Cryptocurrency(คริปโตเคอเรนซี่) คืออะไร

Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล คือสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digital Asset) ซึ่งก็คือเงินดิจิทัลนั่นเอง

คำๆนี้มาจากการผสมกันระหว่างคำ 2 คำก็คือ “Crypto” แปลว่าเข้ารหัส และ “Currency” ที่แปลว่าสกุลเงิน ซึ่งในปัจจุบันมีเงินดิจิทัลเกิดขึ้นมาหลายสกุลเงินมากๆ แต่ละสกุลก็มีข้อดีข้อเสียต่างๆกัน

สกุลเงินดิจิทัลแต่ละแบบจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นหรือควบคุมโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเหมือนสกุลเงินในปัจจุบัน(Fiat Money)

จึงทำให้เงินดิจิทัลมีอิสระต่อการควบคุม มีราคาที่เป็นไปตามกลไกของตลาดโดยแท้จริง มีความโปร่งใส และมีความปลอดภัยกว่าเดิมเนื่องจากธุรกรรมต่างๆ

เงินดิจิทัลจะไม่ได้มีใคร หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นผู้ควบคุมโดยฝ่ายเดียว แต่จะถูกตรวจสอบและเก็บข้อมูลบนสายข้อมูล Blockchain ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก(Node)

และการที่ข้อมูลธุรกรรมทุกอย่างถูกตรวจสอบและบันทึกด้วยเทคโนโลยี Blockchain จึงทำให้มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลหรือแทรกแซงธุรกรรมต่างๆได้ 

Cryptocurrency ต่างจากเงินสดยังไง

เงินคริปโตฯ ต่างจากเงินสดตรงที่เป็นเงินที่จับต้องไม่ได้ เพราะธุรกรรมทุกอย่างจะถูกดำเนินการอยู่ในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด และไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารมาเป็นผู้ตรวจสอบหรือบันทึก การ รับ/โอน/จ่าย

ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินดิจิทัลจะต้องมีกระเป๋าเงินดิจิทัล(Wallet) เพื่อเก็บรักษาเงินของตัวเองไว้ ถ้าอยากจะโอนหรือจ่ายเงินให้คนอื่น ก็ต้องโอนเงินจากกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของตัวเองไปที่กระเป๋าเงินดิจิทัล(Wallet) ของผู้รับ 

ถ้าอยากจะนำเงินสด(Fiat Money) มาแลกเป็นเงินดิจิทัล(Cryptocurrencies) ก็ต้องนำเงินสดมาซื้อเงินดิจิทัลผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองจาก กลต.(เรียกว่า Exchange) เหมือนเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องนำเงินไทยไปแลกเงินต่างประเทศ 


กระจายความเสี่ยงการลงทุนด้วยการลงทุนในกองทุนรวม


Cryptocurrency ต่างจาก Blockchain อย่างไร?

พูดง่ายๆ คริปโตเคอเรนซี่คือ “ตัวเงิน” และ Blockchain คือ “ชื่อเทคโนโลยี” ที่ทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัล(Cryptocurrency)ขึ้นมา

เงินดิจิทัลแต่ละหน่วยก็จะถูกเก็บและเข้ารหัส(Crypto)อยู่ในรูปแบบของโค๊ดคอมพิวเตอร์ที่มีความซับซ้อน แต่โปร่งใส สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินได้ ว่าเงินมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของ โอนไปให้ใคร หรือรับจากใคร

การทำธุรกรรม,ตรวจสอบ,และบันทึกธุรกรรมต่างๆ ทำผ่านระบบอัตโนมัติที่ถูกดำเนินการด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์

โดยเทคโนโลยีที่ทำให้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ว่านี้สามารถทำงานเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินได้แบบนี้ มีชื่อเรียกว่า เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังของสกุลเงินดิจิทัลทั้งหลายที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน 

การมาของเทคโนโลยี Blockchain ทำให้การส่งผ่านมูลค่าของสินทรัพย์ (หรือพูดง่ายๆคือการโอนเงิน,จ่ายเงิน,รับเงิน) ระหว่าง 2 ฝ่าย( Peer to Peer “P2P”) ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง(เช่นธนาคาร) อีกต่อไป

เพราะในอดีตจนถึงปัจจุบัน “ธนาคาร” ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างทุกๆคนที่จะ “จ่ายเงิน” หรือ “รับเงิน”

แต่เมื่อมีเทคโนโลยี Blockchain เกิดขึ้นมา ตัวเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาทำหน้าที่แทนธนาคาร โดยเป็น “ตัวกลางอัตโนมัติ” ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ และ บันทึก ว่า “เงินออกจากกระเป๋าผู้จ่าย” ไป “เข้ากระเป๋าผู้รับ” และ “แต่ละคนเหลือเงินเท่าไหร่” นั่นเองครับ 

ซึ่งเรียกระบบการทำงานที่เกิดขึ้นภายใน Blockchain แบบนี้ว่า Proof Of Work หรือ Proof Of Stake


proof of stake 8ืออะไร
Proof Of Work/Proof Of Stake คืออะไร ?

