Automated Market Maker (AMM) ตัวช่วยดูแลสภาพคล่องด้วยระบบอัตโนมัติที่เข้ามามีบทบาทในโลกการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถทำหน้าที่แทนตัวกลางทางการเงินแบบเดิมที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและเปิดโอกาสใหม่ๆในการลงทุนให้กับนักลทุนรายย่อยทั่วไป

แล้วเจ้าระบบ Automated Market Maker นี่มันคืออะไร? ทำงานยังไง? ดีกว่าระบบซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบเดิมยังไง ในบทความนี้เราจะมารู้จักมันให้มากขึ้นกันครับ

Automated Market Maker (AMM) คืออะไร?

Automated Market Maker (AMM) คือระบบการทำงานพื้นฐานที่มีหน้าที่สร้างสภาพคล่องในตลาดการลงทุน ช่วยให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแบบไร้ศูนย์กลางที่เรียกว่า Decentralized Exchanged (DEX) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริการทางการเงินในโลกของคริปโตเคอร์เรนซี่ที่เรียกว่า(Decentralized Finance:DeFi)

ระบบ AMM จะเข้ามาทำหน้าที่แทนตัวกลางที่มีหน้าที่สร้างสภาพคล่อง ช่วยจับคู่ซื้อขายสินทรัพย์เพื่อการลงทุนชนิดต่างๆ อย่างเช่นบริษัทหลักทรัพย์ในตลาดเงินหรือตลาดหลักทรัพย์ที่จะต้องคอยรับคำสั่งซื้อขาย และรอให้มีการเสนอซื้อขายสินทรัพย์ชนิดเดียวกันที่ราคาเดียวกัน(หรือใกล้เคียง) ถึงจะเสร้จสิ้นกระบวนการ

ก่อนที่จะมีเทคโนโลยี Blockchain(บล็อคเชน)เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้ ถ้าใครอยากจะทำการซื้อขายสินทรัพย์เพื่อการลงทุนก็จะต้องไปใช้บริการตัวกลางอย่างเช่น ตลาดหลักทรพย์,ตลาดเงิน,บริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อหรือขาย เช่น หุ้น,กองทุนรวม,เทรดค่าเงินหรือ commodities ต่างๆ

แต่หลังจากที่เทคโนโลยี Blockchain ได้กำเนิดขึ้น และทำให้สกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์,Ether หรือ Stablecoin หลายๆสกุลได้ถือกำเนิดขึ้นมา เจ้าเทคโนโลยีชนิดนี้ก็เข้ามามีบทบาทในโลกของการลงทุนมากขึ้นและเริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทแทนตัวกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ

สาเหตุที่เทคโนโลยี Blockchain นั้นสามารถเข้ามาแทนที่ตัวกลางทางการเงินในหน้าที่ต่างๆได้ก็เพราะคุณสมบัติของการบันทึกข้อมูลธุรกรรมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมนุษย์ไม่ได้และสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองอย่างอัตโนมัติภายใต้การควบคุมของ Smart Contract 

ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มมีผู้ให้บริการการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี่นำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้แทนตัวกลางที่คอยทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสิ่งที่มาทำหน้าที่แทนเรียกว่า Automated Market Maker 

แต่ก่อนที่จะรู้จักว่า Automated Market Maker นั้นคืออะไร เรามาดูกันก่อนครับว่า Market Maker เนี่ยคือใครและมีบทบาทอะไรในตลาดการลงทุนก่อนที่จะพัฒนามาเป็นระบบ Auto แบบทุกวันนี้

Market Maker คือใคร มีหน้าที่ทำอะไร?

Market Maker คือผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาดการลงทุน มีหน้าที่เป็นคนจัดการดูแลสภาวะการซื้อขายในตลาดการลงทุนต่างๆให้มีสภาพคล่องหรือเกิดกิจกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องและเพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของตลาดการเงินการลงทุนก็คือ “สภาพคล่อง(Liquidity)” เพราะเป็นตัวช่วยทำให้ตลาดมีการเคลื่อนไหว และนักลงทุนสามารถซื้อขายสินทรัพย์ได้ในปริมาณมากๆโดยที่มีผลกระทบต่อราคาน้อย รวมถึงดึงดูดผู้ออกหลักทรัพย์และนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในตลาดได้มากขึ้น 

