เริ่มจากศูนย์ก็รวยได้ รีวิว/สรุปThe Richest Man in Babylon เศรษฐีชี้ทางรวย

เชื่อว่าคงเป็นคำถามที่อยู่ในใจใครหลายๆคน โดยเฉพาะคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยังไม่เป็นที่พอใจของตัวเอง(และอาจจะคนรอบข้างด้วย) เป็นเรื่องปกติธรรมดาครับที่ทุกคนอยากจะมีชีวิตที่ดี ตัวผมเองก็เช่นกัน ต้องบอกเลยว่า ชีวิตผมเนี่ยเป็นชีวิตที่มองจากภายนอกแล้ว”เหมือนจะดี” แต่จริงๆแล้วมันยังไม่ดีครับ แล้วก็ยังไม่รวยด้วย ถึงได้พยายามที่จะหาทางพัฒนาชีวิตตัวเองไปในทางที่มันจะดีขึ้นได้ เพื่อตัวเอง และคนที่ผมรัก เพื่อที่จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่าความรวยหรือความมั่งคั่งของแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องรู้ตัวเองก่อนว่าในชีวิตนี้คุณอยากได้อะไร เท่าไหร่ ถึงจะมีความสุขและต้องรู้จักพอกับสิ่งๆนั้น ไม่งั้นก็จะต้องดิ้นรนไขว่คว้ากับความต้องการที่มากขึ้นๆไปเรื่อยๆ ส่วนตัวผม ผมได้เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ผมต้องการไว้ในบทความชื่อ>>> “LiveWithoutPay เปลี่ยนชีวิต

หัวข้อน่าสนใจ

ตอนที่ 1 ภาพกว้างสำหรับเริ่มต้นหนทางสู่ความมั่งคั่ง (The Richest Man In Babylon)

Pay yourself first จ่ายให้ตัวเองเป็นคนแรกแล้วค่อยจ่ายคนอื่น.

เคยสังเกตุตัวเองกันมั้ยครับว่า เราทำงานมากี่ปีแล้ว ได้เงินเดือนก็เยอะ แต่มันหายไปไหนหมด และไม่รวยซักที?

นี่คือสิ่งแรกที่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ใช่เลย นี่คือชีวิตผมเลย

บทเรียนแรกที่หนังสือเล่มนี้ช่วยชี้ทางให้ผมเห็นก็คือ รายได้ที่ผมได้มา มันไม่เคยที่จะเข้ากระเป๋าผมจริงๆเลย มันไปเข้ากระเป๋าคนอื่นหมดหรือเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายที่จำเป็นหรือไม่จำเป็นต่างๆ สิ่งแรกที่จะต้องทำเพื่อแก้ปัญหานี้ก็คือจ่ายตังค์ให้ตัวเองซะก่อน ก่อนที่จะไปจ่ายให้คนอื่นๆ เริ่มด้วยวิธีง่ายๆและเป็นจำนวณเล็กน้อยก็คือ หักเก็บเข้าประเป๋าตัวเองซัก 10% ของรายได้ทั้งหมด(ก่อนหักภาษี) แล้วหลังจากนั้นค่อยมาจัดการว่าเราจะใช้จ่ายในแต่ละเดือนเป็นเงินเท่าไหร่ จะเหลืออีกเท่าไหร่ หลังจากนั้นค่อยคิดทำอย่างอื่นเช่นการสร้างทรัพย์สินหรือเอาเงินไปลงทุน คำถามที่จะตามมาก็คือแล้วจะต้องเก็บเงินถึงซักเท่าไหร่ถึงจะเริ่มลงทุนได้ อันนี้ไม่ตายตัวครับ แต่สำหรับผม เงินควรจะมีเก็บอย่างน้อยเป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างในชีวิตที่จะอยู๋ได้เป็นเวลา 6 เดือน หรือถ้าจะให้ดีถ้าได้ซัก 1 ปีนี่จะดีมากๆ แล้วค่อยคิดเรื่องลงทุน(ระหว่างนั้นก็ให้หาความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือการลงทุนที่เราสนใจไปเรื่อยๆ) 

เรียนรู้วิธีใช้เงินทำงานหรือสร้างทรัพย์สินทำงานหาเงินให้กับเรา

การเก็บเงินอย่างเดียวไม่ได้ช่วยทำให้เรารวยขึ้นมาได้ซักเท่าไหร่ แต่เป็นสิ่งจำเป็นต้องทำมากๆ หลังจากนั้นค่อยก้าวไป step ถัดไปคือใช้เงินทำงาน หรือสร้างทรัพย์สิน(Asset) เพื่อให้มันทำงานหาเงินแทนเรา และเงินที่ได้มาจากทรัพย์สินนั้นก็ควรจะสามารถทำงานให้กับเราได้อีกทอดหนึ่งเช่นกัน

เหมือนเป็นการออกลูกออกหลานครับ ได้เงินมา>นำไปลงทุน/สร้างทรัพย์สิน>นำผลตอบแทนจากตรงนั้นมาสร้างรายได้ให้เราอีกทอดหนึง  และทุก step ก็ต้องมีการเก็บออมอย่างน้อย 10% เหมือนตอนแรกที่เราเริ่มต้น 

แนวคิดในการลงทุนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีโค้ช มีโฆษณาสอนลงทุนเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น,อสังหาริมทรัพย์,หรือแม้แต่กระทั่งการขายตรงหรือการทำธุรกิจต่างๆเพื่อจะได้เงินมา ต้องดูให้ดีว่าอะไรเหมาะกับเรา เหมาะกับชีวิตเรา เหมาะกับสถานการ์ณของเราในตอนนี้และเลือกใช้เครื่อมือแต่ละอย่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เป็นโทษกับตัวเอง ตัวผมเองเคยผิดพลาดกับการกระโจนเข้าไปทำธุรกิจที่ตัวเองไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด มีความเสี่ยงสูงและใช้เงินลงทุนมาก ความผิดพลาดในครั้งนั้นยังส่งผลกับชีวิตผมทุกวันนี้แต่ข้อดีคือผมได้เรียนรู้และมองเห็นอะไรที่ผมคงไม่สามารถเห็นได้ถ้าไมประสบกับตัวเอง คือเราสามารถที่จะเริ่มต้นสร้างธุรกิจหรือสร้างทรัพย์สินได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ใช้ความรู้และสร้างสิ่งที่จะข่วยแก้ปัญหาอะไรซักอย่างหนึ่งให้คนกลุ่มนึ่ง แค่นี้ก็เริ่มทำเงินได้แล้ว ผมเลือกที่จะเริ่มต้นธุรกิจจากศูน ไม่มีอะไรเลย ใช้เงินลงทุนน้อยด้วยการสร้าง Digital Asset โดยใช้ websiteเป็นเครื่่องมือในการหาเงิน ครับ

สร้างหลักประกันให้กับตนเองและครอบครัว

ต้องอย่าลืมครับ ว่าเราจะแก่ขึ้นทุกวัน และความสามารถในการหารายได้ของเราก็จะต้องลดลงไปเรื่อยๆในยามที่มีอายุมากขึ้น เพราะฉะนั้นการสร้างหลักประกันรายได้และหลักระกันชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่น้อยไปกว่าเงินออม สิ่งที่จะช่วยให้เรามีหลักประกันที่ว่านี่ได้ก็คือการลงทุนหรือทำธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบด้วยจุดประสงค์คือให้มันทำงานหาเงินให้เราไปเรื่อยๆแม้เราจะไม่มีแรงทำงานแล้ว และเก็บออมในแต่ละเดือนโดยอาจจะเป็นการเก็บออมทั่วๆไปเพื่อใช้จ่ายกับอะไรบางอย่างในอนาคต หรือทำประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เพื่อช่วยเราในยามเจ็บป่วย หรือแม้แต่เราตายไปแล้วเงินและผลตอบแทนเหล่านั้นก็จะยังอยู่ให้ครอบครัวเรามีหลักประกันต่อไป 

คำแนะนำเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องได้มาจากคนที่ชำนาญและทำได้จริง

ในการจะเอาเงินไปลงทุนหรือทำอะไรซักอย่าง การหาความรู้จากคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องระวังว่าควรจะฟังเฉพาะคำแนะนำที่มาจากคนที่ทำได้จริง ลงมือทำจริงๆและมีความชำนาญในเรื่องนั้นจริงๆเท่านั้น เคยสังเกตุมั้ยครับ เวลาเจอเพื่อนๆหรือเจอคนรู้จัก มักจะมีบางคนที่รู้เรื่องนู้นเรื่องนี้ไปซะหมดทุกเรื่องเหมือนจะขำนาญแต่พอถามลึกๆจริงๆแล้วไม่เคยแม้แต่จะลองลงมือทำด้วยซ้ำ คำแนะนำที่มาจากคนประเภทนี้ ฟังผ่านๆเป็นมารยาทหรือเปิดมุมมองใหม่ๆเท่านั้นก็พอครับ ไม่ต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณาหรือวางแผนอะไร

อย่าหักโหมทำเกินไป ให้มีความสุขกับชีวิตบ้างในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่

ในการทำอะไรเราอาจจะมีไฟในตอนแรก หักโหมตั้งใจลงมือทำมันอย่างหนักและค่อยๆหมดไฟไปในที่สุด อย่างนั้นจะเสียมากกว่าได้นะครับ เพราะฉะนั้นลองเลือกเดินแบบที่ไม่ต้องหนักหน่วงมากเกินไป ตักตวงความสุขในชีวิตแต่ละวันไปด้วยลงมือทำไปทีละเล็กทีละน้อยค่อยๆก้าวไปแต่อย่าหยุดก้าวน่าจะดีที่สุด

ทั้งหมดนี้ก็คือ idea ที่ผมคิดว่าสามารถนำมาปรับใช้กับขีวิตตัวเองได้และจะต้องลงมือทำทันที สำหรับการรีวิวหนังสือ The richest man in Babylon:เศรษฐีชี้ทางรวย ตอนที่ 1 นี้ ผมลองอ่านแล้วก็เป็นหลักคิดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่ต้องการจะพัฒนาชีวิตตัวเองในเรื่องเงินๆทองๆครับ เป็นการเริ่มต้นด้วยการเล่าภาพกว้างๆว่าเราควรจะดำเนินชีวิตการเงินไปยังไง จะยิ่งดีถ้าเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยๆ แต่ทุกคนก็สามารถเริ่มทำได้ครับ อย่างผม ผ่านความผิดพลาดราคาแพงมาแล้วถึงมาเริ่มต้นจับหลักได้ คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่จะสามารถแบ่งปันให้ผู้อ่านได้ประโยชน์และนำไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้


ตอนที่ 2 : 7ข้อที่ต้องเริ่มทำถ้าอยากรวย (7 cures for lean purse)

  1. ใช้เงินให้น้อยกว่าที่ได้รับมา
  2. ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี
  3. ต้องหาวิธีทำให้เงินงอกเงย
  4. ปกป้องทรัพย์สินที่หามาได้ให้ปลอดภัย
  5. การมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองก็ดี ถ้ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
  6. มองอนาคตล่วงหน้าวางแผนแก่อย่างมีคุณภาพ มีหลักประกันให้ครอบครัว
  7. ต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆอยู่เสมอ

หลายๆคนที่กำลังเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจาก 0 จากที่ไม่มีอะไรเลยและตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากจะมีความมั่งคั่งในอนาคตก็คงจะสงสัยอยู่ว่า เราไม่มีทุนอะไรเลยแล้วเราจะเริ่มยังไง จะเริ่มลงทุนหรือทำธุรกิจยังไงเพื่อจะได้นำพาตัวเองไปสู่จุดหมายที่วางไว้ หรือพยายามคิดว่าอยากทำธุรกกิจแต่ไม่มีทุนต้องทำยังไง ซึ่งในตอนที่ 2 ของ The Richest Man In Babylon นี้ หนังสือก็จะเริ่มแยกเป็นข้อๆว่าเราควรจะต้องทำอะไรบ้างเป็นขั้นเป็นตอน มาดูกันครับ อาจจะยาวหน่อยและต้องใช้เวลานานแต่เป็นเหตุเป็นผลและน่าทำตามมาก