Cryptocurrency ทำงานยังไง

สมมุติให้เข้าใจ Blockchainและการทำงานของ Cryptocurrency ง่ายๆว่า

  • นาย A ได้รับเงิน Bitcoin มา 10 BTC :เครือข่าย Blockchain ทั่วโลกก็จะตรวจสอบว่ามีคนโอนเงินมาเข้ากระเป๋านาย A จริง และคนที่โอนมามีเงิน 10 BTC เพื่อใช้ในการโอนจริง

    เมื่อตรวจสอบพบว่าจริงแล้วก็จะเก็บข้อมูลไว้บนระบบ Blockchain ซึ่งคอมพ์ทุกเครื่องในเครือข่ายก็จะรับรู้และบันทึกว่าตอนนี้นาย A มีเงิน 10 BTC อยู่ในกระเป๋าตังค์(Wallet) ของตัวเอง ซึ่งมีนาย A คนเดียวที่รู้รหัสเปิดกระเป๋า( เรียกว่า Private key)
    • ถ้าหากนาย A มีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม computer และพยายามจะทำเงินปลอมขึ้นมา โดยอยู่ดีๆมีเงินเพิ่มขึ้นมาในกระเป๋า เป็น 15 BTC 

      ระบบ Blockchain ก็จะทำการตรวจสอบใหม่ทั้งหมดว่าเงินมาจากไหน พร้อมกับยืนยันกับเครือข่ายคอมพ์ทุกเครื่องในระบบว่านาย A มีเงิน 15 BTC จริงมั้ย? มีคนโอนมาให้รึเปล่า หรือได้มายังไง
      และเมื่อพบว่าไม่จริง ไม่มีใครเคยบันทึกเลยว่านาย A มีเงิน 15 BTC มีแต่คนบันทึกไว้ว่านาย A มีเงิน 10 BTC ระบบจะรู้ทันทีว่านาย A ไม่ได้มีเงิน 15 BTC จริง 

      ถึงแม้ว่านาย A อาจจะหลอกคอมพ์พิวเตอร์ของตัวเองได้ว่ามีเงินเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถหลอกคอมพ์เครื่องอื่นๆในโลกนี้ได้ทั้งหมด

      ระบบเครือข่าย Blockchain ก็จะไม่ยืนยันธุรกรรมนี้ และนาย A ก็จะยังมีเงินในกระเป๋าแค่ 10 BTC เหมือนเดิมต่อไป(ยกเว้นว่าจะได้มาอย่างถูกต้องในอนาคตอีกทีนึง)
  • ต่อมา นาย A โอนเงินให้นาย B เป็นจำนวน 2  BTC :เครือข่าย Blockchain ก็จะตรวจสอบว่านาย A มีเงินในกระเป๋าเพียงพอที่จะโอนออกไป 2 BTC จริง พร้อมที่จะโอน

    โดยจะตรวจจากข้อมูที่บันทึกไว้และยืนยันกับเครือข่ายคอมพ์ทั่วโลกอีกทีนึงว่านาย A มีเงินจำนวนเท่าไหร่ มีการรับหรือจ่ายออกไปเท่าไหร่ มีพอจะโอนมั้ย

    เมื่อพบว่ามีพอโอนจริงแล้ว ก็จะโอนเข้ากระเป๋าตังค์ของนาย B และคอมพ์ในระบบ Blockchain ทั่วโลกก็จะบันทึกข้อมูลไว้ว่า 
    • ตอนนี้นาย A เหลือเงินในกระเป่าแค่ 2 BTC และ
    • นาย B มีเงินเพิ่มขึ้นมาในกระเป๋าเป็นจำนวน 2 BTC  

ธุรกรรมการเงินจากตัวอย่างด้านบนนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้ธนาคารเข้ามาเป็นตัวกลางในการโอนเงิน

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือ เงินจำนวณนั้นๆจะเป็นของเจ้าของเงินจริงๆ เพราะมีแค่เจ้าของเงินคนเดียวที่รู้รหัสเปิดกระเป๋า(เรียกว่า Private key) ไม่มีใครสามารถเอาไป หรือขโมยไปได้

และค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมโอนเงินต่างๆก็จะถูกลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ต้องไปเสียต้นทุนการทำงานให้ธนาคารเหมือนในอดีตอีกต่อไป

เพียงแต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อยให้ Node ที่อยู่บนเครือข่าย Blockchain เพราะเป็นคนทำหน้าที่ตรวจสอบ,บันทึกธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น(ซึ่งก็คือการขุด Bitcoin นั่นเอง คนขุด Bitcoin ได้เงินจากตรงนี้เป็นค่าตอบแทน)

สกุลเงินดิจิทัล เป็นเงินที่ไม่สามารถจับต้องได้ เพราะว่ามันไม่ได้ถูกตีพิมพ์เป็นธนบัตรหรือผลิตออกมาเป็นเหรียญแบบที่เงินในรูปแบบเดิมครับ บางคนจึงเรียกมันว่า Virtual Currency

ซึ่งการที่มันไม่สามารถจับต้องได้ และทำงานอยู่บนระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติที่ถูกเข้ารหัสอันซับซ้อน ถูกตรวจสอบด้วยเครือข่ายทั่วโลกตลอดเวลาแบบนี้ ทำให้ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำเงินดิจิทัลปลอมแปลงขึ้นมาได้

ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของสินทรัพย์มีค่าที่มนุษย์ใช้ซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็น ธนบัตร หรือทอง ซึ่งเงินปลอม,ทองปลอม สามารถพบเจอได้ทั่วๆไปถูกมั้ยครับ

แต่ถ้าเป็นเงินดิจิทัลยังไงก็ปลอมไม่ได้ นี่คือคุณสมบัติสำคัญเลยที่ทำให้เทคโนโลยี Blockchain และเงินดิจิทัล มีมูลค่าและเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน

ด้วยความที่สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้มีคุณสมบัติที่ไม่สามารถทำปลอมได้ จึงทำให้สามารถนำเทคโนโลยีบล็อคเชนไปประยุกต์ใช้กับสิ่งของมีค่าอย่างอื่นได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่นเทคโนโลยี Non-Fungible Token (NFT) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากระบบ Blockchain เหมือนกับเงินคริปโตฯ เป็นการนำของมีค่ามาเก็บอยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล

เมื่อสิ่งของต่างๆถูกแปรสภาพมาเก็บในรูปแบบ NFT แล้ว ทำให้สามารถถูกตรวจสอบความเป็นเจ้าของ,ความเป็นของแท้และที่มาที่ไปของสิ่งของนั้นๆได้อย่างง่ายดาย