ด้วยสาเหตุนี้เอง ทำให้ตลาดการเงินการลงทุนไม่ว่าจะที่ไหนๆ จะต้องมีตัวกลางที่คอยทำหน้าที่บริหารจัดการเรื่องสภาพคล่องอยู่ตลอดเวลา ทำให้ Market Maker มีชื่อเรียกอีกอย่างนึงว่า Liquidity Provider

สำหรับตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย ผู้ดูแลสภาพคล่อง(Market Maker) หมายความถึงบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องของหลักทรัพย์ให้มีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง

โดยที่สินทรัพย์แต่ละอย่างที่มีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์จะมีบริษัทหลักทรัพย์ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องและการซื้อขายของสินทรัพย์นั้นๆอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำการซื้อขายได้ตามที่ควรจะเป็น 

แต่สำหรับวงการการลงทุนในต่างประเทศ คำนิยามจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บริษัทหลักทรัพย์ แต่จะหมายรวมถึงบุคคล(Individual)และองค์กร(Firm) รวมไปถึงสถาบันการเงิน และธนาคารขนาดใหญ่ที่คอยอำนวยการทั้งการซื้อและการขาย ดูแลสภาพตลาดให้การซื้อขายเป็นไปอย่างราบรื่น

Market Maker ทำงานยังไง?

ถ้าใครที่เคยลงทุนในหุ้น และทำการส่งคำสั่งซื้อขายผ่าน Application สำหรับ Trade หุ้น ก็จะเห็นว่าในรายการที่ปรากฎบนหน้าจอ จะมีส่วนที่เป็น Bid(เสนอซื้อ) และ Offer(เสนอขาย)

ส่วนหนึ่งของคำสั่ง Bid/Offer เหล่านั้นก็มาจากนักลงทุนคนอื่นๆที่ต้องการจะซื้อหรือขายหุ้นตัวเดียวกันกับเรานั่นล่ะครับ ซึ่งเมื่อความต้องการของทั้ง 2 ฝ่ายตรงกันพอดีก็จะทำให้การซื้อขายนั้นเสร็จสมบูรณ์ ผู้ซื้อได้หุ้นมาครอบครอง ส่วนผู้ขายได้เงินสดกลับไป

แล้วเคยสงสัยมั้ยครับ ว่ามันจะบังเอิญได้ขนาดนั้นทุกครั้งเลยจริงๆเหรอ ที่เวลาเราเสนอซื้อหรือเสนอขายหุ้นนั้น ในเวลาเดียวกันก็จะมีใครที่ไหนไม่รู้ยื่นข้อเสนอ(Bid/Offer)ที่ตรงกันหรือไกล้เคียงกับเราเข้ามาพอดี

จริงๆแล้วมันก็เป็นไปได้ครับ แต่โอกาสน้อย นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีคนที่ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องอยู่ในตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนเหล่านี้ 

เวลาที่นักลงทุนทั้งหลายส่งคำสั่งซื้อหุ้นตัวไหนซักตัวนึง แล้วเกิดราคา Matched กันพอดีจนได้หุ้นตัวนั้นๆมาครอบครอง มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่าจริงๆแล้วหุ้นตัวที่ได้มานั้น “ถูกขายออกมาจากพอร์ตของผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) นั่นเอง” 

ในทางกลับกัน เวลาที่นักลงทุนส่งคำสั่งขายหุ้น และพบว่ามี Offer ที่ราคา Matched กันพอดี ก็มีความเป็นไปได้สูงอีกเหมือนกันที่หุ้นที่เราขายออกไปนั้นถูกซื้อไปเข้าพอร์ตของผู้ดูแลสภาพคล่อง(Market Maker)

จะสังเกตุได้ว่า คนที่เป็น Market Maker จะต้องมีความสามารถในการซื้อ,เก็บ และขาย สินทรัพย์แต่ละตัวที่อยู่ในการดูแลของตัวเองได้ในปริมาณที่มาก พร้อมที่จะรองรับการซื้อขายจากนักลงทุนรายย่อยอยู่ตลอดเวลา

การที่เค้าคอยซื้อ,เก็บ,และขาย ออกมานี่ล่ะครับ คือการดูแลให้ตลาดมีสภาพคล่องอยู่ตลอด ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อขายสินทรัพย์ของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้คนมาให้ข้อเสนอที่ตรงกันอย่างเดียว

