เหรียญ USDT Tether คืออะไร?

เหรียญ USDT คืออะไร?

เหรียญ USDT คือสกุลเงินดิจิทัลชนิดหนึ่งที่มีมูลค่าราคาผูกไว้กับเงินสดสกุลดอลลาห์สหรัฐ(USD) ซึ่งราคาจะไม่มีการขึ้นลงรุนแรง และสามารถช่วยแก้ปัญหาความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัลที่นักลงทุนซื้อขายกันอยู่ในตลาดได้

ถือได้ว่าเป็น StableCoin ประเภทหนึ่ง โดยที่ทุกๆ 1 USDT จะมีเงินดอลล่าห์จริงๆ 1 ดอลล่าห์ฝากไว้กับผู้ดูแลหลักทรัพย์เพื่อเป็นการค้ำประกันมูลค่าของเหรียญดิจิทัลชนิดนี้ไว้เสมอ

เหรียญ USDT เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยบริษัทชื่อ Tether ซึ่งเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2014 ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ในฮ่องกงและสวิตเซอร์แลนด์

เหรียญสกุลนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันทั่วไปอย่างเช่น บิทคอยน์(Bitcoin) หรือ Ether

และช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมด้านต่างๆ โดยเป็นตัวเชื่อมมูลค่าเงินในปัจจุบันและข้อดีต่างๆของสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ด้วยกัน 

และนอกจากเหรียญ USDT แล้ว ทาง Tether ก็ได้ทำสกุลเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบอื่นๆออกมาด้วย เช่น EURT และ Tethergold

1 USDT เท่ากับกี่บาท

มูลค่าของเหรียญ USDT 1 เหรียญ มีค่าประมาณ 1 ดอลล่าห์สหรัฐ ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาห์สหรัฐกับเงินบาทของไทยจะเท่ากับประมาณ 31-32 บาท (มูลค่าขึ้นลงตามอัตราแลกเปลี่ยน) 

เหรียญ Tether ทำงานยังไง?

เหรียญ Tether USDT ถูกออกแบบมาให้บันทึกข้อมูลธุรกรรมต่างๆบนสาย Blockchain เดียวกันกับ Bitcoin

โดยในตอนแรกนั้นใช้ระบบ Omni (USDT Omni) เป็น Platform ควบคุมการทำงานของเงินดิจิทัลสกุลนี้ และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ให้สามารถใช้งานได้บนสายข้อมูล Blockchain หลายๆสาย

Blockchain (บล็อคเชน)คืออะไร
Blcokchain (บล็อคเชน) คืออะไร? อธิบายง่ายๆ

ตัวอย่างเช่น Ethereum Blockchain (USDT ERC20) และสาย Blockchain อื่นๆรวมทั้งหมด 8 สาย ซึ่งในปัจจุบัน USDT ERC20 เป็นระบบที่มีปริมาณการใช้งานมากที่สุด

สำหรับการรักษามูลค่าของเหรียญ USDT ให้อยู่ที่ประมาณ 1 ดอลล่าห์สหรัฐตลอดเวลาก็สามารถทำได้โดยการฝากหลักทรัพย์ไว้กับธนาคาร ให้มีมูลค่าเท่ากับจำนวนเหรียญ USDT ที่ต้องการผลิตออกมาในตลาด

ทาง Tether ก็ได้พยายามสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานโดยการให้บุคคลที่ 3 เป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งในปัจจุบันก็คือสำนักงานกฎหมายใน Washington

สำนักงานกฎหมายนี้จะเป็นผู้ตรวจสอบและออกเอกสาร Proof Of Funds ขึ้นมาเพื่อยืนยันว่าในแต่ละเหรียญ USDT นั้น มีสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเทียบเท่า 1 US. Dollar วางค้ำประกันไว้จริงๆ 

เหรียญ Tether ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

เหรียญ Tether USD ถูกสร้างมาให้เป็นประโยชน์กับผู้ใช้งาน 3 กลุ่มด้วยกัน คือ 

  1. ผู้ให้บริการ Exchanges
  2. นักลงทุนหรือคนใช้งานทั่วไป(Individuals) 
  3. คนค้าขาย(Merchant)