ประวัติคร่าวๆของเงินคริปโตเคอเรนซี่

ย้อนกลับไปในปี 1998 ซึ่งเป็นยุคทองของ Internet ที่เริ่มมีนวตกรรมใหม่ๆที่ต่อยอดมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารในสมัยนั้น

ได้มีบุคคลหนึ่ง ใช้ชือว่า Wei Dai ซึ่งมีอาชีพเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ได้คิด concept ของเงินดิจิทัลขึ้นโดยใช้ชื่อว่า B-Money

และในปีเดียวกันนั้นก็ได้มี Programmer ที่ชื่อว่า Nick Szabo ได้คิดถึงคอนเซ็ปต์ในเรื่องเกี่ยวกับเงินดิจิทัลขึ้นมาคล้ายๆกันโดยใช้ชื่อว่า BitGold ซึ่งเขาได้เริ่มชี้ให้ผู้คนเห็นถึงความสำคัญของ Decentralization หรือการกระจายอำนาจการควบคุมเงินตรา เพื่อที่จะแก้ไขกัญหาเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมการเงินของหน่วยงานรัฐ ที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ และด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ

ซึ่ง Decentralization นี่เอง เป็นคุณสมบัติสำคัญมากๆของสกุลเงินดิจิทัลต่อมาในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม งานของเค้าทั้ง 2 คนก็ไม่ได้พัฒนามาถึงขั้นที่นำมาใช้งานเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้จริงๆ แต่เงินดิจิทัลต้นแบบเหล่านี้แหละครับ ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับสกุลเงินดิจิทัลที่ดังที่สุดในยุคนี้ ซึ่งก็คือ Bitcoin

ในปี 2008 บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ได้คิดค้นสกุลเงินดิจิทัลที่นำมาใช้งานจริงได้เป็นสกุลเงินแรกของโลก ชื่อสกุลเงิน Bitcoin

โดย concept หลักๆของเงินบิทคอยน์นั้น เกิดมาบนพื้นฐานเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งช่วยให้ทุกคนบนโลกสามารถรับ/ส่งเงินกันได้โดยที่ไม่ต้องมีตัวกลาง

ซึ่งการมาของเงินบิทคอยน์นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา Cryptocurrency ต่อมาจนมีสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นมาหลายสกุลเงินด้วยกัน เช่น Ether, Litecoin, Cardono และสกุลเงินอื่นๆอีกมากมาย

ในปัจจุบัน สกุลเงินดิจิทัลถูกพัฒนาให้เติบโตไปพร้อมๆกับโลกการเงิน การลงทุน ด้วยระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง(DeFi) ซึ่งเป็นระบบการเงินการลงทุนรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้จริง,โปร่งใส และที่สำคัญปลอดภัยสุดๆด้วยคุณสมบัติที่เรียกว่า Smart Contract 

สกุลเงินดิจิทัลมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาได้ยังไง

ที่สกุลเงินดิจิทัลทั้งหลาย เริ่มมีมูลค่าขึ้นมาจริงๆก็เพราะตัวมันเองมีคุณสมบัติที่เหมือนกับเงิน หรือทองในปัจจุบัน

แถมยังเพิ่มคุณสมบัติในความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และไม่ได้ถูกควบคุมโดยใครคนหนึ่งขึ้นมาอีก

ยกตัวอย่างเช่นสกุลเงินบิทคอยน์ที่อยู่ดีๆก็มีมูลค่าขึ้นมา ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่ค่อยมีใครสนใจ ก็เพราะคุณสมบัติของตัวมันเองนั่นล่ะครับ สามารถสรุปสาเหตุต่างๆได้ดังนี้

1.มีจำนวณจำกัด ไม่เสียหายง่าย ไม่สามารถทำปลอมแปลงได้

สกุลเงินดิจิทัลที่คนทั่วไปให้การยอมรับและรู้จักเป็นอย่างดีก็คงจะหนีไม่พ้นสกุลเงิน Bitcoin (บิทคอยน์)

ถ้าเราลองสังเกตุและเปรียบเทียบเงินดิจิทัลชนิดนี้ กับสินทรัพย์ classic อย่างทองคำ จะพบว่ามันคล้ายๆกันครับ

เช่น มีจำนวณจำกัด และแถมด้วยตัวมันเองก็ไม่สามารถทำปลอมแปลงขึ้นมาได้ ด้วยความสามารถในการตรวจสอบของเทคโนโลยี Blockchain และคงทนต่อการเสียหาย 

เมื่อก่อนที่มนุษย์ให้คุณค่ากับทองคำ หรือแม้แต่เงินพดด้วง ก็เพราะสาเหตุเหล่านี้ คือเพื่อหาบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนให้การยอมรับว่าเป็นสิ่งมีค่ามาแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างกันนั่นเอง 

และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือมีความสามารถในการต่อต้านเงินเฟ้อ(Defaltion) หรือสามารถต่อต้านการดอยมูลค่าได้ดี คนจึงเริ่มให้การยอมรับสกุลเงินดิจิทัลในฐานะเทียบเท่า หรือกำลังจะเทียบเท่า ทองคำนั่นเอง 

2.แก้ไขปัญหาวิกฤติการเงินเฟ้อได้

เมื่อเริ่มมีคนเล็งเห็นว่า สกุลเงินดิจิทัลจริงๆแล้วก็มีคุณสมบัติเหมือนสินทรัพยืมีค่าชนิดอื่นๆ

นักลงทุน หรือแม้แต่สถาบันการเงินก็เริ่มหันมาให้ความสนใจในการซื้อเงินดิจิทัล เพื่อรักษามูลค่าของทรัพย์สินตัวเอง