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่อยู่ในการดูแล บริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องของสินทรัพย์ตัวนั้นๆจะต้องส่งทั้งคำสั่งซื้อและคำสั่งขายของสินทรัพย์ดังกล่าวในเวลาเดียวกัน เพื่อให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้ในทันที (หรืออาจจะต้องรอนิดหน่อย ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด)

ถ้าในตลาดการลงทุนไม่มีตัวกลางอย่าง Market Maker การซื้อขายสินทรัพย์ของนักลงทุนจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะอาจจะยากที่จะมีคนเสนอซื้อขายด้วยความต้องการที่ตรงกันทุกๆครั้ง จนอาจจะทำให้คนที่ต้องการขายออกไม่สามารถขายได้ และคนที่ต้องการซื้อเข้าก็ไม่สามารถซื้อได้

ถึงแม้ Market Maker จะสามารถซื้อ,เก็บ,และขายสินทรัพย์แต่ละตัวได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้โดยพละการนะครับ ต้องทำภายใต้กฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แต่ละที่ที่ตัวเองเป็นสมาชิกอยู่เท่านั้น

และด้วยหน้าที่ของ Market Maker ที่จะต้องซื้อสินทรัพย์เข้ามาเก็บไว้เพื่อเตรียมรอให้บริการนักลงทุน จึงทำให้คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้จะต้องมีเงินทุนที่หนาพอสมควรที่จะทำหน้าที่ได้ตามที่ควรจะเป็น

ด้วยสาเหตุนี้เอง ทำให้ผู้ดูแลสภาพคล่องนั้นส่วนใหญ่จะต้องเป็นสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน,ระบบและกำลังคนในการดูแลเรื่องเหล่านี้

แต่ตัว Market Maker เอง ถึงแม้ว่าจะมีเงินทุนหนาแต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงอยู่พอสมควร เพราะว่าหลักทรัพย์ที่ตัวเองเก็บไว้รอให้บริการนั้นอาจจะเสื่อมค่าลงเมื่อไหร่ก็ได้ เนื่องจากราคามีความผันผวนอยู่ตลอด

จึงต้องมีมาตรการบางอย่างที่จะมาชดเชยความเสี่ยงดังกล่าวให้เกิดความยุติธรรมเป็นที่มาของรายได้ของผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่อง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “Spread”

Market Maker มีรายได้จากทางไหน ?

วิธีการชดเชยความเสี่ยง และช่องทางรายได้ของ Market Maker แต่ละรายนั้นมาจากส่วนต่างราคาซื้อขายของหลักทรัพย์ที่อยู่ในการดูแล หรือที่เรียกว่า “Spread” นั่นเองครับ

เปรียบเทียบกับ App ซื้อขายหุ้นที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีจะได้เห็นภาพครับ ในหลายๆครั้งที่เราตั้งราคาหุ้นที่เราอยากซื้อ เรามักจะได้หุ้นในราคาที่สูงกว่านิดหน่อยกลับมาเข้ามาในพอร์ต

ตัวอย่างเช่น เราอยากจะซื้อหุ้น A โดยส่งคำสั่งซื้อด้วยราคา 20.00 บาทต่อหุ้น และรอซักพัก เมื่อได้หุ้นเข้าพอร์ตมาอาจจะพบว่าเราได้หุ้น A เข้ามาในราคา 20.02 บาทต่อหุ้น

แสดงว่าราคาหุ้นตัวที่เราได้มา จะมีส่วนต่างของราคาอยู่นิดหน่อย ในที่นี่ส่วนต่างเท่ากับ 0.02 บาท ซึ่งราคาที่เพิ่มมาตรงนี้นีล่ะครับ คือค่า Spread ที่จะช่วยชดเชยความเสี่ยงที่ Market Maker ต้องแบกรับและทำรายได้จากส่วนต่างดังกล่าวด้วย

จะเห็นว่าหน้าที่ของ Market Maker ก็คือการเป็นคนที่ทำหน้าที่สร้างสภาพคล่องให้ตลาดการลงทุนสามารถดำเนินไปได้โดยที่ไม่ติดขัด ทำให้สินทรัพย์และเม็ดเงินในตลาดไหลเวียนได้อย่างคล่องตัว

ทั้งหมดที่อธิบายมาด้านบนก็คือหน้าที่และความหมายของผู้ดูแลสภาพคล่อง หรือ Market Maker ในโลกการเงินแบบเดิมครับ

