NFT :Non-Fungible Token คืออะไร ?

NFT คืออะไร

NFT ย่อมาจาก Non-Fungible Token คือสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่สามารถใช้แสดงหรืออ้างสิทธิความเป็นเจ้าของในสิ่งมีค่ารูปแบบต่างๆที่มีแค่ชิ้นเดียวและไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทดแทนได้ด้วยสิ่งอื่นๆ นิยมนำมาใช้กับงานศิลปะ,คลิปวิดิโอ,เพลง,ของสะสม,สิ่งของต่างๆในเกมส์และโลกเสมือน

ซึ่ง Non-Fungible Token (NFT) ถือเป็น เหรียญดิจิทัลโทเคน รูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาซักพักใหญ่ๆ และมีการซื้อขายกันในราคาที่แพงพอสมควร

ถ้าอยากจะเข้าใจว่า Non-Fungible มันมีอะไร ก็ต้องมาดูกันก่อนว่าคำว่า “Fungible” มันแปลว่าอะไร?

คำว่า Fungible อาจจะไม่ใช่คำคุ้นหู้เพราะไม่ใช่ภาษาพูดทั่วๆไปครับ คำๆนี้เป็นคำที่ใช้อยู่ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ซะเป็นส่วนใหญ่ มาจากคำว่า “Fungibility

ซึ่งคำว่า Fungible มีความหมายว่า “สามารถแลกเปลี่ยนทดแทนได้” ยกตัวอย่างเข่น 

เพื่อนขอยืมเงินเราไป 10 บาท เงินจำนวนนั้นก็จะถูกทดแทนด้วยเงินที่เค้าเอามาคืน อาจจะเป็นเหรียญ 10 แต่แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเหรียญ 10 เหรียญเดิมที่เค้ายืมเราไป ขอแค่เป็นเหรียญมูลค่า 10 บาทเหมือนกันแค่นั้นก็พอ หรือ

ถ้าเป็นคริปโตเคอร์เรนซี่ เราโอนเหรียญบิทคอยน์ให้เพื่อนจำนวน 1 บิทคอยน์ให้เพื่อนนำไปใช้ก่อน แล้วค่อยโอนคืนเรา เวลาที่เพื่อนโอนเหรียญคืนเรามามันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเหรียญบิทคอยน์หน่วยเดิม ขอแค่ให้มีมูลค่าเท่ากันก็พอ

อีกตัวอย่างที่น่าจะเห็นภาพได้ง่ายๆคือ สมมุติเราเอามาม่าหมูสับของน้องไปกิน 1 ถ้วย แล้วบอกว่าจะซื้อมาคืนให้ เวลาเราไปซื้อมาคืนก็แค่ซื้อมาม่ารสหมูสับมาคืน 1 ถุง ไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนหามาม่าหมูสับถุงเดิมที่แกะกินไปแล้วมาคืน ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

ที่ว่ามานี่ก็คือตัวอย่างของสิ่งของมีค่าที่สามารถทดแทนกันได้ด้วยสิ่งของประเภทเดียวกันหรือ “Fungible” นั่นเองครับ 

แต่ในทางกลับกันถ้าเป็นสิ่งของอย่างอื่นที่มีชิ้นเดียวในโลกและไม่สามารถทดแทนได้ด้วยสิ่งของประเภทเดียวกันล่ะ มันจะเป็นยังไง?

ตัวอย่างเช่นงานศิลปะที่มีชื่อเสียงและมีชิ้นเดียวในโลกอย่าง “รูปภาพโมนาลิซ่า” แน่นอนว่าใครๆก็สามารถหาไฟล์รูปภาพรูปนี้ได้ตามอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่วาดขึ้นมาเองใหม่ก็ยังสามารถทำได้

แต่ไม่ว่าจะหารูปโมนาลิซ่าในอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด ถ่ายจากของจริงด้วยความละเอียดสุดๆ หรือวาดรูปที่เหมือนกันมากขนาดไหนขึ้นมาได้ สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีภาพไหนที่ได้รับการยอมรับว่ามีมูลค่า มีคุณค่าเท่าของจริงได้อยู่ดี 

เมื่อเป็นสิ่งของที่มีชิ้นเดียวและไม่สามารถถูกแลกเปลี่ยนทดแทนได้ด้วยสิ่งของประเภทเดียวกัน เราจึงเรียกสิ่งของมีค่าเหล่านี้ว่า Non-Fungible (แลกเปลี่ยน/ทดแทนไม่ได้)นั่นเองครับ

ส่วนคำว่า Token(โทเค่น) เป็นเพียงคำเรียกแทนหน่วยข้อมูลดิจิทัลที่เป็นภาษาโค๊ดคอมพิวเตอร์ยาวๆหลายๆบรรทัด ซึ่งในความหมายทั่วไปโทเค่นก็แปลว่าเหรียญนั่นล่ะครับ

ซึ่งการจะเอาหน่วยข้อมูลดิจิทัลที่เป็นโค๊ดคอมพิมเตอร์ยาวๆ อ่านไม่รู้เรื่องมาใช้ในแง่ของทรัพย์สิน,การเงิน,การลงทุน ก็ต้องหาคำง่ายๆมาเรียกแทนภาษาดิจิทัลยาวๆเหล่านั้นที่ประกอบกันเป็นชุดข้อมูลแทนสิ่งของต่างๆ ก็เลยใช้คำว่า “โทเคน” มาเรียกนั่นเอง

พอนำทั้ง 2 คำนี้มาประกอบกันก็เลยเรียกว่า “Non-Fungible Token” หรือเรียกย่อๆว่า “NFT” 

ซึ่งมันก็คือการเอาสิ่งของต่างๆมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล บันทึกลงในสายข้อมูล บล็อคเชน(Blockchain) และใช้หน่วยข้อมูลดิจิทัลนั้นแปลงออกมาเป็นสิทธิอ้างอิงความเป็นเจ้าของในสิ่งๆนั้นบนโลกดิจิทัล

ยกตัวอย่างอีกทีให้เห็นภาพง่ายๆ สมมุติว่ามีเพลง 1 เพลงที่เราแต่งขึ้นมา ตามปกติถ้าเราอยากจะแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลก็คือใช้การอัดเสียงแล้วจะได้ไฟล์เสียงออกมา 1 ไฟล์ 

แต่ไฟล์เสียงนั้นจะไม่มีการระบุความเป็นเจ้าของ จะไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นเจ้าของเพลงเพลงนั้น และอาจจะถูกนำไปก็อปปี้ขายต่อโดยที่เราไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งๆที่เราเป็นเจ้าของผลงาน

แต่ถ้าเรานำไฟล์เสียงของเพลงเพลงนั้น มาแปลง(เรียกว่า Mint)ให้อยู่ในรูปแบบของ Non-Fungible Token (NFT) ไฟล์เสียงนั้นจะถูกระบุเลยว่าเจ้าของคือใคร และข้อมูลก็จะถูกบันทึกลงใน บล็อคเชน(Blockchain) ซึ่งทุกคนจะสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของเพลงนี้ ถ้าจะขอซื้อต้องจ่ายเงินให้ใคร

หรือในทางกลับกัน เราผู้เป็นเจ้าของเพลง อาจจะเขียนลงไปใน Smart contract ไว้เลยว่าถ้าใครจะนำเพลงนี้ไปเปิดฟังจะต้องจ่ายเงินให้เราเท่าไหร่ถึงจะเปิดฟังได้

NFT กับ คริปโตเคอร์เรนซี่ต่างกันยังไง?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Non-Fungible Token(์NFT) ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี่(Cryptocurrency)นะครับ อาจจะมีเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เหมือนกัน แต่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลคนละประเภทเลย วัตถุประสงค์ในการใช้งานก็แตกต่างกันชัดเจน

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างสกุลเงินดิจทัล(Cryptocurrency)กับ Non-Fungible Token (NFT) ก็คือ สินทรัพย์ดิจิทัลทั้ง 2 ตัวนี้อาศัยการทำงานอยู่บนเทคโนโลยีบล็อคเชน(Blockchain) เหมือนกัน 

และสิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างคริปโตเคอร์เรนซี่กับ NFT ก็คือ เงินคริปโตเคอร์เรนซี่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถทดแทนได้ด้วยสิ่งของประเภทเดียวกัน(Fungible)