เช่น เมื่อนโยบายด้านการเงินการคลังของรัฐบาลในประเทศต่างๆมีผลทำให้เงินเฟ้อ หรือเงินมีค่าน้อยลง

นักลงทุนและสถาบันการเงินไม่ต้องการให้เงินของตัวเองสูญเสียมูลค่าจนกลายเป้นเศษกระดาษไป ก็นำเงินมาซื้อบิทคอยน์เก็บไว้แทน เพื่อรักษามูลค่าไว้

3.เริ่มมี Demand ของสกุลเงินดิจิทัล

เมื่อสกุลเงินดิจิทัลเริ่มเป็นที่รู้จัก และนักลงทุนก็เริ่มเห็นแล้วว่ามันสามารถเป็นตัวเก็บมูลค่าได้จริงๆ และมีความน่าเชื่อถือสูง คนก็เริ่มหันมาสนใจ อยากจะซื้อ อยากจะลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เกิดเป็น Demand ขึ้นมา

เมื่อมีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่สกุลเงินดิจิทัลยังมีอยู่อย่างจำกัด และยิ่งคนให้ความเชื่อถืออย่างมากด้วย จึงทำให้ราคาของเงินดิจิทัลในบางสกุลเงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมามากอย่างที่คนไม่เคยคาดคิด

4.สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการได้

ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการต่างๆ เช่น โรงหนัง,ร้านกาแฟ หรือผู้ขายสินค้าในบางประเทศเริ่มมีการรับชำระด้วยสกุลเงินบิทคอยน์ ยิ่งทำให้ผู้คนเห็นคุณค่าและรู้จักสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น

และในเมื่อมันสามารถนำมาซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆได้ไม่ต่างจากเงินทั่วไปในปัจจุบัน แถมยังมีคุณสมบัติที่ดีกว่าก็ยิ่งเพิ่มความต้องการให้มากขึ้นตามไปด้วย

5.มีความผันผวนสูง

เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลยังเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่งเกิดใหม่ได้ไม่นาน จึงทำให้ราคาของพวกมันมีความผันผวนสูง เป็นช่องวางทำให้นักเก็งกำไรเข้ามาให้ความสนใจ เพื่อสร้างกำไรผลตอบแทน มีการซื้อ/ขาย กันอยู่ทั่วโลก ตลอดเวลา เกิดสภาพคล่องในระบบ และดึงดูดนักลงทุนมือใหม่เข้ามาเรื่อยๆ

และด้วยปัญหาจากการที่มีความผันผวนของราคาสูงนี้เอง ทำให้มีการคิดค้นสกุลเงินดิจิทัลอีกแบบหนึ่งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา เรียกว่า Stable Coin

ข้อดีของเงินคริปโตเคอเรนซี่

1.การทำธุรกรรมทางการเงินบนระบบเงินดิจิทัลมีความเป็นส่วนตัวและมีความปลอดภัยสูง

เนื่องจากระบบเครือข่าย Cryptocurrency ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบนั้นตั้งแต่ต้น (ทุกคนในระบบสามารถตรวจสอบและเห็นการโอน/รับเงิน เข้าหรืออกจากกระเป๋าทุกๆคนได้ แต่จะไม่รู้ว่ากระเป๋าใบไหนเป็นของใคร)

2.สกุลเงินดิจิทัล เป็นเรื่องถูกกฎหมาย สามารถนำไปต่อยอดได้อีกหลายอย่าง

สำหรับในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทยเองแล้วด้วย มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลออกมา เพื่อใช้กำกับควบคุมในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายและควบคุมเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัล

ซึ่งถ้านำเอาคุณสมบัติ ข้อดี/ข้อเสียของนวัตกรรมชนิดนี้มาใช้ให้ถูกต้อง ก็จะทำให้ทุกๆคนได้ประโยชน์ร่วมกัน

3.ค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่ถูกลง

ค่าธรรมเนียมการ โอน/รับ/จ่าย ที่ถูกลงเนื่องมาจากการตัดตัวกลางใหญ่ๆออกไป แล้วใช้ระบบอัตโนมัติทำหน้าที่ตรวจสอบและบันทึกธุรกรรมแทน

ทำให้การใช้จ่าย หรือแม้แต่การโอนเงินข้ามประเทศโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลสามารถทำได้ในต้นทุนที่ถูกลง และรวดเร็ว ขึ้นกว่าปัจจุบัน

4.เปิดโอกาสให้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น

หลายๆคนอาจจะแปลกใจนะครับ หากทราบว่าในหลายๆประเทศ การเข้าถึงธนาคารและเปิดบัญชีออมทรัพย์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และยากกว่าการเข้าถึง Internet ซะอีก

ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝาก/ถอน/โอน/จ่าย เมื่อเรื่องพื้นฐานพวกนี้ยังยากแล้ว การกู้เงินเพื่อทำธุรกิจ หรือนำมาทำประโยชน์ด้านต่างๆยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย 

การมาของสกุลเงินดิจิทัล ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องอุปสรรคการเข้าถึงบริการทางการเงินเหล่านี้ออกไป เพียงแค่คุณสามารถเข้าถึง Internet ได้ ก็จะทำให้คุณสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างไม่ยากเย็น รวมถึงเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ได้มากขึ้นอีกด้วย 

5.ผลตอบแทนการลงทุนสูง

สำหรับคนที่สนใจการลงทุนใน Cryptocurrency หรือเก็งกำไรมูลค่าเหรียญสกุลต่างๆ อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง ด้วยสาเหตุที่ราคาของเหรียญดิจิทัลแต่ละสกุลเงินมีความผันผวนสูง ราคาเปลี่ยนแปลงรุนแรงในระยะเวลาที่สั้น ถ้าสามารถเข้าซื้อและขายได้ถูกจังหวะก็ทำให้เป็นโอกาสของนักเก็งกำไร 