แต่หลังจากที่มีเทคโนโลยีบล็อคเชนเกิดขึ้นมาพร้อมกับคริปโตเคอร์เรนซี่ ที่มีจุดประสงค์เพื่อกระจายการควบคุมทางการเงินออกจากตัวกลางเดิมๆ จึงทำให้มีวิธีการให้บริหารทางการเงินในแบบใหม่ๆ

โดยการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในแบบต่างๆจะทำผ่าน Decentralized Exchanged(DEX) ซึ่งก็คือผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนแบบไร้ศูนย์กลางนั่นเอง

ถ้าจะให้เทียบง่ายๆ Decentralized Exchanged(DEX) ก็คือตลาดหลักทรัพย์แบบใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลางทางการเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์ในการที่จะคอยดูแลสภาพคล่องซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดของตลาดการเงินการลงทุน

แต่จะใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่ทำงานโดยอัตโนมัติภายใต้การควบคุมของ Smart contract มาควบคุมสภาพคล่องของตลาดซื้อชายแลกเปลี่ยนที่เรียกว่า Automated Market Maker(AMM) นั่นเองครับ

ส่วนประกอบของระบบ Automated Market Maker

การที่ระบบ Automated Market Maker จะสามารถทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องของการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลบน Decentralized Exchanged ได้จะต้องมีองค์ประกอบต่างๆที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ซึ่งส่วนประกอบแต่ละอย่างก็จะทำหน้าที่แตกต่างกัน เช่นเป็นที่เก็บเงินทุน,แหล่งเงินทุน,ระบบควบคุมหรือสมองคอยควบการทำงาน โดยจะมีส่วนประกอบหลักๆดังต่อไปนี้ครับ

  1. Liquidity Pool
  2. สมการควบคุมการทำงาน(Constant Product Formula)
  3. Liquidity Provider
  4. Smart Contract

Liquidity Pool

ถ้าหากว่า Automated Market Maker ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอย่างสถาบันการเงินใหญ่ๆเข้ามาดูแลสภาพคล่องของสินทรัพย์ดิจิทัล แล้วเค้าจะเอาเงินมาจากไหนล่ะ?

คำตอบก็คือ Automated Market Maker เอาเงินดิจิทัลมาจาก Liquidity pool หรือกองทุนสำรองสภาพคล่องที่ตัวเองเก็บสำรองไว้คอยให้บริการลูกค้าที่ต้องการมาแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลนั่นเองครับ

Liquidity pool เปรียบเสมือนถังใส่เงินขนาดใหญ่ที่จะสำรองเงินดิจิทัลไว้เป็นคู่ๆ โดยที่ใน 1 ถังจะมีเงินดิจิทัล 2 สกุลอยู่ด้วยกัน เพราะเวลาลูกค้าจะทำการแลกเปลี่ยนก็จะต้องนำเหรียญดิจิทัลที่ตัวเองมีมาแลกกับเหรียญที่ต้องการจะได้ไป

ตัวอย่างเช่น ลูกค้ามีเหรียญ Ether(ETH) และต้องการจะมาใช้บริการ Exchange เพื่อแลกเหรียญ BNB ออกไป ตัวระบบก็จะนำ Liquidity pool ที่สำรองคู่เหรียญ ETH-BNB ออกมาใช้งาน เพื่อนำเหรียญของลูกค้ามาเติมลงในถัง และเอาเหรียญที่ลูกค้าต้องการออกจากถังส่งเข้า Wallet ของลูกค้า

ซึ่งการจัดคู่เหรียญก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สกุลใดสกุลหนึ่งนะครับ ขึ้นอยู่กับว่าทางผู้ให้บริการแต่ละเจ้ามีตัวเลือกในการแลกเปลี่ยนเงินสกุลเป็นสกุลอะไรบ้าง อาจจะเป็นคู่สกุลอะไรก็ได้ ตัวอย่างเช่น

และอีกหลายๆคู่ ตามแต่นโยบายการให้บริการของ Decentralized Exchanged(DEX) แต่ละเจ้า นอกจาก AMM จะให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลเป็นหลักแล้ว ในปัจจุบันก็ยังมีบริการขยายการบริการไปถึงการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบ NFT อีกด้วย 

มูลค่ารวมของ Liquidity pool จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าในถังนั้นมีเหรียญกองรวมกันอยู่เท่าไหร่ ซึ่งมูลค่ารวมจะเรียกว่า Total Value Locked(TVL) เป็นตัวเลขมูลค่ารวมของเหรียญ 2 สกุลรวมกัน

