Yield Farming คืออะไร|ลงทุนในคริปโตฯ

Yield Farming คืออะไร|ลงทุนในคริปโตฯ

Yield Farming หรือการฟาร์มเหรียญ คือวิธีการลงทุนใน Cryptocurrency รูปแบบหนึ่งที่สามารถทำกำไรให้กับนักลงทุนได้ในรูปแบบของค่าธรรมเนียม,ดอกเบี้ย หรือเหรียญ Token ของ Platform DeFi ที่นักลงทุนนำสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองไปฝาก(Lock)ไว้

เบื้องต้นลองนึกถึงการที่คุณนำเงินไปฝากในธนาคารแล้วได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนในแต่ละปี นั่นล่ะครับคือหลักเบื้องต้นของการฟาร์มเหรียญคริปโตฯ หรือที่เรียกว่า Yield Farming

เพียงแต่ว่าในโลกของ Cryptocurrency นั้นจะมีกลไกเบื้องหลังของบริการทางการเงินในรูปแบบ DeFi ที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนทั่วๆไป และมีคำศัพท์ทางการเงินใหม่ๆที่ฟังแล้วงงๆ 

คริปโตเคอร์เรนซี่คืออะไร ลงทุนดีมั้ย
คลิกเพื่ออ่าน : Cryptocurrency เงินดิจิทัล คืออะไร?

การฟาร์มเหรียญจริงๆก็มีมานานพอสมควรแล้วครับ แต่เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างเมื่อประมาณปี 2020 ที่ผ่านมา เพราะกระแสความนิยมในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin,Etheruem

และที่สำคัญคือเป็นที่รู้กันว่าการลงทุนใน Yield Farming นั้นให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร

Yield Farming คืออะไร

Yield Farming(ฟาร์มเหรียญ) คือการที่นักลงทุน Crypto จะหาวิธีหรือลู่ทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองทำงานสร้างกำไรผลตอบแทนให้ได้มากที่สุด

ทำโดยการนำเหรียญคริปโตฯ ที่ตัวเองถือครองอยู่ไปฝาก(Lock)ไว้กับ Platform ให้บริการ DeFi ต่างๆ โดยที่ผลตอบแทนที่ได้ส่วนใหญ่จะมาใน 2 รูปแบบ คือ

  1. ดอกเบี้ย,ค่าธรรมเนียม
  2. เหรียญ Token ของ Platform ที่เรานำเหรียญไปฝากไว้
ลงทุนใน DeFi คืออะไร ทำยังไง
คลิกเพื่ออ่าน : DeFi คืออะไร ลงทุนยังไง?

การลงทุนด้วย Cryptocurrency แล้วได้ผลตอบแทนมาเป็น ดอกเบี้ย+เหรียญ Token ของ platform แบบนี้ ภาษาคริปโตฯเรียกว่าการทำ “Liquidity Mining” ครับ

และที่สำคัญคือมีโอกาสมีลู่ทางที่นักลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้หลายต่อ ด้วยความสะดวกมากกว่าโลกการเงินในปัจจุบันอยู่มาก

Yield Farming ทำงานยังไง

Yield Farming เป็นแค่คำกิริยาครับ มันคือกิจกรรมการลงทุนของนักลงทุน Cryptocurrency ที่จะลงทุนด้วยการนำสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองไปลงทุนใน Platform ต่างๆ โดยพยายามหาวิธีหมุนเวียนการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น 

  1. นำเงินไปฝากใน Platform แล้วได้รับผลตอบแทนกลับมา แล้วก็นำผลตอบแทนนั้นกลับเข้าไปลงทุนต่ออีกรอบเพื่อเพิ่มมูลค่ากำไร หรือ
  2. ได้ เหรียญ Token ออกมาจาก Platform ที่นำเงินไปลงทุนในข้อ 1 แล้วนำ Token นั้นไปฝากลงทุนใน platform อื่น เพื่อได้รับผลตอบแทนอีกทอดหนึ่ง(และอาจจะได้ Token ของ platform ที่ 2 นี้ออกมาด้วย)
  3. นำเหรียญ Token จาก Platform ในข้อ 2 ไปลงทุนต่อใน Platform อื่นๆ ได้รับผลตอบแทนอีกทอดหนึ่ง

และเนื่องจากผลตอบแทนที่ได้ค่อนข้างสูง และในกรณีที่ลงทุนด้วยมูลค่าเงินเยอะๆ ก็แทบจะได้เห็นตัวเลขผลตอบแทนเพิ่มขึ้นๆแทบจะทุกชั่วโมง

คนที่ชำนาญการทำ Yield Farming ส่วนใหญ่ เลยมีหน้าที่ “คอยเก็บเกี่ยว” ดอกผลกำไรที่ได้มาจากการลงทุนในที่ต่างๆในแต่ละวันเป็นประจำ เลยเปรียบเหมือนการทำฟาร์มนั่นเองครับ

นี่ล่ะครับ เรียกว่าการทำ Yield Farming และหากใครที่มีความรู้ความชำนาญ ติดตามข่าวสารการเกิดของ platform การลงทุนต่างๆก็สามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีไปหมุนเวียนลงทุนได้หลายรอบไม่รู้จบ 

แต่ย้ำว่าต้องมีความรู้ความเข้าใจนะครับ สินทรัพย์ดิจิทัลของท่านถึงจะปลอดภัย

สินทรัพย์ดิจิทัลคืออะไร?
คลิกเพื่ออ่าน : สินทรัพย์ดิจิทัล,Token ต่างๆคืออะไร?