สำหรับนักลงทุนที่ไม่ถนัดลักษณะการลงทุนแบบเก็งกำไรก็สามารถหาผลตอบแทนจากกรลงทุนในเงินคริปโตได้เหมือนกันครับ

โดยอาจจะหันไปลงทุนใน DeFi ซึ่งเป็นระบบโครงสร้างการเงินการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องใช้คนหรือองค์กรใดเข้ามาควบคุม บางคนอาจจะเรียกว่าการทำ Yield Farming

การลงทุนในรูปแบบ Yield Farming เกิดขึ้นมาจากระบบพื้นฐานในการให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแบบหใม่ที่เรียกว่า Automated Market Maker(AMM) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองไปหมุนเวียนเป็นสภาพคล่องให้กับตลาดการลงทุนได้ นักลงทุนในรูปแบบนี้จะถูกเรียกว่า Liquidity Provider

การลงทุนในรูปแบบ Yield Farming เกิดขึ้นมาจากระบบพื้นฐานในการให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแบบหใม่ที่เรียกว่า Automated Market Maker(AMM) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองไปหมุนเวียนเป็นสภาพคล่องให้กับตลาดการลงทุนได้

และเมื่อเงินได้เข้าไปหมุนเวียนเป็นสภาพคล่องของตลาด นักลงทุนจะได้ผลตอยแทนเป็นส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งก็คล้ายๆการได้รับดอกเบี้ย จากการฝากเงินในธนาคารเมื่อก่อนนั่นเองครับ

6.เงินคริปโตฯ ทำให้คนเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น

หากคุณอยากจะลงทุนหรือเก็งกำไรในสกุลเงินดิจิทัลก็สามารถทำได้ไม่ยาก และสามารถทำได้ทุกที่ไม่ว่าคุณอยู่ประเทศไหน ขอแค่มีสัญญาณ Internet

ซึ่งในบางประเทศ การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินแม้แต่การเปิดบัญชีออมทรัพย์ยังเป็นเรื่องยาก เมื่อมีสกุลเงินดิจิทัลที่ไร้พรหมแดนเหล่านี้เกิดขึ้นมาก็สามารถแก้ปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเห็นผลชัดเลย

7.เงิน Cryptocurrency แก้ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ/เงินฝืด

เงินดิจิทัลมีความสามารถในการต่อต้านการด้อยมูลค่า เพราะมีจำนวณจำกัด ไม่สามารถทำปลอมได้ และไม่ถูกควบคุมโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง(Decentralization) 

จึงทำให้มูลค่าของตัวมันเองเป็นไปตามกลไกตลาด และ demand/supply อย่างแท้จริง

ในปัจจุบัน หลายๆประเทศมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ(Inflation)/เงินฝืด(Deflation) และในบางที่เกิดปัญหาจนธนบัตรกลายเป็นสิ่งด้อยค่าไม่ต่างจากเศษกระดาษ

สาเหตุที่ทำให้เงินด้อยค่าขนาดนั้นก็เพราะระบบการเงินในประเทศนั้นๆล้มเหลว เนื่องด้วยปัญหาต่างๆ รวมถึงนโยบายการบริหารการเงินการคลังของรัฐบาลในประเทศเหล่านั้น 

หรือแม้แต่ในประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจแข็งแกร่งก็ประสบปัญหาภาวะเงินด้อยค่าเนื่องมาจากนโยบายทางการเงินต่างๆเหมือนกัน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญก็คือ เพราะมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาโดยที่ไม่ได้มีสินทรัพย์อย่างทองมาค้ำประกันไว้จริงๆเหมือนในอดีต และแถมยังมีนโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบ ทำให้ความน่าเชื่อถือของค่าเงินนั้นๆลดลง

คนจึงหันมาฝากมูลค่าสินทรัพย์ของตัวเองไว้กับสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น จะเห็นได้จากในปัจจุบัน สถาบันการเงินหลายๆรายได้ลองหันมาแบ่ง port การลงทุนของตัวเองไว้ในสกุลเงินดิจิทัลจำนวนหนึ่ง

8.ความปลอดภัย โปร่งใส่ และไม่สามารถทำปลอมได้

ด้วยความที่ธุรกรรมต่างๆของสกุลเงินดิจิทัลนั้นดำเนินการอยู่บนเครือข่าย Blockchain และเป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ถูกควบคุมโดย code ที่มนุษย์ไม่สามารถแทรกแซงหรือแก้ไขได้ ทำให้การทำธุรกรรมต่างๆรวมถึงการปลอมแปลงเงิน โกงเงิน ขโมยเงินเป็นไปได้ยากมากจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้

อีกความปลอดภัยอย่างนึงของเงินคริปโตฯก็คือ จะมีแค่เจ้าของเงินเท่านั้นที่รู้รหัสส่วนตัวสำหรับการใช้เงิน(Private key) หากคุณไม่เปิดเผยรหัสนี้ให้ใครรู้ ก็จะไม่มีใครสามารถขโมยเงินของคุณไปได้ 

และยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเมื่อนำมาใช้รวมกับการลงทุนใน DeFi ที่แม้จะปลอดภัยแต่ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องระบบล่ม หรือโดน Hack จากผู้ไม่หวังดี

เพราะการนำเหรียญดิจิทัลไปลงทุนใน DeFi จะมีการทำ Smart contract ไว้ ซึ่งเป็นจุดเด่นอย่างนึงของ Cryptocurrency ที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับเงินเราได้

ไม่ว่าผู้ให้บริการจะโกงเงินด้วยการปิดให้บริการไปดื้อๆ หรือมีคนไม่หวังดีมาโจมตีระบบ เงินของคุณที่นำไปลงทุนก็จะไม่มีทางหายไปไหนได้ ไม่มีใครนำไปใช้ได้