ผู้ให้บริการ Exchanges

เมื่อก่อนผู้ให้บริการกระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องรับฝากเงินสดสกุลต่างๆ(Fiat Money) ซึ่งมักจะต้องมีกระบวนการธุรกรรมที่ช้า แพง และ มีความเสี่ยง ปัญหาหลักๆของ Exchange ที่จะเจอหากลูกค้าใช้เงิน Fiat Money ในการฝาก-ถอนก็คือ

  1. ตัวผู้ให้บริการ(หรือแม้แต่ลูกค้าเอง)จะต้องเสียเวลาหาตัวกลางที่ดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็ถูกใจลูกค้าที่สุดที่จะมาช่วยทำการฝากถอน ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะเป็นธนาคารต่างๆ โดยจะต้องมานั่งเปรียบเทียบว่าที่ไหนมีค่าธรรมเนียมถูกที่สุด,มีนโยบายความปลอดภัยดีที่สุด,มีความน่าเชื่อถือ
  2. ผู้ให้บริการ Exchanges จะต้องหา Partner มาเป็นตัวกลางเพื่อประสานงานในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย,ความปลอดภัย,และต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่น 
  3. ต้นทุนการโอน ฝาก ถอน ที่แพง เพราะมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะยิ่งถ้าทำธุรกรรมด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ต้นทุนที่มีอาจจะสูงกว่าเงินที่ต้องการจะฝาก/ถอน ด้วยซ้ำ
  4. การโอนเงินข้ามประเทศ ใช้เวลานาน ซึ่งบางทีอาจจะต้องใช้ถึง 3-7 วัน เพราะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบธุรกรรมกับหลายๆฝ่าย หลายๆสถาบันการเงิน
  5. ค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศแพง

จะเห็นได้ว่าปัญหาจากการใช้เงินสด(Fiat Money) ที่ว่ามาด้านบน เป็นอุปสรรคที่ทำให้การทำธุรกรรมของ Exchange ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลค่อนข้างลำบาก และใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น 

ปัญหาเหล่านี้จะสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำเหรียญดิจิทัลที่เป็นตัวแทนเงินดอลล่าห์ที่เรียกว่า Stablecoin มาใช้ (ในที่นี้คือ USDT)

เพราะเหรียญดิจิทัลนี้ มีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินสดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และสามารถโอน/ฝาก/ถอน ได้อย่างสะดวกบนเครือข่าย Blockchain โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางใดๆ

ผู้ให้บริการก็ไม่ต้องไปคอยประสานงานกับธนาคาร และที่สำคัญสามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใสและปลอดภัย เพราะทุกอย่างบนเครือข่าย Blockchain สามารถตรวจสอบได้

นักลงทุนทั่วไป(Individuals)

สำหรับบุคคลหรือนักลงทุน Crypto ทั่วๆไปที่อาจจะทำการลงทุนแบบ Yield Farming ก็สามารถใช้ประโยชน์จากเหรียญ Stablecoin อย่าง USDT ได้เหมือนกันครับ

ไม่ว่าจะเป็นใช้เป็นที่พักเงินจากการลงทุนในคริปโต หรือใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการต่าๆ สามารถป้องกันการลดมูลค่าของเงินได้และสะดวกกว่าการใช้เงินสด(Fiat-Money) อย่างมากๆ 

ฟาร์มเหรียญ ทำ yield farming คืออะไร ทำยังไง
ใช้ Stablecoin ลงทุนใน Yield Farming

พักเงินจากการลงทุน

ในกรณีที่คุณเป็นนักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ตลอด ถ้าไม่มีเงิน Stablecoin อย่าง USDT คุณจะมีทางเลือกอยู่แค่ 2 ทางซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีซักเท่าไหร่ คือ

  1. ถือเหรียญ Crypto ไว้ในระยะยาว
    1. ข้อเสียของการถือคริปโตไว้ก็คือมีความเสี่ยงสูงมากที่เงินของคุณจะด้อยมูลค่าลงจากความผันผวนของราคาตลาด Cryptocurrency ซึ่งอาจเป็นผลทำให้คุณเสียประโยชน์ได้ถ้าราคาตลาดตกลง
  2. ขายเหรียญคริปโตทิ้ง แล้วถอนเงินสดออกมาพักไว้ในบัญชีธนาคาร
    1. การนำเงินสดมาฝากเข้า/ถอนออก เปลี่ยนเป็นเงินดิจิทัลแต่ละครั้งจะมีค่าธรรมเนียม ซึ่งบางครั้งอาจจะแพงจนไม่คุ้ม จึงทำให้การฝากเข้าหรือถอนออกบ่อยๆ ทำห้คุณเสียเงินไปโดยไม่คุ้มและไม่เกิดประโยชน์เลย