ซึ่งมูลค่ารวมของถังนั้นจะคงที่อยู่เสมอ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแค่นิดหน่อย ยกเว้นว่าจะได้รับการเติมเหรียญเข้าไปเพิ่ม และส่วนใหญ่แล้วมูลค่ารวมจะถูกแสดงออกมาเป็นหน่วยดอลล่าร์สหรัฐ($)

Liquidity pool คืออะไร
ตัวอย่าง Liquidity pool

ในภาพคือตัวอย่างของถัง Liquidity Pool สำหรับคู่เหรียญ ETH-BNB โดยสมมุติว่ามูลค่ารวม(TVL) ของถังนี้อยู่ที่ 200 ดอลล่าร์สหรัฐ และภายในถังมีเหรียญอยู่ 2 สกุลโดยแบ่งเป็นมูลค่า(ดอลล่าร์)เท่าๆกัน

ในตอนแรก ราคาของเหรียญดิจิทัลทั้ง 2 ก็จะมีราคาเท่ากับราคาตลาด ณ เวลาที่ถูกใส่เข้ามาในถัง Liquidity pool แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณเหรียญเข้า-ออก ราคาเหรียญก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยครับ

เมื่อลูกค้านำเหรียญ ETH มาแลกเหรียญ BNB ออกไป ระบบก็จะรับเอาเหรียญ ETH ของลูกค้าเข้ามาเพิ่มในถัง และตัดเหรียญ BNB จากในถังเพื่อส่งให้ลูกค้า ดูในรูปเพื่อให้เห็นภาพครับ

AMM liquidity pool
ตัวอย่างการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล

เหตุการณ์ในรูปด้านบนก็คือ ลูกค้าถือเหรียญ ETH มา 1 เหรียญ และต้องการจะแลกเป็นเหรียญสกุล BNB ออกไป ระบบก็จะทำการคำนวณด้วยมูลค่าและปริมาณเหรียญที่มีในขณะนั้นว่าจะสามารถแลกสกุลเงินไอ้ด้วยอัตราส่วนเท่าไหร่

ในรูปคือ ระบบ AMM คำนวณออกมาว่า 1 ETH ของลูกค้าสามารถแลกเป็นเหรียญ BNB ออกไปได้เท่ากับ 1.82 BNB

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ระบบ AMM จะถอนเหรียญ BNB ออกจากถัง Liquidity Pool  ตามจำนวนที่สามารถแลกได้และส่งออกไปเข้า Wallet ของลูกค้า

ถ้าดูในรูปก็จะเห็นว่าถ้าเหรียญสกุลไหนโดนเติมเข้ามาใน Liquidity pool มากๆ ราคาต่อเหรียญก็จะลดลง ส่วนเหรียญสกุลไหนเป็นที่ต้องการมากๆ ราคาต่อเหรียญก็จะเพิ่มขึ้น เป็นไปตามธรรมชาติของ Demand และ Supply ในตลาด

คำถามต่อไปก็คือ แล้วตัวระบบ AMM รู้ได้ยังไงว่าเหรียญแต่ละอย่างจะแลกเหรียญสกุลอื่นได้เป็นอัตราส่วนเท่าไหร่ และมูลค่าของเหรียญในถังจะต้องเป็นเท่าไหร่ ?

สิ่งที่ทำให้ตัวระบบ Automated Market Maker สามารถคำนวณอัตราส่วนการแลกเปลี่ยนรู้ว่าควรจะให้มูลค่าเหรียญไหนแพงขึ้นและเหรียญไหนถูกลง เรียกว่า Constant Product Formula นั่นเองครับ

สมการควบคุมการทำงาน(Constant Product Formula)

Constant Product Formula คือสมการที่ทำหน้าที่ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงมูลค่าของเหรียญดิจิทัลที่อยู่ในถัง Liquidity pool ทำให้ระบบสามารถควบคุมการแลกเปลี่ยนได้ตาม Demand และ Supply

สมการที่ใช้ควบคุมการทำงานของ Liquidity pool จะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ แต่โดยหลักแล้วก็จะมีพื้นฐานมาจากสมการง่ายๆอย่าง  “X*Y=K”

เพื่อให้เห็นภาพ เราจะลองยกตัวอย่างสมการที่มีพื้นฐานในรูปแบบนี้มาซัก 1 อันเพื่อจำลองการทำงานของ AMM ด้วยสมการง่ายๆนี้ละกันนะครับ