และสามารถใช้ Smart contract ดึงเงินกลับมาเข้ากระเป๋า(Wallet)ได้ ขอให้มีความรู้ในการทำ หรือใช้บริการ Smart contract auditor ที่ไว้ใจได้ก็พอ 

ข้อเสียของเงินคริปโตเคอเรนซี่

1.อาจเป็นช่องว่างสำหรับธุรกรรมผิดกฎหมาย

ด้วยความที่ธุรกรรมต่างๆของสกุลเงินดิจิทัลสามารถทำได้โดยอิสระ ไม่มีองค์กรใดๆเข้ามาควบคุมได้ ถึงแม้ว่าจะสะดวกและโปร่งใสก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นช่องว่างสำหรับการซื้อ/ขาย สิ่งผิดกฎหมายได้โดยไม่ยาก เพราะไม่ว่าใครๆก็สามารถโอนและรับเงินจากใครก็ได้และไม่รู้ด้วยว่าเงินเข้าออกกระเป๋าตังค์ของใคร

2.สร้างความซับซ้อนในการเก็บภาษี

จริงอยู่ที่ความโปร่งใส่และคุณสมบัติต่างๆของสกุลเงินดิจิทัลสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางด้านการเก็บภาษี หรือสัญญาต่างๆได้

กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
คลิกเพื่ออ่าน:กองทุนลดหย่อนภาษี มีอะไรบ้าง เลือกตัวไหนดี?

แต่ด้วยความที่ในปัจจุบันมูลค่าของสกุลเงินแต่ละประเภทยังมีความผันผวนอยู่อย่างมาก ทำให้การได้มา/หรือขายออกไป มีมูลค่าในแต่ละครั้งแทบจะไม่เท่ากัน

จึงยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ในวงกว้างถึงความซับซ้อนในการตั้งกฎเกณฑ์การเก็บภาษีว่าควรจะต้องทำอย่างไร

3.ปัจจุบันยังไม่ค่อยแพร่หลาย

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันคนเริ่มจะหันมาตื่นตัวให้ความสนใจในสกุลเงินดิจิทัลกันอย่างกว้างขวาง แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนต่อคนทั้งโลกจริงๆแล้วก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อยอยู่มาก และการรับชำระค่าสินค้าและบริการก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด มีเพียงร้านค้าหรือผู้ให้บริการต่างๆเป็นส่วนน้อยที่กำลังเริ่มเปิดรับชำระเงินด้วยบิทคอยน์

4.ราคาผันผวนสูง มีความอ่อนไหวมาก

ด้วยความที่เป็นสินทรัพย์ชนิดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ได้ไม่นาน แต่คนพุ่งเข้ามาให้ความสนใจและเก็งกำไรกันอย่างจริงจัง จึงทำให้ราคาขึ้น-ลง อย่างหนักหน่วงในแต่ละวัน

สังเกตุได้ว่าบางครั้งแค่มีคนดังๆมาทวิตเกี่ยวกับเงินดิจิทัลบางสกุลก็ทำให้ราคาขึ้นได้อย่างบ้าระห่ำแล้ว และในอีกไม่กีชั่วโมงหรือไม่กี่วันราคาก็ลงอย่างแรงเหมือนกัน

ทำให้บางคนก็สามารถทำกำไรจากความผันผวนตรงนี้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายคนขาดทุนอย่างหนักจากความผันผวนนี้

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัลก็สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Stablecoin ซึ่งมีหลายสกุลเหมือนกัน เช่น USDT,USDC,BUSD,DAI

5.ถ้าไม่มีความรู้อาจทำเงินหายหมดได้เลย

เงินดิจิทัล มีความปลอดภัยสูงเพราะถูกเข้ารหัสเป็น code digital และทำงานอยู่บนเครือข่ายของระบบ Blockchain

การทำธุรกรรมจึงมีความปลอดภัยที่สูงมาก และเมื่อคุณได้รับเงินมาอยู่ในกระเป๋าคุณแล้ว จะมีเพียงตัวคุณคนเดียวเท่านั้นที่รู้รหัสเพื่อนำเงินออกมาใช้(Private key)  ไม่มีใครที่จะเอาเงินไปจากคุณได้

และด้วยความปลอดภัยตรงนี้ล่ะครับ ถ้าคุณทำ Private key หาย คุณอาจจะเสียเงินทั้งหมดไปเลยก็ได้ เพราะไม่รู้จะเปิดกระเป๋าตังค์อย่างไร

หรือความผิดพลาดอีกอย่างหนึ่งที่อาจะเกิดขึ้นได้ก็คือ โดนผู้ไม่หวังดี Hack เอา Private key ไป เพราะไปเก็บไว้ใน computer หรือ โทรศัพท์ส่วนตัว

ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้คุณก็อาจจะสูญเสียเงินทั้งหมดเลยก็ได้ และเอากลับคนมาไม่ได้แน่ๆ เพราะเมื่อเงินตกเป็นของมิจฉาชีพแล้ว ก็จะไม่มีใครไปเอามาจากเค้าได้เหมือนกัน เพราะเค้าเป็นคนเดียวที่รู้ Private key ของตัวเค้าเอง


ลงทุนในเงินคริปโต ดีไหม?

