัจจุบัน



Vitalik Buterin สร้าง Ethereum ขึ้นมาเพราะเขามีความคิดว่าเทคโนโลยี Blockchain นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้มากกว่าแค่การเป็นสกุลเงินเหมือน Bitcoin โดยที่เขาอยากพัฒนา Ethereum ให้เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโลกในสมัยใหม่ที่จะลดการเก็บข้อมูลต่างๆไว้กับตัวกลางรายใหญ่ๆไม่กี่รายบนโลกใบนี้ ทำให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆสามารถควบคุมข้อมูลส่วนตัวของเราเองได้อย่างแท้จริง(Decentralized)

กำจัดตัวกลางโดยใช้ Smart Contract ควบคุมการทำงาน

ลองจินตนาการดูครับว่า ทุกวันนี้การใช้บริการต่างๆบนโลกอินเตอร์เน็ต เราต้องนำข้อมูลส่วนตัวของเราใส่เข้าไปในระบบมากแค่ไหน และข้อมูลเหล่านั้นสุดท้ายแล้วถูกเก็บไว้ที่ไหน รักษาความปลอดภัยโดยใคร และใครสามารถเข้าถึงได้บ้าง?

ซึ่งในโลกนี้มีผู้ให้บริการอยู๋ไม่กี่รายที่เก็บข้อมูลต่างๆของคนบนโลกไว้เยอะมาก เช่น Facebook, Google, Amazon, หรือ Paypal หรือแม้แต่เว็บไซต์ต่างๆที่เราเปิดดูกันอยู่ทุกวันก็จะต้องมีการเก็บหรือดึงข้อมูลจากเซิฟเวอร์ของผู้ให้บริการรายหลักๆอยู่ไม่กี่ราย(Third-Party server) ทำให้ข้อมูลทุกย่างชองเรา ไม่ว่าจะเป็น เลขบัตรเครดิต,ที่อยู่อาศัย, อายุ,เพศ,ข้อมูลทางการเงิน,ข้อมูลทางด้านสุขภาพ หรือรหัส Password ต่างๆ จะถูกเก็บไว้กับตัวกลางที่ใดที่หนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น 

  • ถ้าเราอยากจะมี Email และส่ง Email หาใครซักคน เราก็จะใช้บริการของ Google และ Google ก็จะมีข้อมูลส่วนตัวของเราทุกอย่างเก็บไว้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Password,ข้อความต่างๆ
  • หรือถ้าเราอยากจะโอนเงินไปให้ใครซักคน ผู้ให้บริการเซอรเอวร์นั้นๆก็จะมีข้อมูลส่วนบุคคลทางด้านการเงินของเราเก็บไว้
  • หรือแม้แต่ผู้ให้บริการ Social media ต่างๆที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและควบคุมสิ่งต่างๆที่ user จะทำได้ 

ในเมื่อข้อมูลส่วนตัวของคนบนโลกถูกเก็บอยู่โดยรวบไปไว้ที่ศูนย์กลางไม่กี่ตัวแบบนี้ ผู้ใช้(User) อย่างเราๆจะมีความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิ์ หรือ ถูก Hack ข้อมูลต่างๆได้ง่ายดายขนาดไหน?

Ethereum จึงถูกสร้างขึ้นมา เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของระบบหรือ Application ต่างๆบนอินเทอร์เน็ตให้เป็นแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) โดยตั้งใจที่จะเอาตัวกลางต่างๆออกไป และประมวลผลทุกอย่างโดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่ทำงานอยู่บน Blockchain (เรียกว่า Node)ซึ่งก็คือคนขุด Ethereum นั่นเอง โดยเครือข่าย Node เหล่านี้มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลต่างๆแทนการใช้ Server กลาง ช่วยกันประมวลผลและบันทึกข้อมูลไว้บน Blockchain ของ Ethereum ทุกๆครั้งที่มีการประมวลผลหรือรับส่ง Data บนเครือข่ายนี้ Node ก็จะได้รับค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า Gas เป็นผลตอบแทน(ซึ่งก็คือการขุด Ethereum และได้รับเหรียญ Ether นั่นเอง)

ทุกๆ Application ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระบบ Ethereum จะใช้ Smart contract ซึ่งเป็นการเขียนโปรแกรมลงไปเป็น Function ต่างๆ เพื่อใช้ในการควบคุมระบบ และดำเนินงานแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะไม่มีมนุษย์สามารถเข้าไปแทรกแซง หรือเปลี่ยนแปลง Smart contract ในระบบนั้นๆได้ จึงทำให้ข้อมูลต่างๆมีความปลอดภัย และอยู่ในการควบคุมของผู้ใช้งานมากขึ้น  