โดยเราจะใช้ถัง Liquidity pool ของ ETH-BNB เหมือนเดิมมาเป็นตัวอย่างในการอธิบายครับ

โดยจะกำหนดให้ตัวแปรต่างๆในสมการเป็นดังนี้

  • ราคาตลาด ETH ณ เวลาที่ฝากเหรียญเข้า Pool = 10 $/เหรียญ
  • ราคาตลาด BNB ณ เวลาที่ฝากเหรียญเข้า Pool = 5 $/เหรียญ
  • มูลค่ารวมของถัง Liquidity Pool (ETH+BNB) = 200 $
  • X = มูลค่าของเหรียญ ETH ในถัง = 100 $
  • Y = มูลค่าของเหรียญ BNB ในถัง = 100 $
  • X=(จำนวนเหรียญ ETH)*(ราคาเหรียญ ETH) = 100 $ เสมอ
  • Y=(จำนวนเหรียญ BNB)*(ราคาเหรียญ BNB) = 100 $ เสมอ

ในตอนแรกที่คู่เหรียญทั้ง 2 ถูกฝากเข้าไปในถัง Liquidity pool เหรียญจะมีราคาเท่ากับหรือใกล้เคียงราคาตลาดใน Exchange ทั่วๆไป

เมื่อยังไม่มีใครมาทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน สถานะของเหรียญทั้งสองที่อยู่ในถังจะเป็นดังตัวอย่างในรูป (ราคาสมมุติ)

  • ราคา ETH=10 $ มีมูลค่ารวม 100 $ ทำให้มีปริมาณเหรียญ ETH ในถัง 10 เหรียญ
  • ราคา BNB=5 $ มีมูลค่ารวม 100 $ ทำให้มีปริมาณเหรียญ BNB ในถัง 20 เหรียญ
  • ดังนั้น สมการ X*Y=K จะเป็น (10*10)*(20*5) = 10,000 (ซึ่ง K จะมีค่าคงที่เท่านี้เสมอไม่ว่าจะมีการเข้าออกของเหรียญเท่าไหร่ก็ตาม ยกเว้นว่าจะมีคนมาเติมคู่เหรียญเพิ่มเข้าไปใน Pool)

ตามรูปตัวอย่างเดิมด้านบน เมื่อมีลูกค้านำเหรียญ ETH จำนวน 1 ETH มาและอยากจะแลกเป็นเหรียญ BNB ออกไป ระบบ AMM จะคำนวณโดยใช้สมการหลักๆคือ X*Y=K โดยจะเติมเหรียญ ETH เข้าไป 1 เหรียญในตัวแปร X

เมื่อเหรียญ ETH 1 เหรียญ ถูกเรียกเก็บจากลูกค้าและเติมเข้าไปในถัง จะทำให้มูลค่าของเหรียญสกุล ETH เพิ่มขึ้น (เท่ากับ X มีค่าเพิ่มขึ้น) เป็น 110 $

แต่ด้วยเงื่อนไขของระบบ AMM ที่ว่า ค่า K (10,000) จะต้องคงที่่ตลอดเวลา จึงทำให้ต้องมีการแก้สมการใหม่เพื่อลดตัวแปรด้าน Y ลง และนั่นก็คือการหาว่าจะถอนเหรียญ BNB ออกจากถังไปให้ลูกค้าได้กี่เหรียญแลกกับเหรียญ ETH 1 เหรียญที่ลูกค้านำมาแลกนั่นเอง

สมการที่ระบบ AMM จะต้องแก้ต่อในที่นี้ก็คือ

  • ([11]*[10])*([จำนวน BNB ใหม่]*5)=10,000
  • 550*[จำนวน BNB ใหม่]=10,000
  • ย้ายข้างเพื่อหาจำนวนเหรียญ BNB ใหม่
  • จำนวน BNB ใหม่=10,000/550
  • จำนวน BNB ใหม่ = “18.181 เหรียญ”

เมื่อแก้สมการเสร็จก็คือระบบ AMM คำนวนออกมาได้ว่า ถ้าเหรียญ ETH โดนเติมเข้ามา 1 เหรียญ และอยากจะรักษาค่า K ให้คงที่ที่ 10,000 จะต้องเหลือจำนวนเหรียญ BNB แค่ 18.181 เหรียญ(จากเดิมมี 20 เหรียญ)