1.ใช้เงินให้น้อยกว่าที่ได้รับมา

เมื่อเราได้เงินมา ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงาน การลงทุนหรือทำธุรกิจ สมมุติว่าได้ผลตอบแทนมา 10 บาท ให้เรากันไว้ 1 บาทเพื่อเก็บออม และนำอีก 9 บาทไปวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตตามความจำเป็น ในตอนแรกๆอาจจะต้องฝืนๆหน่อยแต่พอเราทำจนเป็นนิสัยไปแล้วทุกอย่างก็จะเริ่มง่ายและเราก็จะเก็บออมเป็นประจำโดยเป็นธรรมชาติ และเงินเก็บเราก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไม่ใช้เงินเลยนะครับ เพราะถ้าเราอยากจะใช้จ่ายอะไรก็ให้วางแผนจ่ายจาก 9 บาทที่เหลือนั่นเอง แต่ถ้าใครสามารถที่จะเก็บออมด้วยจำนวณที่มากกว่านั้นก็ถือเป็นเรื่องดีครับ เพียงแต่อย่าหักโหมจนเกินไปเพราะเราอาจจะเบื่อและล้มเลิกความตั้งใจไปซะก่อน ซึ่งเอาจริงๆอาจจะขัดใจขาช็อปหรือใครหลายๆคนที่ดำเนินชีวิตแบบ”ของมันต้องมี” คือถ้าเราเก็บตั้งแล้ววางแผนใช้จ่ายจากเงินที่เหลือเราจะซื้อสิ่งของที่เราต้องการให้เรามีความสุขได้ยังไง? จริงๆก็ต้องยอมรับนะครับว่าการเก็บออมมันมักจะสวนทางกับความสุขที่เราจะได้รับจากการช็อปปิ้ง แต่ในช่วงแรกนี่คงจะต้องฝึกนิสัย วินัยและฝืนใจให้ได้ครับ คือซื้อเท่าที่เรามีกำลังจากเงินที่หักออมไปแล้ว ถ้ามันยังไม่พอก็ต้องค่อยๆเก็บสะสมไปเรื่อยๆจนเราสามารถซื้อสิ่งของนั้นๆได้ สิ่งที่หนังสือฝากให้เราคิดพิจารณาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ให้เราลองหยุดคิดกับตัวเองดูซิว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไร พวกสินค้าต่างๆที่เราอยากซื้อเช่น เครื่องประดับ,ของเล่น,Gadget ต่างๆ มันเป็นสิ่งของที่เราต้องการมากที่สุดจริงๆมั้ย หรือจริงๆแล้วมันไม่ใช่ เพราะถ้าเรามีวินัยไม่เสียเงินให้สิ่งของไม่จำเป็น พอมาถึงจุดหนึ่งเราจะมีเงินมากพอที่จะซื้อสิ่งของที่เรียกว่า “ทรัพย์สิน” จริงๆได้ เช่น ทอง,ที่ดิน,หรือสิทธิการลงทุนต่างๆที่จะให้ผลตอบแทนเรากลับมาสู่กระเป๋าเงินเรา อดใจอีกหน่อยให้กระแสเงินสดไหลเข้ากระเป๋าเราจนเหลือใช้แล้วค่อยช็อปปิ้งก็คงจะไม่เสียหาย และแถมยังมีทรัพย์สินไว้ใช้หารายได้ต่อไปในอนาคตอีกด้วย  (ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเอาเงินที่เราหามาได้ไปช็อปปิ้งหมด สุดท้าบแล้วเราจะไม่เหลือทุนไว้ทำให้เงินงอกเงยและเราก็จะไม่มีวันรวย จะวนอยู่ใน rat race แบบนี้ไปเรื่อยๆ)  

ซึ่งถ้าเรามาคิดดูแล้วเป็นหลักคิดที่ทำได้ง่ายมากเลย ขอแค่ให้ทุกคนเริ่มลงมือทำ อย่างมีวินัย ในไม่ช้ากระเป๋าตังค์ของเราก็จะมีเงินเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆและพร้อมที่จะนำไปทำให้งอกเงยต่อไป

2.ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี

การควบคุมค่าใช้จ่ายและทำบัญชีวางแผนงบประมาณของค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างในชีวิตถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จทางด้านการเงินได้ครับ หลายๆคนอาจจะเกิดแย้งในความคิดว่า โถ!ทุกวันนี้รายได้ที่ได้มามันยังไม่พอที่จะใช้จ่ายในแต่ละเดือนเลย จะให้มาควบคุมหรือวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายอะไรได้อีกล่ะ? 

นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของใครหลายๆคน รวมถึงตัวผมเองก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้เหมือนกัน เหมือนหนังสือเค้าอ่านใจเราออกครับ อย่างกับตาเห็น คือจริงๆแล้วธรรมชาติของมนุษย์เรา ส่วนใหญ่แล้วจะมีความสามารถในการเพิ่มค่าใช้จ่ายได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดโดยจะคิดเข้าข้างตัวเองไปว่านี่มันเป็นสิ่งจำเป็น ใช้ๆไปเถอะ รูดบัตรไปก่อน ไม่ว่าเราจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นขนาดไหนถ้าเราไม่ตั้งสติหันมองตัวเองพิจารณาให้ดีว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น”จริงๆ”มั้ยเราก็จะยิ่งใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อยๆจนรายจ่ายเสมอกับรายรับมากเท่านั้นไม่มีวันจบสิ้น ลองหยุดคิดสักนิด list เป็นรายการออกมาโดยวางแผนจากรายได้ที่หักออมแล้วดูนะครับว่าด้วยจำนวณเงินเท่านี้ เราจะแบ่งงบสำหรับ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าข้าว ไปเที่ยว/ดูหนัง เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ยังไงแล้วเราจะพบว่ายังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอีกหลายๆย่างที่เราสามารถลดหรือตัดมันไปได้ เพื่อจัดสรรค์งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เผลอๆเหลือเก็บออมมากกว่าเดิมด้วยก็จะยิ่งช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วยิ่งขึ้น

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการทำบัญชีก็คือมันช่วยให้เราเห็นรูรั่วของเราได้ดียิ่งขึ้นว่าในแต่ละเดือนเงินของเรามันไหลไปไหนบ้าง ถูกใข้ไปอย่างมีประโยชน์และเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็นมั้ย ถ้าเราดูแล้วว่ารายการไหนไม่ได้จำเป็นเราก็จะสามารถอุดรูรั่วได้ แต่ในเบื้องต้นถ้าใครยังไม่พร้อมที่จะทำขนาดนั้นก็ยึดหลักที่ว่าใช้จ่ายให้น้อยกว่าที่หามาได้ไปก่อนก็ไม่เสียหายครับ ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ

คลิกที่รูปเพื่อสั่งซื้อหนังสือ The Richest Man In Babylon

null

3.ต้องหาวิธีทำให้เงินงอกเงย

เมื่อเราสามารถที่จะผ่านข้อ 1 และ ข้อ 2 มาได้แล้ว เช่นเราสามารถเก็บเงินออมไว้ได้แล้วเป็นจำนวณ 6 เดือนของการใช้ชีวิต หรือถ้าจะให้ดีถ้าเก็บได้ซัก 1 ปีก็จะดีมากครับ ให้ลองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้เหตุการ์ณ Covid19 นี่กินเวลาเข้าไปแทบจะ 4 เดือนแล้วและยังไม่มีวัคซีนมารักษา กว่าเหตุการ์ณ์ต่างๆ การจ้างงานต่างๆ หรือธุรกิจต่างๆจะฟื้น มันกินเวลามากกว่า 6เดือนแน่นอน เพราะฉะนั้น 6 เดือนอาจจะไม่พอต่อการดำรงค์ชีพด้วยเงินออม ในเมื่อเรามีเงินออม เราก็แทบจะหมดกังวลกับเรื่องต่างๆได้ เราก็จะมีทุนมีกำลังความคิดที่จะทำอะไรดีๆต่อไปได้

สิ่งต่อไปที่เราจะต้องทำหรือหาความรู้เพื่อหัดทำก็คือ หาวิธีทำให้เงินที่เราเก็บไว้ในกระเป๋านั้นงอกเงยขึ้นมาให้ได้และต้องเอาผลตอบแทนที่ได้มานั้นไปทำให้มันงอกเงยอีกทอดหนึ่ง คือให้ทรัพย์สินหรือเงินทำงานแทนเรานั่นเองครับ หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้มานั่งบอกคุณว่าคุณต้องทำอะไร ลงทุนอะไร ซื้อหุ้นตัวไหน แต่จะบอกหลักคร่าวๆและส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องศึกษาต่อไปว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ลงทุนอะไรได้บ้าง อะไรที่จะเหมาะกับเราและจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ตามที่วางแผนไว้ การมีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในเรื่องนั้นๆเป็นสิ่งที่สำคัญ และนอกจากจะมีความรู้ในสิ่งที่เราจะทำแล้ว ถ้าจะต้องมีที่ปรึกษา หรือหุ้นส่วน หรือผู้เกี่ยวข้อง ควรจะต้องมีเป็นคนที่ไว้ใจได้ และเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆจริงๆ ดูแล้วว่าไม่ทำให้ทรัพย์สินของเราเสียหายหรือหมดไป

4.ปกป้องทรัพย์สินที่หามาได้ให้ปลอดภัย

เมื่อเราทำงานเก็บออมเงิน หาสะสมทรัพย์สินต่างๆมาเพื่อการลงทุนหรือทำธุรกิจแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องคำนึงถึงก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจด้วยซ้ำคือ “อย่าให้เงินทุนขของเราหายไป” การที่เรานำเงินไปลงทุนหรือทำธุรกิจ เราใส่เงินลงทุนเบื้องต้นลงไปและหวังจะได้กำไร+เงินต้นกลับคืนมาใช่มั้ยครับ และการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงเพราะฉะนั้นเราควรจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ ศึกษาหาความรู้และประเมิณ/จัดการความเสี่ยงให้ดี เพราะว่าการที่เราทุ่มเงินเก็บของเราลงไปถ้าธุรกิจดำเนินไปได้วยเราก็จะได้เงินได้ผลตอบแทนกลับมา แต่ในทางกลับกันถ้าเกิดเราลงทุนหรือดำเนินธุรกิจไปแล้วเกิดความผิดพลาดขึ้น เงินก้อนนั้นที่เราเก็บสะสมมาก็อาจจะหายไปหมดเลยก็ได้ วิธีการป้องกันความเสี่ยงก็มีหลายวิธีครับ จะใช้วิธีไหนอันนี้แล้วแต่คนแล้วแต่ธุรกิจที่เลือกทำ 

ยกตัวอ่ยางเช่นธนาคารเลือกทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อ ก่อนที่เค้าจะปล่อยสินเชื่อให้ใครซักคนก็จะต้องมีการตรวจสอบประวัติทางการเงินย้อนหลังกับเครดิตบูโร เช็คstatement ของคนคนนั้นว่าน่าจะมีความสามารถในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนได้จริงรึเปล่า เพราะถ้าปล่อยวินเชื่อแบบมั่วๆไม่ดูอะไรเลยสุเท้ายเงินที่ธนาคารตั้งใจนำมาลงทุนก็อาจจะสูญเปล่า

ถ้าใครซักคนนึงคิดจะทำธุรกิจอะไร ก่อนที่จะตัดสินใจลงเงินเราก็อาจจะต้องประเมิณก่อนว่าลงเงินไปแล้วจะได้คืนมั้ย “โดยที่ต้องไม่ใช้ความรู้สึกมาตัดสิน” เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยประสบกับตัวเองหรือไม่ก็เห็นคนรอบข้างเจอปัญหาที่ว่านี้นะครับ ที่อยากจะทำอะไรขึ้นมาซักอย่างนึงแล้วใช้ความรู้สึกเป้นตัวตัดสินว่า สินค้าหรือบบริการนี้มันน่าจะขาบได้นะ น่าจะมีคนซื้อนะแล้วตัดสินใจลงเงินเลยทันทีด้วยความรู้สึกนั้น สุดท้ายแล้วไม่สามารถขายสินค้าหรือบริการนั้นๆได้อย่างที่ตัวเองคิดไว้ต้องยอมขาดทุนตัดใจออกมา นี่เป็นตัวอย่างนึงให้เห็นภาพครับว่าแม้เราคิดว่ามันดีแล้วมันก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้เราสูยเสียเงินทุนที่เก็บออมมานานหมดไปอย่างรวดเร็วได้  

คนที่กำลังอ่านอยู่และกำลังจะเริ่มลงทุนหรือทำธุรกิจก็อาจจะมีคำถามว่าถ้างั้นต้องทำยังไงล่ะถึงจะลดความเสี่ยงตรงนี้ลงไปได้ ต้องบอกก่อยว่าตัวผมไม่ได้เป็นเซียนธุรกิจหรือเก่งอะไรมากมายนะครับ แต่จากประสบกรณ์ที่ได้เจอมา เรามี 2 ทางเลือกที่จะสามารถทำได้เพื่อเป็นการลดหรือจำกัดความเสี่ยงในเรื่องที่จะหหมดเงินหรือขาดทุนไปกับธุรกิจที่กำลังจะทำ

เพื่อจะได้ให้เห็นภาพกันมากขึ้นจะใข้ประสบการณ์ของตัวเองมาเป็นตัวอย่างแล้วกันนะครับ ผมเคยผิดพลาดและเกิดความหายนะแบบที่หนังสือพยายามบอกเป๊ะๆ คือนำเงินจำนวณมากไปลงทุนทำธุรกิจหวังว่าจะทำให้เงินงอกเงยและเป็นทรัพย์สินเลี้ยงชีพตัวเองกับครอบครัวไปได้นานๆ(ไม่บอกว่าเป้นธุรกิจอะไรแล้วกันนะครับจะได้ไม่เป็นการพาดพิงเดี๋ยวใครมาอ่านจะพาลคิดว่าธุรกิจนี้ไม่ควรทำ) ณ ตอนนั้นผมยังไม่ได้เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ ย้อนไปประมาณ 3 ปีผมเพิ่งมาสนใจธุรกิจและการเงิน เริ่มอ่าน Richdad Poordad เป็นเล่มแรก(และหนังสือเล่มนั้นได้เปลี่ยนความคิด ทัศนะคติของผมไปตลอดกาลจริงๆ) ผมก็เริ่มศึกษาหาความรู้และข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับธุรกิจที่ผมกำลังจะทำ โดยคิดกับตัวเองว่าเอาเรื่องเงินเป้นเรื่องสุดท้ายที่จะคิด อะไรทำได้ให้ทำไปก่อน ลงเงินให้ช้าที่สุด ผมได้ประเมิณว่าผมต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ นำมาเก็บไว้เป็นข้อมูลและเตรียมเงินทุนให้พน้อม ขั้นตอนต่อไปผมพยายามลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนด้วยการขายก่อนแล้วค่อยซื้อ คือหาลูกค้าให้ได้ก่อนที่จะจ่ายเงินลงทุน และในขณะเดียวกันต้องพยายามกะเวลาให้พอดีกันคือเมื่อลูกค้าตกลงแล้วผมต้องพร้อมทำงานให้เค้าได้เลย