ระบบ Smart contract สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานต่างๆได้หลากหลายเลยครับ เช่นการ Vote การเลือตั้งต่างๆ, การรับ/ส่งข้อมูลทางด้านการเงิน,การรับ/ส่งข้อมูลทางด้านสุขภาพ หรือนำมาทดแทนการทำสัญญาธุรกรรมต่างๆที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ เช่น การทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์,การทำสัญญากู้ยืมเงิน,การลงทุน และอื่นๆอีกมากมาย

จะเห็นได้ว่าการประยุกต์นำไปใช้งานในด้านต่างๆ(Application)เหล่านี้ ข้อมูลทุกอย่างที่กำเนินการอยู่บนระบบจะมีความปลอดภัยและโปร่งใส เพราะทุกๆอย่างถ้าถูกเขียนเข้าไปใน Smart contract แล้วจะไม่มีใครสามารถแก้ไขได้ เช่น

  • ข้อมูลการ กา Vote เลือกตั้ง จะไม่สามารถแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้
  • การทำสัญญาต่างๆจะบังคบใช้เงื่อนไขตามสัญญาได้อย่างอัตโนมัติ
  • ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เช่นข้อมูลการเงิน,สุขภาพ จะไม่สามารถแก้ไขหรือถูกขโมยไปได้โดยไม่ได้รับการยินยอมโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล

หรือแม้แต่นำไปใช้กับการจัดการการลงทุน หรือในปัจจุบันอาจจะรู้จักกันในชื่อ DeFi ซึ่งแทบจะทุกผู้ให้บริการ DeFi ในปัจจุบันทำงานอยู่บนเครือข่าย Ethereum ซึ่งการดำเนินการทุกอย่างถูกควบคุมโดย Smart contract ระบบจะทำงานตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ใน Whitepaper โดยอัตโนมัติ โดยที่มนุษย์ไม่สามารถแทรกแซงได้ โดยหลักๆแล้วจะถูกกำหนดไว้ว่าถึงแม้เราจะฝากเงินไว้กับผู้ให้บริการ แต่ผู้ให้บริการไม่สามารถนำเงินของเราไปใช้อย่างอื่นได้นอกจากใช้ลงทุน และผลกำไรที่ได้จากการลงทุนก็ต้องเป็นของเรา(เจ้าของเงิน) เท่านั้น ในกรณีที่มีการโกงเงินกันเกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง อยู่ดีๆผู้ให้บริการหรือกองทุนอาจจะปิดเว็บหาไปดื้อๆเลย แต่เจ้าของเงินก็ยังสามารถนำเงินของตัวเองกลับมาเข้ากระเป๋า(Wallet) ได้เหมือนเดิมผ่านทาง Smart contract เพียงแต่ต้องรู้วิธีทำเท่านั้นเอง

ยกตัวอย่างอีกอันให้เห็นภาพในเรื่องของสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ หากประยุกต์การใช้งานของ Smart contract กับ Internet Of Things(IOT)ได้อย่างเต็มตัว เราจะสามารถทำสัญญาเช่าที่รัดกุมมากๆได้ เช่น ถ้าถึงกำหนดวันจ่ายค่าเช่าแล้วผู้เช่ายังไม่ยอมจ่ายเงิน แสดงว่ามีการผิดเงื่อนไข Smart contract และประตูบ้านอาจจะไม่เปิดให้เข้าก็ได้

Ethereum classic คืออะไร

Ethereum classic หรือ ETC เป็นเหรียญดิจิทัลตระกูล Ethereum ที่เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์การโดนแฮ็คครั้งสำคัญของ Application บนเครือข่ายบล็คเชนของ Ethereum

ในปี 2016 Ethereum ได้มีโปรเจคชื่อว่า The DAO (Decentralized Autonomous Organization) ขึ้นมาซึ่งเป็นโปรเจคที่ต้องการสร้างองค์กรดิจิทัลที่ดำเนินงานในแบบอัตโนมัติ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของใคร การดำเนินงานทุกอย่างจะถูกกำหนดโดย Code ซึ่งก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนไว้บน Smart contract ที่มนุษย์จะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการทำงานได้ 

DAO ในตอนนั้นเปรียบเสมือนกองทุนร่วมลงทุน ที่นักลงทุนสามารถร่วม Vote วิธีการจัดการลงทุนผ่าน Smart contract ได้ และหลังจากที่ลงคะแนนกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เงินที่ได้รับมาจากนักลงทุนต่างๆก็จะถูกนำไปใช้ลงทุนตามวิธีที่ได้รับการ vote มา ซึ่งเงินที่นักลงทุนนำมาลงในกองทุนในตอนนั้นก็คือ เหรียญ Ether(ETH) นั่นเองครับ ผลของการประกาศนวัตกรรมรูปแบบใหม่นี้ ทำให้ได้รับความสนใจจากคนในวงการ Cryptocurrency เป็นจำนวนมาก จนถึงขั้นที่สามารถระดมเงินลงทุนมาได้ถึง 14% ของเหรียญ ETH ทั้งหมดที่มีบนโลกนี้