ตัวอย่างเช่นเพื่อนยืมเหรียญ Stablecoin ของเราไป 1 USDT เมื่อนำมาคืน เค้าสามารถโอนเหรียญมูลค่า 1 USDT หน่วยไหนมาคืนก็ยอมรับได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นจะต้องเป็น USDT หน่วยเดียวกันกับที่เราโอนให้เค้าไป

แต่ในทางกลับกัน หากเรามีภาพเขียนโมนาลิซ่าซึ่งแปลงมาให้อยู่ในรูปแบบ NFT แล้วมีเราเป็นเจ้าของ และเพื่อนมา “ขอเช่า” ภาพๆนี้ไปแสดงโชว์ในงานศิลปะเป็นเวลา 2 วัน สามารถทำได้ครับ

เราสามารถเขียนสิทธิลงไปใน Smart contract ให้เค้าได้ ว่าให้เพื่อนคนนี้ยืมภาพ NFT นี้ไปแสดงในงานศิลปะ 2 วัน หลังจากนั้นให้ส่งคืนเราโดยอัตโนมัติ ห้ามใช้เกินกว่านั้นและห้ามโอนภาพนี้ให้คนอื่น และเวลาส่งคืนต้องเป็นภาพเดิมที่เราส่งไปให้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ถือว่าภาพนั้นเป็นภาพปลอมไม่มีมูลค่า

จะเห็นว่าสิ่งของที่เป็น NFT นั้นจะไม่สามารถทดแทนได้ด้วยสิ่งของชิ้นอื่น แม้จะเป็นสิ่งของประเภทเดียวกันก็ตาม เช่นภาพวาดก็ต้องเป็นภาพวาดเดิมเท่านั้นถึงจะเป็นของแท้ 

ซึ่งคุณสมบัติการทดแทนไม่ได้นี่ล่ะครับที่ทำให้ NFT ต่างจากเงินคริปโตเคอร์เรนซี่ เพราะถ้าเพื่อนยืมคริปโตเคอร์เรนซี่ไป จะโอนเหรียญ Block ไหนมาคืนก็ได้แต่ขอให้เป็นประเภทเดียวกัน มูลค่าเท่ากันก็พอ

NFT ทำงานยังไง

NFT จริงๆแล้วเป็นแค่หน่วยข้อมูลดิจิทัลชุดนึงที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสิ่งของต่างๆที่ถูกแปลงสภาพเป็นข้อมูลดิจิทัลและบันทึกไว้บนสายข้อมูลบล็อคเชน(Blockchain)

เช่นไฟล์ NFT ที่เป็นตัวแทนของรูปภาพ,เป็นตัวแทนของไฟล์เพลง หรือผลงานชนิดอื่นๆ ซึ่งผลงานเหล่านี้เป็นสิ่งของที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกและจะสามารถมีเจ้าของได้เพียงครั้งละคนเดียวเท่านั้น

สิทธิความเป็นเจ้าของผลงานแต่ละชิ้น จะถูกบันทึกไว้บนเครือข่าย บล็อคเชน(บล็อคเชน(Blockchain)) ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผลงานชิ้นนั้นถูกแปลงสภาพให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งเปิดเผยให้คนทั่วไปเห็นได้ทุกคนว่าใครคือเจ้าของผลงาน 

เทคโนโลยี บล็อคเชน(Blockchain) เป็นสิ่งที่ทำให้ผลงานต่างที่เก็บอยู่ในรูปแบบ NFT สามารถถูกพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ง่ายและโปร่งใสมากๆ รวมถึงสามารถใส่เงื่อนไขการใช้งานต่างๆลงไปโดยใช้ Smart contract ได้อีกด้วย

ถ้าเทียบกับเครื่องมือรับส่งข้อมูลในปัจจุบันอย่างอินเตอร์เน็ตที่มีหน้าที่รับส่งข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพ,เสียง หรือตัวอักษร 

เจ้า NFT ที่อยู่บน บล็อคเชน(Blockchain) นี่ก็เปรียบเสมือนอินเตอร์เน็ตแบบใหม่ที่มีหน้าที่รับ/ส่ง/บันทึกข้อมูล พิสูจน์สิทธิความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลแบบต่างๆและสามารถควบคุมการทำงาน การโอนการขายได้ด้วย Smart contract นั่นเองครับ

ในปัจจุบันสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็น NFT ส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดนั้นเป็นสินทรัพย์ที่อยู่บนสายข้อมูล บล็อคเชน(Blockchain) ของ Ethereum โดยอาจจะมีอยู่บนบล็อคเชน(Blockchain) สายอื่นๆอยู่บ้างแต่ยังถือว่ายังไม่มากนัก

โดยเหรียญ NFT ที่ทำงานอยู่บนระบบ Ethereum จะใช้มาตรฐานการรับ,ส่ง,บันทึกข้อมูลในแบบที่เรียกว่า ERC-721 ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้เหรียญ NFT แต่ละเหรียญมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกันและทดแทนกันไม่ได้

เหรียญ ERC-721 กับ ERC-20 ต่างกันยังไง?

การทำงานของเหรียญ NFT บน Ethereum นั้นจะใช้มาตรฐานเหรียญชนิด ERC-721 ซึ่งแตกต่างจากสกุลเงินดิจิทัลต่างๆที่ทำงานบน Ethereum เหมือนกันแต่จะใช้มาตรฐานเหรียญชนิด ERC-20 

หลายคนอาจจะงงว่าเจ้าชื่อ ERC 2 ประเภทนี้มันคืออะไรและต่างกันยังไง เพราะคงเคยได้เห็นกันมาหลายครั้งเวลาจะโอนเหรียญดิจิทัล 

ซึ่งรายละเอียดมันมีเยอะมากและเป็นเรื่องทางเทคนิคแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะอธิบายอย่างง่ายและคร่าวๆสำหรับคนทั่วไปให้พอเห็นภาพละกันนะครับ

บนสายข้อมูลบล็อคเชน(Blockchain) ที่ชื่อ Ethereum เนี่ย มีข้อมูลดิจิทัลหลายๆประเภทวิ่งอยู่ในเครือข่ายนั้นซึ่งแต่ละประเภทก็ทำหน้าที่(Application)ต่างกันไป จึงต้องการประเภทเหรียญที่มีคุณสมบัติความสามารถในการทำงานต่างๆกัน

อาจจะต้องทำความเข้าใจคำว่า “Application” ก่อนนิดนึง คือคำนี้แปลว่า “การประยุกต์ใช้”

ซึ่งระบบ Ethereum เป็นระบบพื้นฐานอย่างนึงที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานต่างๆได้หลากหลาย การประยุกต์ใช้งานเหล่านี้แหละครับเรียกว่า Application (แอพพลิเคชั่น)

ถ้าเทียบง่ายๆกับโทรศัพท์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เช่น ไอโฟนจะใช้ระบบพื้นฐานเป็น IOS หรือถ้าเป็นซัมซุงก็จะใช้ระบบพื้นฐานเป็น Android 

ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้ก็มี Application หลายๆอย่างที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้งานให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆบนระบบพื้นฐาน 2 อันที่ว่านี้ เช่น Line(ไลน์),Youtube(ยูทู๊บ) เป็นต้น

และหนึ่งใน Application นึงของระบบพื้นฐานที่ชื่อว่า Ethereum นั้นก็คือสกุลเงินดิจิทัล(Cryptocurrency) นั่นเองครับ 

ซึ่งการทำงานรับ/ส่งข้อมูลของคริปโตเคอร์เรนซี่บนระบบ Ethereum ต้องอาศัยการทำงานในแบบที่เรียกว่า ERC-20 เพื่อรับ/โอน/จ่าย เงินดิจิทัลทุกสกุลที่มีพื้นฐานจากระบบ Ethereum

ในขณะเดียวกันระบบ Ethereum ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์(Application)ได้อีกทางนึงซึ่งก็คือการทำ Non-Fungible Token(NFT) นั่นเอง

แต่การใช้งานในรูปแบบของ NFT จะต้องอาศัยมาตรฐานการรับ,ส่งและบันทึกข้อมูลในวิธีแบบที่ชื่อว่า ERC-721 

ซึ่งความพิเศษของวิธีการรับ,ส่งและบันทึกข้อมูลแบบ ERC-721 นั้น นอกจากจะทำให้เหรียญ NFT แต่ละเหรียญมีคุณสมบัติเฉพาะตัวแล้ว ก็ยังสามารถที่จะแสดงผลออกมาในแบบรูปภาพ(Visual) ได้อีกด้วย 

ซึ่งถ้าเป็นมาตรฐานการทำงานแบบเหรียญ ERC-20 จะทำไม่ได้และไม่จำเป็นต้องทำได้เพราะมันถูกใช้แค่การบันทึก,ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลเท่านั้น

ซึ่งจริงๆแล้วยังมีมาตรฐานการทำงานของเหรียญแบบ ERC-1155 อีกด้วยที่สามารถใช้กับเหรียญ NFT ได้ แต่พอแค่นี้จะดีกว่าเพราะยิ่งพูดจะยิ่งงง

สำหรับคนทั่วๆไปที่ใช้งานสกุลเงินดิจิทัล ใช้ซื้อ/ขาย NFT รู้แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วล่ะครับ รายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านี้แทบจะไม่มีความจำเป็นเลย

คำถามต่อไปก็คือถ้าเราอยากได้เหรียญ NFT เป็นของเรา จะต้องทำยังไง?