วกกลับมาอธิบายเรื่อง Yield Farming ทำงานยังไง อีกทีครับ 

คำถามที่น่าจะตรงประเด็นที่สุดก็คือ รายได้ของ Platform ที่ทำ Yield Farming มาจากไหน?

รายได้ของ Platform Yield Farming มาจากไหน?

หากใครที่เคยซื้อ/ขายบนกระดานเทรด Cryptocurrency หรือใช้บริการ DeFi ต่างๆ จะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งใช่มั้ยครับ? 

การนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปลงไว้ใน Liquidity Pool หรือ ทำ Yield Farming เป็นการเปลี่ยนข้างมาเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมเหล่านั้น

เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าผู้ให้บริการ Exchange,ผู้ให้บริการ DeFi กู้ยืม Cryptocurrency ต่างๆ เค้าเอาเงินคริปโตฯมาจากไหนเยอะแยะ มาให้คนซื้อขายกัน?

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็จะมาจากการที่มีคนเสนอขาย Cryptocurrency ที่ตัวเองเคยถือไว้ออกมาสู่ตลาด และอีกส่วนหนึ่งที่หมุนเวียนอยู่ในระบบการเงิน Cryptocurrency ทั่วโลกนั้น มาจากสถานที่(หรือ Platform) ที่เรียกว่า “Liquidity Pool

Liquidity Pool คืออะไร

Liquidity Pool คือกองเงิน Cryptocurrency กองใหญ่ๆ(Pool)ที่นำเงินมาจากนักลงทุน(เรียกว่า Liquidity Provider) มารวมกันไว้ เพื่อเตรียมรอให้คนมาใช้บริการ คือนำเงินจากกองนี้ไปใช้ประโยชน์นั่นเองครับ ตัวอย่างเช่น

  • Exchanges นำไปขายต่อให้นักลงทุนรายย่อย
  • Lending Platform นำไปปล่อยกู้ให้นักลงทุนนำไปลงทุนต่อ 

และอื่นๆก็แล้วแต่บริการของผู้ให้บริการและโมเดลธุรกิจของแต่ละเจ้า 

เมื่อลูกค้าเหล่านี้นำเงินออกไปใช้แล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือ จ่ายค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมให้ทาง Liquidity Pool ซึ่งก็คือ Platform ที่ให้คนนำเงินมาลงทุนทำ Yield Farming หรือฟาร์มเหรียญนั่นเองครับ

เมื่อ Platform ได้รับค่าธรรมเนียมและค่าบริการมาแล้ว ก็จะนำมาเฉลี่ยจ่ายคืนให้กับคนที่นำเงินมาฝากตามสัดส่วนของเงินที่ฝากไว้ กลายเป็นผลตอบแทนที่ได้จากการฟาร์มเหรียญคริปโตฯนั่นเอง (คนที่นำเหรียญมาฝากเรียกว่า Yield Farmer)

เหรียญ Token คืออะไร?

ผลตอบแทนจากการนำเหรียญไปฟาร์ม นอกจากจะได้จากค่าธรรมเนียม/ดอกเบี้ยแล้ว ก็ยังมีผลตอบแทนในอีกรูปแบบนึง เรียกว่า Token หรือในบาง Platform จะให้เหรียญที่เรียกว่า Governance Token 

ในที่นี้เราเรียกมันรวมๆว่า Token แล้วกันครับเพื่อความง่าย

เวลาที่เราจะทำ Yield Farming กับที่ไหน เราก็ต้องนำเงิน Cryptocurrency ของเราเข้าไปฝากไว้ใช่มั้ยครับ 

และเมื่อเราฝากเงินเข้าไปในกองเงิน(Pool)แล้ว เราจะต้องได้หลักฐานการฝากเงินเป็นส่วนหนึ่งของกองเงินนั้นๆออกมาเพื่อเป็นหลักฐานว่า เงินของเราที่ฝากเข้าไปเป็นจำนวณเท่าไหร่ 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนเป็นหลักฐานว่าเรามีหุ้นอยู่ในกองเงินนั้นเท่าไหร่ และจะได้ผลตอบแทนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่นั่นเอง

ซึ่งหลักฐานการฝากเงินหรือจำนวณหุ้นนี่ล่ะครับ ผู้ให้บริการบางเจ้าเค้าจะให้ออกมาเป็นเหรียญดิจิทัล “เรียกว่า Token”

ซึ่งเจ้า Token ที่ว่านี้ก็เปรียบได้กับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างหนึ่ง สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ และส่วนใหญ่จะไม่มีปล่อยขายให้ในตลาดซื้อขายหรือ Exchange ทั่วไป ถ้าอยากได้ต้องเอาเงินมาฝากลงทุนใน Platform เท่านั้น

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ เหมือนเวลาเราเอาเหรียญ 10 บาท ไปแลกเหรียญหยอดตู้เกมส์ตามห้างนั่นล่ะครับ เจ้าเหรียญตู้เกมส์พวกนั้นจะไม่มีขายข้างนอก แต่จะต้องนำเงินมาแลกเพื่อนำเหรียญไปหยอดตู้เกมส์ในโซนนั้นๆ

ซึ่ง ถ้าโซนตู้เกมส์นั้นเกิดได้รับความนิยมมากขึ้นๆ คนก็จะอยากได้เหรียญสำหรับหยอดตู้เกมส์ชนิดนั้นมากขึ้น ถ้าใครมีถือครองไว้ก็สามารถนำมาขายทำกำไรได้ ประมาณนี้

ยิ่งเราฝากเข้าไปมากก็จะยิ่งได้เหรียญ Token นี้กลับออกมามากเท่านั้นครับ เป็นสัดส่วนแล้วแต่นโยบายของ platform แต่ละเจ้า

สิ่งที่ทำให้เหรียญ Token พวกนี้มีมูลค่าขึ้นมาได้ มีอยู่ 3 ปัจจัย คือ 

  1. จำนวนมูลค่าเงินที่ฝากไว้ในกอง(Pool)
  2. ความน่าเชื่อถือของ Pool นั้นๆ
  3. ประโยชน์ของ platform ที่เป็นเจ้าของ pool (เจ้าของเหรียญ token) สามารถทำประโยชน์อะไรให้คนในโลก Cryptocurrency ได้บ้าง   

มูลค่าเงินฝาก(Lock) ใน Platform นั้นๆ

อย่างที่ได้พูดไปในตอนต้นว่า เราจะต้องฝากเงินเข้าไปใน Pool ก่อน ถึงจะได้เหรียญ Token ของ Pool นั้นๆกลับมาเป็นเสมือนหลักฐานการถือหุ้นว่าเราฝาก Cryptocurrency เข้าไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ตามสัดส่วน

ในเมื่อการจะได้มาซึ่ง Token จะต้องเอาสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งไปแลกมา มูลค่าเงินใน Pool ของ Token นั้นๆก็จะยิ่งมากขึ้นๆ และก็จะสะท้อนมาถึงมูลค่าขอเหรียญ Token ด้วย

ความน่าเชื่อถือของ Platform

แน่นอนครับว่าถ้า Platform ไหน หรือ Project ไหนมีความน่าเชื่อถือสูง เขียน Smart contract มาอย่างโปร่งใส และผ่านการ Audit ก็จะดึงดูดให้คนนำเงินเข้าไปฝากมากขึ้นๆ เพราะนักลงทุนมีความมั่นใจ ว่า Cryptocurrency ของตัวเองจะอยู่ภายใต้นโยบายที่ปลอดภัย และสามารถสร้างผลงตอบแทนกลับมาได้อย่างแน่นอน

ประโยชน์ของ Project นั้นๆ 

หลายๆ Platform ที่ออกเหรียญ Token ของตัวเองมาก็มีจุดประสงค์เพื่อที่จะระดมทุนนั่นเองครับ 

เหมือนเวลาจะก่อตั้งบริษัท Startup ใหม่ก็จะต้องมีการระดมทุน หรือเหมือนการจะเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนขยายกิจการ 

และการสร้าง Project ต่างๆในโลกของ Decentralized Finance(DeFi) ก็จะมีการระดมทุนเหมือนกัน 

หลายๆ Platform เมื่อมีไอเดียว่าจะสร้าง Platform อะไรขึ้นมาซักอย่าง ก็จะทำการประกาศรายละเอียดหรือโปรโมทโครงการของตัวเองออกมาผ่านทางเอกสารเรียกว่า Whitepapaer ว่า Project นี้ดียังไง แก้ไขปัญหาอะไรได้บ้าง และส่วนใหญ่Platformที่สร้างขึ้นมาก็จะต้องใช้เหรียญ Token เฉพาะของตัวเอง เพื่อขับเคลื่อนระบบที่เท่านั้น 

หลังจากนั้นก็ระดมทุนโดยการขายเหรียญ(Token)ของตัวเองเพื่อให้คนที่นำ Cryptocurrency เข้ามาแลกเป็นเหรียญ Token ออกไป 

หลังจากที่ได้ทุนจากการออกเหรียญ Token แล้ว ก็นำไปพัฒนา Platform เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต เมื่อมีคนใช้งาน ตัวระบบก็จะมีมูลค่ามากขึ้น เหรียญ Token ก็มีมูลค่ามากขึ้นนั่นเองครับ

ตัวอย่างของ Project ประเภทนี้ก็คือ Ethereum ที่ต้องใช้เหรียญ Ether มาขับเคลื่อนระบบเท่านั้น 

Ethereum คืออะไร
คลิกเพื่ออ่าน : Ethereum คืออะไร? มันไม่ใช่สกุลเงิน

จะเห็นว่า หลังจากที่ระดมทุนและนำทุนไปดำเนินกิจการสร้างระบบ Ethereum ขึ้นมา ก็เริ่มมีคนสนใจพัฒนา platform เกี่ยวสินทรัพย์เงินดิจิทัลต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะระบบ Ethereum สามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลก Blockchain ได้จริง เลยทำให้คนสนใจสร้าง platform ต่างๆบนระบบนี้

ด้วยความสนใจที่ล้นหลามนี้เอง ทำให้เครือข่ายระบบ Ethereum แทบจะเป็นกระดูกสันหลังของโลกการเงินดิจิทัล

ทุกวันนี้ platform ต่างๆที่เกิดขึ้นมาใหม่ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาให้ทำงานบน Ethereum Blockchain กันทั้งนั้น 

และเมื่อมีความต้องการในการใช้เหรียญ Ether มากขึ้น มันก็ทำให้เหรียญ Ether มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาอย่างมากจนเป็นรองแค่บิทคอยน์ 

Blockchain (บล็อคเชน)คืออะไร
คลิกเพื่ออ่าน : เทคโนโลยี Blockchain (บล็อคเชน) คืออะไร?