ผมคิดกับตัวเองว่าถ้ายังไม่ได้ลูกค้าก็จะยังไม่ใส่เงินลงทุนเข้าไป ในตอนนั้นทุกอย่างเป็นไปตามแผนครับ ผมได้ลูกค้าเจ้าแรกก่อนที่จะเซ็นเช็คก้อนใหญ่เพื่อจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการทำธุรกิจนั้น ซึ่งก็ตกลงกันถึงเรื่องเวลาที่จะเริ่มงานให้พอดีกับความพร้อมของอุปกรณ์ของผม ธุกิจก็ดำเนินไปด้วยดีครับและสามารถที่จะหาลูกค้าเพิ่มขึ้นได้ด้วยซ้ำ จนทำให้ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว น่าจะแบบนี้แหละกูรวยแน่ๆ ดำเนินธุรกิจไปได้ซักพักนึงเกิดการสะดุดครั้งใหญ่คือพนักงาน(ซึ่งตอนนั้นผมมีอยู่คนเดียวและเป็นตัวหลักในการ run ทุกอย่างเลย)เกิดอยู่ดีๆหายตัวไปและเลิกทำงานไปดื้อๆ โดยที่ผมเองก็ไปรับงานจากลูกค้ามาไว้แล้วทำให้เกิดความเสียหายอย่างที่ตัวผมไม่เคยคิดและเตรียมตัวมาก่อนด้วยความอ่อนด้อยของประสบการณ์ในการทำธุรกิจของผมนั่นเองครับที่ไม่ได้มองความเสี่ยงอะไรแบบนี้เผื่อไว้เลย และที่สำคัญเงินทุนที่ใช้ในธุรกิจเป็นเงินทุนหมุนเวียน ไม่มีการเก็บสำรองไว้เลยแม้แต่นิดเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือธุรกิจผมต้องหยุดชะงักทันทีในวันนั้นเลย โชคดีที่ไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรเสียหาย พอเกิดเหตุการ์ณนี้ขึ้นผมรู้ตัวในวินาทีนั้นเลยว่า นี่แหละกูโดนแล้ว ความเสี่ยงที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน น่ากลัวกว่าเครื่องจักร์พังแล้วทำงานไม่ได้ซะอีก เอาไงต่อดี? เงินทุนสำรองไม่มี อุปกรณ์ต่างๆก็ต้องผ่อนให้สถาบันการเงินทุกๆเดือน จะมารอความหวังต่อไปคงไม่ได้ และที่สำคัญถ้ามันเกิดขึ้นแบบนี้อีกในอนาคตจะทำยังไง

ผมตัดสินใจได้อย่างไม่ยากนักว่าผมต้องถอนตัวออกจากธุรกิจนี้ให้เร็วที่สุดเพราะอยู่ต่อไปก็ต้องเสียเงินและที่สำคัญไม่มีจะจ่ายซะด้วย ต้องยอมขาดทุนเพื่อโยนภาระออกจากตัวเองไปให้เร็วที่สุด ผมจึงตัดสินใจขายเครื่องจักรอุปกรณ์ให้คนอื่นไปในแบบที่แทบจะเรียกว่าให้ฟรี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีภาระผูกพันในการจ่ายค่าเครื่งจักรโดยที่เราไม่มีรายได้เข้ามา และยังมีหนี้ก้อนมหึมาติดตัวมาออีกก้อนนึงจนถึงทุกวันนี้ครับ ผ่อนจ่ายเจ้าหนี้ไปเป็นเดือนๆและพยายามเริ่มต้นใหม่เพื่อตั้งตัวให้ได้ ผมผมหมดตัวและแถมมีหนี้สินพอกติดตัวมาด้วย

นั่นจึงเป็นบทเรียนให้ผมได้คิดและ ย้อนกลับมาสรุปเป็น 2 ทางเลือกสำหรับคนที่มีทุนน้อยหรืออยากทำธุรกิจแต่ไม่มีทุนดังต่อไปนี้ครับ

  • ทางเลือกที่ 1 :
    1. เลือกทำธุรกิจที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมากนัก  ซึ่งเป็นทางเลือกที่ผมคิดว่าน่าจะดีที่สุดสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจครับไม่ว่าจะมีเงินทุนมากหรือมีเงินทุนน้อยก็ตาม ถ้าผมย้อนเวลาได้ผมจะเลือกทำแบบนี้ครับ เพราะว่าไม่ต้องเสี่ยงมาก ใช้เงินลงทุนน้อยหรือไม่ใช้เลยทำให้เราไม่ต้องมีภาระอะไรมาก มันเบาสบายตัวครับและก็ค่อยๆสร้างค่อยๆขยายต่อไป ตัวอย่างของะุรกิจประเภทนี้ก็เช่น ธุรกิจนายหน้าต่างๆ เช่นนายหน้าขายรถ นายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่นายหน้าขายสินค้าทั่วๆไป อย่างสุดท้ายนี่แหละครับที่ผมสนใจเพราะสามารถที่จะทำได้ด้วยการสร้างทรัพย์สินดิจิทัลขึ้นมาซึ่งก็คือการทำ Website นั่นเอง เพื่อดัก attention ของคนและให้้ข้อมูลโปรโมทสินค้า/บริการสำหรับคนเหล่านั้น พอเค้าซื้อผมก็จะได้ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นนั่นเองครับ หรือเรียยกว่า Affiliate marketing การทำแบบนี้มีต้นทุนไม่มาก ปีนึงใช้เงินเงินไม่เกิน 3พันบาทครับ เจ๊งก็ยังไม่เดือดร้อนและแทบจะไม่มีความเสี่ยงเพราะผมไม่ได้ต้องลงทุนซื้อสินค้าหรือเครื่องจักรอะไรเลย 

คลิกเพื่ออ่านบทความ >>> รายได้ออนไลน์:เขียน Blog อย่างไรให้ได้เงิน

  • ทางเลือกที่ 2 :
    • ถ้าจะทำธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนมากก็สามารถทำได้แต่ต้องหาลูกค้าให้ได้ก่อนที่จะลงเงิน และต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อคอยรับความเสี่ยงต่างๆที่มีอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยเราก็พอจะมีหลักประกันรายได้ให้ธุรกิจเราได้ก่อนที่จะทุ่มเงินลงไป หลังจากนั้นก็ค่อยหาลูกค้าเพื่อเพิ่มรายได้และขยายกิจการไปเรื่อยๆ การกู้เงินมาเพื่อ”เริ่ม” ทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่ผมไม่แนะนำถ้าจะเริ่มต้นทำอะไรซักอย่างนึง ถ้าจะให้ดีก็ใช้เงินเย็นที่เก็บออมมาเป็นทุนเริ่มจะดีที่สุดครับ หรืออาจจะหาหุ้นส่วนหรือคู่ค้าที่เค้ามีความสามารถและทรัพยากรบางอย่างที่เราไม่มี เช่น เรารู้ว่าเราจะทำอะไรขายใคร แต่เราไม่มีเครื่องจักรผลิต เราอาจจะต้องติดต่อกับใครหรือโรงงานที่สามารถทำสินค้านั้นๆได้และทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ถ้าจะต้องกู้เงินจริงๆก็ควรจะแน่ใจว่าเราตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไปได้ ใช้เหตุผลและตัวเลขในการตัดสินใจอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเราจะต้องจ่ายเงินคืนให้ธนาคารทุกๆเดือน

5.ควรจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองและทำให้มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

เมื่อเรามีความสามารถที่จะอดทนฝ่าฟันหลายๆด่านตั้งแต่ข้อ 1 มาได้ มันก็ถึงเวลาแล้วล่ะครับที่เราควรจะต้องให้รางวัล ตอบแทนตัวเอง และเชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นความฝันของใครหลายๆคนที่อยากจะมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยมีพื้นที่บริเวณเป็นของตัวเอง ซึ่งหนังสือ(ณ เวลาที่เขียน) สนับสนุนความคิดที่ว่าคนเราพอถึงจุดนึงควรจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หยุดเช่าห้องเล็กๆ อยู่กันแบบแออัดไม่มีที่ให้เด็กวิ่งเล่น ไม่มีที่ให้คุณแม่บ้านได้ปลูกต้นไม้ จัดสวนสวยงาม สิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจจะบอกก็คือเราควรที่จะมีที่อยู่อาศัยของเราที่มีบริเวณเป็นของเราด้วยเพื่อเป็นการเติมเต็มความสุขของครอบครัวและตัวเราเอง เด็กๆจะเติมโตึ้นมาอบ่างมีความสุขได้ด้วยบ้านที่มีอานาบริเวณให้พวกเค้าได้วิ่งเล่น และที่สำคัญการซื้อบ้านเป็นของตัวเองมันจะทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง เป้นเหมือนรางวัลให้กับความพยายามต่างๆที่เราทำมากว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ โดยที่การซื้อก็คงอาจจะซื้อสดหรือซื้อโดยการใช้สินเชื่อก็ได้เมื่อเราผ่อนไปเรื่อยๆจำนวณหนี้ก็จะลดลงและเป็นของเราแบบสมบูรณ์แบบในที่สุด เมื่อเราผ่อนหมดแล้ว(ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)

การที่เราไม่ต้องไปเสียเงินเช่าบ้านในแต่ละเดือนก็จะยิ่งทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้อีก ก็ยิ่งช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งทางด้านการเงินของตัวเองและครอบครัวได้ดีขึ้นไปอีก การมีบ้านจึงเปรียบเสมือนการลงทุนที่ได้กำไรได้ ซึ่งกำไรที่ได้กลับมาก็คือความสุข การเติมเต็มความสมบูรณ์ในครอบครัวให้กับเด็กๆให้กับภรรยาของเรา และพอเรามีความสุขภายในจิตใจแล้วเราก็จะยิ่งมีแรงมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะไปทำสิ่งดีๆต่อไป

ซึ่งจริงๆก็แล้วแต่การออกแบบชีวิตของแต่ละคนนะครับ บางคนอาจจะชอบที่จะใช้การเช่าอยู่ไปเรื่อยๆมากกว่าการซื้อขาด แต่มันมีจุดสำคัญอยู่จุดนึง จากที่ผมสังเกตุ ในหนังสือจะมี key phrase อยู่ key นึงครับ คือ “a few years will satisfy his loan”(2-3ปีก็ผ่อนบ้านหมดแล้ว หลายคนคงคิดแย้งว่าจะเป้นไปได้ยังไง?) ตรงนี้น่าสนใจมากครับ ผมอ่านตอนแรกก็ยังไม่ได้กระจ่างมากนักว่าทำไมเค้าถึงอยากให้เราซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ในใจยังสงสัยอยู่ว่ามันดีจริงๆมั้ย ที่จะต้องผ่อนบ้านไปจนอายุ 60 แต่เมื่อลองอ่านไปมาหลายๆรอบทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่เค้ากำลังสอนให้เราทำอยู่มันไม่ใช่สิ่งที่ผม หรือคนส่วนใหญ่คิดทำนี่นา

ลองนึกดูนะครับ พวกเราหลายๆคนส่วนใหญ่จะเติบโตมาด้วยความคิดที่ว่า ตั้งใจเรียนให้ดี เรียนจบก็ไปหางานดีๆรายได้สูงๆทำ ซักพักเก็บเงินเพื่อกู้ซื้อบ้าน และตั้งเป้าว่าจะกู้ 100% หรือเกิน 100% เลยด้วยซ้ำเพื่อที่จะได้นำไปตกแต่งบ้านหรือใช้จ่ายในด้านอื่นๆ และจะกู้ด้วยอายุสัญญา 30 ปี หลังจากนั้นก็ใช้ร่างกาย ใข้สุขภาพ ใช้เวลาของเราก้มหน้าก้มตาทำงานรับเงินเดือน รับค่าจ้างเพื่อนำมาผ่อนบ้านไปเรื่อยๆ อาจจะมีโปะบ้างถ้าเดือนไหนสามารถทำได้ จะได้ผ่อนหมดเร็วๆ แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราทำแบบนั้นนะครับ.

สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ ลองมาย้อนดู กว่าที่เราจะเดินทางมาถึงขั้นที่ 5 ได้เราต้องทำอะไรมาแล้วบ้าง เราเริ่มด้วยการทำงานและเก็บออม ซึ่งกว่าจะพ้น step นี้ได้เราก็จะมีเงินเก็บออมประมาณอย่างน้อยหกเดือนหรือถ้าเจ่งๆหน่อยก็ 1 ปี(ในระหว่างนั้น ทำงาน เช่าที่อยู่อาศัยและหาความรู้เตรียมตัวสำหรับการลงทุนหรือสร้างทรัพย์สินเพื่อให้มันทำงานให้เราในอนาคต) แล้วถึงจะเริ่มนำเงินเก็บที่เก็บได้หลังจากนั้นมาลงทุน สร้างทรัพย์สินหรือทำธุรกิจต่างๆที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนให้เราและเอาผลตอบแทนเหล่านั้นกลับมาสร้างผลตอบแทนให้เราได้อีกทอดหนึ่ง ในทุกๆบาทที่เราได้กำไรมาให้แบ่งเก็บไว้ 10% เป็นอย่างน้อยแล้วบริหารจัดทำงบประมาณรายจ่ายด้วยเงินที่เหลือหลังจากหักออม

สังเกตุมั้ยครับว่าวิธีการที่เราจะได้เงินมาก็คือเรามีตัวช่วยทุ่นแรงคือธุรกิจหรือทรัพย์สินที่มันสร้างผลตอบแทนให้เรา ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ยังไงก็จะมากกว่าการก้มหน้าก้มตาทำงานรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียวแน่นอน และที่สำคัญก็คือจะเป็นกระแสรายได้ที่จะไหลเข้ากระเป๋าเราทุกวัน ไม่ใช่เข้าทีเดียวตอนสิ้นเดือนเหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่เป็น นี่แหละครับ key สำคัญเลย ที่จะทำให้เราสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้แบบสบายๆและผ่อนหมดเร็ว เราต้องมีตัวช่วยหรือเครื่องทุ่นแรง ไม่ใช่เอาแรงกายและสุขภาพของเราไปแลกอย่างเดียวทุกวัน ผมว่าตรงนี้เป็นวิธีคิดที่สำคัญมากๆครับ น่าทำตามมากๆ และเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการสอนมาตั้งแต่เด็ก ลองคิดดูสิครับว่าถ้าเด็กซักคนได้รับ Mindset แบบนี้จากพ่อแม่มาตั้งแต่เล็กๆเด็กคนนั้นจจะมีชีวิตทางการเงินที่ดีแค่ไหนเมื่อโตขึ้นมา

แต่สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็แล้วแต่การวางแผนชีวิตของแต่ละคนนะครับ บางคนอาจจะมีความคิดที่ว่าไม่จำเป็นจะต้องซื้อเป็นของตัวเองก็ไม่มีภาระและคล่องตัวดี

6.มองอนาคตล่วงหน้าวางแผนแก่อย่างมีคุณภาพ มีหลักประกันให้ครอบครัว

เราทุกคนต้องแก่ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไป หรือตั้งใจแกล้งลืมเรื่องนี้ไปว่าอีกไม่กี่สิบปีต่อจากนี้ในที่สุดแล้วเราต้องเกษียน แรงกายเราจะน้อยลงไปเรื่อยๆ สมองและความสามารถในด้านต่างๆก็จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายแล้วเราทุกคนต้องตาย แต่ก็จะยังมีคนในครอบครัวที่จะต้องอยู่ต่อไป สิ่งที่หนังสือแนะนำให้เราทำก็คือจากจำนวณเงินหลังหักออมแล้วถ้าเป็นไปได้ให้แบ่งอีกจำนวณออกไปหาวิธีลงทุนในระยะยาวเป็นสิบ ยี่สิบปีหรือห้าสิบปีเพื่อให้เงินได้งอกเงยและนำมาเป็นหลักประกันตอนแก่หรือทิ้งไว้ให้คนข้างหลังได้ใช้อย่างไม่ลำบาก และอีกอย่างหนึ่งที่หนังสือได้เปรยไว้ในปีที่จัดพิมพ์ก็คือ ผู้เขียนหวังว่าซักวันนึงในอนาคตเค้าหวังว่าจะมีใครซักคนได้คิดแผนอะไรขึ้นมาซักอย่างให้เราได้จ่ายเงินทีละน้อยๆเป็นงวดๆเพื่อที่จะกลาายเป็นหลักประกันให้กับชีวิตยามแก่ชราหรือให้เป็นผลประโยชน์กับคนในครอบครัวเมื่อเวลาเราตายจากโลกนี้ไปแล้ว ซึ่งในปัจจุบันก็คือการทำประกันชีวิตในรูปแบบต่างๆนั่นเองครับ

7.พัฒนาทักษะใหม่ๆอยู่เสมอ

สุดท้ายหลังจากที่เราได้ทำทุกอย่างมาจนถึงข้อ 6 ก็คงจะถือได้ว่าเราประสบความสำเร็จมาในระดับหนึ่งครับ แต่ถ้าเราอยากจะพัฒนาตัวเองให้มากชึ้นไปกว่านี้อีก และก็เป็นสิ่งที่เราควรจะทำ ควรพัฒนาตัวเองเรื่อยๆไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม ในแง่ของรายได้ ถ้าเราอยากจะมีรายได้เพิ่มขึ้น อยากรวยขึ้นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก็คือเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพื่อพัฒนาทักษะที่จะสร้างรายได้มาจากทางอืื่นๆ และเมื่อเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ความมั่งคั่งของเราก้จะเพิ่มขึ้นได้อย่างไม่มีวันสินสุด และเป้นการกระจายความเสี่ยงไปในตัวเพราะเรามีรายได้จากหลากหลายทาง แต่เรื่องที่สำคัญก็คือให้เราค่อยๆตั้งเป้าหมาย ค่อยๆทำ เริ่มจากการทำสิ่งง่ายๆและอย่าหักโหมจนเกินไปเพราะไม่อย่างนั้นมันมีโอกาสสูงมากที่เราจะล้มเลิกกลางทางและล้มเหลวไปในที่สุด

นี่คือ7ข้อที่คนอยากรวยควรจะต้องยึดเป็นหลักคิดและลงมือทำ ซึ่งหลังจากอ่านและพิจารณาตามแล้ว เห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลและทำได้จริงครับ และถ้าเราทำมันอย่างมีวินัยสึดท้ายแล้วเราน่าจะประสบความสำเร็จทางด้านการเงินได้อน่างไม่ยากเกินไปแน่ๆ  


ตอนที่ 3:อย่ามัวแต่รอโชคชะตา อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง (“Meet the goddess of good luck”.)

คนรวยทำไมถึงรวย? เค้าคิดหรือทำกันยังไง หรือแค่โชคดี?

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไมคนนั้นรวยจัง แถมรวยเอารวยเอา หรือเค้าถูกหวย หรือพ่อแม่เค้ารวยแล้วส่งต่อมรดกให้เค้า 

ในตอนที่ 3 นี้หนังสือ The Riches Man In Babylon จะพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับโชคชะตาครับ ว่ามันมีส่วนมั้ยที่ทำให้คนคนนึงประสบความสำเร็จ ร่ำรวยขึ้นนมาได้อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ในสังคมว่ามีหลายคนมากที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยหรือแม้แต่จะเป็นวัยกลางคนก็ตาม แต่พวกเค้าสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตการเงินและหมดห่วงกับเรื่องเงินๆทองๆไปได้ รถ,บ้าน ก็มีแถมผ่อนหมดแล้ว มีการซื้อประกันสุขภาพ ประกันชีวิตเพื่อจัดการความเสี่ยงต่างๆ 

ในขณะเดียวกัน เราก็จะสามารถเห็นคนรอบๆตัวหลายคนในวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคนเช่นเดียวกันที่มีปัญหาทางการเงินอยู่ตลอดและอยู่ในวังวนนั้นไปเรื่อยๆ กู้แล้วกู้อีก รายได้ที่ได้มาก็หมดไปกับการผ่อนใช้หนี้ในแต่ละเดือน เผลอๆกว่าจะออกมาจากววังวนที่ว่าได้ก็ปาเข้าไปวัยไกล้เกษียน 

จากไอเดียในหนังสือ บางทีก็ทำให้เราฉุกคิด หันกลับมามองตัวเองได้ดีเหมือนกันนะครับว่า “เราดำเนินชีวิตไปวันๆโดยหวังให้โชคช่วยเรา หรือรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่นๆโดยไม่ทำอะไรอยู่รึเปล่า?”

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในด้านการเงิน อาจจะไม่ถึงขั้นต้องร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันหมดทุกคนแต่ก็อยากจะมีความสุขในแบบที่ตัวเองต้องการ แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถพาชีวิตตัวเองไปถึงเป้าหมายนั้นได้ ทุกๆคนอยากที่จะมีโชคชะตาที่ดีและคอยช่วยเหลือให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ บางคนอยากถูกหวย บางคนอยากได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ,นายจ้าง หรือองค์กรต่างๆ เพราะเชื่อว่านั่นเป็นวิธีการที่จะแก้ปัญหาในชีวิตและช่วยให้ตัวเองร่ำรวยขึ้น แต่ให้ลองพิจารณาดูดีๆอีกทีนะครับ ว่าเราควรจะทำอย่างอื่นไปด้วยมั้ย หรือจะปล่อยให้ชีวิตเราขึ้นอยู่กับโชคชะตาเพียงอย่างเดียว 

ในบทนี้ของหนังสือจะพยายามชี้ให้เราเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตัวคนคนหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จก็คือการ”ลงมือทำ”นั่นเองครับ ไม่ว่าคุณจะศึกษาวิธีการมามากมายแค่ไหน อ่านหนังสือมากี่เล่ม หรือลงคอร์สมามากมาย แต่ไม่เริ่มลงมือทำซักที คุณก็จะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณได้ซักที และไม่สามารถที่จะนำพาความร่ำรวยเข้ามาหาตัวเองได้

เอาจริงๆแล้วเรื่องโชคชะตาหรือเรื่องเหนือธรรมชาติไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่ามันมีจริงและก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามันไม่มีจริงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละคน ไม่มีผิดไม่มีถูกครับเรื่องนี้ แต่สิ่งนึงที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้และน่าจะเห็นพ้องไปในทางเดียวกันได้ก็คือความสำคัญของการลงมือทำ คิดอยากจะทำอะไรต้องทำเลย มันอาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่าก็ได้ แต่อย่านั่งฝัน นั่งขอพรอยู๋เฉยๆเพราะมันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแน่ๆ เมื่อเราได้ลงมือทำอะไรซักอย่าง เราก็จะเจอปัญหาเจออุปสรรคเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อนั้นล่ะครับ สมองเราก็จะเริ่มทำงาน หาลู่ทาง หาวิธีเอาตัวรอดซึ่งเป็นเสมือนจิ๊กซอว์มาต่อกันเรื่อยๆเป็นเส้นทางไปสู่ความสำเร็จ ความเหนื่อย ท้อ ล้มเหลวเป็นสิ่งที่คุณจะต้องได้เจอแน่ๆ แต่สิ่งแย่ๆพวกนี้แหละครับที่จะเป็นส่วนประกอบของความสำเร็จของคุณในภายภาคหน้า 

คีย์หลักๆในบทนี้ของหนังสือก็คือ โอกาสถ้ามีมาแล้วมันไม่คอยใคร ให้รีบคว้ามันไว้แล้วลงมือทำทันที อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เรื่องโชคชะตาอาจจะมีจริงแต่คนที่จะได้รับโชคชะตาเหล่านั้นจะเป็นคนที่ลงมือทำ ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ 

ประสบการณ์ตรงในชีวิตจริง

ประสบการณ์ส่วนตัวของผม ที่เกี่ยวข้องกับหลักคิดของหนังสือในบทนี้ก็พอจะมีนะครับ คือจริงๆแล้วตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในหลายๆคนที่เกิดความผิดพลาดทางด้านการเงินในชีวิตของตัวเอง มีหนี้มีสิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง อยากจะมีธุรกิจหรือสร้างทรัพย์สินเป็นของตัวเองเพื่อไว้ใช้สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง 

สิ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังมาตลอดตั้งแต่วัยเด็กก็คือ จะต้องตั้งใจเรียน สอบให้ได้เกรดดีๆ เข้ามหาวิทยาลัยในคณะดีๆเรียนให้ดีเพื่อที่จะได้สมัครเข้าทำงานเป็นพนักงานในองค์กรชั้นนำ ได้เงินเดือนดี มีความมั่นคง และต้องขยันทำงาน พยายามทำตัวให้ดูดีในสายตาหัวหน้างานเพื่อตำแหน่งและรายได้ที่สูงขึ้น เป็นสูตรสำเร็จที่ใครหลายๆคนก็โดนบ่มเพาะมาแบบนี้เหมือนกัน และผมก็เชื่อและพยายามทำอย่างนั้นมาตลอดครับตั้งแต่เด็กยันจบมหาลัยและเข้าทำงาน และได้ทำอาชีพที่ตัวเองอยากเป็นมาตั้งแต่เด็กซะด้วย แต่เมื่อทำงานไปได้ซักระยะหนึ่ง อายุมากขึ้น เริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้นๆก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้วสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการมาตลอดมันไม่ใช่อะไรแบบนี้เลย 