อยากได้เหรียญ NFT ต้องทำยังไง 

วิธีการที่จะได้เหรียญ NFT มาครอบครอง โดยหลักๆแล้วมีอยู่ 3 วิธีครับ คือ

  1. สร้าง(Mint)เหรียญ NFT ขึ้นมาเอง
  2. ซื้อเหรียญ NFT จากตลาด
  3. เล่นเกมส์เพื่อล่ารางวัล

1.การสร้าง NFT (Mint NFT)

คำว่า Mint NFT ก็คือการสร้าง NFT หรือการนำสิ่งของที่เรามีอยู่มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบของเหรียญ NFT ซึ่งจริงๆแล้วก็คือการนำข้อมูลดิจิทัลที่เป็นตัวแทนสิ่งของชิ้นนั้นๆเข้ามาใน Ethereum Blockchain นั่นเอง

การนำข้อมูลเข้าในระบบ Ethereum ก็คือการบันทึกข้อมูลเหรียญ NFT ของเราว่าเหรียญนี้แทนสินทรัพย์อะไร ใครเป็นเจ้าของ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไหร่ และมีเงื่อนไขอะไรใน Smart contract บ้าง

การนำข้อมูลเหรียญ NFT บันทึกเข้าไปในเครือข่าย Ethereum ผู้ทำจะต้องเตรียมค่าธรรมเนียม(GAS) ไว้จำนวนหนึ่งครับ ซึ่งในที่นี้คือเหรียญ Ether เพราะเราจะพูดถึงการมิ้นท์ NFT บนระบบ Ethereum เท่านั้นนะครับ 

ที่จะต้องมีค่าธรรมเนียมก็เพราะว่า การบันทึกข้อมูล NFT ลงในบล็อคเชน(Blockchain) ก็เหมือนกับการทำธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี่ทั่วไป

นั่นคือข้อมูลจะต้องได้รับการตรวจสอบและบันทึกผ่านกระบวนการ Proof Of Stake ที่ดำเนินการโดย Node ต่างๆในระบบ จึงจะต้องมีค่าตอบแทนการทำงานให้ Node

การสร้าง NFT หรือ Mint NFT สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นคนเขียนโปรแกรม(Developer) สามารถทำผ่าน Platform ต่างๆ ที่เกี่ยวกับตลาดการซื้อ/ขาย NFT ได้ง่ายๆครับ 

ในปัจจุบันก็มีให้บริการอยู่หลายเว็บไซต์ด้วยกัน แต่ที่ได้รับความนิยมและรับผลงาน NFT หลากหลายประเภทก็เช่น opensea.io,superrare,rarible,foundation ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ NFT ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน

สิ่งที่เราต้องเตรียมก่อนที่จะเริ่มสร้างเหรียญ NFT ของเราเองก็คือ

1.ผลงานที่เราต้องการจะแปลงให้อยู่ในรูปแบบ NFT 

เราต้องมีผลงานหรือสิ่งของที่เราต้องการจะแปลงสภาพเป็น NFT ก่อน อาจจะเป็นภาพถ่าย,ไฟล์ภาพที่สร้างขึ้นในคอมพ์พิวเตอร์,เพลง,คลิปวิดิโอ,ภาพวาด และอื่นๆ

2.ค่าธรรมเนียม(GAS) 

ต้องเตรียมไว้เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียม(GAS)ในการบันทึก NFT ของเราลงไปใน Ethereum Blockchain เป็นมูลค่าเท่าไหร่ต้องลองเช็คกับทางเว็บที่เราจะทำครับ

3.กระเป๋าเก็บคริปโตฯ (Crypto Wallet) 

เตรียมไว้เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียม(GAS)และเก็บผลงาน NFT ของเราเมื่อทำเสร็จแล้ว ปัจจุบันมีหลายๆผู้ให้บริการ Wallet ที่สามารถเก็บเหรียญ NFT ได้ ที่รู้จักกันแพร่หลายก็เช่น Metamask,Coinbase,Trustwallet.

ซึ่ง Wallet เหล่านี้สามารถรองรับ NFT ที่ทำงานอยู่บนระบบ Ethereum ได้เป็นเรื่องปกติ และบางอันสามารถเก็บของระบบบล็อคเชน(Blockchain) อื่นๆได้อีกด้วย

เมื่อเตรียมสิ่งที่ต้องมีเสร็จเรียบร้อยแล้วก็สามารถเข้าไปสร้างเหรียญ NFT ของเราได้แล้วครับ โดยเข้าไปที่ opensea.io แล้วก็ทำตามขั้นตอนของเว็บได้เลย ไม่ยากครับ

เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็จะได้เหรียญ NFT ของเราออกมา ก็แล้วแต่ว่าเราจะนำเหรียญที่ได้ออกมาไปออกขายในตลาด หรือโอนเข้ามาเก็บไว้ใน Wallet ของเราเฉยๆ

2.ซื้อเหรียญ NFT ได้ที่ไหน?

การหาซื้อเหรียญหรือผลงาน NFT สามารถทำได้หลักๆ 2 วิธีครับ วิธีแรกคือ ติดต่อตกลงซื้อขายกันโดยตรงระหว่างเจ้าของผลงาน 

โดยเมื่อตกลงเงื่อนไขการซื้อขายกันได้แล้วก็ให้ผู้ขายโอนเข้ามาที่ wallet ของเราโดยใช้ Public address แต่ต้องแน่ใจว่ามีการเตรียมค่าธรรมเนียม(GAS) ไว้เพียงพอต่อการโอนนะครับ

วิธีที่สองก็คือการเข้าไปเลือกซื้อผลงาน NFT ในตลาดซื้อขาย NFT(NFT Marketplace) ต่างๆ ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ให้บริการสร้างเหรียญ NFT ด้วยเหมือนกัน

ข้อดีของการซื้อ/ขายผ่านตลาดเหล่านี้ก็คือมีผลงานให้เลือกเยอะ และเป็นผลงานจากหลากหลายศิลปินซึ่งมีอยู่ทั่วโลก แต่ทางผู้ขายอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียม(GAS)นิดหน่อยให้เว็บไซต์เหล่านี้

เรามาดูกันครับว่าในปัจจุบันมีตลาดซื้อขาย NFT ที่น่าสนใจให้ไปเลือกดูผลงานมีที่ไหนบ้าง

ตลาดซื้อขาย NFT

ในปัจจุบันเริ่มมีตลาดซื้อขาย NFT เกิดขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆตามความนิยมและประเภทของเหรียญ แต่ในที่นี้เราได้รวม 7 ตลาดซื้อขาย NFT ที่ผู้คนทั่วโลกนิยมกันมาให้ครับ

  1. Opensea
  2. Rarible
  3. Superrare
  4. Foundation
  5. Atomicmarket
  6. Myth Market
  7. BakerySwap

1.Opensea

Opensea.io น่าจะเป็นเว็บไซต์ที่คนในวงการ NFT รู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะที่นี่คือเว็บไซต์ตลาดซื้อขาย NFT ที่ใหญ่ที่สุด และมีประเภทงานให้เลือกซื้อขายอย่างหลากหลายที่สุดที่มีในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

จุดเด่นของเว็บนี้ ซึ่งก็เป็นปัจจัยนึงที่ทำให้ที่นี่มีบริการเกี่ยวกับ NFT ได้เยอะที่สุดก็คือที่นี่สามารถรองรับงาน NFT ได้ทั้งแบบ ERC-20 และ ERC-721 