อีกตัวอย่างหนึ่งของ Project ที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ในโลก Cryptocurrency คือ JDIyield

JDIyield เป็น Platform ที่ทำออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความปลอดภัยของเงินที่นำไปลงทุน Yield Farming บน Platform ที่ทำงานอยู่บนสายข้อมูล Blockchain ที่ชื่อว่า Binance Smart Chain(BSC)

หลายๆคนอาจเคยได้ยินว่าเว็บที่คนนำเงิน Cryptocurrency ไปฝากไว้ อยู่ดีๆก็ปิดหนีไปแล้วเชิดเงินไปเลย 

สำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง Blockchain หรือ Smart contract ก็คงจะคิดว่าต้องทำใจเพราะเอาเงินคืนมาไม่ได้

แต่สำหรับคนที่รู้ว่าจะต้องเข้าไปเช็ค Smart contract เพื่อตามหาเงินของเราที่ไหน ก็จะสามารถ Unstake เงินกลับออกมาได้

JDIyield เข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ครับ คือไม่ต้องมีความสามารถถึงขนาดไปไล่เช็ค Smart contract เอง 

แค่คุณนำเงินไปลงทุนกับ Platform ที่ JDIyield สามารถตรวจสอบได้ ก็จะมีปุ่มฉุกเฉินใว้ให้คุณถอนเงินออกฉุกเฉินได้ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

ซึ่งปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมทุก platform การลงทุนแต่ก็พัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พอผู้ให้บริการสามารถแก้ไขปัญหาให้คนหมู่มากได้ ก็จะดึงดูดให้คนเข้าไปใช้บริการมากขึ้น และเหรียญ Token ของผู้ให้บริการนั้นๆก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นนั่นเอง

แถมยังนำ Token ไปลงทุนเพื่อทำกำไรต่อใน Platform อื่นๆได้อีก

Liquidity คืออะไร และทำไมต้องฟาร์มเป็นคู่เหรียญ?

“ฟาร์มคู่เหรียญ” หลายๆคนคงจะเคยได้ยินและไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องฟาร์มเป็นคู่ ต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า Liquidity ก่อนครับ

Liquidity คือ “สภาพคล่อง” ของสินทรัพย์แต่ละชนิด 

ในโลกการเงินทั่วไป คำว่าสภาพคล่อง มักจะหมายถึงความง่ายในการที่จะเปลี่ยนรูปทรัพย์สินนั้นๆเป็นเงินสด 

ถ้าทรัพย์สินชนิดใดสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย ได้เร็ว เรียกว่า “มีสภาพคล่องสูง” เช่นทอง,หุ้น

หรือ

ถ้าทรัพย์สินชนิดใดสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ช้าหรือยาก เรียกว่า “มีสภาพคล่องต่ำ” เช่นอสังหาริมทรัพย์

แต่สำหรับสกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency  คำว่า Liquidity หมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นๆ ได้ง่ายหรือยากแค่ไหน เช่น 

  • USDT เปลี่ยนเป็น BUSD (คู่ USDT-BUSD)
  • USDC เปลี่ยนเป็น ETH (คู่ USDCETH)
  • CAKE เปลี่ยนเป็น BNB (คู่ CAKE-BNB)
  • BUSD เปลี่ยนเป็น BNB (คู่ BUSD-BNB)
  • DOGE เปลี่ยนเป็น BNB (คู่ DOGE-BNB)
เหรียญ usdt คืออะไร
คลิกเพื่ออ่าน : เหรียญ USDT Tether คืออะไร? ควรซื้อมั้ย?

และอย่างที่ทุกๆคนน่าจะรู้กันคือในโลกของ Cryptocurrency นั้นมีการจับคู่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เปลี่ยนจากสกุลเงินนึงไปเป็นอีกสกุลเงินนึงอยู่ตลอดเวลา เช่น

  • บางคนอาจจะถือ ETH อยู่ อยากจะซื้อ BTC
  • บางคนถือ USDT อยู่ อยากจะซื้อ BNB
  • บางคนถือ USDC อยู่ อยากซื้อ CAKE

และยังมีคู่เหรียญอื่นๆอีกมากมาย เพราะฉะนั้นจึงมีความต้องการสภาพคล่องของแต่ละคู่เหรียญอยู่ตลอด

เหรียญ USDC คืออะไร?
คลิกเพื่ออ่าน : เหรียญ USDC คืออะไร?

โดยส่วนใหญ่แล้วคู่ที่ได้รับความนิยมมากๆก็จะเป็นการนำเอา Stablecoin มาจับคู่ Trade กับ Cryptocurrency สกุลต่างๆ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะถือ Stablecoin ไว้เป็นหลักเพื่อเตรียมจะนำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดอื่นๆเพื่อการลงทุน 

นี่เป็นเหตุผลที่เวลาเรานำเหรียญไปทำฟาร์ม ต้อง “ฟาร์มเป็นคู่เหรียญ” เพราะมันเป็นการไปเพิ่มสภาพคล่องให้กับการแลกเปลี่ยนคู่สกุลเงินในแต่ละคู่ ตามความต้องการของตลาดนั่นเอง

เหรียญ Stablecoin คืออะไร
คลิกเพื่ออ่าน : เหรียญ Stablecoin คืออะไร?

เหรียญตระกูล Stablecoin จึงมีบทบาทค่อนข้างมากในโลก DeFi เพราะคนส่วนใหญ่เวลาจะนำเงิน Fiat มาซื้อ Cryptocurrency หรืออยากจะย้ายเงินจาก Cryptocurrency มาพัก ก็มักจะเปลี่ยนเป็นเหรียญ Stablecoin ก่อนเพราะสามารถรักษามูลค่าสินทรัพย์ได้

แต่ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องนำ Stablecoin มาจับคู่เท่านั้นนะครับ มีอีกหลายคู่เหรียญเลยที่ไม่ใช่ Stablecoin ซึ่งก็จะมีความเสี่ยงและผลตอบแทนแตกต่างกันไป

ถ้าใครเป็นมือใหม่ ทำงานประจำและลงทุนไปด้วยเพื่ออิสระภาพทางการเงิน ก็แนะนำให้ทำการฟาร์ม “คู่ Stablecoin” เท่านั้นเพราะจะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้เยอะเลย ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องความันผวนของราคาตลาด และไม่ต้องกังวลเรื่อง Impermanent Loss

และแน่นอนครับ ถ้าในช่วงไหนมีความต้องการแลกเปลี่ยนคู่เหรียญไหนมาก ก็แปลว่าต้องการสภาพคล่องมากขึ้น 

และถ้าสภาพคล่องของคู่เหรียญนั้นๆเป็นที่ต้องการมากขึ้น ผลตอบแทนของการลงทุนสำหรับคนฟาร์มเหรียญก็จะมากขึ้นตาม 

และตัวเลขผลตอบแทนเหล่านี้จะมาแสดงเป็นค่า APR หรือ APY ในPlatformการลงทุนนั่นเองครับ

APR/APY คืออะไร ต่างกันยังไง?

หลายคนเมื่อลองไปส่องๆดูตาม Platform ลงุทนต่างๆแล้วอาจจะเจอกับคำว่า APRหรือAPY และงงว่ามันคืออะไรต่างกันยังไง

  • APR ย่อมาจาก Annual Percentage Rate
  • APY ย่อมาจาก Annual Percentage Yield

APR : Annual Percentage Rate คืออะไร?

APR คือ ผลตอบแทนคิดเป็น % ต่อปี โดยไม่ได้เอาดอกเบี้ยมาทบเงินต้น

ตัวอย่างเช่น

  • เราลงทุนด้วยเงินต้น(Principal) 1,000 บาท โดยที่เว็บไซต์ประกาศว่าจะให้ผลตอบแทน APR 10%
  • เวลาผ่านไป 1 ปี เราจะได้ผลตอบแทน = 100 บาท เข้ากระเป๋าเรา (เงินต้นยังคง=1,000)
  • พอเริ่มนับปีใหม่ เราก็จะได้ผลตอบแทนตอนปลายปี = 100 บาท เท่าเดิม เพราะเงินต้นที่ใช้ลงทุนคือ 1,000 บาทเหมือนเดิม

ถ้าผลตอบแทนเป็น APR และเราอยากจะได้ผลตอบแทนในลักษณะดอกเบี้ยทบต้น เราก็จะต้องเอาดอกเบี้ยที่ได้รับมาใส่กลับเข้าไปเพิ่มเงินต้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนด้วยตัวเอง

APY : Annual Percentage Yield คืออะไร?

APY คือ ผลตอบแทนที่นำดอกเบี้ยมาทบเงินต้นด้วย

ตัวอย่างเช่น

  • เราลงทุนด้วยเงินต้น(Principal) 1,000 บาท โดยที่เว็บไซต์ประกาศว่าจะให้ผลตอบแทน APY 10%
  • เวลาผ่านไป 1 ปี เราจะได้ผลตอบแทน = 100 บาท (ผลตอบแทน+เงินต้น=1,100 บาท)
  • เริ่มปีที่ 2 เงินต้น 1,100 บาท ผลตอบแทน 10%=110 บาท ปลายปีเราจะได้ผลตอบแทน= 110 บาท(ผลตอบแทน+เงินต้น=1,210 บาท)

APR/APY อย่างไหนดี?

จะเห็นว่าเมื่อมีการนำดอกเบี้ยมาทบเงินต้น ดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนในแต่ละวัน หรือ แต่ละปี ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเลือกลงทุนแบบ APY ก็น่าจะดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดถูกมั้ยครับ

แต่ถ้าจะเปรียบเทียบจริงๆก็ต้องมานั่งหาข้อมูลว่า website หรือ Platform ที่เรานำเหรียญไปฟาร์ม เค้าให้ APY เท่าไหร่ ,เอาผลตอบแทนไปลงทุนต่อให้เราอัตโนมัติหรือไม่ และ ลงทุนต่อด้วยความถี่เท่าไหร่

หรือบางเว็บอาจจะเสนอผลตอบแทนเป็น APY แต่ไม่ได้นำผลตอบแทนที่ได้ไปลงทุนต่อให้เราโดยอัตโนมัติ เราก็ต้องมานั่งทำเองเหมือนกันถึงจะได้ผลตอบแทนตามที่เค้าประกาศไว้

ส่วนใหญ่ Website ก็จะเอาตัวเลข APY สูงๆมาล่อให้คนที่ไม่เข้าใจหรือไม่ใส่ใจที่จะศึกษาหาข้อมูลก่อนลงทุน เพื่อให้เอาเงินเข้าไปลงทุนใน ญสฟะดนพท ตัวเอง

แต่ถ้าเว็บไหนประกาศผลตอบแทนไว้เป็น APR ก็ง่ายหน่อยครับ ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน ถ้าเราอยากได้ดอกเบี้ยทบต้นก็แค่ต้องขยันมาเก็บเกี่ยว(ฟาร์ม)ดอกเบี้ยผลตอบแทนในแต่ละวันแล้วนำกลับเข้าไปลงทุนเพิ่มกับเงินต้น

ส่วนถ้าใครอยากจะลงทุนในแบบที่ทิ้งไว้ยาวๆ ไม่ต้องสนใจไปเลย การเลือกลงทุนในแบบผลตอบแทนประเภท APY ก็จะสะดวกกว่า แต่จะคุ้มก็ต่อเมื่อตัวเลข APY จะต้องสูงกว่า APR อยู่มากๆ 

อย่างไรก็ตาม จะเลือกแบบไหนก็แล้วแต่จุดประสงค์,วิธีการลงทุน ของแต่ละคนครับ ไม่มีผิดไม่มีถูก แค่อย่าขาดทุนก็พอ 

ควรลงทุนใน Yield Farming มั้ย

Yield Farming ก็เป็นวิธีการลงทุนแบบใหม่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยครับ เพราะเป็นการลงทุนในโลกการเงินดิจิทัล ที่เพิ่งเกิดมาใหม่ และด้วยเทคโนโลยีของตัวมันเองมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้อีกมาก 

แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ในการที่จะนำเงินหรือทรัพย์สินอะไรไปลงทุน ก็ควรจะต้องศึกษาข้อดี,ข้อเสีย และความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอ  

Yield Farming มีความเสี่ยงอะไรบ้าง

  1. ความซับซ้อนและต้นทุนสูง
  2. Impermanent Loss
  3. ความเสี่ยงจาก Smart contract
  4. ค่าธรรมเนียม

1.ความซับซ้อน

การทำ Yield Farming จะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง Cryptocurrency ค่อนข้างสูงครับ

เพราะว่าอย่างที่ได้พูดไปในตอนแรกว่า การ์ทำฟาร์มคริปโตคือการที่นักลงทุนพยายามที่จะหาวิธีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาลงทุนหมุนเวียนไปใน platform ต่างๆให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด

ซึ่งการที่จะหมุนเวียนสินทรัพย์ไปตามที่ต่างๆเนี่ย ผู้ลงทุนจะต้องรู้ว่า จะโอนเงินไปที่ไหน,ใช้ Wallet ของอะไร, และเอาเงินไปลงแล้วจะมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่อาจจะทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลของเราสูญหายไป

บางครั้งแค่การโอนเงินผิดสาย Blockchain ก็อาจจะทำให้เงินเราหายสาบสูญไปได้ตลอดกาล ไม่รู้จะไปทวงเงินคืนจากไหนได้

2.Impermanent Loss

Impermanent Loss คือการที่มูลค่าปัจุจุบันของสินทรัพย์ดิจิทัลของเรามีค่า/มีราคาน้อยลง เมื่อเทียบกับตอนที่เราฝากสินทรัพย์เข้าไป  ทำให้ถ้าจะถอนออกมาเราจะขาดทุน

ด้วยความที่ราคาของ Cryptocurrency มีความผันผวน ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราเอาเหรียญไปฟาร์มโดยเลือกเป็นคู่เหรียญที่มีความันผวน เช่น USDT-BNB

ราคาของเหรียญ USDT จะคงที่อยู่แล้วเพราะเป็น Stablecoin แต่ ราคาเหรียญ BNB จะมีความผันผวนอยู่ตลอด ราคาอาจจะลดลง หรือ เพิ่มขึ้นก็ได้ 

และความผันผวนนี้เองมีผลทำให้ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลของเราที่ฝากไว้ใน pool เปลี่ยนไป

อธิบายคร่าวๆ เช่น 

  • เราฝากเหรียญ BNB เข้า Pool จำนวณ 2 เหรียญ คิดเป็นเงิน $50 (และราคาตลาด BNB อยู่ที่เหรียญละ $25) 
  • ต่อมา ราคาตลาดของ BNB เปลี่ยนเป็นเหรียญละ $30 จะทำให้ราคาตลาดของเหรียญ BNB จำนวน 2 เหรียญ = $60  แต่
  • มูลค่าของเหรียญ BNB 2 เหรียญที่เราฝากเข้า Pool คือ $50 นั่นแปลว่าเหรียญ BNB ของเราที่อยู่ใน Pool จะมีมูลค่าต่ำกว่าตลาดกลางภายนอกทันที

เมื่อมูลค่าเหรียญ BNB ของเราลดลงต่ำกว่าราคาตลาดภายนอก ด้วยกลไกของตลาดและ Platform ที่เรานำเงินไปลงทุนก็จะจัดการทำให้มูลค่าสินทรัพย์ BNB ของเราที่ฝากไว้ใน Pool คงที่อยู่ที่ $50 เหมือนตอนที่เราฝากเข้าไป 

ซึ่งกระบวนการ Impermanent Loss นี้จะมีรายละเอียดกับเหตุผลที่ซับซ้อนมากกว่านี้ อาจจะเป็นการที่มีคนมาซื้อเหรียญราคาถูกไปขายแพงในตลาดภายนอก หรือระบบทำการเทขายเอง จะอธิบายในบทความแยกต่างหากอีกทีครับ 

เนื่องจากว่าสำหรับมือใหม่หรือนักลงทุนทั่วไปที่เข้ามาทำ Yield Farming สามารถหลีกเลี่ยงการเกิด Impermanent Loss ได้ด้วยการฟาร์มคู่เหรียญ Stablecoin เท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะการลงทุนที่เราแนะนำให้ทำครับ

ถ้าท่านลงทุน Farming ด้วยคู่เหรียญ Stablecoin อย่างเดียว ก็ไม่ต้องมาสนใจเรื่อง Impermanent Loss เลยก็ได้    

3.ความเสี่ยงจาก Smart contract

ด้วยความที่ Platform ให้บริการลงทุนด้วย DeFi ทั้งหลายนั้นทำงานอยู่ภายใต้การควบคุมของ Smart contract ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นชุดคำสั่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบนึง

smart contract คืออะไร ทำงานยังไง?
คลิกเพื่ออ่าน : Smart contract คืออะไร?

และแน่นอนว่าด้วยความที่เป็นชุดคำสั่งโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์ มันก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีช่องโหว่ หรือความผิดพลาดบางอย่างที่จะเกิดขึ้น อย่างที่ได้ข่าวกันอยู่บ่อยๆว่า ระบบคอมพ์พิวเตอร์ขององค์กรนั้น องค์กรนี้โดน Hack 

ซึ่งการโดน Hack นี้ก็อาจจะเกิดกับ Smart contract ได้เหมือนกันครับ โดยเฉพาะผู้ให้บริการ DeFi ส่วนใหญ่ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆแทบทุกวันส่วนใหญ่ก็เป็น Startup เป็นทีมสร้างเล็กๆ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีความผิดพลาดในการเขียน Smart contract เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

หรือที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ Platform บางอันเกิดขึ้นมาเพื่อหลอกนักลงทุนโดยความตั้งใจ ใช้ผลตอบแทนสูงๆมาล่อใจนักลงทุน พอคนเอาเงินเข้าไปฝากเยอะๆก็ปิดเว็บไซต์หนีไปเลย

การแก้ปัญหา และควบคุมความเสี่ยงในส่วนนี้สามารถทำได้ด้วยการนำ Cryptocurrency ของเราไปลงทุนใน Platform ใหญ่ๆที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้ ก็พอจะลดความเสี่ยงได้ส่วนนึงครับ ผลตอบแทนอาจจะไม่ทะลุฟ้า แต่ก็ไม่เสี่ยงที่จะสูญเงิน

และการแก้ปัญหาอีกอย่างนึงซึ่งนักลงทุน DeFi ทุกคนควรจะทำเป็น ก็คือการเข้าใจใน Smart contract รู้ว่าเงินของเราถูกนำไปฝากไว้ตรงส่วนไหนของ Smart contract ในแต่ละสาย Blockchain

และรู้วิธีใช้ Smart Contract ไปเอาเงินคืนมาในกรณีที่โดนโกง,ปิดเว็บหนี หรือภาษาคริปโตฯ เรียกว่า Rugpull ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยเหมือนกัน

แต่ในความเป็นจริงแล้วน้อยคนที่จะศึกษาหรือสนใจ เพราะมันดูค่อนข้างซับซ้อน และมีขั้นตอนเยอะ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะเราเป้นนักลงทุนทั่วไป ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์

ก็ขอแค่ให้รู้ว่าเรากำลังเสี่ยงกับอะไร และจะหลีกยังไง ถ้าเป็นนักลงทุนทั่วๆไปก็นำเงินไปลงทุนใน Platform ที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้ ได้รับการ Audit จากองค์กรที่เชื่อถือได้ แค่นั้นก็โอเคครับ

และสำหรับนักลงทุนคริปโตฯในไทย ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดก็คือลงทุนกับ Platform ที่ได้รับการรับรองจาก กลต. นั่นเอง

4.ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียม(หรือที่เรียกว่า GAS)ในการโอน หรือทำธุรกรรมในแต่ละครั้งก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยนึงที่นักลงทุนมือใหม่ไม่ได้คำนึงถึงครับ

ค่า GAS ethereum คืออะไร
คลิกเพื่ออ่าน : ค่า GAS คืออะไร? ค่าธรรมเนียมคริปโตฯ

เนื่องจากระบบของผู้ให้บริการลงทุน DeFi ต่างๆส่วนใหญ่จะทำงานอยู่บนเครือข่าย Ethereum Blockchain 

ซึ่ง ระบบ Ethereum นั้นแทบจะเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของโลก DeFi เลยก็ว่าได้ เพราะแทบทุก Platform รวมถึงเหรียญ Token สกุลต่างๆก็ถูกสร้างขึ้นมาบน Ethereum Blockchain แทบจะทั้งสิ้น 

ถ้าเป็นเหรียญ Token ที่ถูกผลิตออกมา รวมถึง Stablecoin ก็จะเห็นได้ว่าเป็นเหรียญประเภท ERC-20 แทบทั้งนั้น 

และในเมื่อการใช้งาน Ethereum Blockchain มีความแพร่หลายมากถึงขนาดนี้ ทำให้จำนวนการตรวจสอบ/บันทึกธุรกรรม(Proof Of Stake) บนสายข้อมูล Blockchain มีปริมาณมาก 

proof of stake คืออะไร สำคัญยังไง
Proof Of Stake คืออะไร? เกี่ยวกับการลงทุนยังไง?

เมื่อมีความต้องการการใช้เครือข่ายและทรัพยากรมากขึ้น ค่าธรรมเนียมจึงแพงขึ้น และการทำธุรกรรมต่างๆก็ต้องใช้เวลานานมากขึ้น ยิ่งถ้าใครใจร้อนอยากให้ธุรกรรมเสร็จเร็วๆก็ยิ่งต้องเพิ่มค่า GAS เข้าไปในระบบ

ซึ่งค่าธรรมเนียม(GAS) ที่ว่ามานี้เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ทุกคนต้องเสียไปในการลงทุนนั่นเองครับ

มากไปกว่านั้นสำหรับมือใหม่ ถ้าหากใครไม่รู้ว่า GAS คืออะไร ควรจะต้องกำหนดยังไง ก็อาจจะต้องเสียค่า GAS หลายครั้งกว่าที่จะทำธุรกรรมแต่ละครั้งให้สำเร็จ


ได้กำไรจาก Yield Farming กันแล้ว อย่าลืมบริหารจัดการภาษีด้วยกองทุนลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ ช่วยประหยัดไปได้มากเลย

กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
คลิกเพื่ออ่าน:กองทุนลดหย่อนภาษี มีอะไรบ้าง เลือกตัวไหนดี?

และหากใครอยากจะนำกำไรจาก Yield Farming มาลงทุนต่อในระยะยาวและเก็บออมเพื่อการเกษียณด้วยความเสี่ยงไม่มาก แนะนำให้ลองศึกษากองทุน RMF ครับ ตอบโจทย์แน่นอน

คลิกเพื่ออ่าน:คู่มือลงทุนใน RMF สำหรับมือใหม่ เข้าใจง่าย!

วิธีทำ Yield Farming ทำยังไง

สำหรับวิธีการทำ Yield Farming เบื้องต้นที่นักลงทุนมือใหม่ควรจะต้องทำ จะมีตามนี้ครับ

  1. เปิดใช้บริการ Wallet สำหรับ Cryptocurrency (อาจจะใช้ หรือไม่ใช้ก็ได้)
  2. ซื้อเงิน Cryptocurrency ผ่านทาง Exchanges ที่ได้รับการรับรองจาก กลต. ไทย
  3. นำ Cryptocurrency ที่ซื้อมา โอนไปที่ผู้ให้บริการการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนตามที่เราต้องการ
  4. รอรับผลตอบแทน และนำกำไรมาลงทุนซ้ำไปเรื่อยๆเพื่อเพิ่มกำไรให้งอกเงย
  5. นำเงินที่ได้เปลี่ยนกลับเป็นเงินบาทผ่านทาง Exchanges ที่ได้รับการรับรองจาก กลต.

สำหรับนักลงทุนทั่วๆไปที่ทำงานประจำและนำเงินจากการทำงานแบ่งมาลงทุนไปด้วย แนะนำให้ลงทุน Yield Farming ด้วย Stablecoin กับ Platform ใหญ่ๆที่น่าเชื่อถือ

การลงทุนง่ายๆแต่ได้ผลแบบนี้ ดูจะเหมาะสมและป้องกันความเสี่ยงที่จะพลาดเพราะปัญหา Technicalได้ดี ไม่ต้องคิดมาก 

อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนทะลุฟ้าแบบที่ใครๆเค้าพูดกัน แต่สบายใจ และไม่ต้องมาค่อยนั่งเฝ้ากังวลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ

แต่แน่นอนว่าได้ผลตอบแทนที่มากพอสมควรและเป็นการให้เงินทำงานให้เราแบบ Passive Income ได้แน่นอน หน้าที่ของเรามีแค่รักษาวินัยการลงทุนให้ดีตามแผนเท่านั้น

วิธีการลงทุนใน DeFi เบื้องต้นมันมีเท่านี้จริงๆครับ หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันจะมีแค่นี้ได้ยังไง เห็นเพื่อนๆรอบตัวเค้าทำกันซับซ้อนกว่านี้ ผลตอบแทนเป็นพันเป็นหมื่นเปอร์เซ็น

สิ่งที่ซับซ้อนมากกว่านี้จริงๆมันก็มีครับ แต่ว่าการที่จะไปลงทุนทำ Yield Farming แบบนั้นควรจะต้องมีเงินก้อนใหญ่พอสมควร อย่างน้อยๆก็ซักหลักแสนขึ้นไป

และที่สำคัญคือ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในโลก Crypto อย่างดี ไม่อย่างนั้นอาจจะเสียมากกว่าได้

เชื่อว่าด้วยหลักการการทำ Yield Farming ที่เขียนมาทั้งหมดก็น่าจะทำให้นักลงทุนที่สนใจนำไปต่อยอดได้เองว่าควรจะนำ Cryptocurrency ของตัวเองไปลงทุนยังไง ลงทุนที่ไหน ให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด

และที่สำคัญคือทางเราไม่สามารถแนะนำใครได้ ว่าจะให้ไปลงทุนที่ไหนดีหรือทำ Yield Farming ที่ไหนดี เพราะส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเหล่านี้ก็จะเป็นผู้ให้บริการจากต่างประเทศซึ่งไม่ได้มีการรับรองหรือตรวจสอบจาก กลต.ไทย 

เพราะฉะนั้นความสูญเสียจากความไม่รู้,โอนเงินผิด,การโดนโกง หรือการขาดทุนเกิดขึ้นได้เสมอ

นักลงทุนที่สนใจใน DeFi ก็ควรจะศึกษาและพิจารณา วิธีการลงทุน,ความเสี่ยงที่ต้องเจอให้ดี จะได้เลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะกบัตัวเอง และไม่ทำให้ตัวเองขาดทุน

การลงทุน Yield Farming ก็เป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจครับ ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆที่คาดว่าน่าจะเข้ามามีบทบาทในอนาคตอย่างแน่นอน มีความโปร่งใส และผลตอบแทนที่ได้ก็มากพอสมควร

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ มันก็ยังมีช่องโหว่ที่เป็นโอกาสให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ได้อยู่มาก โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีความรู้

เพราะฉะนั้นคนที่สนใจจะลงทุนใน DeFi ในลักษณะ Yield Farming ก็ควรจะศึกษาให้ดีก่อนลงทุน และอาจจะแบ่งเงินแค่ส่วนหนึ่งมาลงทุน

เพราะคงจะไม่ดีแน่ถ้าจะเอาเงินที่มีทั้งชีวิตเข้ามาฝากไว้ในระบบการเงินที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่และยังต้องมีการพัฒนาอีกหลายๆเรื่องรวมถึงเรื่องความปลอดภัย

Related Posts