นั่นหมายความว่าจะต้องทำการถอนเหรียญ BNB ออกจากถังเป็นจำนวนเท่ากับ 20-[18.181]= “1.819” เหรียญ  ก็แปลว่าในขณะนั้น 1 ETH ของลูกค้า สามารถแลกเป็น BNB ได้ 1.819 เหรียญนั่นเองครับ

แต่งานของระบบ AMM ยังไม่จบแค่นี้ครับ เพราะยังมีอีกอย่างที่ต้องทำก็คือการปรับมูลค่ารวมของเหรียญทั้งสองสกุลในถังให้กลับมามีมูลลค่าเท่ากัน  

เพราะถ้าดูในรูปก็จะเห็นว่า ถึงแม้ระบบจะสามารถรักษาค่า K ให้คงที่ไว้ได้ที่เดิมด้วยการลดจำนวนเหรียญ BNB ลงในถัง แต่มูลค่ารวมของเหรียญ ETH มันเพิ่มขึ้นและค้างอยู่ที่ $110 

ซึ่งระบบจะต้องทำให้ตัวเลขมูลค่ารวมของ ETH และ BNB กลับมาอยู่ที่ $100 เพื่อที่จะรักษามูลค่ารวมของถังที่ $200 ไว้เหมือนตอนแรกก่อนที่จะมีคนมาใช้บริการ และยังต้องคงค่า K ไว้ที่ 10,000 เหมือนเดิม(หรือใกล้เคียง)  

วิธีง่ายๆที่ใช้ก็คือ แก้สมการอีกทีโดยใช้การเพิ่มและลดราคาแต่ละเหรียญเพื่อรักษามูลค่ารวมไว้ที่ $100 เหมือนเดิม

ถ้าต้องการให้มูลค่ารวมของ ETH ในถัง = $100 โดยมีปริมาณ ETH อยู่ 11 เหรียญ ก็จะต้องนำ 100/11 จะได้ราคาใหม่ของ ETH ในถังเป็น $9.09/เหรียญ

ถ้าต้องการให้มูลค่ารวมของ BNB ในถัง = $100 โดยมีปริมาณ BNB อยู่ 18.18 เหรียญ ก็จะต้องนำ 100/18.18 จะได้ราคาใหม่ของ BNB ในถังเป็น $18.18/เหรียญ

จะเห็นว่า ถ้าหากเหรียญสกุลไหนโดนเติมเข้ามาในถัง Liquidity pool มากๆ จะยิ่งทำให้ราคาของเหรียญสกุลนั้นถูกลงไปเรื่อยๆ 

ในทางกลับกัน ถ้าหากเหรียญสกุลไหนถูกแลกออกไปมากแสดงว่าเป็นที่ต้องการมากขึ้น ราคาก็จะแพงขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกธรรมชาติของตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนนั่นเองครับ 

แล้วทาง Decentralized Exchanged เค้าเอาเหรียญดิจิทัลที่ไหนมาเทใส่ไว้ใน Liquidity pool ไว้ได้เยอะแยะขนาดนี้ล่ะ?

สินทรัพย์ดิจิทัลชนิดต่างๆที่อยู่ใน Liquidity pool นั้น มาจากกลุ่มคนที่เรียกว่า Liquidity provider นั่นเองครับ

Liquidity Provider

Liquidity provider ในระบบ Decentralized Exchanged คือนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี่รายย่อยทั่วๆไปเหมือนผม เหมือนคุณนั่นล่ะครับ ที่เอาเงินมาฝาก(Locked) ไว้ในกองทุน Liquidity pool

ด้วยความที่จุดประสงค์หลักของ Decentralized Exchanged(DEX) คือลดการพึ่งพาตัวกลางอย่างธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ และนำเทคโนโลยีบล็อคเชนมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกรรมแทนจึงใช้การกระจายโอกาสให้คนทั่วๆไปนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตัวเองมีมาใช้เป็นสภาพคล่องในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนได้

นั่นแปลว่าถ้าหากใครที่ถือครองสินทรัพยดิจิทัลอยู่แล้วอยากจะให้สินทรัพย์ที่เรามีทำงานสร้างผลตอบแทนให้เราได้ ก็สามารถนำไปฝากไว้ใน Liquidity pool ของผู้ให้บริการ DEX เจ้าต่างๆได้

สิ่งที่นักลงทุนจะได้กลับมาเป็นผลตอบแทนก็คือเปอร์เซ็นส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละครั้งนั่นเองครับ