ทุกๆคนสามารถจะเข้าไปสร้าง(Mint)หรือหาซื้อเหรียญ NFT ได้ไม่ว่าคุณจะอยากได้ NFT รูปแบบไหน เช่น,ภาพ,ชื่อเว็บไซต์,โลกเสมือนจริง(Virtual World) รวมถึงการ์ดแบบต่างๆ 

นอกจากเหรียญ NFT ทั่วๆไปแล้วก็ยังรวมถึงสิ่งของต่างๆภายในเกมส์อย่าง Axies,Cryptokitties, หรือ Decentraland อีกด้วย

อีก Function นึงที่น่าจะโดนใจนักสร้างผลงานที่ต้องการหารายได้จาก NFT มากๆก็คือสามารถตั้งราคาขายได้หลากหลายแบบครับ ไม่ว่าจะเป็นราคาตายตัว(Fixed Price),ราคาลดลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป(Declining-Price) หรือตั้งประมูลหาราคาสูงที่สุด(Auction)

2.Rarible

เว็บไซต์ซื้อขายผลงาน NFT ที่เน้นไปทางงานศิลปะ เช่นหนังสือ,อัลบั้มเพลง,ภาพ memeต่างๆ รวมถึงชื่อเว็บไซต์ หรือแม้แต่ภาพยนต์

Rarible เป็นแพลตฟอร์มซื้อขาย NFT ในลักษณะ Community-owned นั่นคือคนที่เข้าไปซื้อหรือขายในเว็บไซต์นี้จะได้รับเหรียญ RARI (เป็นเหรียญแบบ ERC-20) เป็นรางวัลตอบแทนด้วย

ในขณะเดียวกัน หากใครที่ต้องการจะสร้างผลงาน NFT โดยใช้บริการ Rarible ก็ทำได้ โดยจะต้องใช้เหรียญ RARI มาเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้าง NFT

ด้วยความที่ทาง Rarible เน้นซื้อขาย NFT ประเภทงานศิลปะ ทางเว็บไซต์จึงมีฟังก์ชั่นที่เป็นจุดเด่นคือ ฟังก์ชั่น Sneak peek หมายความว่าเราอาจจะเปิดเผยผลงานเราแค่ส่วนนึงให้คนที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมดู แต่ถ้าสนใจอยากได้ผลงานทั้งชิ้นก็จะต้องเสียเงินซื้อนั่นเอง

3.Superrare

Superrare เป็นเว็บไซต์ขายงาน Digital Art ที่เน้นงานคุณภาพจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเอางาน NFT ของตัวเองเข้าไปขายในนั้นได้

ศิลปินที่อยากจะขายงานใน Superrare จะต้องส่งผลงานของตัวเองไปให้ทีมงานภายในของ Superrare ตรวจสอบก่อนว่าได้คุณภาพและมาตรฐานตามที่เว็บไซต์ต้องการหรือไม่

แต่ถ้าคุณสามารถเข้าไปขายผลงานใน NFT ได้ก็เป็นการการันตีคุณภาพฝีมืออย่างนึง ส่วนในแง่ของผู้ซื้อก็สามารถแน่ใจได้ว่าผลงานที่คุณได้ไปเป็นผลงานคุณภาพเยี่ยมและมีมูลค่าสูงแน่นอน

หากใครที่เป็นนักลงทุนในงานศิลปะ ที่หันมาลงทุนกับงานในรูปแบบ NFT ที่นี่จะเป็นตลาดที่น่าสนใจมากเพราะด้วยคุณภาพสูงของงานและความมีชื่อเสียงของศิลปิน การทำกำไรกับ NFT จากงานที่นี่ไม่ใช่เรื่องยากเลย

สิ่งที่ตามมากับความเนี้ยบของผลงาน NFT ที่นี่ก็คือมีค่าธรรมเนียม(GAS)ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ แต่ก็มีเงื่อนไขที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยนะครับ

สำหรับผู้ขาย หากผลงานของคุณขายออกคุณจะต้องเสียค่าคอมมิชชั่นให้ Superrare ในอัตรา 15% ของมูลค่าซื้อขาย ซึ่งเป็นเรทที่สูงพอสมควรเลยหากเทียบกับที่อื่น 

แต่ถึงจะมีค่าธรรมเนียม 15% ก็ยังต่ำกว่าอาร์ตแกลอรี่ในปัจจุบันที่ปกติจะเก็บค่าธรรมเนียมจากศิลปินในอัตรา 30-40% ของมูลค่าซื้อขาย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ งานของคุณที่ Mint ผ่าน Superrare ถ้าหากคนที่ซื้อไปเค้านำไปขายต่อ ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน คุณก็จะได้ส่วนแบ่งจากราคาขาย(Royalty fee)ด้วยเหมือนกันในอัตรา 10% 

นี่คือข้อดีอย่างหนึ่งของผลงานต่างๆในรูปแบบ NFT เพราะผู้สร้างงานจะสามารถสร้างรายได้จากผลงานที่ออกมาจากสมองตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพราะในผลงานNFT จะมี Smart contract ติดตัวไปด้วยเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ ขาย หรือโอนงานชิ้นนั้น

สำหรับผู้ซื้อหากคุณซื้องาน NFT ผ่านเว็บไซต์ Superrare ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเหมือนกันครับ ในอัตรา 3% ของราคาที่คุณซื้อมา

อาจจะงงว่าทำไมเราเสียเงินซื้อภาพแล้วยังจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก แต่อย่าลืมว่าด้วยคุณภาพงานจาก Superrare ทำให้นักลงทุนอาจจะทำกำไรจากการขายต่อภาพได้อีกนะครับ

4.Foundation

Foundation เป็นอีกเว็บไซต์สำหรับการซื้อขาย NFT ที่เน้นเรื่องคุณภาพและความพิเศษของชิ้นงาน เนื่องจากคนที่เข้าไปขายงาน NFT ใน Foundation ได้นั้นต้องเป็นคนที่ได้รับเชิญเท่านั้น

หากคุณเป็นคนที่ได้รับเชิญให้เข้าไป Mint งาน NFT ผ่านเว็บไซต์ Foundation คุณก็จะสามารถเอาผลงาน NFT ของคุณเข้าไปตั้งราคาประมูลได้

ซึ่งหากการประมูลเสร็จสิ้น และมีคนประมูลซื้อภาพไป คุณจะต้องเสี่ยค่าธรรมเนียมให้กับทางเว็บไซต์ในอัตรา 15% 

และถ้าหากผลงานของคุณถูกนำไปขายต่อในเว็บไซต์อย่าง Opensea,Rarible หรือแม้แต่ขายต่อในเว็บ Foundation เอง คุณก็จะได้ส่วนแบ่ง 10% ของราคาขายด้วยเหมือนกัน 

5.Atomicmarket

Atomicmarket ถือเป็นเว็บไซต์ซื้อขาย NFT น้องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในปี 2020 ซึ่งเว็บไซต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Atomic Markethub

ความแปลกใหม่ของ Atomicmarket ก็คือ เป็นแพลตฟอร์มที่รองรับงาน NFT ที่มีพื้นฐานอยู่บนบล็อคเชน(Blockchain) ชื่อว่า WAX 

จุดเด่นอีกอย่างของ Atomicmarket ก็คือ ทุกคนสามารถ Mint ผลงานขึ้นไปขายบนเว็บได้ แต่ทางเว็บไซต์จะต้องขอพิสูจน์ด้วยว่าเราเป็นคนสร้างผลงานนี้ขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่แอบไปขโมยงานคนอื่นมา Mint เป็น NFT

สำหรับค่าธรรมเนียมของ Atomicmarket อยู่ที่ 2% ของมูลค่าซื้อขายงานครับ และความเฉพาะตัวของเว็บไซต์นี้ก็คือจะใช้เหรียญดิจิทัลสกุล WAX ในการซื้อขายเท่านั้น

6.Myth Market

Myth Market เป็นอีก 1 เว็บไซต์ซื้อขาย NFT ที่มีพื้นฐานอยู่บนบล็อคเชน(Blockchain) ชื่อ WAX ซึ่งเน้นการซื้อขาย NFT ที่เป็นการ์ดแบบต่างๆ

ใน Myth Market จะมีตลาดย่อยๆที่อยู่ในเครือข่ายอีก 4 ตลาด ซึ่งแทบทั้งหมดก็จะเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายการ์ด NFT ที่เป็นตัวละครในการ์ดซีรี่ส์ต่างๆ เช่น KOGS,บล็อคเชน(Blockchain) heroes และอื่นๆ

การซื้อขายในเว็บไซต์นี้จะต้องใช้เหรียญดิจิทัลสกุล WAX เท่านั้น 

7.BakerySwap

BakerySwap เป็น platform ซื้อขาย NFT ที่เป็นเว็บลูกของ Binance ซึ่งเป็นเว็บเทรดคริปโตฯที่แทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก

Bakeryswap ทำงานอยู่บนระบบ Binance Smart Chain(BSC) ซึ่งเป็นระบบบล็อคเชนของทาง Binance เอง และการจะซื้อขายผลงาน NFT ที่นี่จะต้องใช้เหรียญ BAKE เท่านั้น

ถึงแม้ว่าเว็บไซต์นี้จะไม่สามารถใช้เหรียญยอดนิยมอย่าง ETH มาทำการซื้อขายได้ แต่ด้วยความที่ Binance เป็นที่รู้จักในวงการคริปโตฯอยู่แล้วจึงทำให้เป็นเว็บ NFT ที่ได้รั[ความนิยมมากอยู่เหมือนกัน

โดยในตลาดของ Bakeryswap ก็จะมีผลงาน NFT หลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ,สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆภายในเกมส์ หรือแม้แต่งาน NFT ที่ผูกรวมอยู่กับแพลตฟอร์มการลงทุน DeFi ก็มีเหมือนกัน

ค่าธรรมเนียมสำหรับการซื้อขายงาน NFT ที่ BakerySwap อยู่ที่ 0.3% ของมูลค่าการซื้อขาย ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเว็บไซต์ NFT อื่นๆ

3.เล่นเกมส์ NFT เพื่อล่ารางวัล

ในปัจจุบันเริ่มมีเกมส์ที่ทำงานบนบล็อคเชน(Blockchain) เกิดขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ และในบางเกมส์อาจจะมีการให้ผู้เล่นทำภาระกิจ เมื่อบรรลุภาระกิจแล้วก็จะให้เหรียญในเกมส์ หรือสิ่งของในรูปแบบ NFT เป็นรางวัล

ซึ่งทั้งเหรียญและ Item ในเกมส์ เมื่อได้มาแล้วก็สามารถนำไปขายในตลาดต่างๆได้ครับ

เหรียญ NFT มีอะไรบ้าง

ผลงาน NFT สามารถมีได้ในหลายรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโลกดิจิทัล หรือผลงานอะไรที่สามารถแปลงสภาพให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลได้ไม่ยาก เช่น

  1. ไฟล์ภาพ GIF 
  2. ของสะสม เช่น การ์ดเกี่ยวกับกีฬา,การ์ดตัวละครในเกมส์
  3. สิ่งของเครื่องใช้ในเกมส์
  4. เพลง
  5. คลิปวิดิโอ
  6. FAN Token

แต่ด้วยความที่ NFT มีคุณสมบัติคือไม่สามารถทำปลอมแปลงได้ สามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ได้ง่ายๆ และที่สำคัญคือตรวจสอบข้อมูลได้ทั้งหมดตั้งแต่แรกเลยว่า เกิดมายังไง ใครเป็นเจ้าของมาบ้าง

ทำให้ NFT มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้งานกับโลกจริงได้อีกหลายๆอย่างในอนาคต เช่น

  1. ฉโนดที่ดิน
  2. เอกสารการครอบครองรถ
  3. ตั๋วงานต่างๆ
  4. เอกสารสำคัญทางกฎหมาย
  5. ลายเซ็นดิจิทัล

จะเห็นว่าในอนาคต ถ้ามีการนำ NFT ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานเหล่านี้ในชีวิตจริง ร่วมกับ Internet Of Thing อาจจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมามากมาย ที่สำคัญคือเป็นประโญชน์และโปร่งใสกับทุกๆคน

ประโยชน์ของ NFT

  1. งานศิลปะในรูปแบบดิจิทัล
  2. แฟชั่น
  3. เอกสารสำคัญต่างๆ
  4. ของสะสม
  5. กีฬา
  6. ชื่อเว็บไซต์
  7. เกมส์/โลกเสมือน (Virtual World)

งานศิลปะในรูปแบบดิจิทัล

งานศิลปะ เช่นภาพวาด หรือไฟล์ภาพที่สร้างขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ แทบจะเป็นสิ่งที่ถูกนำมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบ NFT มากที่สุด และสามารถขายทำงานได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

หากเป็นเมื่อก่อน นักสะสมศิลปะหรือคนทั่วๆไปก็คงจะให้คุณค่ากับภาพวาดที่ถูกวาดอยู่บนผ้าใบ จับต้องได้มากกว่าภาพที่มีอยู่แค่ในหน้าจอและจับต้องไม่ได้

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป แน่นอนว่าคุณค่าของภาพวาดบนผืนผ้าใบก็ยังคงอยู่และก็คงจะมากขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลาด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันคนก็เริ่มคุ้นชินกับโลกดิจิทัลมากขึ้น จึงให้การยอมรับศิลปะที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลกันมากขึ้นเรื่อยๆ

จะเห็นได้ว่ามีนักสะสมผลงานศิลปะมากมายที่ยอมเสียเงินซื้องาน NFT ด้วยราคาสูงลิ่ว และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย เพราะเทคโนโลยีสมัยนี้ก็เอื้อให้ศิลปินต่างๆสร้างงานในรูปแบบดิจิทัลได้สะดวก

และข้อดีของผลงานศิลปะ NFT ก็คือพิสูจน์ง่ายมากว่างานชิ้นไหนเป็นของแท้หรืองานชิ้นไหนเป็นของปลอม ไม่ต้องมานั่งเถียงกันหรือใช้ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์แบบในอดีต

เพราะงานทุกชิ้น มีรหัส(Token ID)เป็นของตัวเอง และมีการบันทึกประวัติไว้หมดว่าใครเป็นผู้สร้างและเคยขายให้ใครบ้าง ที่สำคัญคือไม่มีใครสามารถทำปลอมแปลงขึ้นมาได้ เพราะไม่มีใครสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลในบล็อคเชนได้นั่นเอง

แถมการนำ Smart contract เข้ามาใช้ในวงการศิลปะ ช่วยให้ศิลปินผู้สร้างผลงานสามารถทำเงินได้และยังสามารถที่จะกินส่วนแบ่งได้ตลอดหากงานของเค้ามีการซื้อขายเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ 

นอกจากนี้การทำงานศิลปะในรูปแบบ NFT ยังสามารถช่วยให้ศิลปินสร้างสรรค์งานด้วยจินตนาการและวิธีใหม่ๆได้ อย่างเช่น Progammable Art ที่รูปภาพจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆได้ตามจินตนาการที่ศิลปินใส่ลงไป

ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ลองนึกถึงกรอบรูปภาพเคลื่อนไหวต่างๆในหนังเรื่องแฮรี่พอตเตอร์ดูครับ

NFT กับวงการแฟชั่น

ปัญหาอย่างนึงในอุตสาหกรรมแฟชั่นหรือสินค้าเครื่องประดับมีราคาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ,แหวน หรือเสื้อผ้าราคาแพง ก็คือมีของปลอมออกมาขายอยู่เต็มไปหมด

และที่สำคัญคือลูกค้าที่ตั้งใจจะซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ มีเรื่องราวของแบรนด์ยอมจ่ายราคาแพงๆเพื่อซื้อสินค้านั้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใหม่จากโรงงาน หรือสินค้ามือ 2 จากผู้ขายต่างๆมักจะโดนหลอกขายด้วยของปลอมเป็นประจำ

เทคโนโลยี NFT สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ด้วยการแปลงสินค้าเหล่านี้ให้มีอัตลักษณ์ดิจิทัลเฉพาะของตัวเอง(Digital ID) ตั้งแต่ออกมาจากโรงงานผู้ผลิต

เพราะอย่างที่เขียนไปว่า สินค้าที่ถูกแปลงให้มาอยู่ในรูปแบบ NFT จะมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง,ไม่สามารถปลอมแปลงขึ้นมาได้ และตรวจสอบที่มาที่ไปได้ทั้งหมด สามารถดูได้ว่าใครเป็นเจ้าของ    