แต่แล้วเหตุการณ์ร้ายๆก็เกิดขึ้น ถึงแม้ตัว Smart contract ในยุคนั้นจะถูกออกแบบมาอย่างดี แต่ก็ยังมีช่องโหว่บางอย่างอยู่ จึงเป็นโอกาสที่เหล่า Hacker จะเข้ามาโจมตีและทำการขโมยข้อมูลจากเครือข่าย Blockchain นั้น ซึ่งการขโมยข้อมูลที่ว่านี้ พูดให้เห็นภาพง่ายๆก็คือ”ขโมยเงินดิจิทัล” ออกไปจากระบบนั่นเองครับ ซึ่งด้วยความที่โครงการ DAO สามารถระดมทุนมาได้อย่างมาก โจรที่มาแฮ็คข้อมูล ก็ได้เงินไปมากและสร้างความเสียหายให้นักลงทุนมากเหมือนกัน

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทีมงาน Ethereum ก็เกิดการแบ่งแยกความคิดเป็น 2 ฝ่าย คือ

  1. ใช้เครือข่าย Blockchain ของ Ethereum เดิมต่อไป เพื่อรักษา concept ของระบบไว้ว่า “Code is Law” ซึ่งหลักๆก็คือ ข้อมูลบน Blockchain จะต้องไม่สามารถถูกแก้โดยมนุษย์ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
  2. ทิ้งสาย Blockchain อันเก่าที่โดนขโมยข้อมูลไป แล้วไปเริ่มนับหนึ่งใหม่บนสาย Blockchain อีกอันนึง(เรียกว่า Hardfork) โดยทางทีมงานจะใช้ข้อมูลเริ่มต้นจาก Block หมายเลข 192,000 ซึ่งเป็นข้อมูลใน Block ก่อนที่จะโดนแฮค จุดประสงค์ก็คือ คืนเงินให้นักลงทุน และสร้างความน่าเชื่อถือให้เครือข่าย Ethereum เพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้ในอนาคต

ผลจากการลงคะแนนเสียง Vote กัน คือเสียงส่วนใหญ่อยากให้ทีมงานเลือกดำเนินการในทางเลือกที่ 2 คือไปเริ่มสร้าง Block ใหม่บนสายข้อมูล Blockchain อีกอันนึงเลย ซึ่งก็คือสายข้อมูล Blockchain Ethereum ในปัจจุบันที่ใช้เหรียญสกุล (ETH) เป็นตัวจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อขับเคลื่อนการทำงานของระบบ

ผลของการย้ายข้อมูลไปเริ่มบนสาย Blockchain ETH ใหม่จึงทำให้ สาย Blockchain อันเก่าถูกทิ้งร้างไป แต่ก็มีนักพัฒนาที่ไม่เห็นด้วยกับการ Hardfork ได้กลับมาพัฒนาระบบบนสายข้อมูล Blockchain อันเดิมต่อและใช้ชื่อว่า Ethereum Classic ซึ่งก็คือ Ethereum ดั้งเดิมนั่นเองโดยใช้เหรียญ Ethereum Classic (ETC) ในการจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆบนระบบเครือข่าย Ethereum Classic

Ethereum Classic(ETC) หรือ Ethereum(ETH) ดีกว่ากัน

สำหรับคนทั่วไปที่เข้ามาลงทุนใน Cryptocurrency แน่นอนว่า คนจะรู้จัก ETH มากกว่าอย่างแน่นอน เพราะมีราคาตลาดที่สูงเป็นอันดับ 2 รองจาก Bitcoin 

แต่ถ้าลองมาวิเคราะห์กันดูลึกๆแล้วทาง ETC เองถึงแม้จะมีราคาตลาดและปริมาณการซื้อขายต่ำกว่า ETH อยู่มาก แต่มันก็เป็นสกุลเหรียญที่ได้รับความนิยมมากอยู่ในอันดับต้นๆของโลก เมื่อเทียบกับเหรียญดิจิทัลสกุลอื่นๆ 

และที่สำคัญ ทาง ETC นั้นก็มีฐานลูกค้ารายใหญ่ๆที่สนใจจะพัฒนาระบบของตัวเองเพื่อทำงานบนเครือข่าย Blockchain ของ ETC อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน รวมถึงทีมนักพัฒนาของ ETC ซึ่งก็คือกลุ่มผู้ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในระบบ Ethereum ก็น่าจะพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้ Blockchain ของ ETC ได้รับความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นอีกมาก  และในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีบล็อคเชนแพร่ลายมากกว่านี้ ก็ไม่แน่ว่าเหรียญ ETC อาจจะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นก็เป็นได้