การเริ่มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ถือเป็นเรื่องดีครับ อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้เข้าไปทำความรู้จักกับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆที่น่าจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเราทุกคนในอนาคตอย่างแน่นอน

เพียงแต่ควรจะมีความรู้ความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มนำเงินเข้าไปลงทุน เพราะสกุลเงินดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ชนิดใหม่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

หากจะลงทุนก็ควรจะแบ่งเงินเย็นมาลงทุนน้อยๆก่อน อาจจะป้องกันความเสี่ยงไว้ด้วยการคงการลงทุนไว้ในกองทุนรวมไว้ส่วนหนึ่ง

หรืออาจจะนำเงินในส่วนหลักๆไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยและมีกฎหมายควบคุมที่แน่ชัดเช่นตราสารหนี้,ตราสารทุน(หุ้น)

การลงทุนหรือเก็งกำไรในเงิน Cryptocurrencies ในปัจจุบันมีอยู่หลักๆ 2 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีรายละเอียดลึกๆลงไปอีก ควรจะเลือกทำในสิ่งที่เหมาะกับเราที่สุดครับ

1.เทรดเงินคริปโตเคอเรนซี่

วิธีแรกคือ การ Trade ค่าเงิน โดยการใช้เงินในปัจจุบัน(Fiat Money) ซื้อเงินสกุลนั้นๆ ผ่านผู้ให้บริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล(เรียกว่า Exchange) ซึ่งมีทั้งในและต่างประเทศ

พอเราเลือกซื้อสกุลเงินดิจิทัลแบบใบแบบหนึ่งมาแล้ว และเกิดราคามันขึ้น เราก็ขายออกไป ก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคานั่นเองครับ

วิธีการแบบนี้จะเป็นการเก็งกำไรค่าเงินในระยะเวลาสั้นๆ อาศัยความผันผวนของราคาสกุลเงินในแต่ละช่วงของวันมาทำกำไร ซื้อตอนราคาตก แล้วขายในเวลาที่ราคาขึ้น 

หรือถ้า advance ไปกว่านั้นก็อาจจะเลือกไปเล่น Option หรือ Future ก็ได้ครับ

วิธีนี้ค่อนข้างจะมีความเสี่ยงสูงอยู่พอสมควรเนื่องจากเป็นการเล่นกับความผันผวนของตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล แต่อย่างที่เรารู้กันดีครับ ว่าเสี่ยงมากก็ได้มาก แต่ถ้าถึงเวลาเสีย ก็เสียได้มากเช่นเดียวกัน

2.ลงทุนใน DeFi ให้เงินทำงานผ่าน Yield Farming

อีกวิธีนึงที่น่าสนใจ และเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้ถนัดในการเก็งกำไร ไม่อยากเสี่ยงมากนัก แต่อยากให้เงินทำงานผ่านระบบ Cryptocurrencies ก็คือการลงทุนผ่าน Decentralized Finance (DeFi), หรือทำ Yield Farming 

อาจจะไม่คุ้นหูและสงสัยว่ามันคืออะไรใช่มั้ยครับ จริงๆแล้วการลงทุนในลักษณะนี้มันเป็นเรื่องเก่า ที่เกิดขึ้นบนโลกใบใหม่ของ Cryptocurrencies ครับ

การลงทุนใน DeFi หรือทำ Yield Farming ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือการนำเงินไปฝากเพื่อรับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยนั่นเองครับ 

เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าคนรอบๆตัวเราที่เค้าซื้อ/ขาย เงินคริปโตฯ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin,Ethereum,Ripple หรือเหรียญสกุลอื่นๆนั่น เหรียญเงินดิจิทัลต่างๆเหล่านั้นมันมาจากไหน Exchange แต่ละเจ้าเอาเงินจากไหนมาขายให้นักเก็งกำไรเหล่านั้นได้เพียงพอให้ทั้งโลกมาซื้อขายกันได้ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 365 วันต่่อปี?

คำตอบคือ Exchange เจ้าต่างๆ เค้าเอาเงินจาก Liquidity Pool ซึ่งก็คือกองเงิน (หรือจะเรียกว่ากองทุนก็ได้) มาขายให้พวกเราที่อยากจะซื้อนั่นเองครับ โดยที่ Liquidity pool เหล่านี้ก็จะมีผู้ให้บริการอยู่หลายๆเจ้าในโลก 

แล้ว Liquidity Pool ต่างๆเอาเงินมาจากไหน? คำตอบคือ เอาเงินมาจากนักลงทุนอย่างเราๆนี่ล่ะครับ ที่เลือกลงทุนกับ DeFi หรือ Yield Farming ไม่ต้องเก็งกำไร อยากจะเสี่ยงในแบบควบคุมได้

การลงทุนในลักษณะนี้ก็คือ เราฝากเงินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองทุน Liquidity Pool เพื่อนำเงินนี้ไปปล่อยขายให้กับ Exchange(กองทุนได้ค่าธรรมเนียมจาก Exchange) และ Exchange ก็นำมาขายให้นักเก็งกำไร(Exchange ได้ค่าธรรมเนียมจากนักเก็งกำไร)

ค่าธรรมเนียมการซื้อขายพวกนี้นี่แหละครับ จะรวมๆกันกลับมาเกิดเป็นผลตอบแทนให้ กองทุน และกองทุนก็จะมาเฉลี่ยคืนให้นักลงทุน นี่ยังไม่นับการปล่อยกู้ของ DeFi ในแบบ Peer to Peer Lending ซึ่งก็จะสร้างผลตอบแทนกลับมาในระดับที่น่าสนใจเหมือนกัน 

ดูๆไปแล้วมันก็เราฝากเงินกับธนาคารแล้วกินดอกเบี้ยในปัจจุบันนั่นเอง แต่แตกต่างกันตรงที่ดอกเบี้ยที่ได้จาก DeFi นี้จะสูงกว่าธนาคารในโลกการเงินปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด เพราะตัดค่าใช้จ่ายของตัวกลางออกไปแทบทุกอย่าง

ทำให้เงินของเราทำงานสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วมากๆ และยังปลอดภัยมากๆด้วย เพียงแต่นักลงทุนจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจว่ากำลังเอาเงินไปลงทุนกับอะไร และถ้ามีปัญหาขึ้นมาจะต้องแก้อย่างไร