ทุกๆวันที่ไปทำงาน สิ้นเดือนรอรับเงินเดือน พยามทำตัวให้หัวหน้าถูกใจ จริงๆแล้วมันไม่ได้ต่างอะไรกับการที่เอาชีวิตของตัวเราเองและครอบครัวไปฝากไว้ในมือคนอื่น(นายจ้างและหัวหน้างาน) ถ้าเราทำตัวไม่ถูกใจเค้า ไม่ทำในสิ่งที่เค้าต้องการ เราก็จะไม่ได้เพิ่มเงินเดือน ชีวิตเราก็จะเหมือนถูกแช่แข็ง ไม่พัฒนา ไม่สามารถพาตัวเองและคนในครอบครัวไปสู่จุดที่มีความสุขจริงๆได้ หรือถ้าแย่ไปกว่านั้น ถ้าอยู่ๆเกิดถูกเลิกจ้าง ก็ยิ่งจะทำให้ชีวิตแย่ลง ในช่วงแรกก็ยังโกหกตัวเองอยู่ครับว่าเรามีความสุขกับชีวิตแบบนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เข้าใจและยอมรับกับตัวเองว่า เราต้องพยายามหาทางใหม่แล้วล่ะ จะไม่ปล่อยให้ชีวิตของเราไปอยู่ในมือคนอื่นแบบนี้ จึงเริ่มหันมาสนใจศึกษาและทำธุรกิจส่วนตัว ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ เริ่มหาความรู้ อ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ การเงินการลงทุนต่างๆ อ่านอยู่เป็นปีๆโดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เอาจริงๆในใจลึกๆก็รู้อยู่นะครับว่าตัวเองกำลังพยามผลัดวันไปเรื่อยๆไม่ลงมือทำซักที จะมีประโยชน์อะไร แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ โกหกตัวเองว่ากำลังหาข้อมูล ที่ทำอยู่นี่ก็เป็นประโยชน์แล้ว และเดี๋ยวชีวิตก็จะดีขึ้น จนถึงจุดหนึ่งก็เลิกหลอกตัวเอง หยุดซื้อหนังสือ หยุดหาความรู้(ที่หามาซ้ำๆฟังมาซ้ำๆไม่เกิดประโยชน์)และเริ่มลงมือทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และค่อยๆเกิดเป็นธุรกิจขึ้นครับ 

และหลังจากนั้นพอเริ่มมีหนี้สินเข้ามาในชีวิตก็พยายามจะหาความรู้ความเข้าใจในการแก้หนี้ ด้วยการซื้อหนังสืออ่าน ฟังและดูคลิปจากโค้ชการเงินชื่อดังที่หลายๆคนน่าจะรู้จักดี เนืื้อหาที่โค้ชสอนผมบอกเลยว่าเป็นเนื้อหาที่ดีและสามารถนำไปใช้ได้จริง แก้หนี้ได้จริง แต่จะเปรียบเสมมือนเป็นยาขมขนาดหนัก ที่ไม่น่ากินแต่กินแล้วช่วยรักษาโรคให้หายได้ครับ ผมก็วนกลับมาในลูปเดิมคือ เอาแต่ฟัง เอาแต่อ่านหนังสือ เอาแต่ศึกษาแต่ไม่เริ่มลงมือทำซักที และด้วยความที่โค้ชคนนี้เค้าสอนแบบเป็นเรื่องขำขัน จนผมเริ่มฟังเพื่อเอาความบันเทิงและเอากำลังใจว่ามันก็มีหลายๆคนประสบปัญหาแบบเดียวกันนะ แต่การฟังเพื่อความบันเทิงและกำลังใจมันไม่ได้ช่วยให้ยอดหนี้สินผมลดลงเลยแม้แต่บาทเดียว หลังจากที่รู้ตัวก็ตัดสินใจหยุดฟัง หยุดซื้อหนังสือ แล้วเริ่มเดินหน้าลงมือทำ ยอดหนี้ก็ลดลงเรื่อยๆครับ และเมื่อขวนขวายหาทางไปเรื่อยๆก็ได้พบกับลู่ทางใหม่ๆ ซึ่งถ้าผมไม่เริ่มลงมือทำผมจะไม่พบเจอกับลู่ทางใหม่ๆในการหารายได้แบบนี้ 

เพราะฉะนั้นจากที่ได้ประสบกับเรื่องจริงในชีวิตของตัวเองก็พบว่ามันเป็นเรื่องจริง ที่ว่าเราควรจะหยุดผลัดวันประกันพรุ่งและเริ่มลงมือทำอะไรซักอย่าง เพื่อพัฒนาชีวิตตัวเอง อย่ากลัวความผิดพลาด อย่ากลัวว่าคนอื่นจะว่าเราโง่ การศึกษาหาความรู้เป็นเรื่องสำคัญ แต่การลงมือทำสำคัญกว่าและน่าจะเป็นสำคัญที่สุดด้วยเพื่อผลักดันให้สิ่งดีๆเกิดขึ้น


ตอนที่4 : 5 ข้อที่ต้องรู้เพื่อจะทำให้เงินทองงอกเงย (“The Five Laws Of Gold)

ในตอนที่ 4 ของ The Richest Man In Babylon หนังสือจะพูดถึงกฎ 5 ข้อที่เราควรจะต้องรู้ ถ้าอยากจะมีเงินเก็บและทำให้เงินเก็บหรือทรัพย์สินต่างๆงอกเงยขึ้นมาเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับเรา โดยที่ใช้ชื่อว่า The five laws of gold โดยยังใช้ concept เดิมที่ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและใครๆก็ทำได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากรวยหรือมั่งคั่งขึ้นมาโดยการเริ่มจากศูนย์ ผมว่าการดำเนินชีวิตในด้านการเงินตามหลัก 5 ข้อนี้มันจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้อย่างแน่นอนครับ

กฎข้อที่ 1:สร้างนิสัยเก็บออมให้ได้ แล้วเงินจะอยู่กับคุณแถมเพิ่มขึ้นง่ายขึ้นเรื่อยๆ

จะสังเกตุว่ากฎข้อนี้จะถูกพูดถึงค่อนข้างบ่อยในหนังสือเล่มนี้ครับ เพราะว่าการสร้างนิสัยการออมนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆความมั่งคั่งที่กำลังจะตามมาภายหลังไม่ว่าเราจะเอาเงินไปทำอะไรก็ตาม และต่อให้เราสามารถออมเงินจนผ่านจุดเริ่มต้นในข้อแรกมาแล้ว นิสัยของการเก็บออมก็จำเป็นที่จะต้องมีต่อไปโดยที่การออมเงินนั้นเป็นเสมือนตัวขับเคลื่อนสำคัญที่คอยผลักดันความสุข ความสามารถ ความสบายใจ และเป็นเงินทุนให้เราพร้อมที่จะนำมันไปใช้ทำงานสร้างผลตอบแทนต่อไปในอนาคต การที่เราสร้างนิสัยการออมทีละเล็กละน้อยนั้นทำให้เราติดนิสัยและทำมันต่อไปโดยเป็นความเคยชิน เหมือนเป็นธรรมชาติ ยิ่งเราเก็บออมไปได้นานเท่าไหร่ เราจะเห็นได้ว่ามันไม่ได้ยากและเงินออมในกระเป๋าก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ออมเท่าไหร่ถึงจะดี?

โดยทั่วๆไปแล้วการเก็บออมก็น่าจะซักประมาณ 20% ของรายได้ที่เราได้รับในแต่ละครั้งครับ ยิ่งถ้าใครมีความสามารถทำได้มากนั้นก็ยิ่งเป็นเรื่องดี แต่ไม่จำเป็นต้องออมเกือบทั้งหมดหรือออมจนไม่ได้ทำอะไรนะครับ ควรจะแบ่งมาบริหารจัดการให้มันงอกเงยด้วยวิธีอื่นๆด้วย แต่ในหนังสือจะยังยึดหลักให้เราเก็บออม 10% ของรายได้ครับ ซึ่งน้อยกว่ากฎการออมทั่วๆไป แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องดีๆที่คนทั่วไปสามารถปฏบิัติได้จริงอย่างไม่ยากเย็นนัก ซึ่งดีกว่าตั้งตัวเลขไว้เยอะๆแล้วทำไม่ได้ ค่อยๆออมไปแล้วเราก็จะเริ่มเห็นเงินงอกเงยเองครับ ส่วนใครที่ไม่สามารถออมได้ถึง 10% ก็ไม่เป็นไรนะครับ ลดมาเหลือซัก 5% ก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องมีการออม เราไม่ได้หวังความร่ำรวยหรือความมั่งคั่งอะไรจากการเก็บออมเงินเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่การเก็บเงินช่วยสร้างทัศนะคติใหม่และปรับนิสัยที่ดีที่เป็นพื้นฐานสำคัญต่อไปในอนาคตถ้าเราอยากจะรวย เพราะฉะนั้นวางแผนการออมและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำให้เงินงอกเงยไปในระหว่าางที่เงินออมเรายังไม่ถึงขั้นที่จะเริ่มเอาไปลงทุนหรือทำธุรกิจได้ และเมื่อเวลานั้นมาถึง เงินพร้อม ความรู้พอมีก็ค่อยๆลองใช้เงินทำงานกันดูครับ 

สำหรับกฎข้อ 1 นี้ ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาในการที่จะผ่าน step นี้ไปให้ได้ เพราะกว่าจะออมเงินได้ถึงจำนวณนึงที่เราพอใจ(เพียงพอต่อการใช้จ่ายเป็นเวลา6 หรือ 12 เดือน) สำหรับผมเองหลังจากที่ใช้ชีวิตผิดพลาดมาตลอด ก็เพิ่งมาเริ่มข้อ 1 ใหม่นี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าหนังสือเล่มนี้ควรจะให้เด็กๆที่กำลังจะเริ่มทำงาน สร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อ่านและทำความเข้าใจเพื่อให้มีทัศนะคติทางด้านการเงินที่ถูกต้องตั้งแต่แรก และใช้ความได้เปรียบในเรื่องของเวลา ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าไม่อย่างนั้นก้จะต้องมาคอยแก้ปัญหาชีวิตการเงินของตัวเองเมื่อมีอายุมากแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องไม่สนุกเอาซะเลยครับ 

null

ส่วนใครที่มาเริ่มเอาตอนอายุเยอะๆแล้วแบบผมก็คงจะต้องขยัน ต้องทำงานหนัก ตั้งใจมากกว่าเด็กๆที่อายุยังน้อยอยู่ การจะเก็บเงินให้ได้รวดเร็ว นอกจากงานประจำที่ทำอยู่แล้วก็คงจะต้องหารายได้เสริมทางอื่นด้วย เพื่อเป็นตัวช่วยเร่งเงินเก็บให้ถึงเป้าหมายได้ในระยะเวลาที่สั้นลง แล้วเราจะได้ขยับชีวิตของเราไปทำในขั้นต่อๆไปกันครับ หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วเราจะหารายได้เสริมจากทางไหนดี ทำอาชีพเสริมอะไรดี เรื่องนี้คงต้องแล้วแต่รูปแบบชีวิตของแต่ละคนครับ ส่วนตัวผม จากประสบการ์ณและปัญหาที่ผ่านมา การจะเลือกทำอะไรซํกอย่างนึงผมเลือกที่จะทำงานที่ไม่ต้องลงทุนมาก เพียงแต่ต้องลงแรง,เวลาและศึกษาหาความรู้ในตอนแรกเพื่อที่จะสร้างทรัพย์สินขึ้นมาช่วยเราหาเงินได้เร็วขึ้นแม้เราจะออกไปทำงานหรือพักผ่อน นั่นก็คือการเขียน Blog

(คลิกเพื่ออ่าน>>เขียน Blog อย่างไรให้ได้เงิน) และทำ Website สำหรับ Affiliate Marketing นั่นเองครับ พยายามสร้างรายได้จาก 2 อย่างนี้ให้ได้เพื่อเป็นการเริ่มต้น เมื่อมีรายได้แล้วก็เก็บออมตามที่ได้เล่ามาครับ และเป้าหมายของผมสำหรับ Digital asset ที่กล่าวมานี้คือผมอยากมีเงินเข้าบัญชีทุกวันครับ อยากจะได้รายได้ทุกวัน ทุกเวลาจากทรัพย์สินดิจิตัลที่ผมสร้าง 

กฎข้อที่ 2:เงินสามารถทำงานให้คุณได้อย่างดี ถ้าคุณรู้วิธีใช้มันอย่างชาญฉลาด

โดยธรรมชาติแล้ว เงินมันมีความพร้อมที่จะทำงานให้เราอยู่แล้วครับ เป็นเหมือนม้าที่พร้อมจะออกวิ่งเพื่อเข้าเส้นชัยอยู๋ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญก็คือ เจ้าของเงินจะใช้มันยังไง ถ้าเราไม่ระมัดระวังเราอาจจะสูญเสียเงินที่มีอยู่ทั้งหมดไปเลยก็ได้ สิ่งที่สำคัญมากๆถ้าเราต้องการใช้เงินหรือสร้างทรัพย์สินขึ้นมาเพื่อทำราบได้นั่นก็คือ”โอกาส” นั่นเองครับ ซึ่งเอาจริงๆโอกาสจะมาเมื่อไหร่ มันไม่เคยมีการแบอกล่วงหน้า เราควรท่จะทำตัวให้พร้อมที่สุดอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อโอกาสลอยมาอยู่ตรงหน้าแลเวเราไม่พร้อมคว้ามันไว้ โอกาสนั้นก็จะกลายเป็นของคนอื่นๆไป เมื่อไหร่ที่โอกาสมาแล้วเรามีความพร้อม คือมีทุน มีความรู้ และมีใจที่จะทำ ในตอนนั้นล่ะครับ เงินของเราก็จะพร้อมทำงานสร้างผลตอบแทนให้เรา วิ่งเข้าจับโอกาสและทำให้ตัวมันเองเพิ่มพูนอย่างไม่รู้จบ

โอกาสทางธุรกิจมาจากไหน?  ทำธุรกิจอะไรดี?