ถ้าใครเคยใช้บริการแลกเปลี่ยนก็จะเคยเจอว่าทางระบบจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการบริการด้วย อาจจะ 0.25% หรือ 0.3% แล้วแต่ที่ ค่าธรรมเนียมตรงนี้ล่ะครับจะถูกนำมาจัดแบ่งเป็นผลตอบแทนให้ Liquidity provider ตามสัดส่วนมูลค่าที่ได้ฝากสินทรัพย์ไว้ใน Pool ฝากมากก็ได้มาก ฝากน้อยก็ได้น้อย

ซึ่งการทำแบบนี้ถือเป็นโอกาสการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี่ในอีกรูปแบบนึงนอกจากการซื้อขายกันตามกระดาน Exchange ครับ เหมาะกับคนที่ไม่ถนัดการนั่งเฝ้ากระดาน ดูกราฟจับจังหวะซื้อขาย

ซึ่งการลงทุนในรูปแบบนี้บางคนอาจจะเรียกว่าการทำ Yield Farming ซึ่งค่อนข้างเป็นที่นิยมมากเพาะสามารถลงทุนได้สะดวก และมีผลตอบแทนที่น่าสนใจ

แต่อย่างไรก็ตาม ใครที่สนใจจะลงทุน CryptoCurrency ในรูปแบบนี้ก็จะต้องศึกษาความเสี่ยงที่อาจจะต้องเจอให้เข้าใจครับ เพราะทำ Yield Farming จะมีความเสี่ยงในเรื่อง Impermanent Loss เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เราเสียโอกาสหรือขาดทุนได้เหมือนกัน

เมื่อมีถังใส่เงิน(Liquidity pool) และสมการที่ใช้ในการควบคุมระบบ(Constant product formula)พร้อมรอรับเงินลงทุนเพื่อนำมาเป็นสภาพคล่องจากนักลงทุน(Liquidity Provider) แล้ว ก็เหลือแค่สมองที่จะมาคอยควบคุมและสั่งการให้ระบบดำเนินไปโดยอัตโนมัติ

การที่ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะมารวมกันเป็น Automated Market Maker และให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลได้โดยอัตโนมัติ จะต้องอาศัยตัวควบคุมที่เรียกว่า Smart Contract นั่นเองครับ

Smart Contract

Smart Contract เป็นเหมือนสมองที่คอยสั่งการและควบคุมฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆในระบบ Automated Market Maker ซึ่งจะได้รับการโปรแกรมและเขียนชุดคำสั่งไว้ล่วงหน้าตามนโยยบายของผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละราย

ซึ่ง Smart Contract เป็นความสามารถหลักๆอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีบล็อคเชนที่มีคุณสมบัติโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย และมนุษย์ไม่สามารถแทรกแซงหรือเข้าไปเปลี่ยนแปลงชุดคำสั่ง(Code)ที่ไส่ไว้ได้ 

ด้วยคุณสมบัติแบบนี้จึงทำให้การบริการทางการเงินในรูปแบบ DeFi ที่มี Smart Contract เป็นตัวควบคุมอยู่เบื้องหลังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและคนทั่วไปที่สนใจ Cryptocurrency ได้จนเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกการเงินการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน

ถ้าสังเกตุดีๆ ตัวกลางทางการเงินที่อยู่ในโลกการเงินการลงทุนในปัจจุบัน เช่นธนาคาร,ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ และอื่นๆ มีหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการดำเนินงานทุกอย่างภายใต้กรอบกติกาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

ที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายก็เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการระดมทุน  

แต่การที่ Smart Contract สามารถทำงานแทนคน แทนองค์กรได้และมีความโปร่งใสในระดับนี้ ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถมีโอกาสนำสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองมาลงทุนกับผู้ให้บริการ DeFi ได้และได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยสวมบทบาทเป็น Liquidity Provider (ซึ่งในอดีตมักจะเป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่)

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องระลึกไว้เสมอว่าผู้ให้บริการการลงทุนในรูปแบบนี้บางเจ้าก็ตั้งขึ้นมาเพื่อโกงเงินจากนักลทุนจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุดก็ควรจะใช้บริการกับผู้ให้บริการที่กลต.ไทยให้การรับรองครับ


Ref

  1. Stock Exchange Of Thailand Glossary
  2. Investopedia
  3. Cryptopedia
  4. Association of Thai Securities companies
  5. Investopedia : Broker vs Market Maker

Related Posts