สกุลเงินดิจิทัลที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

สกุลเงินดิจิทัลในโลกนี้ ในปัจจุบันมีหลากหลายมากเป็นพันสกุลเงิน แต่ก็จะมีสกุลเงินหลักๆ ที่คนนิยมซื้อขาย มีปริมาณการซื้อขายมากเป็นลำดับแรกๆ ดังนี้ครับ

  1. BITCOIN (บิทคอยน์) (BTC)
  2. ETHEREUM (อีเธอเรียม) (ETH)
  3. CARDANO (คาร์ดาโน่) (ADA)
  4. BINANCE (ไบแนนซ์) (BNB)
  5. POLKADOT (โพลคาดอท) (DOT)
  6. RIPPLE (ริปเปิ้ล) (XRP)
  7. UNISWAP (ยูนิสแวป) (UNI)
  8. LITECOIN (ไลท์คอยน์) (LTC)
  9. CHAINLINK (เชนลิ้งค์) (LINK)

จะซื้อเงิน Cryptocurrency ได้ยังไง

การที่จะได้มาซึ่งเงินดิจิทัลมีอยู่หลายวิธีครับ แต่วิธีหลักๆที่คนทั่วไปใช้กันก็คือนำเงินในปัจจุบัน(Fiat Money) ไปซื้อสกุลเงินดิจิทัลมา เหมือนเวลาเราจะไปเที่ยวแล้วเอาเงินบาทไปแลกซื้อเงิน ดอลล่าห์,ยูโร หรือเงินเยน นั่นล่ะครับ

การที่เราจะซื้อเงินคริปโตอย่างถูกต้องและสบายใจมีวิธีเดียวคือ

  1. ซื้อเงินจากผู้ให้บริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล (หรือที่เรียกว่า Exchange)
    • สมัครเปิดบัญชีเข้าใข้บริการกระดานซื้อขายเงินดิจิทัลแล้วตั้งซื้อเงินดิจิทัลที่เราต้องการตามราคาตลาด

การซื้อเหรียญคริปโตฯจาก Exchange

ถ้าเราต้องการซื้อเงินดิจิทัลจากผู้ให้บริการ เราก็แค่จะต้องเลือกว่าต้องการจะใช้บริการ Exchange เจ้าไหน สิ่งที่ควรจะดูเป็นลำดับแรกๆเลยก็คือควรจะเลือก Exchange ที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)


เงิน Cryptocurrency ถูกกฎหมายมั้ย?

เงิน Cryptocurrency ถูกกฎหมายครับ เพราะมีกฎหมายออกมารองรับ ควบคุมในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทยของเราก็ได้มี พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561   ออกมากำกับการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ 

ถึงแม้ว่าการมาของสกุลเงินดิจิทัล จะกำเนิดมาด้วยจุดประสงค์เรื่องของ Decentralization ที่ต้องการให้สินทรัพย์มีค่าหลุดออกจากการควบคุมโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

แต่เนื่องจากการมีมูลค่าในตัวของมันเองจึงทำให้เกิดผลประโยชน์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และเมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์ก็มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการหลอกลวง ได้/เสีย หรือปัญหาความน่าเชื่อถือต่างๆขึ้นมาได้ 

ถึงแม้ว่าสกุลเงินดิจิทัลจะมีความปลอดภัยในตัวของมันเองด้วยระบบ Blockchain แต่ต้องยอมรับกันตรงๆว่าไม่ใช่ทุกคนในสังคมจะมีความรู้ในเรื่อง Blockchain หรือ Smart contract ที่จะสามารถเขียน code ขึ้นมาเพื่อเอาเงินดิจิทัลของตัวเองกลับมาในกรณีที่เกิดปัญหาเงินหาย

หรืออยู่ดีๆ Exchange ปิดตัว มันก็เลยต้องมีกฎหมายเข้ามาช่วยกำกับควบคุมตรงนี้ เป็นหลักประกันเบื้องต้นสำหรับประชาชนทั่วๆไป หากใครอ่าน พรก.ตัวเต็มแล้วไม่ค่อยเข้าใจสามารถอ่านตัวสรุปสาระสำคัญ พรก.ได้นะครับ  


Exchange เงินดิจิทัลที่ กลต. ไทยรับรอง

เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สิน หากคุณต้องการซื้อ/ขาย คริปโตเคอเรนซี่หรือสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ให้บริการ ควรจะเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจาก กลต. ครับ

เพราะเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมา ทรัพย์สินของท่านจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เป็นการป้องกันความเสียหายเบื้องต้นได้ดี

ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจาก กลต. แบ่งได้เป็น 3 ประเภทครับ คือ

  1. ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange)
  2. ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker)
  3. ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Dealer)

ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange)

  1. BITKUB
  2. Satang Pro
  3. Huobi
  4. ERX
  5. Zipmex
  6. Upbit
  7. Z.comEX 

ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker)

  1. Coins TH
  2. Bitazza
  3. KULAP
  4. Upbit
  5. Z.comEX

ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Dealer)

  1. Coins TH

CryptoCurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล นับเป็นนวัตกรรมทางการเงินแบบใหม่ที่ออกมาในยุค 2021 ซึ่งด้วยคุณสมบัติและความสามารถของตัวมันเองแล้ว สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลายๆอย่าง

และที่สำคัญ ทำให้การทำธุรกรรมทางการเงิน โปร่งใส ปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว และแก้ปัญหาในเรื่องนโยบายทางการเงินการคลังให้มีความเป็นกลางมากขึ้น ขึ้น-ลงตามธรรมชาติ Demand-Supply และสามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้อย่างดี เพียงแต่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตัวสกุลเงินดิจิทัล เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดความเสียหายได้

Related Posts