ทุกๆคนที่เริ่มมาจากศูนย์ เก็บออมเงินจนมาถึงจุดที่อยากจะเริ่มทำธุรกิจหรือลงทุนแล้ว ก็มักจะมีคำถามตามมาว่่า เราจะขายอะไรดี? เอาอะไรมาขายออนไลน์ดี? หรือทำธุรกิจอะไรดี ตัวผมเองเคยเป็นมาก่อนครับ จมอยู่กับคำถามที่ว่า มัวแต่นั่งคิด นั่งเดา จนเวลาผ่านไปไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ผมถามตัวเองแบบนั้นอยู่เป็นปีครับ ลองทำนู่นลองทำนี่ไปเรื่อยๆ จนมาวันนึงคิดได้ว่า..เออ จริงๆแล้วเราไม่ควรมานั่งนึกนั่งมโนเอาเองนี่หว่า ว่าเราจะทำอะไรขายดี หรือทำธุรกิจอะไร เพราะเราไม่ได้จะขายให้ตัวเอง เราตั้งใจจะขายให้ลูกค้า ก็ต้องไปเริ่มหาความต้องการลูกค้าแล้วเริ่มทำอะไรที่มันจะตอบรับกับความต้องการเหล่านั้น  

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกค้าต้องการอะไร? จะเริ่มตรงไหน เดินเข้าไปถามเค้าหรอ?

บางทีมันก็เป็นเส้นผมบังภูเขาครับหรือเราอาจจะคิดมาก คิดยากกันเกินไป แต่เอาจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเรียบง่ายมาก คือ 

“ลูกค้าต้องการสินค้าหรือบริการที่จะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตหรืออำนวยความสะดวกให้เค้าได้”

แค่นั้นเอง  พอคิดได้แบบนี้แล้วก็ทำให้ได้เห็นภาพและเข้าใจคำพูดที่ว่า เงินอยู่รอบตัวเรา โอกาส อยู๋รอบตัวเราได้มากขึ้น ทีนี้ก็มาขึ้นอยู่กับการลงมือทำของเราแล้วล่ะครับว่าเราจะทำมันออกมาได้เมื่อไหร่และยังไง

เราลองมองดูสิ่งต่างๆรอบตัวเราก็จะเห็นว่าทุกสิ่งที่เรายอมเสียตังค์ก็เพื่อทำให้ชีวิตเราดีขึ้น สะดวกขึ้น แก้ปัญหาอะไรซักอย่างให้กับเราได้ หรือถ้าจะเอาที่มันดีสุดๆไปเลยคือสิ่งของเหล่านั้นสร้างผลตอบแทนให้เราได้

  • เราซื้อหนังสือดีๆซักเล่ม เพื่อที่จะพัฒนาชีวิตเราจ่ายเงินซื้อ computer มาทำงาน มาขายของออนไลน์
  • เรายอมจ่ายเงินซื้อ Printer มาเพื่อใช้ทำงาน ปริ้นที่อยู่ลูกค้า ปริ้นเอกสาร
  • เราจ่ายเงินเป็นหมื่นซื้อเก้าอี้เพื่อสุขภาพดีๆซักตัว เพราะว่าเราต้องนั่งทำงานแล้วปวดหลัง
  • เรายอมจ่ายเงินซื้อเครื่องออกกำลังกายเพราะอยากมีสุขภาพดีเราควักกระเป๋าซื้อครีมกันแดดยี่ห้อดีๆเพื่อรักษาสภาพผิวและลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง

และยังมีอีกหลายๆสิ่งที่มนุษย์ยอมจ่ายเงินซื้อถูกมั้ยครับ ซึ่งสาเหตุเบื้องต้นแทบจะทั้งหมดมาจาก “ปัญหา” ทั้งนั้นเลย แต่เราไม่สามารถที่จะไปแก้ปัญหาทุกอย่างให้กับทุกคนได้ เราก็เลยต้องมาเลือกดูว่าเรา สนใจ,มีความสามารถ,มีทรัพยากร อะไรบ้างที่จะสร้างสินค้าหรือบริการออกมาขายเพื่อตอบสนองการแก้ปัญหานั้นๆได้บ้าง รวมกับการสำรวจความต้องการโดยละเอียดจากคำถามต่างๆที่เราสืบค้นได้

พลิกความคิดนิดหน่อยแค่นี้ก็ช่วยตอบคำถามว่าจะทำธุรกิจอะไรดีให้เราได้แล้วใช่มั้ยครับ และเมื่อเราเริ่มได้ผลตอบแทนจากการลงทุนหรือทำธุรกิจ ก็อย่าลืมหักเงินออม 10% จากรายได้ในแต่ละครั้งเหมือนที่เคยทำมาใน step แรกกันด้วยนะครับ 

กฎข้อที่ 3:เงินจะอยู่กับเจ้าของที่รู้วิธีการปกป้องมันอย่างดีและลงทุนด้วยความระมัดระวัง

ในกรณีที่เราสามารถดำเนินชีวิตทางด้านการเงินมาได้ถึงขั้นตอนนี้ คือ มีเงินเก็บแล้ว ลงทุนทำให้เงินงอกเงยได้แล้ว และเริ่มมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นๆ สิ่งที่เราต้องเรียนรู้เพิ่มเติมมากกว่าการหาเงินก็คือ จะเก็บเงินไว้ยังไงให้มันไม่หายไป สิ่งที่เราควรจะต้องศึกษาก็คือวิธีการจัดการเงิน จะทำยังไงไม่ให้มันหายไป และไม่นำไปลงทุนอะไรที่ไม่ควรจะลงทุน หรือดูมีแนวโน้มว่าจะเป็นการหลอกต้มตุ๋น 

ในหนังสือจะเป็นการแนะนำว่าเราควรจะหาที่ปรึกษาทางด้านการเงินที่ฉลาดและไว้ใจได้ เพื่อที่จะหาวิธีจัดการเงินของเราให้อยู่รอดปลอดภัยและเป็นหลักประกันในชีวิตของตัวเราเองและครอบครัวได้ 

ในความเห็นส่วนตัวของผมเอง คิดว่าก่อนที่เราจะหาที่ปรึกษาทางการเงิน มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำก่อนหน้านั้น 1 อย่างครับ คือเราควรจะต้องหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยตัวเราเองซะก่อน อย่างน้อยก็เป้นความรู้เบื้องต้นทั่วๆไปเกี่ยวกับการเงิน ด้วยความที่หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์มาตั้งแต่ คศ.1926 ผมคิดว่าบริบทของสังคมหรืออุตสาหกรรมการเงินในยุคนั้นน่าจะแตกต่างกับทุกวันนี้อยู่พอสมควรครับ จากที่เราจะได้เห็นและได้ยินอยู่บ่อยๆกับคำว่า “ที่ปรึกษาทางด้านการเงิน” มันมีคำนี้อยู่ในหลายๆวงการ ไม่ว่าจะเป็นการขายประกัน,การธนาคาร,หรือ การลงทุนต่างๆ ยังไม่นับรวมถึงคอร์สสัมมนาต่างๆซึ่งเรียกตัวเองว่าโค้ช,อาจาร์ย หรือที่ปรึกษาทางการเงินซึ่งอาจจะพาเราไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เราไม่ควรจะซื้อเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ในปัจจุบัน ผมคิดว่าตัวเราเองควรจะรู้ก่อนว่า เราต้องการอะไร เราต้องการจะทำยังไงกับเงินของเรา และเงินของเราพอมันไปอยู่ที่ไหนมันจะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง เมื่อรู้เบื้องต้นแบบนี้แล้ว เราไปหาที่ปรึกษาทางการเงินดีๆที่ไว้ใจได้จริงๆ ให้เค้าแนะนำเพิ่มเติม และเอาข้อมูลเหล่านั้นมาชั่งน้ำหนักตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็จะทำให้เราจัดการความเสี่ยงและรักษาเงินของเราไว้ได้ถูกต้องครับ

กฎข้อที่ 4 :เงินจะหายไปได้อย่างรวดเร็วถ้าเจ้าของนำไปใช้อย่างไม่มีความรู้ความชำนาญ

เคยเจอหรือเคยได้ยินมั้ยครับเวลาที่มีคนรอบขางหรือแม้แต่เพื่อนกันมาเมาท์ให้เราฟังว่า ให้เอาเงินไปลงทุนเรื่องนี้สิ กิจการนั้นสิ เทรนด์กำลังมา เราจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแน่ๆ หรือเค้าว่าดีอย่างนั้น เค้าว่ามันน่าสนใจอย่างนี้ เรื่องพวกนี้มีให้ได้เห็นได้ฟังกันบ่อยๆรอบตัวเรา คำถามก็คือ มันเป้นอย่างนั้นจริงๆหรอ?

การที่เราจะใช้เงินไปลงทุนกับอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์,หุ้น หรือทำธุรกิจ สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกอาจจะไม่ใช่เงินก็ได้นะครับ แต่มันคือความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างจริงๆจังๆ  ผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคย หรือเกือบเคย เอาเงินไปลงทุนในสิ่งที่ได้ยินมาว่า “เค้าว่ามันดี”  แต่ถามว่าดียังไง มีความเสี่ยงอะไรมั้ย คำตอบที่ได้ในใจคือ “ไม่รู้” อ้าวแล้วรู้ได้ไงว่าดีถึงตัดสินใจว่าจะไปลงทุน? “ก็เค้าว่ากันว่ามันดี หลายๆคนเค้าก็ทำกัน”  สิ่งพวกนี้แหละครับเป็นตัวดีเลยที่จะทำให้เงินเราหายไปได้ง่ายๆและรวดเร็วอย่างที่เรานึกไม่ถึง ถ้านึกไม่ออกก็ให้ลองนึกถึงเวลาที่มีคนบอกเราให้ซื้อหุ้นตัวนี้สิ เค้าว่าดี กำลังมา และพอเราซื้อไป ถือเท่าไหร่ก็เอาแต่ราคาตกลง ตกลง ไม่มาซะที มันเป็นแบบนั้นแหละครับ นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นและทำกันในเรื่องของการเงินซึ่งก็คือ “ตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึก” ไม่ได้ใช้เหตุและผลในการตัดสินใจแต่ละครั้ง ซึ่งก็จะนำไปสู่กฏข้อที่ 5 ครับ

กฎข้อที่ 5: เงินจะหนีจากเจ้าของที่หลงเชื่อการหลอกลงทุนหรือใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจลงทุน

พอคุณกลายเป็นคนมีเงิน โดยเฉพาะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มมีเงิน คนหลายๆประเภท ปัญหาของคนมีเงินหลายๆอย่างจะถูกดึงดูดเข้ามาหาคุณ พอคุณมีเงินฝากในธนาคารเยอะๆ มีธุรกิจ มีทรัพย์สิน คุณก็อาจจะเริ่มคิดว่าจะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี และจะทำให้มันงอกเงยเพิ่มยังไง ก็จะมีกลุ่มคนที่หวังจะใช้ความมั่งคั่งของคุณเพื่อหาผลประโยชน์ให้คุณ(และตัวเค้าเอง)เพิ่ม โดยอาจจะมาในรูปแบบของที่ปรึกษาทางการเงินแบบต่างๆ หรือมิจฉาชีพในคราบนักธุรกิจที่คิดจะหลอกเอาเงินคุณแล้วเชิด หรือแม้แต่การเล่นแชร์ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องระวัง ต้องใช้เหตุและผลในการตัดสินใจลงทุนหรือลงเงินกับอะไรซักอย่าง ถ้าคุณใช้ความรู้,ข้อมูลและเหตุผลในการตัดสินใจ คุณจะสามารถเห็นได้ว่าธุรกิจไหนที่มันลงทุนได้ หรือลงทุนไปแล้วเจ๊งแน่ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือคุณควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจและมองเห็นความเสี่ยงด้วยตัวของคุณเองแทนที่จะถูกหลอกล่อให้เข้าไปลงทุนในสิ่งที่คุณไม่มีความรู้และผลประโยชน์ก็ไปตกอยู๋กับคนที่จ้องจะงาบเงินของคุณไปด้วยการจับเสือมือเปล่า

ด้วยความรู้แบบนี้ คุณก็จะสามารถรักษาความมั่งคั่งที่คุณพยายามสร้างมากับมือเป้นระยะเวลาหลายปีไม่ให้มันหายไปไหน ให้เงินอยู่กับคุณ เป็นหลักประกันให้คุณและคนที่คุณรักต่อไป


ตอนที่ 5 (ยัง)ไม่ได้ลงทุนยังดีกว่าลงทุนแล้วหมดตัว

เมื่อมีเงินแล้วจะทำยังไงให้เงินที่มีอยู่มันงอกเงยขึ้นมาเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เราดี? คำถามนี้น่าจะเกิดขึ้นกับคนมีเงินหลายๆคน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาที่ดีอยุ่เหมือนกันนะครับ อย่างน้อยเราก็มีเงินพร้อมที่จะลงทุนละ