การโอนเงิน/ฝาก/ถอน จาก Exchange ทำได้สะดวก รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมที่ถูก ถ้าไม่มี USDT เราก็จะต้องถอนออกมาเป็นเงินสด แล้วเลือกเอาว่าจะฝากเงินสดไว้กับ Exchange ที่เราใช้บริการ หรือถอนออกมาเข้าธนาคารที่เราใช้อยู่ปกติเลย ซึ่ง 

คนค้าขาย (Merchants)

สำหรับผู้ขายสินค้าและบริการต่างๆ หากทุกคนหันมาใช้เงินดอลล่าห์ดิจิทัลคุณจะสะดวกมากและสามารถที่จะขยายธุรกิจของคุณไปได้อย่างไรพรหมแดน

เพราะการโอน/รับ/จ่าย เงินระหว่างคุณกับลูกค้าก็จะสะดวก ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ไม่ต้องเสียเวลานานเป็นวันในการทำธุรกรรมข้ามประเทศแต่ละครั้ง ไม่ต้องมาเสียเวลาเสียเงินแปลงสกุลเงิน

USDT ERC20 และ USDT Omni คืออะไร?

อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น เหรียญ Tether USDT ถูกสร้างขึ้นมาโดยบันทึกข้อมูลต่างๆลงบนสายข้อมูล Blockchain สายเดียวกันกับ Bitcoin ซึ่งใช้ระบบที่เรียกว่า Omni เป็นตัวควบคุมการทำงานของสกุลเงิน USDT

และหลังจากนั้นได้มีการพัฒนามาสร้างเหรียญ USDT บนสายข้อมูล Blockchain อื่นๆรวมเป็น 8 สาย Blockchain ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Ethereum Blockchain ที่เป็นที่นิยมสูงสุดในการทำธุรกรรมของเหรียญ USDT เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมถูกและสามารถทำธุรกรรมได้รวดเร็ว ซึ่งการที่จะนำเหรียญ USDT มาใช้งานบน Ethereum Blockchain ได้นั้น ตัวเหรียญจะต้องได้ถูกสร้างมาด้วยมาตรฐานที่ชื่อว่า ERC20 

เพราะฉะนั้นเวลาจะทำธุรกรรมอะไรที่เกี่ยวกับ USDT ถ้าจะทำบนเครือข่าย Ethereum ก็จะต้องเลือกเป็น USDT ERC20 และในทางกลับกัน ถ้าอยากจะโอนเงินบนสายข้อมูลดั้งเดิมที่ชื่อ Omni ก็จะต้องเลือกการโอนเป็นแบบ USDT Omni นั่นเอง 

เหรียญ Stablecoin คืออะไร
เหรียญ Stablecoin คืออะไร มีแบบไหนบ้าง?

ข้อดีของเหรียญ USDT

  1. ประหยัดเวลาในการทำธุรกรรมต่างประเทศ
  2. ประหยัดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม 
  3. มูลค่าคงที่ตลอด

ประหยัดเวลาในการทำธุรกรรมต่างประเทศ

ในปัจจุบัน การทำธุรกรรมต่างประเทศค่อนข้างจะกินเวลามากพอสมควร

เช่นหากคุณต้องการจะโอนเิงข้ามประเทศ อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 วันกว่าเงินจะเข้าบัญชีปลายทาง เนื่องจากการโอนเงินแต่ละครั้งจะต้องมีการตรวจสอบต่างๆจากตัวกลางทางการเงินของแต่ละประเทศ 

และจะยิ่งเสียเวลามากขึ้นไปอีกหากคุณโอนเงินตรงกับวันหยุดของธนาคารต่างๆ

การเปลี่ยนมาใช้ เงินดิจิทัล อย่าง USDT นั้น คุณจะสามารถทำธุรกรรมได้ทุกวันทุกเวลาโดยที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางมาคอยตรวจสอบใและบันทึกข้อมูลให้

เพราะทุกๆธุรกรรมจะถูกทำบนเครือข่าย Blockchain ทำให้ใช้เวลาเพียงหน่วยนาทีเท่านั้นในการโอนเงินแต่ละครั้ง

ประหยัดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม 

หลายๆคนที่เคยโอนหรือรับเงินระหว่างประเทศน่าจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า SWIFT(Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication)

อธิบายง่ายๆคือเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลการสื่อสารทางธุรกรรมระหว่างธนาคารในประเทศต่างๆทั่วโลกนั่นเอง

ซึ่งการจะโอนเงินข้ามประเทศในแต่ละครั้งจะต้องใช้บริการ SWIFT และมีค่าธรรมเนียมในการโอนค่อนข้างสูง โดยที่ในบางกรณีผู้โอนอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศด้วย 

ในทางกลับกัน หากเราหันมาใช้เหรียญ USDT แทนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ การโอนจะไม่ต้องเสียค่า Transaction fee แต่อาจจะมีค่าธรรมเนียมเล็กน้อยในการใช้งานเครือข่าย Blockchain

ซึ่งถ้าเทียบกับค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการทางการเงินทั้งหลายในปัจจุบันแล้วถือว่าถูกกว่าและสามารถทำได้รวดเร็วกว่า  

มูลค่าคงที่ตลอด(Stable Price)

การเทรดสินทรัพย์มีค่าทั้งหลายนั้นมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาครับเพราะมีการขึ้นลงของราคา โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ราคามีความผันผวนสูงๆอย่างสินทรัพย์ดิจิทัล 

ในบางขณะหากคุณถือครอง Cryptocurrency ไว้โดยที่ซื้อมาในราคาหนึ่ง โดยตั้งใจว่าจะนำ Cryptocurrency ที่ถืออยู่นั้นไปซื้อ Crypto สกุลอื่นเพื่อทำกำไร แต่ปรากฎว่าระหว่างที่ส่งคำสั่งซื้อไปแล้ว ระบบกำลังอยู่ระหว่างประมวลผลและราคาเหรียญที่คุณถืออยู่ในปัจจุบันนั้นมีมูลค่าต่ำลง คุณจะขาดทุนทันที

แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณถือ USDT ไว้ คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาเลย ซึ่งมันก็จะสะดวกและปลอดภัยกับนักลงทุนมากๆ 

จุดอ่อนของเหรียญ Tether USDT

ถึงแม้ว่าเหรียญ Stable Coin อย่าง USDT นั้นจะมีข้อดีและช่วยอำนวยความสะดวกให้เราๆอยู่มาก แต่ก็มีข้อควรระวังบางอย่างอยู่เหมือนกันครับ เช่น

  1. บริษัทผู้จัดการเหรียญอาจจะเลิกกิจการหรือล้มละลายได้
  2. ธนาคารที่รับฝากทรัพย์สินก็อาจจะล้มได้
  3. ในบางกรณีสินทรัพย์อาจโดนอายัดไว้

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงตามที่ได้แจ้งไว้ด้านบน แต่นักลงทุนก็สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงให้กับสินทรัพย์ตัวเองได้ดังนี้ครับ 

บริษัทผู้จัดการเหรียญอาจจะเลิกกิจการหรือล้มละลายได้

ถูกต้องครับ มีความเป็นไปได้ที่ว่าบริษัทผู้จัดการเหรียญนี้อาจจะเกิดการล้มละลายได้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แต่ความเสี่ยงตรงนี้สามารถจัดการได้ด้วยความรู้ความเข้าใจของพวกเราเองคือ เราต้องรู้จักใช้ Wallet ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ และรู้วิธีการรักษา Private key ของเราให้ปลอดภัย

เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถรักษาเหรียญ USDT ของเราให้อยู่รอดปลอดภัยได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีบริษัทที่คอยดูแลเหรียญอยู่หรือไม่

ธนาคารที่รับฝากทรัพย์สินก็อาจจะล้มละลายได้

นอกจากความเสี่ยงจากบริษัทผู้จัดการเหรียญแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากทางด้านธนาคารหรือผู้ดูแลทรัพย์สิน(เรียกรวมๆว่า Custodian) ที่ฝากไว้เพื่อค้ำประกันมูลค่าเหรียญ USDT ก็อาจจะล้มละลายไปได้เหมือนกัน 

