สินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset) คืออะไร,ซื้อขาย,เสียภาษียังไง?

สินทรัพย์ดิจิทัล(ภาษาอังกฤษเรียกว่า Digital Asset) กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะการเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัล ที่เริ่มมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆและสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้

และที่สำคัญหลายๆคนสามารถสร้างตอบแทนจากการลงทุนได้มากกว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยธนาคารอยู่ไม่น้อยเลย

ด้วยเหตนี้เองทำให้หลายๆคนเริ่มหันมาสนใจที่จะลงทุนในสินทรัพยเกิดใหม่นี้กันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้มันคืออะไรกันแน่ ถูกกฎหมายมั้ย และมันซื้อขายหรือ เสียภาษีกันยังไง ในบทความนี้เราจะมาดูกันครับ

Digital Asset สินทรัพย์ดิจิทัล คืออะไร

สินทรัพย์ดิจิทัล คือหน่วยข้อมูลดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่า หรือซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆได้ เทียบกับเงินสดที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

ด้วยความเคยชินกับคำที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆ ส่วนใหญ่เราจะเรียกหน่วยข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้ว่า เหรียญดิจิทัลหรือเงินดิจิทัล

ซึ่งมันก็คล้ายๆเงินนั่นแหละครับ เพราะสามารถนำมาซื้อขายสินค้าและบริการ รวมถึงลงทุนได้

สิ่งที่ต่างคือเงินสดที่เราใช้กันอยู่นั้นสามารถจับต้องได้เพราะถูกพิมพ์ออกมาเป็นธนบัตรหรือเหรียญ แต่สินทรัพย์ดิจิทัลไม่สามารถจับต้องได้

พูดง่ายๆ มันก็คือไฟล์คอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างมาให้เป็นตัวแทนสินทรัพย์มีค่านั่นล่ะครับ

และนอกจากใช้เป็นตัวแทนเงินสด(Crypto currency) สำหรับซื้อขายสินค้าหรือบริการแล้ว สินทรัพย์ดิจิทัลยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นตัวกำหนดสิทธิในการลงทุนรูปแบบต่างๆได้อีกด้วย เปรียบเสมือนหุ้น(ตราสารทุน) หรือหน่วยลงทุนรูปแบบต่างๆในปัจจุบัน

สินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset) มีอะไรบ้าง

สินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ได้มีเพียงแค่สกุลเงินดิจิทัล หรือเพียงแค่บิทคอยน์เท่านั้นอย่างที่หลายๆคนเข้าใจกันนะครับ

จริงๆแล้วมันสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทซึ่งมีกฎหมายรองรับและกำกับควบคุมอย่างเป็นทางการ คือ

  1. Cryptocurrency (สกุลเงินดิจิทัล)
  2. Digital Token
    1. Investment Token
    2. Utility Token

แต่จริงๆแล้ว นอกจาก 3 ประเภทนี้ที่มีกฎหมายรองรับในไทยแล้ว ในโลกสากลของสินทรัพย์ดิจิทัลยังมีเหรียญ(Token)อีกชนิดนึงที่ค่อนข้างพิเศษเรียกว่า Non-Fungible Token (เหรียญNFT)

ซึ่งเหรียญ NFT มักถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนหรืออ้างสิทธิความเป็นเจ้าของในสิ่งมีค่าต่างๆในโลกดิจิทัล ตัวอย่างเช่น ภาพถ่าย,ภาพ GIF, คลิปวิดิโอ,ไฟล์เพลง หรือสิ่งของในเกมส์

การที่เหรียญ NFT สามารถใช้อ้างสิทธิเหนือสินทรัพย์มีค่าได้แบบนี้ จึงทำให้เหรียญ NFT เป็นสินทรัพย์รูปแบบนึง เปรียบเทียบได้กับฉโนดที่ดิน หรือหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของรถยนต์

แต่ในที่นี้เราจะมาพูดลงรายละเอียดถึงแค่เฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้กฎหมายไทยกันครับ

1.Cryptocurrencies (คริปโตเคอร์เรนซี่ สกุลเงินดิจิทัล)

คริปโตเคอร์เรนซี่ (Cryptocurrency) เป็นสินทรัพยดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่าหรือซื้อสินค้าและบริการ

เทียบได้กับเงินสดที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานหรือธนาคารกลางในประเทศไหนรับรองว่าสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

ถึงอย่างไรก็ตามด้วยคุณสมบัติของสกุลเงินดิจิทัลเอง ทำให้ผู้คนเริ่มเห็นว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงและเป็นแนวโน้มสำหรับการทำธุรกรรมในอนาคต

เมื่อคนเริ่มเห็นมูลค่า จึงได้เริ่มมีการเก็งกำไรและร้านค้าบางร้านก็ยอมรับในการใช้สกุลเงินดิจิทัลมาชำระค่าสินค้าและบริการแล้วด้วย

ตัวอย่างสกุลเงินดิจิทัลที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ บิทคอยน์ (Bitcoin) ,Ether, หรือ Stable Coin สกุลต่างๆ เช่น USDT,USDC,BUSD และ DAI นั่นเองครับ

2.Digital Token (เหรียญโทเคน)คืออะไร

ก่อนจะไปดูว่าสินทรัพย์ที่เรียกว่าดิจิทัลโทเคนมันมีอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักคำๆนี้กันก่อนว่ามันหมายถึงอะไร

Digital Token หรือ “โทเคน” จริงๆแล้วก็คือชื่อเรียกง่ายๆของหน่วยข้อมูลดิจิทัลนั่นเองครับ ที่สับสนหน่อยก็คือ ความหมายของโทเคนจริงๆแปลว่าเหรียญในรูปแบบต่างๆ ที่ทำขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าคิดภาพไม่ออกก็นึกภาพเวลาเราไปเล่นเกมส์ในห้างแล้วต้องเอาเงินบาทไปแลกเหรียญชนิดนึงที่ใช้หยอดตู้เกมส์ได้เฉพาะในแผนกเกมส์นั้นๆ นั่นล่ะครับเรียกว่า “เหรียญโทเคน (Token)”

ซึ่งถ้าบังเอิญมีคนนิยมไปเล่นเกมส์ในแผนกนั้นมากๆจนเหรียญโทเคนที่มีให้แลกนั้นมีไม่เพียงพอต้องแย่งกันซื้อ ก็อาจจะทำให้เหรียญโทเคนชนิดนั้นๆมีมูลค่ามากขึ้นมา สามารถเอามาขายข้างนอกได้เงินหลายบาทก็เป็นได้

กลับเข้ามาที่เรื่องเหรียญโทเคนดิจิทัลครับ

การจะเอาเจ้าหน่วยข้อมูลดิจิทัลที่ถูกเขียนขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ยาวๆหลายบรรทัดเพื่อแทนจำนวนเหรียญ 1 เหรียญ เช่น 1 Ether,1 บิทคอยน์ หรือ 1..(สกุลอะไรก็แล้วแต่)มาใช้งานในแง่ของเศรษกิจ,การเงิน,การลงทุน ต้องทำให้คนทั่วไปเข้าใจและเห็นภาพได้ง่าย

ดังนั้นก็เลยต้องเอาคำว่า “โทเคน” เข้ามาเรียกแทนหน่วยข้อมูลดิจิทัลดังกล่าวทั้งหน่วยว่า เหรียญดิจิทัล,เหรียญโทเคน,โทเคนดิจิทัล หรือดิจิทัลโทเคน นั่นเอง

ซึ่งเจ้าดิจิทัลโทเคน ในประเทศไทยปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆคือ Investment Token และ Utility Token

Investment Token

สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการลงทุน : เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกสร้างมาเพื่อให้สิทธิ์ในการลงทุน และกำหนดผลตอบแทน เช่นส่วนแบ่งรายได้,ผลกำไร หรือสิทธิที่จะได้มาซึ่งสินค้า/บริการ หรือสิทธิอื่นๆ 

การออกสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้ก็คือการระดมทุนจากบริษัทที่ต้องการทุนเพื่อไปพัฒนาสินค้าหรือบริการขอตัวเอง เพื่อสร้างผลกำไร และแบ่งผลกำไรหรือสิทธิอื่นๆให้แก่ผู้ที่ถือ Investment Token นั้นๆ

โดยจะทำการระดมทุนโดยการออกเหรียญมาในตอนแรกและให้นักลงทุนที่สนใจเข้ามาซื้อ

เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Initial Coin Offering (ICO) โดยสิทธิต่างๆที่นักลงทุนจะได้กลับไปจะถูกกำหนดไว้ใน Smart Contract ที่เปรียบเสมือนสัญญากระดาษที่ใช้ในปัจจุบัน

เพียงแต่ Smart contract เป็นการเขียน code โปรแกรมลงไปใน เหรียญToken ชนิดนั้นๆ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain เพื่อบังคับให้คู่สัญญาแบ่งผลประโยชน์และปฎิบัติตามสัญญานั้นๆอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

และเมื่อกิจการของบริษัทที่ทำการระดมทุนผ่าน ICO ได้ดำเนินการและมีกำไรแล้ว ก็จะเอากำไรนั้นมาแบ่งตามสัดส่วนให้นักลงทุนที่มาซื้อ Token ไป นั่นเอง

Utility Token(โทเค่นดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์)

Utility Token คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่สร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดสิทธิ์การได้รับสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจงสำหรับ Platform นั้นๆ เช่นสิทธิในการ Vote,สิทธิในการทำ Proof of Stake เพื่อรับค่าตอบแทน หรืออื่นๆ

ตัวอย่างสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Utility token ที่น่าจะคุ้นเคยกันดีเช่น Ether หรือที่เรียกว่า Ethereum คนทั่วๆไปอาจจะเข้าใจว่า Ethereum นั้นเป็นสกุลเงินดิจิทัล(Cryptocurrency) แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ

Ethereum เป็นชื่อของ Platform หรือระบบปฏิบัติการอย่างหนึ่งซึ่งถูกสร้างมาให้ทำงานบนเทคโนโลยีบล็อคเชน

ผู้สร้างมีจุดประสงค์เพื่อที่จะสร้าง Platform ขึ้นมาซักอย่างนึงเพื่อทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกสามารถทำงานแบบไร้ศูนย์กลาง(Decentralized) ได้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

นักพัฒนาสามารถนำ Ethereum ต่อยอดเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย เช่นโปรแกรมต่างๆหรือ สกุลเงินดิจิทัลใหม่ๆ ,ระบบ Automated Market Maker(AMM)

ซึ่งในที่สุดก็มีสกุลเงินดิจิทัลอีกหลายๆสกุลที่ทำงานอยู่บน Platform Ethereum หรือแม้กระทั่งการทำธุรกรรมในแบบที่ไร้ศูนย์กลาง( DeFi) , Platform บริการการลงทุน Yield Farming

เราอาจจะเรียกง่ายๆได้ว่านวัตกรรมเหล่านี้เป็นโปรเจ็คที่เกิดขึ้นในโลกของ Blockchain ก็ได้ครับ

เมื่อผู้สร้างอยากจะสร้างโครงการที่ทำงานบนระบบ Ethereum ขึ้นมาก็จะต้องหาทุนมาซักประเภทนึง โดยใช้กระบวนการ ICO นี่ล่ะครับ เค้าได้ออกเหรียญ(Utility Token) ชื่อว่า Ether ขึ้นมา โดยให้นักลงทุนที่สนใจเอา Bitcoin มาซื้อเหรียญ Ether 

เมื่อทางผู้สร้างได้เงินทุนไปแล้วก็นำทุนเหล่านั้นไปสร้างและพัฒนาระบบ Ethereum ให้ทำงานได้อย่างมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปทำธุรกิจหาเงินได้

ทำให้นักพัฒนาเริ่มหันมาสร้าง Application บนเครือข่าย Ethereum กันมากขึ้น นั่นหมายความว่ามีการใช้งาน Node บนเครือข่าย Ethereum มากขึ้น

สิ่งที่เกิดตามมาก็คือต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้งานในแต่ละครั้ง ซึ่งค่าธรรมเนียมในการทำงานของเครือข่าย Ethereum ก็จะต้องจ่ายด้วยเงิน Ether นั่นเองครับ

และคนที่ได้รับค่าธรรมเนียมไปก็จะได้รับเป็นเหรียญ Ether เช่นเดียวกัน

เมื่อเครือข่ายมีการใช้งานมากขึ้น คนให้การยอมรับเครือข่าย Ethereum มากขึ้น เหรียญของ Ethereum ก็จะมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย 

โดยหลักๆแล้ว หากบริษัทไหนที่ต้องการระดมทุนและอยากจะทำสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็น Digital Token ทั้ง 2 ประเภทออกมาขาย จะต้องทำผ่านกระบวนการ ICO และต้องขายผ่าน ICO Portal เท่านั้น

เพื่อให้ทาง กลต.ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Smart contract นั้นเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นและถูกต้องตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนนักลงทุน(หรือที่เรียกว่า White Paper)

White Paper ของสินทรัพย์ดิจิทัล ทำหน้าที่คล้ายๆหนังสือชี้ชวน หรือ Fund Fact Sheet ของกองทุนรวมครับ ในนั้นก็จะมีการเปิดเผยข้อมูลต่างๆที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินตัวนั้นๆ จะช่วยในการพิจารณาตัดสินใจของนักลงทุน


กระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในกองทุนรวม พร้อมประหยัดภาษี


สร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบคลาสสิคความเสี่ยงน้อย


กฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล

ประเทศไทยได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นประเทศแรกๆเลยครับ นั่นก็คือ พรก.ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2561

เพราะฉะนั้นท่านสามารถแน่ใจได้ครับว่าหากท่านทำการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับผู้ประกอบการที่ได้การรับรองจาก กลต. แล้ว สินทรัพย์ที่ท่านถือครองอยู่นั้นถูกกฎหมายแน่นอน

และสินทรัพย์ดิจิทัลของท่านจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในกรณีที่เกิดปัญหาหรือความผิดพลาดขึ้นกับผู้ให้บริการของท่าน

สรุปกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (พรก.สินทรัพย์ดิจิทัล 2561)

กฎหมายที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ออกมา มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายๆส่วน ทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนธรรมดาทั่วๆไป และผู้ประกอบการ ผู้ประกอบวิชาชีพ บางคนอาจจะอ่านแล้วไม่เข้าใจเพราะเนื้อหามันมีเยอะเหลือเกิน

เราได้ลองสรุปเนื้อหาของ พรก.สินทรัพย์ดิจิทัล 2561 มาคร่าวๆดังนี้ครับ 

หลายคนอาจจะงงว่าในเมื่อจุดประสงค์ของการมีสินทรัพย์ดิจิทัลก็คือการตัดตัวกลางหรือลดการรวมศูนย์อำนาจ(Decentralized) ให้ระบบอัตโนมัติตรวจสอบและทำธุรกรรมต่างๆเองผ่านเครือข่าย Blockchain

แล้วทำไมจะต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เข้ามา? 

เหตุผลที่ต้องกำกับสินทรัพย์ดิจิทัล

  1. คุ้มครองผู้ลงทน
  2. ความชัดเจนในการกำกับดูแล
  3. ป้องกันการฟอกเงิน

เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน

ให้ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกให้ลงทุน หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งที่ผ่านมามีคนจำนวณไม่น้อยที่ไม่มีความรู้และหลงกลมิจฉาชีพที่มาหลอกว่าจะเอาเงินไปลงทุนใน Cryptocurrency เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงๆให้

สร้างความชัดเจนในการกำกับดูแล

เพราะว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ ถ้าหากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธีและใช้ด้วยความสุจริตแล้ว สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้อีกมาก

การมีกฎหมายขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลให้ชัดเจนเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้ที่จะนำสินทรัพย์ต่างๆเหลา่นี้ไปใช้งานโดยสุจริตสามารถทำได้ และในขณะเดียวกันก็เป้นการปิดช่องทางการนำไปใช้แบบผิดประเภท

ป้องกันการฟอกเงิน

ด้วยความที่สินทรัพย์ดิจิทัลมีความปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง สามารถทำธุรกรรมจากที่ไหนก็ได้,เคลื่อนย้ายทรัพย์สินได้รวดเร็ว และมีสภาพคล่อง สามารถเปลี่ยนรูปได้โดยง่าย จึงเป็นช่องโหว่ให้เป็นสถานที่ฟอกเงินได้โดยง่าย จึงต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมเพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดประเภทแบบนี้

นิยามของสินทรัพย์ดิจิทัล

เหมือนที่ได้เขียนไปในด้านบนครับ หลักๆก็คือสินทรัพย์ดิจิทัลแบ่งเป็น 2 ประเภท ก็คือ คริปโตเคอร์เรนซี่ และโทเคนดิจิทัล

กิจกรรมที่ พรก.สินทรัพย์ดิจิทัลทำหน้าที่กำกับดูแล 

โดยหลักๆได้กำหนดไว้ 2 อย่างคือ

1.การเสนอขายโทเคน ดิจิทัล(Token Digital) ให้กับประชาชน

กำกับดูแลในเรื่องของคุณสมบัติผู้ระดมทุน ว่าจะต้องเป็น บจก.หรือ บมจ. ที่กรรมการ ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุมไม่มีลักษณะต้องห้าม และจะต้องได้รับอนุญาตจาก กลต.

โดยให้ทำการขายผ่าน ICO Portal เท่านั้นและต้องขายต่อผู้ลงทุนตามประเภทและเงื่อนไขที่กลต.กำหนด

2.การให้บริการเป็นตัวกลางซื้อขาย แลกเปลี่ยน สินทรัพย์ดิจิทัล

กำกับดูและผู้ที่ต้องการจะประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นลักษณะ ศูนย์ซื้อขาย,นายหน้า หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจะต้องได้รับการอนุญาตจาก รัฐมนตรีคลัง, กรรมการ ผู้บริหารไม่มีลักษณะต้องห้าม

โดยจะต้องมีมาตรฐานต่างๆตามที่ กลต.กำหนด เช่น มีแหล่งเงินทุนเพียงพอ,มีความปลอดภัยและมีการบริหารความเสี่ยงจากการโจรกรรม และจะต้องตรวจสอบทราบข้อเท็จจริงของลูกค้าด้วย

สรุปสาระสำคัญด้านบนนี้เป็นเพียงแค่การสรุปประเด็นคร่าวๆสำหรับคนทั่วๆไปที่สนใจในเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้นนะครับ

ส่วนการปฏิบัติตามกฎหมายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ทุกท่านจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจ ตรวจสอบ และยึดถือตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ

การซื้อ/ขายสินทรัพย์ดิจิทัล

ในปัจจุบันมีสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดขึ้นมาเต็มไปหมด โดยเฉพาะสกุลเงินหรือเหรียญต่างๆที่มาจากต่างประเทศ

และด้วยความที่สินทรัพย์ประเภทนี้เพิ่งเกิดมาใหม่และมีคนที่ได้ผลตอบแทนสูง เป็นที่น่าดึงดูดสำหรับคนทั่วๆไป ความสนใจที่จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนก็ควรที่จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ประเภทนี้ก่อนที่จะทำการลงทุน และหากจะลงทุนก็ควรจะทำการซื้อขายกับผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจาก กลต.ไทย เท่านั้น

เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการการันตีความปลอดภัยได้ระดับหนึ่งว่าทรัพย์สินเงินทองของเราจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างแน่นอนแต่จะกำไรหรือขาดทุนก็เป็นอีกเรื่องนึงนะครับ 

การซื้อ/ขายสินทรัพยดิจิทัลสามารถซื้อขายได้หลายๆช่องทางเช่น

  1. ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset Exchange)
  2. นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset Broker)
  3. ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset Dealer)

ก่อนที่จะเลือกใช้บริการซื้อขายกับใครก็ควรจะต้องตรวจสอบรายชื่อกับ กลต.ให้ดีว่าเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจริงมั้ย และควรจะพิจารณามาตรฐานของผู้ให้บริการเช่น

  • มีแหล่งเงินทุนเพียงพอรึเปล่า
  • จำนวนผู้ใช้งานในเครือข่ายว่ามีมากน้อยแค่ไหน ยิ่งผู้ใช้งานมากก็มีความน่าเชื่อถือสูง
  • ค่าธรรมเนียมบริการต้องไม่แพงจนเกินไป
  • นโยบายการเก็บและปกป้องสินทรัพย์ของนักลงทุน รวมถึงประกันภัยทีมีต่อสินทรัพย์ของนักลงทุน
  • ระบบความปลอดภัยที่รัดกุม และมีมาตรการป้องกันการถูกแฮ็ค
  • มาตรการการฟอกเงินของผู้ให้บริการ

ภาษีกับสินทรัพย์ดิจิทัล(สำหรับบุคคลธรรมดา)

ในกรณีบุคคลธรรมดา พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่19 พ.ศ.2561 ระบุไว้ว่า

หากใครซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล(คริปโตเคอร์เรนซี่ เช่นบิทคอยน์,อีเธอเรียม และอื่นๆ หรือ โทเคนดิจิทัลต่างๆ) แล้วตอนขายออกไปสามารถทำกำไรได้ หรือพูดง่ายๆคือได้เงินกลับมามากกว่าตอนจ่ายเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล จะต้องมีการจ่ายภาษีครับ

ส่วนผลกำไรจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และยังจะต้องนำกำไรจากการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมารวมในการคำนวณภาษีเงินได้อีกด้วย

ซึ่งในท้ายที่สุด สำหรับบุคลธรรมดาก็อาจจะต้องเสียภาษีสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลถึง 35% เลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น หลังจากลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลกันแล้ว ก็อย่าลืมศึกษาเรื่องการประหยัดภาษี ด้วยกองทุนลดหย่อนภาษีกันไว้ด้วยนะครับ มีประโยชน์มากๆ

หากใครที่อยากจะประหยัดภาษีแถมสร้างผลตอบแทนและออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณการแบ่งเงินมาซื้อกองทุน RMF ก็เป็นอีกตัวช่วยนึงครับ

สินทรัพย์ดิจิทัล(Digital Asset) ถือเป็นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ด้วยความง่ายในการลงทุน สามารถทำธุรกรรมจากที่ไหนก็ได้ในโลก และสร้างผลตอบแทนได้ดี

แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูงเหมือนกัน ด้วยความที่ยังเป็นสินทรัพย์ใหม่ มีความผันผวนสูง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และอาจะเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพเข้ามาหาผลประโยชน์จากความไม่รู้

เพราะฉะนั้นนักลงทุนทุกท่านควรจะศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจให้ดี และเลือกซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับผู้ให้บริการที่ได้รับการรับลองจาก กลต. เท่านั้น

Related Posts

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save