อย่างที่หนังสือ The Richest man in ฺBabylon ได้เน้นย้ำมาตั้งแต่แรกๆว่า ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเงินซะอีก เนื่องจากว่าถ้าเรามีเงินแต่เราไม่รู้วิธีที่จะใช้มันทำประโยชน์ เงินที่เรามีก็อาจจะหมดไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจ มีการวางแผนที่ดีและลงมือทำตามแผนนั้น เราจะสามารถสร้างตัวโดยเริ่มจากศูนย์ได้และเก็บออมเงินมาลงทุนสร้างผลตอบแทน หรือที่เรียกว่าใช้เงินทำงานนั่นเอง

ในตอนที่ 5 นี้ หนังสือให้ชื่อว่า The Gold Lender of Babylon ใจความหลักๆก็คือเมื่อตัวละครในหนังสือเริ่มที่จะมีเงินจากการทำงาน หรือจากการได้รางวัลพิเศษอะไรต่างๆมา(ถ้าเทียบในสมัยนี้อาจจะเทียบได้กับโบนัส ประจำปี) มีเงินสะสมอยู่จำนวณหนึ่งและอยากที่จะเอาไปใช้นู่นนี่ อาจจะเป็นการซื้อของที่อยากได้หรือลงทุนเพื่อที่จะได้รัผลตอบแทน และได้ไปปรึกษากับ Gold lender ซึ่งถ้าเทียบในสมัยนี้ก็น่าจะเป็นสถาบันการเงินที่ให้คนกู้ยืมเงินเพื่อไปใช้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ตามที่แต่ละคนต้องการ หรือหน่วยลงทุนของสถาบันการเงินต่างๆ

หลักคิดที่ได้รับจากในบทนี้ ส่วนตัวผมมองว่ามองได้ 2 แง่มุม คือมุมของคนที่ปล่อยกู้ กับ มุมของคนที่เป็นผู้กู้ 

ในมุมมองของคนที่ปล่อยกู้(หรือผู้ถือหุ้น/หน่วยลงทุน) หรือฝากเงินกับสถาบันการเงินเพื่อนำไปใช้ลงทุนสร้างผลตอบแทนก้คือ เมื่อเรามีเงินเราก็อาจจะใช้เงินของเราสร้างผลตอบแทนโดยการปล่อยกู้ให้กับคนที่มีความสามารถที่ชำระเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยหรือเงินปันผลได้ สิ่งที่เราต้องทำและต้องรู้ก็คือคนที่จะนำเงินเราไปลงทุนนั้นเค้ามีแผน มีความสามารถ มีแนวโน้มที่จะส่งคืนผลตอบแทนกลับมาให้เราได้หรือไม่ เช่นในกรณีที่เราต้องการจะนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุน (หรือแม้แต่ซื้อหุ้นก็ตาม) เราก็ควรจะศึกษาและมีความเข้าใจกับหน่วยลงทุนนั้นๆอย่างจริงจัง ว่าเค้าเอาเงินไปลงทุนในกิจการหรือทรัพย์สินอะไร แนวโน้มมันเป็นอย่างไร เงื่อนไขเป็นอย่างไรและมีความเสี่ยงอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ประเมินถูกว่าเราจะได้ผลตอบแทนกลับมาตามที่หวังจริงๆมั้ยและมันมีอันตรายอะไรแฝงอยู่ที่อาจจะทำให้เงินเราหายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกันครับ เพราะเลือกที่จะเชื่อนักวิเคราะห์ หรือที่ปรึกษาการลงทุนของสถาบันการเงินต่างๆ(ที่ได้คอมมิชชั่น จากการที่เราลงทุนกับเค้า) หรือหนักไปกว่านั้นคือ ได้ยินมาว่า “เค้าว่ามันดี” ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าฟังข้อมูลรอบตัวเหล่านั้นไม่ได้นะครับ เพียงแต่ว่าฟังแล้วต้องนำมาพิจารณาประกอบกับข้อมูลจริงที่เราหามาได้เพื่อตัดสินใจเองบนพื้นฐานของเหตุและผล ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณโยนเงินของคุณออกไปให้คนแปลกหน้าแล้วหวังให้เค้าคืนเงินต้นกลับมาพร้อมผลตอบแทน    

สำหรับอีกมุมมองหนึ่งซึ่งเป็นมุมมองของคนที่ต้องการหาเงินทุนหรือกู้เงินมาเพื่อเริ่มหรือขยายธุรกิจก็ตาม ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังเหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันและสำคัญมากก็คือเราต้องใช้เหตุผลและตัวเลขในการวางแผนเพื่อตัดสินใจเท่านั้น ไม่สามารถที่จะใช้อารมณ์หรือความหวังของเรามาตัดสินใจกู้เงินได้ เพราะในสายตาของเรา เรามักจะมองธุรกิจที่เราทำหรือทรัพย์สินที่เราลงทุนดีกว่าความเป็นจริงเสมอเนื่องจากมันประกอบไปด้วยความหวังและความโลภนั่นเอง สำหรับคนที่ต้องการกู้เลินมาทำธุรกิจ คุณจะต้องพิจารณา โอกาส,รายได้,ต้นทุนและความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงแผนสำรอง ของคุณให้ดีเนื่องจากกว่าการกู้เงินมาก็คือการก่อหนี้นั่นเอง ซึ่งถ้ามันเป็น “หนี้ดี” ก็ดีไป แต่ถ้ามันเกิดเป็น “หนี้เสีย” มันก็จะทำให้คุณและคนที่คุณรักลำบากและเสียเวลาชีวิตไปพอสมควรกับการมาเริ่มต้นหาเงินใช้หนี้ไปทุกวัน ทุกเดือน แทนที่ชีวิตจะได้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างสบายๆ 

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มมีเงินเก็บตามเป้าที่วางไว้แล้ว และอยากจะหาทางทำให้เงินงอกเงย หรือทำธุรกิจอยู๋แล้วและต้องการที่จะขยายธุรกิจตัวเองหรือไปลงทุนทำอะไรใหม่ๆด้วยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน แต่ยังไม่รู้ว่่าจะตัดสินใจกู้ดีมั้ยก็ลองถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆว่า 

  1. เรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะทำมากน้อยแค่ไหน?
  2. เรารู้มั้ยว่าเราจะหาซื้อสินค้านั้นๆได้ในราคาถูกที่สุดจากที่ไหน?
  3. แล้วเรารู้มั้ยว่าเราจะขายสินค้านั้นในราคาที่พอใจได้ที่ไหน ขายให้ใคร?

ในเบื้องต้น ถ้าเราสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยเหตุและผล ไม่ได้ใช้แค่ความรู้สึกนึกคิดหรือความหวัง เราก็พอจะมองเห็นลู่ทางสำหรับธุรกิจเรา ที่จะต้องไปกู้ยืมเงินธนาคารมาใช้เพื่อประกอบกิจการนั้นๆแล้วล่ะครับ แต่อย่าลืมพิจารณาถึงเรื่องอื่นๆเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วยนะครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรจะระวังอย่างมากๆนั่นก็คือการชักชวนหลอกไปลงทุน ไม่ว่าจะจากคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็แล้วแต่ เนื่องจากเราทุกคนมีความต้องการเงิน มีความโลภอยู่เป็นทุนเดิม ถ้าเราไม่มีความรู้หรือไม่มีสติมากพอเราอาจจะโดนชักชวนให้ไขว้เขวไปลงทุนในสิ่งที่ “ดีจนเกินไป ดีจนมันไม่น่าจะเป็นไปได้” และเสียหายหมดเนื้อหมดตัวเลยก็ได้

เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีเงินเก็บเงินออมตามเป้าหมายแล้ว ต้องการจะลงทุน ก็ขอให้ตัดสินใจด้วยเหตุผลและสติเป็นหลัก ถ้าไม่ชัวร์ก็ไม่ต้องรีบร้อนลงเงินครับ หาข้อมูล ศึกษาให้รู้จริงแล้วค่อยลงก็ยังไม่สาย เพราะว่าการที่เรายังไม่ได้ลงทุนตอนนี้ หรือลงช้ากว่าเพื่อน จริงอยู่ว่าถ้ามันเป้นการลงทุนที่ดีเราอาจจะได้ผลตอบแทนช้าหรือน้อยกว่าเค้าหรือที่เรียกกันว่าตกรถไฟ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าการตกรถไฟนี่มันดีกว่าหมดเนื้อหมดตัวอยู่มากๆเลยล่ะครับ


ตอนที่ 6 : จงวางแผนปกป้องความมั่งคั่งของตัวเองให้ดี (The Walls of Babylon)

ในระหว่างที่เรากำลังสร้างเนื้อสร้างตัว เก็บเงินเก็บทองเพื่อสร้างความมั่งคั่ง หลายๆครั้งที่เราคิดแต่จะมองไปข้างหน้าก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียว มุ่งมั่นทำงาน ลงทุนสร้างทรัพย์สินหรือธุรกิจ โดยที่ลืมไปว่าสิ่งที่เราหามาได้แล้วนั้นก็ต้องการการปกป้องให้อยู่ในสถานะที่ปลอดภัยเหมือนกัน เพราะในชีวิตของคนเรามักจะมีความเสี่ยงจากรอบด้านและเหตุการณ์ต่างๆรอบตัวเรา ทั้งที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในทุกๆวันนี้คือโรคระบาดที่เกิดขึ้นมาแล้วทำให้เศรษฐกิจหยุะงักเป็นเวลาหลายๆเดือน อาจจะทำให้ทรัพย์สินเงินทองที่เราหามาได้ร่อยหรอหรือหายไปหมดเลยก็ได้ ยังไม่นับเรื่องความเจ็บป่วยทั่วๆไปขอแต่ละคน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มีสิทธิจะเกิดขึ้นได้กับทุกๆคนโดยที่ไม่รู้ตัว ต้องใช้เงินทองในการรักษาพยาบาล หรือแม้บางทีเราหรือบริษัทของเราไปดำเนินการอะไรผิดพลาดและสร้างความเสียหายให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบ เราอาจจะโดนฟ้องจนหมดตัวเลยก็เป็นได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป้นความเสี่ยงที่เราจะต้องระวังและวางแผนรับมือไว้ตั้งแต่ตอนที่มันยังไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราอาจจะไม่ทันตั้งตัวและรับมือกับมันไม่ทัน

จัดการหรือลดความเสี่ยงทางการเงินอย่างไรดี?

ความเสี่ยงหรือปัญหาทางการเงินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือจะต้องระบุความเสี่ยงของตัวเองให้ได้และหาวิธีรับมือกับความเสี่ยงนั้นๆของเรา แต่ในที่นี้เราจะพูดถึงเครื่องมือที่นำมาใช้จัดการความเสี่ยงทางการเงินของ “คนทั่วๆไป”ครับ  สำหรับบุคคลทั่วๆไปถ้าท่านมี 3 อย่างนี้ก็ถือว่าท่านรับมือกับความเสี่ยงในชีวิตของท่านไว้ได้ดีในระดับที่พอจะสบายใจได้

1.ประกัน :

ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุ,ประกันชีวิต,ประกันอุบัติเหตุรถยนต์,ประกันภัยสำหรับบ้านของท่านหรือแม้แต้ประกันการท่องเที่ยว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือช่วยจัดการความเสี่ยงที่ดีและใช้ได้ผลทั้งนั้น โดยเฉพาะในเรื่องของประกันสุขภาพ เพราะสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ท่านอาจจะเจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุทำให้ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกวิธีและมีคุณภาพซึ่งมักจะมีราคาแพง แพงจนอาจจะทำให้หลายๆคนถึงขั้นล้มละลายได้ ทางกย่วยงานรัฐถึงจำเป้นที่จะต้องมีการตัดตั้งหลักประกันสุขภาพแห่งขาติขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ให้กับคนไทย ถ้าเป็นไปได้ การซื้อประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุไว้ให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะซื้อครับ เพราะในเวลาที่เราต้องการจะใช้มันจะช่วยเราได้มากจริงๆ แต่เรามักจะไม่เห้นความสำคัญของมันในเวลาที่เราไม่มีเรื่องใหญ่ๆต้องไปหาหมอ คนส่วนใหญ่จะไปใส่ใจกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ซะมากกว่า  แต่สำหรับใครหลายๆคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวหรือเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ก็อาจจะไม่สะดวกที่จะจ่ายเบี้ยประกันแพงๆหลายหมื่นบาทในแต่ละปี นั่นก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ครับ เครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยจัดการกับความเสี่ยงตรงนี้แทนก็คือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติชนิดต่างๆตามสิทธิของตัวเอง เช่น 

สิทธิหลักประกันสุขภาพจากรัฐ 3 อย่างด้านบนนี่จริงๆแล้วก็เป็นอะไรที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากโรคภัยต่างๆอย่างดีอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ได้รับความสะดวกสบายมากนักถ้าเทียบกับการไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนที่มีสัญญากับบริษัทประกันชั้นนำต่างๆ ซึ่งมักจะให้การบริการเราอย่างกับไปพักโรงแรม 5 ดาว แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นมาก ตรงนี้แล้วแต่ความพร้อมและการวางแผนของแต่ละคนครับ ตัวผมเองในปัจจุบันก็ยังต้องพึ่งพาประกันสังคมอยู่ อาจจะใช้บริการประกันกลุ่มที่ได้รับจากนายจ้างบ้าง แต่เป้าหมายของผม ผมก็อยากจะซื้อประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุไว้เป็นของตัวเองและคนที่ผมรักให้ได้เหมือนกัน เพราะการมีตัวเลือกไว้ยังไงก็ดีกว่าถูกมั้ยครับ