การจัดการความเสี่ยงตรงนี้ ทาง Tether ได้ชี้แจ้งไว้ใน Whitepaper ว่าธนาคารที่ Tether เลือกใช้บริการมีมากกว่า 1 ธนาคารและแต่ละธนาคารมีการจดทะเบียนไว้ในหลายๆประเทศ ซึ่งก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงถ้าหากว่าเกิดการล้มละลายไปในประเทศหนึ่ง ก็ยังสามารถให้บริการและค้ำประกันมูลค่าได้จากสาขาในประเทศอื่นๆ

ในบางกรณีสินทรัพย์อาจโดนอายัดไว้

ในกรณีที่ผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ดูแลจัดการเหรียญ หรือ ธนาคารที่รับฝากทรัพย์สิน เกิดมีความผิดตามกฎหมายข้อใดก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าทรัพย์สินค้ำประกันในธนาคารอาจถูกอายัดไว้ 

การจัดการในเรื่องนี้คงจะต้องตกอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทผู้ดูแลเหรียญและธนาคาร จะต้องพยายามตรวจสอบและจัดการทุกเรื่องให้ดำเนินการได้อย่างถูกต้องภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ

BUSD vs USDT ต่างกันยังไง

BUSD เป็นเหรียญ Stablecoin ที่ถูกผลิตออกมาโดยบริษัทให้บริการกระดานเทรดคริปโดชื่อว่า Binance และทำงานอยู่บน Binance Smart Chain(BSC)

ซึ่งในปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆและมีบริการทางด้านการลงทุน DeFi ค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งนักลงทุน Yield Farming ค่อนข้างนิยมเนื่องจากค่าธรรมเนียมถูก 

ข้อดีอย่างหนึ่งของ BUSD คือถ้าคุณทำธุรกรรมในเครือข่าย Binance Smart Chain ก็จะได้ค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างถูกครับ

ลงทุนใน DeFi คืออะไร ทำยังไง
ลงทุนใน DeFi คืออะไร ทำยังไง?

USDC vs USDT ต่างกันยังไง

USDC เป็นเหรียญ Stablecoin ที่ถูกผลิตออกมาโดยกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัท CoinBase ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่และมีชื่อเสียง 

ข้อได้เปรียบของเหรียญ USDC ก็คือได้รับการตรวจสอบรับรองทางกฎหมายที่เป็นทางการและเป็นระบบมากกว่า USDT

และที่สำคัญคือ มีการคอยตรวจสอบทรัพย์สินค้ำประกันมูลค่าในทุกๆเดือน ในทางกลับกัน USDT ไม่ได้มีระบุไว้ห้วงการตรวจสอบ Proof of Fund ว่าตรวจสอบบ่อยแค่ไหน 


ทำกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลกันไปแล้ว ก็อย่าลืมบริหารจัดการภาษีด้วยกองทุนลดหย่อนภาษีกันด้วยนะครับ ช่วยประหยัดภาษีไปได้เยอะเลย

กองทุนลดหย่อนภาษีSSFและRMF
คลิกเพื่ออ่าน:กองทุนลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง เลือกยังไงตัวไหนดี?

แต่ถ้าหากใครอยากนำกำไรจากคริปโตเคอร์เรนซี่มาลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สร้างผลตอบแทนระยะยาวเพื่อใช้ยามเกษียณ แนะนำให้ลองศึกษากองทุนรวม RMF ครับ

กองทุนรวม RMF คืออะไร ซื้อตัวไหนดี
คลิกเพื่ออ่าน:คู่มือกองทุนรวม RMF สำหรับมือใหม่ เข้าใจง่าย

ซื้อ USDT ได้ที่ไหน

ในประเทศไทยเราสามารถหาซื้อเหรียญ USDT ได้ตาม Exchanges ที่ได้รับการรับรองจาก กลต. จะปลอดภัยที่สุดครับ

จะเห็นว่าเหรียญ USDT ค่อนข้างจะมีประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนคริปโตพอสมควรเลยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีความเสี่ยงตามที่ยกตัวอย่างมาด้านบน

และนั่นก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างคร่าวๆครับ ซึ่งมันอาจจะมีมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ นักลงทุนทุกคนควรจะต้องศึกษาและประเมิณความเสี่ยง เลือกลงทุนในสิ่งที่เหมาะกับตัวเองครับ

Related Posts