และถ้าสินแฟชั่นราคาแพงเหล่านี้ ถูกเจ้าของแบรนด์กำหนดอัตลักษณ์ดิจิทัลตั้งแต่ออกมาจากโรงงานแล้วใส่ติดสินค้ามาด้วย อาจจะเป็นในรูปแบบของ QR code หรือ RFID ฝังในเนื้อผ้า เนื้อสินค้า ก็จะทำให้ผู้บริโภคสามารถพิสูจน์และตัดสินใจซื้อขายได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะโดนหลอก
แถมตัวสินค้าก็จะไม่เสื่อมมูลค่าลงไปง่ายๆ เพราะสามารถถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลา แถมถ้าเคยอยู่ในครอบครองของคนมีชื่อเสียงมาก่อน ก็ยิ่งจะทำให้ตัวสินค้ามีราคาเพิ่มมากขึ้น

NFT กับเอกสารสำคัญต่างๆ

การปลอมแปลงเอกสารสำคัญต่างๆ ถือเป็นปัญหาที่มีมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะส่วนใหญ่เอกสารเหล่านี้จะมาในรูปแบบของกระดาษ เพียงแค่ระบุชื่อเพื่อแสดงว่าเป็นของใครเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ใบจบการศึกษา หนังสือเดินทาง ใบรับรองการอบรมต่างๆ รวมถึงเอกสารที่มีผลทางกฎหมายเช่นใบขับขี่ บัตรประชาชน ฉโนดที่ดิน และอื่นๆ

การนำเทคโนโลยี NFT เข้ามาใช้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางดิจิทัลที่ไม่สามารถแก้ไข ปลอมแปลง หรือทำซ้าได้ จะช่วยแก้ปัญหาการปลอมแปลงเอกสารเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ ทางต้นสังกัดออกเอกสารรับรองในรูปแบบ NFT ให้นาย A เอกสารรับรองใบนั้นก็จะถุกระบุเลยว่าเป็นของนาย A เท่านั้น ซึ่งเมื่อข้อมูล NFT ถูกบันทึกลงไปบนระบบบล็อคเชน(Blockchain) แล้วก็จะไม่สามารถแก้ไขชื่อหรือนำไปใช้กับคนอื่นๆได้ เพราะรหัส NFT นั้นเป็นของนาย A คนเดียวลนโลกใบนี้

ในขณะเดียวกัน ก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังกลับมาที่ต้นสังกัดได้ว่าเอกสารที่มีเลขรหัส(ID) นี้ ได้รับการออกจากต้นสังกัดนั้นจริงๆ

NFT กับของสะสม

วงการของสะสม เป็นอีกวงการนึงที่เทคโนโลยี NFT เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมาก เพราะคุณสมบัติหลักๆสำหรับของสะสมที่มีค่าอย่างนึงเลยก็คือต้องมีจำนวนน้อย และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

โดยเฉพาะถ้าของสะสมชิ้นไหนเป็นของที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลกใบนี้ และเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากๆก็จะยิ่งทำให้ของชิ้นนั้นมีมูลค่ามากมายมหาศาล

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งของมีค่าชิ้นต่างๆในโลกนี้มีเหมือนกันก็คือมีคนพยายามทำปลอม ลอกเลียนแบบเยอะมาก และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีราคาถูกลงทุกวันการปลอมแปลงจะยิ่งทำได้เหมือนขึ้น 

ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ได้ด้วยเทคโนโลยี NFT เพราะแค่จับเอาสิ่งของมีค่าต่างๆมาสร้างอัตลักษณ์ทางดิจิทัลในรูปแบบ NFT ก็จะไม่สามารถทำการปลอมแปลงได้ และตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของสิ่งของชิ้นนั้นๆย้อนกลับไปได้ถึงต้นทางการผลิตเลยทีเดียว

อีกปัจจัยนึงที่ทำให้เทคโนโลยี NFT เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นๆในหมู่นักสะสมสิ่งของต่างๆ โดยเฉพาะการ์ดเกม,การ์ดกีฬา ก็คือ ความสะดวกสบายในการเก็บและซื้อ/ขาย

เพราะการเก็บและซื้อ/ขายในรูปแบบดิจิทัลสามารถทำได้ง่ายมาก สามารถซื้อ/ขายกันข้ามโลกโดยไม่ต้องรู้จักกันมาก่อนได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นของปลอมด้วยเพราะตรวจสอบได้หมด

ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยี NFT จึงได้รับความนิยมมากขึ้นๆในหมู่นักสะสม

NFTกับวงการกีฬา

ในปัจจุบัน เริ่มมีทีมกีฬาที่หันมาสร้างรายได้และพัฒนาฐานแฟนกีฬาของตัวเองด้วยเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆแล้วนะครับ

ตัวอย่างเช่นในวงการบาสเก็ตบอล NBA จะมีการนำคลิปวิดิโอช็อตเด็ดๆของนักกีฬามาขายในรูปแบบ NFT ซึ่งกลายเป็นของที่ระลึกราคาแพงอย่างหนึ่ง

โดยแฟนกีฬาที่ซื้อไปก็จะได้เป็นเจ้าของช็อตการเล่นในช่วงเวลานั้นไปเลย ซึ่งหลายๆครั้งอาจจะมีการทำออกมาจำนวนน้อย หรือทำออกมาขายแค่ชิ้นเดียว ก็จะยิ่งทำให้ของที่ระลึกชิ้นนั้นมีค่ามากยิ่งขึ้นไปอีก

อีกตัวอย่างนึงก็คือกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากทัวโลก ทีมฟุตบอลบางทีมได้ทำเหรียญออกมาในรูปแบบที่เรียกว่า FAN Token ซึ่งมันก็คือเหรียญดิจิทัลชนิดนึงที่ทำออกมาให้แฟนกีฬาซื้อไปนั่นล่ะครับ

โดยใครที่ถือครองเหรียญ FAN Token นี้จะสามารถใช้สิทธิในเรื่องต่างๆได้ เช่นการโวตในบางเรื่องเกี่ยวกับทีม,โวตลายรถบัสทีม หรือถ้าซื้อเยอะถึงขั้นนึงก็อาจจะได้สิทธิในการพูดคุยกับนักกีฬาที่ชื่นชอบ

อีกเรื่องนึงที่เป็นปัญหาในวงการกีฬามาโดยตลอดก็คือ “ตั๋วผี” เพราะการแข่งขันกีฬาแต่ละครั้ง โดยเฉพาะแมทช์ดังๆจะมีผู้คนอยากเข้าไปดูจำนวนมาก และมีการขายตั๋วปลอม รวมถึงการเอาตั๋วมาขายต่อราคาสูงลิ่วอยู่ตลอด

ซึ่งเทคโนโลยี NFT สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ ในอนาคตหากผู้จัดทำตั๋วออกมาขายในรูปแบบ NFT คนที่ทำตั๋วปลอมออกมาขายาก็จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

เพราะตั๋วที่ทำออกมาจะถูกบันทึกข้อมูลไว้หมดแล้วว่าทำออกมากี่ใบ ขายให้ใครไปบ้าง และตั๋วใบนี้เป็นของใคร ซึ่งข้อมูลทุกอย่างสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หมด

ซึ่งถ้าใครอยากจะตรวจสอบข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับธุรกรรมบนระบบ Blockchain ก็สามารถเข้าไปใช้งาน Block Explorer ของเจ้าต่างๆเข่น Etherscan และอื่นๆ


etherscanคืออะไร

ชื่อเว็บไซต์ และชื่ออื่นๆ

ในโลกอินเตอร์เน็ตปัจจุบัน “ชื่อเว็บไซต์” (.com,.net ต่างๆ) ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างหนึ่งที่มีการซื้อขายกันด้วยราคาแพง เพราะถ้าเราครอบครองชื่อเว็บไซต์สวยๆ สั้นๆ จดจำได้ง่าย ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดตลาดได้และทำเงินไม่ยาก

แต่ด้วยความที่อินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นเครือข่ายแบบ Centralized ซึ่งคือการรวมอำนาจการควบคุมการทำงานและเรื่องต่างๆทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลาง (หน่วยงาน ICANN เป็นผู้ดูและเรื่องชื่อเว็บต่างๆ)

จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาต่างๆได้ เช่นถ้าหน่วยงานกลางโดนแฮกข้อมูล มีการโกงกันเกิดขึ้น หรือมีอะไรผิดพลาดในระบบ ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาได้

ทำให้ผู้ให้บริการบล็อคเชนต่างๆเล็งเห็นถึงปัญหานี้และนำเอาเครือช่ายการทำงานรับส่งข้อมูลแบบไร้ศูนย์กลาง(De-centralized) ซึ่งก็คือเทคโนโลยีระบบบล็อคเชนเข้ามาประยุกต์ใช้งานในการรับส่งข้อมูลต่างๆ

และเมื่อเทคโนโลยีบล็อคเชนเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและมีศักยภาพที่แทบจะประยุกต์ใช้งานในเรื่องของการรับส่งข้อมูลได้แทนอินเตอร์เน็ต รวมกับความสามารถในการทำงานด้วยมาตรฐานแบบ ERC-721 หรือก็คือ NFT นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การนำ NFT มาประยุกต์ใช้กับการตั้งชื่อเว็บไซต์ที่แสดงผลอยู่ในโลกบล็อคเชน(Blockchain) สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะหน่วยข้อมูลในรูปแบบ NFT จะไม่สามารถทำซ้ำกันได้นั่นเอง จึงทำให้มีชื่อเว็บไซต์หรือชื่อ Address ของกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่ซ้ำกันเกิดขึ้นได้

ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ให้บริการจดชื่อโดเมน(เรียกให้เข้าใจทั่วไปว่าชื่อเว็บไซต์ละกันครับ) บนเครือข่าย Ethereum Blockchain แล้ว และชื่อต่างๆก็โดนจับจองไปเรื่อยๆ

ชื่อเว็บไซต์เหล่านี้ ที่ทำงานอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตของบล็อคเชน(Blockchain) จะมีนามสกุลตามหลังที่ไม่เหมือนกับโลกอินเตอร์เน็ตปัจจุบัน เช่น .eth และอื่นๆ

ประโยชน์อีกอย่างนึงของการใช้ชื่อในรูปแบบ NFT ก็คือ สามารถนำมาใช้แทน Address กระเป๋าเงินดิจิทัลยาวๆได้

ถ้าใครเคยโอนหรือรับคริปโตเคอร์เรนซี่จะรู้ว่า การจะโอนเงินเราต้องรู้รหัส Address ของคนที่จะรับเงินเรา หรือ ถ้าจะรับเงินก็จะต้องส่งรหัส Address กระเป๋าของเราให้เพื่อน เค้าจะได้รู้ว่าต้องส่งเงินมาที่ไหน

และรหัส Address ที่ว่านั้น มันจะเป็นรหัสแปลกๆในแบบที่มนุษย์จำไม่ได้ และอ่านไม่ออก ตัวอย่างเช่น

“sgpfgj-342r123=0#$&@%+dfargfs=”

ซึ่งของจริงจะยาวกว่านี้ และแน่นอนว่าเสี่ยงต่อการเกิดความผิดพลาดในการโอนรับเงินอยู่มาก 

เพราะเวลาเราส่งรหัส ด้วยความที่จำไม่ได้และอ่านไม่ออก เราก็จะใช้การก็อปปี้ส่งๆให้เพื่อนไป โดยที่ไม่ได้มีการตรวจว่ามันถูกมั้ย เพราะตรวจไปก็อ่านไม่รู้เรื่องและยาวเกินไปที่จะไล่ตรวจทีละตัวอักษรอยู่ดี

จึงทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำธุรกรรมอยู่บ่อยครั้ง โอนเงินผิดบ้าง โอนไม่เข้าบ้าง ก็อปส่งให้ผิด Address บ้าง

แต่ถ้าเราแปลงรหัสยาวๆยุ่งเหยิงข้างบนนี้มาอยู่ในรูปแบบ NFT ให้ใช้ชื่อสั้นๆจำง่ายตรวจสอบง่ายและเป็นชื่อเฉพาะของเรา เช่น John,Peter,Sarah แทน ก็จะทำให้การทำธุรกรรมต่างๆบนโลกดิจทัลง่ายขึ้นมาก

และด้วยความที่เป็นชื่อในรูปแบบ NFT ก็จะทำให้ชื่อแต่ละชื่อไม่มีทางซ้ำกันได้ ชื่อเหล่านี้จึงกลายเป็นอัตลักษณ์ทางดิจิทัล(Digital ID)ของแต่ละคนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องสำคัญอื่นๆได้อีกเยอะ 

เกมส์ NFT และโลกเสมือน(Virtual World)

หลายๆคนอาจจะไม่ทันได้คิด หรือรู้สึกตัวว่าทุกวันนี้เราคล้ายๆจะมีอีกตัวตนนึงในโลกเสมือน(Virtual) ซึ่งก็คือโซเชี่ยลมีเดียทั้งหลายที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียเหล่านั้นเปรียบเสมือนเป็นยุคแรกเริ่มของ Virtual World ที่กำลังค่อยๆเกิดขึ้นจริงอยู่ในปัจจุบันครับ

โลกเสมือน(Virtual World) ที่กำลังค่อยๆถูกพัฒนาและมีจำนวนคนเข้าไปใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะมีส่วนผสมของความเป็นเกมส์อยู่บ้างในมุมมองของคนยุคปัจจุบัน

แต่จริงๆแล้วโลกเสมือนเหล่านี้ถูกสร้างมาบนพื้นฐานของระบบบล็อคเชนซึ่งสามารถประยุกต์หรือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้หลากหลาย แทบจะไม่มีขีดจำกัด จนแทบจะเป็นโลกอีกใบนึงของมนุษย์ ที่มีกิจกรรมต่างๆให้ทำเยอะแยะมากมาย

คุณสามารถสร้างตัวตนของคุณขึ้นมาและเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองดิจิทัล สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้คล้ายกับโลกในชีวิวิตจริง

โดยในโลกเสมือนพวกนี้จะมีการซื้อขายสิ่งของที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงค์ชีวิตเช่น เสื้อผ้า,รองเท้า,สิ่งของเครื่องใช้,ที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่ที่ดิน

ซึ่งส่งของต่างๆที่ว่ามาก็ล้วนแล้วแต่เป็น Item ที่สร้างขึ้นมาในรูปแบบ NFT ทั้งสิ้น นั่นแปลว่าสิ่งของในเกมส์ที่เคยเป็นเพียงแค่ “ของในเกมส์เกมส์หนึ่ง” มันไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไป

ถ้าเราเคยเล่นเกมส์ตอนเด็กๆ ก็อาจจะมีการเล่นเพื่อสะสมเงินหรือรางวัลอะไรซักอย่าง เพื่อให้เอาไปซื้อของ ซื้อไอเทมส์ต่างๆในเกมส์เพื่อเพิ่มความสามารถของเราได้ใช่มั้ยครับ

แต่เมื่อเราเลิกเล่นเกมส์นั้น หรือย้ายไปเล่นเกมส์ใหม่ๆ สิ่งของที่เคยซื้อมาก็จะหายไปกับเกมส์เก่าที่เราเลิกเล่นไป เพราะมันใช้ได้แค่กับเกมส์นั้นเกมส์เดียว และไม่ได้เป็นของเราจริงๆ ถึงไม่ได้ใช้แล้วก็ขายทิ้งไม่ได้

แต่ในโลกเสมือนที่สิ่งของต่างๆถูกสร้างมาในรูปแบบ NFT ทำให้เรามีความเป็นเจ้าของในสิ่งเหล่านั้นจริงๆ และสามารถเก็บไว้เป้นงาน NFT ในรูปแบบหนึ่ง หรือจะนำไปใช้ในโลกเสมือนของแพลตฟอร์มอื่นๆก็ได้

เช่นเสื้อผ้า รองเท้า หรือไอเทมต่างๆในเกมส์ที่เป็น NFT สามารถนำมาใช้บนเกมส์หรือโลกเสมือนต่างๆบนระบบบล็อคเชนได้ตามแต่จินตนาการและความเข้ากันได้ของระบบ

และที่สำคัญ เมื่อสิ่งของในโลกเสมือนเหล่านั้นมันเป็นของเราจริงๆ เราสามารถเอาออกมาจากเกมส์ แล้วมาลงขายตามตลาด NFT เพื่อเอาเงินได้

และแน่นอนว่า เมื่อสามารถซื้อขายได้ ก็มีคนบางกลุ่มที่มีความสามารถในการออกแบบและสร้างงาน NFT ก็จะสร้างไอเท่มต่างๆขึ้นมาเพื่อขายทำเงินเป็นอาชีพได้อีกด้วย 

อีกความก้าวหน้านึงที่เกี่ยวกับโลกเสมือน(Virtual World) ก็คือเริ่มมีการนำกิจกรรมต่างๆที่เคยจัดบนโลกจริงเข้าไปจัดในโลกเสมือนกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดคอนเสิร์ต,เทศกาลดนตรี 

หรือแม้แต่การจัดแสดงงานศิลปะ ซึ่งก็แน่นอนว่าศิลปะ ภาพวาดทั้งหลายที่นำมาแสดงล้วนอยู่ในรูปแบบ NFT ทั้งสิ้น ถ้าถูกใจก็สามารถซื้อขายกันได้ เป็นอีกช่องทางนึงในการทำเงิน

ตัวอย่างเกมส์ NFT

1.Decentraland

Decentraland เป็นเกมส์โลกเสมือนจริง ที่ถูกสร้างมาให้ทำงานบน Ethereum Blockchain รูปแบบของเกมส์จะเป็นการจำลองชีวิตจริง

ผู้เล่นสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมที่ทางเกมส์จัดขึ้น ซื้อขายและเปลี่ยนสิ่งของ รวมถึงที่ดินในเกมส์ และที่ดินที่ซื้อมาก้สามารถนำไปสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆได้ เช่นสนามกีฬา พิพิธภัณฑ์ และอื่นๆ

ซึ่งสถานที่ต่างๆเหล่านี้ สร้างหรือซื้อมาแล้วสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้นะครับ อย่างเช่น คาสิโนคนเข้ามาเล่นก็จะได้เหรียญดิจิทัลสกุล MANA ไป ซึ่งสามารถนำไปขายในตลาดคริปโตฯได้

หากคุณมีสถานที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะ ก็สามารถนำงานจากศิลปินต่างๆมาโชว์เพื่อเกิดการซื้อขายและได้รับส่วนแบ่งได้เหมือนกัน

ถ้าคุณมีที่ดิน มีสถานที่จัดคอนเสิร์ต ก็ยังสามารถจัดเทศกาลดนตรี หรือคอนเสิร์ตจากศิลปินต่างๆได้ด้วย

การจัดกิจกรรมพวกนี้สามารถรับสปอนเซอร์จากแบรนด์ต่างๆได้เหมือนในโลกชีวิตจริง รวมถึงติดโฆษณาตามสถานที่ต่างๆภายในเกมส์ด้วย

และในอนาคตเมื่อโลกเสมือนจริงเหล่านี้พัฒนาขึ้น คนเข้ามาใช้กันเยอะขึ้น แน่นอนว่าจะต้องมีช่องทางการหารายได้ต่างๆมากขึ้นเช่นเดียวกัน

2.AxieInfinity

เกมส์ AxiesInfinity เป็นเกมส์ที่ให้ผู้เล่นเลี้ยงมอนสเตอร์ของตัวเอง เพื่อนำไปสู้กับมอนสเตอร์ของผู้เล่นคนอื่นๆ ซึ่งเป็นเกมส์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

มอนสเตอร์ในเกมส์นี้ จะอยู่ในรูปแบบของ NFT คือเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงของเราจริงๆ สามารถนำมาออกขายได้ตามตลาดซื้อขาย และมีการขึ้นลงของราคา ตามแต่ความสามารถของมอนสเตอร์แต่ละตัว

และนอกจากนี้ ในเกมส์ยังมีระบบ Play-To-Earn ซึ่งก็คือการให้ผู้เล่นทำภาระกิจในเกมส์ และเมื่อทำภาระกิจสำเร็จ ก็จะได้รับเหรียญดิจิทัลเป็นสกุล SLP ซึ่งสามารถนำออกไปขายตามกระดานเทรดคริปโตฯได้

NFT กับโลกการเงิน DeFi

นอกจากการนำ NFT ไปประยุกต์ใช้ในวงการเกมส์หรือวงการศิลปะแล้ว ในปัจจุบัน เริ่มที่จะมีแนวคิดในการนำผลงาน NFT มาใช้งานร่วมกันกับบริการทางการเงินคริปโตฯอย่าง DeFi แล้วเหมือนกันครับ

ผู้ให้บริการ DeFi บางเจ้า มีการให้บริการกู้ยืมเงินคริปโตฯโดยจะต้องนำเงินดิจิทัลสกุลอื่นมาค้ำประกันในจำนวนที่มากกว่า(ส่วนใหญ่จะใช้อัตราส่วน 1.5 เท่าของมูลค่าเงินกู้) 

ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในบริการรูปแบบนี้ก็คือ ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินสดอยู่ในกระเป๋าในจำนวนมากขนาดนั้น ทำให้มีผู้ให้บริการบางรายที่เล็งเห็นว่า งาน NFT ก็มีมูลค่าในตัว และผลงานบางชิ้นมีมูลค่ามากซะด้วย

จึงทำให้เกิดการบริการการกู้ยืมเงินโดยใช้ผลงาน NFT มาค้ำประกันได้นั่นเองครับ


ประกันภัยคืออะไร มีกี่ประเภท?

ทำไมคนถึงซื้อ NFT

หลายๆคนอาจจะสังเกตุว่าในล่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ตลาด NFT บูมมาก ใครๆก็พูดถึง และหลายๆคนยอมเสียเงินแพงๆเพื่อซื้อผลงาน NFT มาครอบครอง

ต้องยอมรับว่าความคิดของคนเรามีหลากหลายครับ สิ่งของมีค่าสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง อาจจะไม่ได้มีคุณค่าอะไรสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ถ้าไม่อย่างนั้นเราคงจะไม่ได้เห็นภาพวาดต่างๆถูกประมูลไปด้วยราคาแพงมหาศาล

ผลงาน NFT ต่างๆก็เหมือนกัน ถ้าคนที่เห็นคุณค่า และรู้สึกว่าสิ่งๆนั้นมีคุณค่าทางจิตใจเค้า พร้อมกับกำลังเงินที่มีพอจะซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน เค้าก็พร้อมจะทุ่มเงินซื้อ

หรืออีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ในแง่ของการลงทุน บางคนอาจจะเห็นศักยภาพบางอย่างในผลงาน NFT ที่จะสามารถทำกำไรให้เค้าได้ในอนาคต จึงทุ่มเงินเพื่อซื้อในราคาที่คิดว่าลงทุนได้

จะเห็นว่า NFT เป็นการนำเทคโนโลยีบล็อคเชนมาประยุกต์ใช้ให้ช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกในเรื่องของวงการศิลปะ ของสะสม เกมส์ หรือการทำธุรกิจต่างๆเช่นธุรกิจกีฬา

แน่นอนว่าในปัจจุบันยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของ NFT ซึ่งในอนาคตก็เชื่อแน่ว่าจะมีการพัฒนาการใช้งานให้ดีขึ้นได้อีก และน่าจะมีคนเข้ามาใช้เทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น

ในแง่ของการลงทุน นอกจากเราจะสามารถขาย หรือเก็งกำไรจากผลงาน NFT ชิ้นต่างๆได้แล้ว ก็อย่าลืมว่ายังมีอีกสิ่งนึงที่จะเจริญเติบโตไปพร้อมๆกับความนิยมในการใช้งาน NFT

สิ่งๆนั้นก็คือระบบบล็อคเชนที่ NFT แต่ละตัวใช้อยู่นั่นเอง ถ้าวงการ NFT มีการเติบโตขึ้นในอนาคต คนเข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น นั่นแปลว่าจะต้องมีการใช้งานระบบบล็อคเชนแต่ละสายเพิ่มมากขึ้นด้วย

ซึ่งในปัจจุบันก็มีบล็อคเชน(Blockchain)หลายๆสายที่รองรับ NFT แต่ที่ดูจะเป็นที่นิยมที่สุดก็น่าจะเป็น Ethereum Blockchain

เมื่อความต้องการในการใช้งานเครือข่ายบล็อคเชน(Blockchain)ที่เกี่ยวข้องมีมากขึ้น ก็แปลว่าเหรียญดิจิทัลที่ต้องนำมาใช้จ่ายค่า GAS ในระบบจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น

และเมื่อเกิดความต้องการในของสิ่งไหนมากขึ้น โดยที่ Supply ยังมีน้อยกว่า Demand มูลค่าของสิ่งๆนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

เราคงจะต้องดูกันต่อไปว่าการใช้งาน NFT ของผู้คนบนโลกใบนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน และเราจะสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากนวัตกรรมตัวนี้ได้บ้าง