2.การลงทุนที่ดีและสร้างผลตอบแทนได้ :

หนังสือ The Richest Man in Babylon ได้พูดถึงการลงทุนไว้หลายๆครั้งตั้งแต่ตอนต้นๆ เพราะมันเป็นเครื่องมือที่จะพาเราไปสู่ความมั่งคั่งได้เป็นการนำเเงินจากการทำงานและเก็บออมมาต่อยอด ให้เงินหรือทรัพย์สินทำงานสร้างผลตอบแทนให้เราบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปลงทุนอะไรก็ได้นะครับ เราควรจะลงทุนในสิ่งที่เราได้ศึกษามันอย่างจริงจังจนมีความรู้ความเข้าใจเป้นอย่างดี ถึงเหตุและผล ที่มาที่ไปของมัน อย่างที่เน้นย้ำไปในตอนที่แล้วๆว่าจะต้องตัดอารมณ์ ความรู้สึก ความคาดหวังออกไปจากการลงทุนทำอะไรก็ตาม เพราะถ้าเราไปลงทุนในกิจการหรือทรัพย์สินที่เราไม่เข้าใจจริงๆแล้ว ถ้าโชคดีเราก็แค่ไม่ได้กำไร แต่ถ้าโชคไม่ดีเราอาจจะหมดตัวเลยก็ได้

3.เงินออมฉุกเฉิน

ไพ่ใบสุดท้ายของเรา แต่เป็นสิ่งแรกที่เราต้องเริ่มลงมือทำ นี่คือก้าวแรกของการสร้างความมั่งคั่งแบบยั่งยื่น ไม่ว่าเราจะจนแค่ไหน หรือจะรวยแค่ไหน การเก็บออมยังเป็นสิ่งท่สำคัญมากๆตลอดมาในทุกๆขั้นตอน สังเกตุมั้ยครับ หนังสือจะให้เราเริ่มด้วยการออมอย่างน้อย 10% เป็นอย่างแรกเลย เพื่อสร้างนิสัยและทัศนะคติให้ติดตัวเราไว้ พอออมจนได้ตามแผนแล้วค่อยมาคิดเรื่องจะเอาเงินไปลงทุนต่อยอดและขณะที่เรามีเงินมีทอง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้วก็ยังจะต้องออมต่อไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 10% ในทุกๆรายได้ที่ได้มา จากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วลองพิจารณาดูให้ดีจะเห็นได้ว่าความมั่งคั่งทุกๆอย่างจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าเราไม่เริ่มและรักษามันไว้ด้วยการออม

เครื่องมือ 3 อย่างที่ว่ามานี้เป็นตัวช่วยในการจัดการความเสี่ยงสำหรับคนทั่วๆไปได้ดีเลยนะครับ เพราะมันเป็นอะไรที่ไม่ได้ยากเกินไป จึงสามารถที่จะปฏิบัติได้จริง แต่ในกรณีที่ใครที่รู้ตัวว่าตัวเองหรือธุรกิจของตัวเองจะต้องมีการป้องกันความเสี่ยงที่ advance ขึ้นมามากกว่านี้ก็ต้องไปศึกษาหาความรู้ ลู่ทางเพิ่มเติมกันนะครับ

“We cannot afford to be without adequate protection”


ตอนที่ 7 : คนเป็นหนี้ต้องอ่าน! ทัศนะคติวิธีปลดหนี้และสร้างฐานะ(The camel trader of Babylon)

ในบทที่ 7 ของหนังสือ The Richest man in Babylon ให้ชื่อตอนว่า The camel trader of Babylon เป็นเรื่องเล่าของชายที่มีอาชีพเกี่ยวกับค้าขายอูฐคนหนึ่ง ที่เจอปัญหาชีวิตสุดคลาสสิคเหมือนกับใครหลายๆคนในยุคปัจจุบัน เป็นตัวอย่างนึงที่แสดงให้เห็นได้ค่อนข้างขัดเจนเลยนะครับว่าแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ถึงแม้จะถูกตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว ก็ยังเป็นแนวคิดที่พยายามจะแก้ปัญหาหลักๆในแบบเดียวกันกับในปัจจุบัน ข้อคิดจากเนื้อหาในบทนี้ มีอยู๋หลักๆ 3 อย่างครับ คือ

  1. อย่าโทษโชคชะตาถ้าชีวิตเปิดปัญหาหรือไม่ได้ดีอย่างที่เราคาดหวัง
  2. อย่าใช้เงินเกินตัวจนกลายเป็นหนี้สิน(ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)
  3. ถ้าเราตั้งใจจริงที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาชีวิต เราจะค่อยๆหาทางไปได้เรื่อยๆเอง

ซึ่งส่วนตัวผมเองพบว่าข้อคิด 3 ข้อที่หนังสือเขียนมานี้ เป็นเรื่องจริงและสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตได้จริงๆครับ 3 อย่างนี้เป็นทัศนะคติพื้นฐานเลยที่คนที่กำลังเป็นหนี้เป็นสินหรือประสบปัญหาชีวิตต้องมีติดหัวไว้เลยเพื่อที่จะปลดหนี้และพาชีวิตของตัวเองให้ดีชึ้นให้ได้ คราวนี้เรามาดูกันครับว่าในแต่ละข้อ เมื่อนำมาเทียบกับชีวิตจริงเพื่อที่จะปรับใช้ รายละเอียดมันเป็นยังไงกันบ้าง

1.อย่าโทษโชคชะตาถ้าชีวิตเปิดปัญหาหรือไม่ได้ดีอย่างที่เราคาดหวัง

ชีวิตของคนเราทุกคน(หรือส่วนใหญ) น่าจะมีปัญหาแตกต่างกันออกไปแล้วแต่เงื่อนไขชีวิต,ความผิดพลาดและประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึงแค่เรื่องการเงินเพียงอย่างเดียวแล้วกันนะครับ ณ ปัจจุบัน หลายๆคนอาจจะกำลังมีปัญหาทางด้านการเงิน เช่นรายได้ไม่พอรายจ่าย หรือเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ว่าจะหนี้บัตรเครดิต,สินเชื่อส่วนบุคคล,บัตรเงินสดผ่อนของ, หรือเป็นหนี้จากการทำธุรกิจแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจจะเป็นปัญหาการเงินอย่างอื่นเช่นไม่ได้มีหนี้สินอะไรนักแต่ก็ไม่สามารถที่จะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งได้ซักทีติดอยู่ตรงกลางมาตลอด

ในเวลาที่ชีวิตเกิดปัญหาหรือมีอุปสรรค บางคนอาจจะคิดและพูดหรือบ่นออกมาว่า “เราโชคไม่ดี” “เราจังหวะไม่ดี” หรือ “คนอื่นเค้าโชคดีไงเค้าเลยทำได้” เมื่อก่อนผมก็คิดแบบนี้ครับ มีทัศนะคติแบบนี้เหมือนกันที่ว่าปัญหาทุกอย่างมันเกิดจากความซวย แต่เมื่ออายุมากขึ้น คิดและมองอะไรได้รอบด้านมากขึั้น ได้ลองหันมาดูตัวเองจึงพบว่า ปัญหาในชีวิตแทบจะทั้งหมดมันเกิดมาจากตัวเราเองนี่ล่ะ

เพราะว่าปัญหาทั้งหลลายมันเป็น”ผล” โดยเกิดจากเกตุคือตัวเราและการกระทำของตัวเราที่ผ่านๆมา เราเป็นหนี้สินเพราะเรากู้เงินมาทำธุรกิจแล้วเจ๊ง,เราเป็นหนี้บัตรเครดิตเพราะเราใช้จ่ายเกินตัวโดยเอาอารมณ์เป็นหลัก ไม่มีการวางแผนการเงินที่ดี ซึ่งการที่ผมสามารถนึกขึ้นได้ มองเห็นและยอมรับเรื่องจริงตรงนี้ได้นี่ล่ะครับเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการเริ่มแก้ปัญหาชีวิต ปลดหนี้สินและสร้างเนื้อสร้างตัว มองหาสาเหตุแล้วแก้ที่ตรงต้นเหตุมัน ใช้เวลาแก้ปัญหาไปเรื่อยๆด้วยทัศนคติและความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อว่าชีวิตก็จะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆและจบปัญหาการเงินได้ในที่สุดครับ 

2.อย่าใช้เงินเกินตัวจนกลายเป็นหนี้สิน(ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าปัญหาเรื่องหนี้บริโภคนี่จริงๆมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว แต่มันก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆ ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความโลภ ความอยากเป็นที่ยอมรับอยู่ในตัวเรา ต้องบอกก่อนว่าคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้เสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ใช่ว่าท่านเป็นคนไม่ดีนะครับ จริงอยู่ที่ว่ามันดูเป็นเรื่องน่าอาย แต่ถ้าใครที่กำลังติดอยู่กับปัญหานี้ ขอให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่สำคัญคือเมื่อเราเจอปัญหานี้แล้วเราต้องเรียนรู้จากมันให้ได้มากที่สุด เก็บบทเรียน สั่งสมประสบการณ์ในการสร้างทักษะทำมาหากินเพื่อสร้างรายได้เพิ่มจนเปลี่ยนหนี้สินเป็นอิสระภาพทางด้านการเงิน หยุดก่อหนี้เสียทั้งหลายแล้วค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละอย่าง

ตัวผมเองก็เป็นคนนึงที่ติดหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเหมือนกันครับ และก็พยายามหาความรู้หาช่องทางและวิธีที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมกับการสร้างรากฐานให้ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆด้วยการสร้างทรัพย์สินดิจิตัล และผมได้เรียนรู้แล้วว่าผมจะไม่ใช้เงินที่ผมไม่มีอยู่จริง อีกต่อไป หยุดก่อหนี้บัตรเครดิต จ่ายในสิ่งที่สำคัญและจำเป็นจริงๆเท่านั้น

3.ถ้าเราตั้งใจจริงที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาชีวิต เราจะค่อยๆหาทางไปได้เรื่อยๆเอง

ในเวลาทีชีวิตมีแต่ปัญหารุมเร้า เราก็มักจะเหนื่อยและพาลท้อแท้ไปกับทุกสิ่งจนรู้สึกว่ามันมองไม่เห็นทางที่จะแก้ปัญหา หรือไม่รู้ว่าความวุ่นวายเหล่านี้จะจบสิ้นไปเมื่อไหร่ และสิ่งที่แย่ไปกว่านั้นก็คือบางคนอาจจะยอมแพ้ไปเลยก็ได้ ซึ่งขอบอกเลยนะครับว่า ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด เหนื่อยก็พัก ท้อก็หาอะไรบันเทิงสนุกไปทำบ้าง แต่ห้ามท้อ ต่อให้ต้องคลานหรือเดินช้าแค่ไหนขอแค่ให้เราค่อยๆก้าวไปข้างหน้า อย่าหยุด ชีวิตเราก็จะดีขึ้นได้ ยึดมั่นกับความตั้งใจและความอยากมีชีวิตที่ดีไว้ ตั้งใจจริง วางแผนและทำมันไปจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ ในตอนแรกที่เราเริ่มทำอะไรซักอย่างเพื่อแก้ปัญหาในชีวิต เราอาจจะยังลู่ทางต่างๆได้ไม่ชัดนัก แต่พอเราพยายามหาทาง พยายามคิด ควบคู่ไปกับการลงมือทำเราก็จะเริ่มเห็นเส้นทางที่จะต้องเดินต่อไปสู่ความสำเร็จเอง

“Where the determination is, The way can be found”.


แนวคิดหลักๆที่ได้จากหนังสือจะเป็นประมาณที่ได้เล่ามาทั้งหมดนี้ครับ โดยที่ผมจะไม่ได้นำทุกคำพูดทุกตัวอักษรมาเล่าหรือมาแปลทั้งหมด เนื่องจากคนอ่านก็จะเสียอรรถรสในการอ่านไป และไม่แน่ใจว่าถ้าทำแบบนั้นมันจะเหมือนการก็อปปี้เนื้อหามาแปลให้อ่านและละเมิดหนังสือเค้าไปรึเปล่า ความตั้งใจของการรีวิวหนังสือ The Richest Man In Babylon นี้ก็คือเป็นการเล่าสาระที่ได้จากหนังสืออย่างคร่าวๆ ร่วมกับประสบการณ์ในชีวิตของผมที่ได้เจอมาเองว่ามันสามารถเรียนรู้ แก้ไข ทำให้ชีวิตการเงินของเราดีขึ้นได้อย่างไร

โดยรวมแล้วผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีมากเล่มนึงครับ ให้ข้อคิดและการปฏิบัติง่ายๆในแบบที่หลายๆคนนึกไม่ถึง และที่สำคัญคือมันสามารถนำไปทำได้จริงและสำเร็จได้จริง เพราะฉะนั้นผมแนะนำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เด็กอยู่ในวัยกำลังโต กำลังใช้เงินอ่าน ก่อนที่จะต้องออกไปเผชิญโลกการเงินแห่งความเป็นจริงครับ

ถ้าใครสนใจอยากหาซื้อมาอ่านท่านสามารถสั่งซื้ออนไลน์ได้ทาง link ด้านล่างนี้เลยครับ

2 Replies to “เริ่มจากศูนย์ก็รวยได้ รีวิว/สรุปThe Richest Man in Babylon เศรษฐีชี้ทางรวย”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *